Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บทที่ ๓ การสร้างโครงเรื่อง ... ร่างบทพูดของผม เรื่องไฟใหม้บ้านเรา



ท่านพิธีกร สมาชิกสโมสรฯ และผู้มีเกียรติทุกท่าน

โจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ ครั้งเดียว เป็นคำพังเพยที่แสดงให้เห็นความรุนแรงของไฟไหม้ ได้อย่างชัดเจน โจรปล้นทรัพย์สินไปแต่ไม่ว่าจะปล้นกี่ครั้ง อย่างน้อยก็ยังเหลือบ้านไว้ ยกเอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็น ไฟไหม้แม้แต่บ้านก็ยังไม่เหลือ

เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น เราจะเห็นคนสามกลุ่มอยู่ในเหตุการณ์เสมอ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่ม คนดู หรือจะเรียกไทยมุงก็ได้ บางคนดูด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนดูเพื่อหวังผลประโยชน์ที่จะลักขโมยสิ่งของบางคนดูด้วยความสะใจ

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มผู้ที่รับผิดชอบตามหน้าที่เข้ามาดับไฟ เช่น นักดับเพลิง เข้ามาช่วยเหลือดูแล เช่น รถพยาบาล

กลุ่มที่สามซึ่งผมคิดว่าเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด ก็คือ กลุ่มอาสาเข้ามาช่วยขนของช่วยกันขนน้ำดับไฟ ช่วยสังเกตบอกเจ้าหน้าที่ว่าตรงไหนที่มีปัญหาแล้วก็เข้าไปช่วยกันจัดการคนกลุ่มนี้ ไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาทำ ไม่ได้มีส่วนเสียหายกับไฟไหม้ไม่ได้ประโยชน์ไม่ได้หน้า แต่เข้ามาช่วยเหลือ มาเสี่ยงกับอันตราย

ทั้งสามกลุ่ม ก็จะมีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกันเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

กลุ่มคนดู (ไทยมุง) ร่างกายสะอาด มองโน่นนี่พูดคุยกัน

กลุ่มสองกับกลุ่มสาม เป็นคนทำงานเสื้อผ้าหน้าตาสกปรก วิ่งไปมา ทำโน่นนี่นั่น ท่าทางเหนื่อยล้า

ถ้าเปรียบเทียบว่า การเมืองเหมือนกับไฟ การเมืองบ้านเราตอนนี้ก็คงเหมือนกับไฟที่กำลังลุกลามเผาใหม้บ้านเรือนคนที่ลงเล่นการเมือง เหมือนกับ คนที่อาสาเข้าไปช่วยกันดับไฟ ช่วยกันขนของหนีไฟ แน่นอนว่า ต้องเปียกต้องเหนื่อย ต้องเลอะเทอะเปรอะเปี้อน สิ่งสกปรก และ เสี่ยงอันตราย ส่วนคนที่ไม่ได้มาลงเล่นการเมืองโดยตรงก็คงเหมือนกับคนที่ยืนดูไฟไหม้ ไม่เลอะ ไม่เสี่ยงอันตราย สบาย ๆ แถมอาจรู้สึกตื่นเต้นกับภาพที่ตนเองมองดูอยู่ เมื่อเห็นคนที่เข้าไปช่วยกันดับไฟทำไม่ได้อย่างที่ตนเองคิด ก็พูดว่า ไปดับตรงโน้นสิ รีบหน่อยไฟไหม้เยอะแล้วทำไมไม่รีบดับไฟ มัวทำอะไรอยู่ กินเหล้ามาหรือเปล่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางคนก็พูดว่า พวกนี้สกปรก หน้าตามอมแมมดูไม่ได้เลย แต่ก็ยังดี ที่มีบางคน พูดให้กำลังใจ

ถ้าโบราณบอกว่า โจรปล้นสิบครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว

ผมอยากจะเสริมต่อว่า ไฟไหม้สิบครั้ง ก็ไม่เท่ากับนักการเมืองเลว ๆ หนึ่งคน เพราะ ไฟไหม้อย่างน้อยก็ยังเหลือที่ดินเอาไว้แต่นักการเมืองเลว ๆ สามารถฉ้อฉลทุจริตงบประมาณที่จะนำไปพัฒนาบ้านเมืองทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น การศึกษาของลูกหลานในอนาคต นักการเมืองเลวสามารถทำให้ประชาชนหลายหมื่นหลายแสนคนเดือดร้อนหมดเนื้อหมดตัวไม่เหลือแม้แต่ที่ดิน และที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือ ไม่เหลือแม้กระทั่งอนาคตของลูกหลาน

ขณะนี้ บ้านเมืองเรา กำลังถูกไฟไหม้จากนักการเมืองทุจริต นักธุรกิจการเมืองที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ขึ้นอยู่กับทุกท่านตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ในกลุ่ม คนยืนดูไฟการเมืองเผาบ้านเรา แบบ สะอาด สบาย แล้วพูดบ่นก่นด่านักการเมือง หรือ จะเลือกเข้ามาอยู่ในกลุ่มคนอาสาเข้าไปช่วยกันดับไฟช่วยกันขนน้ำ ช่วยกันขนสิ่งของหนีไฟ ช่วยกันคนละนิดละหน่อย คนละไม้ละมือตามกำลังความสามารถที่เรามี

เพื่อตัวเรา เพื่อลูกหลานเรา เพื่อบ้านเรามาช่วยกันดับไฟบ้านเรากันเถอะครับ



ปล.

หนังสือเทคนิคการพูดฯ เรียบเรียงโดย อ.สันติ อภัยราช สามารถดาวโหลดมาอ่านได้ที่  //sunti-apairach.com/book/book1pdf/booksec1_012.pdf







 

Create Date : 02 ตุลาคม 2555   
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 13:53:09 น.   
Counter : 2747 Pageviews.  

บทที่ ๒ การเล่าเรื่องประทับใจ ... ร่างบทพูดของผม






เมื่อ ๓๔ ปีที่แล้วเด็กประถมเกือบทุกคนในจังหวัดกำแพงเพชร ใฝ่ฝันที่อยากจะเข้าเรียนต่อชั้นมัธยม ในโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมทั้งจากชื่อเสียงของโรงเรียนที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนักเรียนที่สามารถเรียนต่อเข้ามหาวิทยาลัย รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่กว้างขวาง มีตึกใหญ่โต ( สมัยนั้นมีอาคารเป็นตึก อยู่ ๒ หลัง และอาคารไม้ ๑ หลัง )

ตัวผมเองก็เช่นกันหลังจากเรียนจบโรงเรียนวัฒนศิริวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประถม ของเอกชน อยู่ที่บ้านปากดง ต.ไตรตรึงษ์ ผมก็สอบเข้าเรียนต่อที่ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมจากโรงเรียนประถมนักเรียน สองร้อยกว่าคน มาสู่ โรงเรียนมัธยมนักเรียนเกือบสองพันคน จากโรงเรียนที่มีอาคารเรียนชั้นเดียวสองหลังมาสู่โรงเรียนที่มีตึกสี่ชั้นสองตึก อาคารไม้สองชั้น จากโรงเรียนพื้นที่ขนาด ๑สนามฟุตบอล มาสู่โรงเรียนขนาด ๕ สนามฟุตบอล

แต่เมื่อได้เข้ามาเรียน ผมก็พบว่า โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมไม่ได้มีแค่ชื่อเสียงและสถานที่เท่านั้น ยังมีความรักความเอื้ออาทร ของครูอาจารย์ที่มีให้ ศิษย์ ผ่านการดูแล อบรมสั่งสอนและ ไม้เรียว ( ที่ตีด้วยความรัก)

มีครูอาจารย์หลายท่านที่ฐานะก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่ท่านก็เสียสละเวลามาสอนเพิ่มเติม สอนพิเศษให้กับนักเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นในบางครั้งยังเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมอีกต่างหาก หลายท่านนอกจากสั่งสอนวิชาการในห้องเรียนแล้วก็ยังอบรมดูแล การแต่งกาย กริยามารยาท การปฏิบัติตัว และให้อภัยกับศิษย์ ที่ทำผิดถึงแม้ว่าความผิดนั้นจะรุนแรงถึงกับผิดกฎหมาย ( ลักขโมย ทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท) ก็ตาม ซึ่งถ้าท่านยึดระเบียบทำตามกฎหมาย ก็คงมีหลายคน ที่หมดอนาคต ไม่ได้เป็นหมอ ครู ตำรวจ นักธุรกิจ ฯลฯ เหมือนในปัจจุบัน

ตอนเป็นนักเรียน ผมเรียนเก่งบางวิชาเช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิชาที่เรียนไม่ค่อยดี เช่น บัญชี วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม กีฬากรีฑาสรุปว่า โดยรวมแล้วผมก็ไม่ได้เรียนเก่งที่สุด หรือ สมองดีที่สุด แต่สิ่งที่ผมคิดว่าแตกต่างจากคนอื่นก็คือ ความมุ่งมั่น ซึ่งแรงผลักดันอย่างหนึ่งก็คือความยากจน ถ้าไม่เรียนให้ดี สอบเรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ ก็ต้องออกไปทำงานรับจ้างเพราะ ไม่มีความรู้ทักษะอาชีพเลย และพ่อแม่ก็ไม่มีกิจการร้านค้าให้ทำ ไม่มีเงินที่จะส่งผมเรียนมหาวิทยาลัยของเอกชน (พ่อแม่ผมต้องส่งน้องอีก ๓ คน )

ขอแทรกเทคนิคการเรียนที่ผมใช้ในการเรียนเช่น ผมอยู่ปากดงต้องนั่งรถโดยสารไปและกลับโรงเรียน ผมจดโน้ตใส่กระดาษ แล้วพับเล็กๆ เอามาเปิดอ่านตอนเวลานั่งรถโดยสารกลับบ้าน ทำข้อสอบเก่า ทำแบบฝึกหัด แทนการอ่านหนังสือนอนตอนหัวค่ำแล้วตื่นตอนดึกเพื่อมาอ่านหนังสือติวให้เพื่อนนอกจากได้ความรู้สึกดีจากเพื่อนแล้วตัวผมเองก็ยังได้ฝึกหัดแก้ปัญหาทบทวนความรู้อีกด้วย ความพยายามของผมก็ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าคือ ผมสอบติดทั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ โครงการแพทย์ชนบทมหาวิทยาลัยมหิดล

ผมเลือกเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ยังมีปัญหาใหญ่ตามมาก็คือผู้ที่สอบได้คณะแพทย์ จะต้องทำสัญญาชดใช้ทุน โดยเมื่อเรียนจบต้องทำงานในโรงพยาบาลของราชการอย่างน้อย ๓ ปี หรือ ถ้าไม่รับราชการ ก็ต้องเสียค่าปรับสี่แสนบาท การทำสัญญานี้ จะต้องใช้หลักฐานการเงินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งพ่อแม่ผมไม่มี จึงต้องใช้วิธีให้ข้าราชการ ซี ๖ ขึ้นไปมาเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งพ่อแม่พี่น้องญาติ ก็ไม่มีใครเป็นข้าราชการ อีกเช่นกัน แต่โชคดีที่ได้รับความกรุณาจากอาจารย์ วัฒนา ขอนทอง เดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อเซนต์สัญญา ค้ำประกัน (ขนาดจบแล้วก็ยังต้องรบกวนอาจารย์)ซึ่งถ้าพูดไป อาจารย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ เพราะทำไปอาจารย์ก็ไม่ได้อะไรตอบแทน แถมต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และ ที่หนักที่สุดก็คือ อาจต้องเสียเงิน สีแสนบาท ถ้าผมเรียนจบแล้ว ไม่ยอมออกไปชดใช้ทุนตามสัญญาซึ่งสัญญานี้ มีผลต่อเนื่องไปอีก ๖ ปีจนกว่าที่ผมจะเรียนจบอาจารย์ก็ต้องลุ้นอีกนานว่า ผมจะเรียนจบหรือไม่ จบแล้วจะใช้ทุนหรือไม่

สิ่งที่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมในขณะนั้น แตกต่างจากโรงเรียนอื่น ก็คือ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ทั้งกีฬาสีกองเชียร์ กิจกรรม ที่ยังประทับใจ จนถึงตอนนี้ เช่น

· การแข่งขันกีฬาสี ภายในโรงเรียนขณะนั้นมี ๔ คณะสี ตอน ม.๕ ผมได้เป็นประธานสี ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่มีใครอยากรับตำแหน่งนี้ แต่ เพื่อนทุกคนช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่

· การเชียร์และแปรอักษรในการแข่งขันกีฬาจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของจังหวัดด้วยทำได้ยิ่งใหญ่อลังการมาก งานนี้ต้องยกเครดิตให้อาจารย์และรุ่นพี่

· เข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือเนตรนารีนอกสถานที่ ลูกเสือขี่จักรยานไปจากโรงเรียนถึงแก่งเกาะร้อย ส่วนเนตรนารีนั่งรถไป

· การทัศนศึกษา นอกจากผมได้ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วผมยังได้เห็น ทะเล เป็นครั้งแรก

· เป็นไกด์นำเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ ด้วยเกวียน ในงานกล้วยไข่ งานนบพระเล่นเพลง

· กิจกรรมหารายได้ เช่น จัดฉายภาพยนต์แสดงดนตรี รับฝากรถในงานกล้วยไข่ เดินขอรับบริจาค จากห้างร้าน เป็นต้นเพื่อนำมาทำกิจกรรมกีฬาสี และ จัดสร้าง ศาลาศิลาแลง(ที่ตั้งอยู่กลางสนามฟุตบอลในขณะนี้ )

ในขณะนั้นทำกิจกรรมเพราะความสนุก ได้เที่ยวได้เล่นกับเพื่อนกับพี่กับน้องไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ จึงได้เข้าใจว่า กิจกรรมนอกห้องเรียนเหล่านี้มีส่วนสร้างให้เกิดทักษะการดำรงชีวิตในสังคม ทักษะในการทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการฯลฯ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากหนังสือ จากการเรียนการอ่านจะต้องเข้าร่วมทำกิจกรรมด้วยตนเองเท่านั้น แต่เป็นส่วนที่สำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตและทำงานก็ต้องขอบคุณ ครูอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยกันผลักดันให้คำปรึกษากับนักเรียนนักกิจกรรมทั้งหลายได้มีโอกาสทำกิจกรรม

สิ่งที่ผมมีในวันนี้ สิ่งที่ทำให้นักเรียนหลายต่อหลายรุ่นเมื่อจบออกไปแล้ว มีรายได้มีอาชีพ มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จตามสมควร ก็คือ ครู อาจารย์ ที่ให้ความรู้ ให้ความรัก เสียสละทุ่มเท ให้กับ ศิษย์ นั่นเอง ไม่ใช่จากสิ่งของ อาคารสถานที่แต่อย่างใด

พระคุณของ ครู ยังอยู่ในใจศิษย์เสมอ



ปล. เชิญชม ประวัติโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม เรื่อง หนึ่งศตวรรษ วัชร นารี คือศักดิ์ศรีกำแพงเพชรพิทยาคม  โดย อ.สันติ อภัยราช

https://www.youtube.com/watch?v=j8wXebswwVE&feature=share&list=UUEC99ENc2JvV-L7u1caskpg




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2555   
Last Update : 1 ตุลาคม 2555 13:10:11 น.   
Counter : 12202 Pageviews.  

บทที่ ๑ การแนะนำตนเอง .. ร่างบทพูดของผม

บทที่ ๑



ร่าง บทพูด ของผม ..


พนมกร พรสวรรค์ สรรเพชร เผด็จศึก

เป็นชื่อของพี่น้องของผมพ่อผมตั้งให้ตามจังหวัดที่ลูกเกิด ผมเป็นลูกชายคนแรกชื่อ พนมกร เกิดที่ จ.นครพนม น้องสาวคนที่สองชื่อพรสวรรค์ เกิดที่จังหวัด นครสวรรค์น้องชายคนที่สามชื่อ สรรเพชร เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชรส่วนน้องชายคนเล็ก เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชรเหมือนกัน ไม่ได้ตั้งชื่อตามจังหวัด แต่พ่อก็บอกว่ามีลูกพอแล้ว ตอนแรกจะตั้งว่า เผด็จศึก เพื่อความคล้องจอง แต่พ่อผมเห็นว่าค่อนข้างรุนแรงไปหน่อย จึงตัดเหลือชื่อว่า เผด็จ

ที่ต้องย้ายไปหลายจังหวัดก็เพราะพ่อผมมีอาชีพรับจ้างย้ายไปทำงานตามจังหวัดต่าง ๆ จนท้ายสุด ก็มาลงหลักปักฐานที่ บ้านปากดงต.ไตรตรึงษ์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เพราะ พี่สาวของพ่อ แต่งงานแล้ว ชวนมาอยู่ด้วย

พ่อผมชื่อ เชื่อมเป็นคนท่าน้ำอ้อย จังหวัดนครสวรรค์ คนไทยแท้ พ่อผมเรียนจบชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ จากโรงเรียนการช่างนครสวรรค์ ส่วนแม่ผม ชื่อ ม่วย ลูกคนจีนอาก๋งมาจากเมืองจีน เรียนจบ ประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งถือว่า ดีมากสำหรับเด็กสมัยก่อนและ ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิง ลูกคนจีน ได้เรียนก็เพราะรัฐ บังคับ

พ่อผมทำอาชีพรับจ้างเป็นช่างไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ สร้างบ้าน ส่วนแม่ ก็เป็นแม่ค้าขายขนม ขายไก่ย่าง ฐานะทางบ้านตอนที่ผมเกิด หลายคนบอกว่า ชีวิตเริ่มจากศูนย์ แต่ชีวิตผม ต้องเรียกว่า ติดลบ เท่าที่จำความได้บ้านที่อยู่เป็นบ้านเช่า ห้องแถวไม้ ชั้นเดียว มีหนี้สิน แต่ไม่มีทีวีสมัยก่อนเวลาจะดูทีวี ก็ต้องไปดูบ้านคนอื่นหรือที่ร้านค้าในตลาด ผมไม่ได้เรียนอนุบาลไม่ได้เรียนพิเศษ เพราะต้องมาช่วยแม่ขายของ และ ทำงานบ้าน แบ่งหน้าที่กับน้องสาวถึงแม้ว่าจะลำบาก แต่สิ่งที่ผมและน้อง ๆ โชคดีกว่าเด็กส่วนใหญ่ ก็คือ พ่อแม่ เห็นความสำคัญของการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนทั้งการกระทำและคำพูด ตอนอายุ ๖ ขวบ ผมจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัฒนศิริ ซึ่งเป็นโรงเรียนประถม ของเอกชน ที่ ปากดง แน่นอนว่าโรงเรียนเอกชนก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล ทั้งที่ตอนนั้นบ้านก็เช่าอยู่ มีหนี้สิน ถ้าเป็นพ่อแม่คนอื่นคงให้เรียนโรงเรียนรัฐบาลไปแล้ว พ่อพูดเสมอว่า พ่อแม่ ไม่มีทรัพย์สิน อะไรให้ก็มีแต่วิชาความรู้ แต่พ่อแม่จะให้ลูกเรียนดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะทำให้ได้ ก็แล้วแต่ว่าลูกคนไหนจะขวนขวายเอาไป

หลังจากเรียนจบชั้นประถมการศึกษาปีที่ ๖ ผมก็สอบเข้าเรียนต่อได้ที่ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนมัธยมที่เด็กนักเรียนประถมอยากเข้าเรียนมากที่สุดเพราะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด มีชื่อเสียง ตอนเรียนผม อาจเก่งบางวิชา เช่นคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ แต่โดยรวม แล้วก็ไม่ได้เรียนเก่งที่สุดหรือ สมองดีที่สุด สิ่งที่ผมคิดว่าแตกต่างจากคนอื่นก็คือ ความมุ่งมั่นซึ่งแรงผลักดันอย่างหนึ่งก็คือ ความยากจน ถ้าไม่เรียนให้ดี สอบเรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ก็ต้องออกไปทำงานรับจ้าง เพราะ ไม่มีความรู้ทักษะอาชีพเลยและพ่อแม่ก็ไม่มีกิจการร้านค้าให้ทำ

ผมพยามยามใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุดในการเรียน เช่น จดโน้ตใส่กระดาษเล็ก ๆ เอามาเปิดอ่านตอนเวลานั่งรถโดยสารกลับบ้าน ทำข้อสอบทำแบบฝึกหัดแทนการอ่านไปเรื่อย ๆเป็นต้น ความพยายามของผมก็ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า คือผมสอบติดโค้วต้าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ โครงการแพทย์ชนบทมหาวิทยาลัยมหิดล

ถ้าถามว่าผมเลือกคณะแพทย์ ด้วยความชอบความรัก ตั้งใจอยากเป็นแพทย์หรือไม่ ก็ต้องตอบตรง ๆว่า ไม่ใช่ ผมอยากเรียนคณะวิศวะกรรมศาสตร์เนื่องจาก ผมชอบวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชอบคิดคำนวณ ไม่ชอบท่องจำ แต่เมื่อสอบได้ผมก็ไปเรียน โดยเลือกเรียนที่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลสองข้อหนึ่ง ผมไม่ชอบกรุงเทพ รถติดคนเยอะ มีแต่ตึกกับคน ผิดกับเชียงใหม่ อากาศดีบรรยากาศดี ที่เที่ยวเยอะ ข้อสอง ก็คือ ผมเป็นคนแรกของจังหวัดกำแพงเพชรที่สอบได้โค้วต้าคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยึดคติว่า หัวหมา ดีกว่า หางสิงโต

เมื่อตัดสินใจแล้วก็ยังมีปัญหาใหญ่ตามมาก็คือ ผู้ที่สอบได้คณะแพทย์ จะต้องทำสัญญาว่าเรียนจบแล้วต้องทำงานใน โรงพยาบาลรัฐบาลเป็นเวลา ๓ ปี โดยการทำสัญญานี้จะต้องมีผู้ค้ำประกันเป็นข้าราชการซีหกขึ้นไป หรือ เงินสี่แสนบาท ตอนนี้เองที่ผมได้รับความกรุณาจากอาจารย์ วัฒนา ขอนทอง เดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อทำสัญญาค้ำประกัน ซึ่งถ้าพูดไปอาจารย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ เพราะทำไป อาจารย์ก็ไม่ได้อะไรตอบแทนแถมต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และ ที่หนักที่สุด ก็คือ อาจต้องเสียเงิน สีแสนบาทถ้าผมเรียนจบแล้ว ไม่ยอมออกไปชดใช้ทุนตามสัญญา

ตอนเรียนก็อยู่ระดับกลาง ๆ แต่ชอบทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น การออกค่ายพัฒนาชนบท (พอช.)ชมรมถ่ายภาพ ชมรมไม้ดอกไม้ประดับ ตอนปี๕ ทำงานสโมสรนักศึกษาแพทย์และเป็นประธานจัดงานกีฬาคณะแพทย์ ( กีฬา๘เข็ม) ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากเพื่อน ๆในคณะแพทย์ ช่วยกันจัดงานจนประสบความสำเร็จ

หลังจากเรียนจบแพทย์ทั่วไปผมก็เรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง เป็นหมอกระดูกและข้อ หรือ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่ออีก ๓ ปีรวมเวลากว่าที่จะจบมาเป็นหมอกระดูกและข้อ ก็ สิบปี พอดี เมื่อเรียนจบผมก็กลับมาทำงาน ที่ โรงพยาบาลกำแพงเพชร นอกจากทำหน้าที่เป็นหมอกระดูกและข้อแล้วผมยังได้รับความกรุณาจากผู้อำนวยการให้เป็น หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หรือ เรียกเต็ม ๆว่า ฝ่ายพัฒนาคุณภาพบริการและวิชาการ

เมื่อรับราชการผ่านไป๑๕ ปี ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ผมจึงลาออกจากราชการ มาเปิดคลินิกรักษาโรคกระดูกและข้อมีเวลาว่างผมก็เข้าไปตอบคำถามปัญหาสุขภาพในอินเตอร์เนต ผ่านเวบพันทิบ ห้องสวนลุมเวบไทยคลินิก และ ทางเมล์ โดยใช้ชื่อว่า หมอหมู เพราะ ผมถือว่า เป็นการตอบแทนสังคมทางหนึ่ง

ผมแต่งงานกับคุณธิดา ครูเจริญ ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของ คุณประสิทธิ์ ครูเจริญ หรือ เถ้าแก่ซ้งเจ้าของโรงงานน้ำตาลทรายกำแพงเพชร และ ห้างเทพประสิทธิ์ในอดีต ผมมีบุตรชาย ๑ คน ชื่อ นาย กฤตตานนท์ดิษฐสุวรรณ์ ขณะนี้เรียนอยู่ปี ๒คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผมก็บอกเขาว่า เรื่องเรียนสำคัญที่สุด พ่อแม่ ไม่มีทรัพย์สิน อะไรให้แต่จะให้ลูกเรียนดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะทำให้ได้







 

Create Date : 30 กันยายน 2555   
Last Update : 30 กันยายน 2555 14:54:43 น.   
Counter : 4664 Pageviews.  

ภาพสมาชิก สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ๒๕๕๕

ภาพสมาชิก สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร ๒๕๕๕



























สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร เปิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ มีกิจกรรมฝึกพูดทุกวันพุธ เวลา ๒๐.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ที่ ห้องประชุมสงฆ์ วัดคูยาง ท่านใดสนใจ ก็เรียนเชิญนะครับ " ฟรี " ..

นายกสโมสรฯ นาย ปรีชา แก้วสุข
เลขาฯ นาย สายรุ้ง วงษ์สมบูรณ์
ลิงค์เฟสสโมสรฝึ
กการพูดกำแพงเพชร https://www.facebook.com/groups/337356062959768/

อ.สันติ อภัยราช https://www.facebook.com/profile.php?id=100000983356949%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2

สายรุ้ง วงษ์สมบูรณ์ https://www.facebook.com/rung.somboon.5
ดญ.ทวิกา อินทโส ( ปิ่น ) https://www.facebook.com/pinsimiปล.


ลุงสุทัศน์ พูดถึงหลักการพูดในที่ชุมชน
ว่า มีหลักสำคัญ ๓ ประการ
๑. ยืนให้คนเห็น สบตาให้ทั่วถึง ด้วยไมตรีจิต
๒. พูดให้คนได้ยิน รู้ว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด
๓. หุบปากแล้วให้คนชม

ข้อสุดท้า
ยน่าจะยากสุด ^_^



หนังสือเทคนิคการพูดฯ เรียบเรียงโดย อ.สันติ อภัยราชสามารถดาวโหลดมาอ่าน
ได้ที่ //sunti-apairach.com/book/book1pdf/booksec1_012.pdfขอกราบขอบพระคุณ อ.สันติ ด้วยครับ ..

แผนที่ห้องประชุมสงฆ์ วัดคูยางhttps://maps.google.com/maps/ms?msid=206884654414136064476.0004c2549d9f3fddae480&msa=0&ll=16.476996%2C99.529406&spn=0.002577%2C0.005284




 

Create Date : 30 กันยายน 2555   
Last Update : 30 กันยายน 2555 14:28:49 น.   
Counter : 1825 Pageviews.  

ข้อมูลทั่วไป สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร (พ.ศ.๒๕๒๓)





สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร เปิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓

มีกิจกรรมฝึกพูดทุกวันพุธ เวลา ๒๐.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ที่ ห้องประชุมสงฆ์ วัดคูยาง

ท่านใดสนใจ ก็เรียนเชิญนะครับ " ฟรี " ..


นายกสโมสรฯ นาย ปรีชา แก้วสุข
เลขาฯ นาย สายรุ้ง วงษ์สมบูรณ์

ลิงค์เฟสสโมสรฝึ
กการพูดกำแพงเพชร https://www.facebook.com/groups/337356062959768/

อ.สันติ อภัยราช https://www.facebook.com/profile.php?id=100000983356949%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2

สายรุ้ง วงษ์สมบูรณ์ https://www.facebook.com/rung.somboon.5

ดญ.ทวิกา อินทโส ( ปิ่น ) https://www.facebook.com/pinsimi


ปล. ลุงสุทัศน์ พูดถึงหลักการพูดในที่ชุมชนว่า มีหลักสำคัญ ๓ ประการ
๑. ยืนให้คนเห็น สบตาให้ทั่วถึง ด้วยไมตรีจิต
๒. พูดให้คนได้ยิน รู้ว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด
๓. หุบปากแล้วให้คนชม

ข้อสุดท้า
ยน่าจะยากสุด ^_^




แผนที่ห้องประชุมสงฆ์ วัดคูยาง   https://maps.google.com/maps/ms?msid=206884654414136064476.0004c2549d9f3fddae480&msa=0&ll=16.476996%2C99.529406&spn=0.002577%2C0.005284


ผมนำภาพบางส่วนมาจากหนังสือเทคนิคการพูด ของ อ.สันติ ฯ เพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลในเบื้องต้น สำหรับผู้ที่สนใจ

























หนังสือเทคนิคการพูดฯ เรียบเรียงโดย อ.สันติ อภัยราช
สามารถดาวโหลดมาอ่านได้ที่    //sunti-apairach.com/book/book1pdf/booksec1_012.pdf

ขอกราบขอบพระคุณ อ.สันติ ด้วยครับ ..







 

Create Date : 11 กันยายน 2555   
Last Update : 12 กันยายน 2555 0:15:02 น.   
Counter : 2578 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]