Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เทคนิคการใช้ไมโครโฟน .. สำหรับนักพูด (นำมาฝาก)




( ภาพผม ขณะฝึกพูด ในสโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร )


อจ.สันติ อภัยราช ได้แนะนำว่า ผู้พูด ควรรู้จักการใช้ไมโครโฟน เพราะ ไมโครโฟน เปรียบเหมือน อาวุธ ของ นักพูด ... ผมเลยลองหาในเนต และ นำมาฝาก  ..


การใช้ไมโครโฟน

//nonixx.exteen.com/20080510/entry

· การใช้ไมโครโฟน ที่มีขาตั้ง เมื่อเดินไปถึงตำแหน่งที่ตั้งไมโครโฟนให้สังเกตอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับระดับความสูงต่ำของไมโครโฟน ว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ถ้าสูงไปจนบังใบหน้าหรือต่ำจนต้องค้อมตัวลงไปหา ให้จับที่ข้อต่อหมุนขยับ ปรับระดับให้สูงหรือต่ำแล้วหมุนเกลียวกลับให้แน่นเหมือนเดิม หากต้องนั่งพูดใช้ไมโครโฟนตั้ง ปัญหาความสูง – ต่ำมักไม่มี เพียงแต่ขยับตัวนั่งให้เหมาะเจาะเท่านั้น

· อย่าเอามือจับไมโครโฟนตลอดเวลา

· ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรจับหรือเล่นสายไมโครโฟนเพราะผู้ฟังจะหันความสนใจไปดูสิ่งที่เคลื่อนไหว

· ไม่เคาะไม่เป่าไมโครโฟนหรือทดลองเสียงด้วยวิธีอื่นๆ ให้ระยะห่างระหว่างปากกับไมโครโฟน ห่างกันประมาณ 5-8 นิ้ว แต่ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับความไวในการรับเสียงของไมโครโฟนด้วย

· ถ้าขณะพูดจะเดินไปอธิบายไปซึ่งตัวอาจจะอยู่ห่างจากไมโครโฟน ควรถอดไมโครโฟนถือไปด้วย

· หากการพูดต้องใช้มือถือไมโครโฟนข้อศอกข้างที่ถือไมโครโฟนให้แนบข้างลำตัว

· เมื่อพูดไม่ควรใช้มือที่ถือไมโครโฟนแสดงท่าทางประกอบเพราะจะทำให้เสียงที่พูดไม่ ชัดเจนและเสียงจะขาดๆ หายๆ หรือขาดตอนตลอด

· ระวังอย่างให้เสียงอื่นๆที่เกิดจากผู้พูดเข้าสู่ไมโครโฟน เช่น เสียงไอ กระแอมหากออกไปโดยไม่รู้ตัวต้องรีบขออภัยผู้ฟัง

· อย่าจ้องไมโครโฟน ให้มองผู้ฟัง

· หากเกิดเสียงหวีดของไมโครโฟนอันเกิดจาก “การย้อนกลับของสัญญาณ” การแก้ไข ควรใช้ฝ่ามือค่อยๆวางบนไมโครโฟน หากยังมีเสียงหวีดอีกต้องปรับเครื่องขยายเสียง อย่าพูดไปทั้งๆ ที่มีเสียงหวีด

· บางครั้งจำเป็นต้องถือไมโครโฟนอย่าถือทั้งขาตั้ง ให้ถอดตัวไมโครโฟนออกจากขาตั้งเสียก่อน เวลาถืออย่ากำไมโครโฟนแน่นหรือให้กำหลวมๆ ถือให้ห่างจากปากพอสมควร ถ้าควบคุมการหายใจได้อาจถือในระยะใกล้ได้อย่าถือต่ำหรือยกแบบตั้งฉาก

· หากเป็นการพูดจากการอ่านจากต้นฉบับการถือต้นฉบับไม่ควรที่จะถืออ้อมไมโครโฟนควรถือให้อยู่ระหว่างผู้พูดกับไมโครโฟนและอย่ายกกระดาษร่างขึ้นสูงจนบังใบหน้าหรืออยู่ชิดไมโครโฟนเกินไปขณะที่พลิกกระดาษเสียงจะดังเข้าไมโครโฟน

· กรณีที่ใช้โมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะเวลาพูดเสร็จและต้องการเลื่อนไปให้ผู้ร่วมอภิปรายคนต่อไปอย่าลากไมโครโฟน ให้ยกไปวาง เพราะการลากไมโครโฟนจะทำให้เกิดเสียงดังมาก

(เอกสารเผยแพร่โดยสวท.ตราด)


เทคนิคเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟน

//www.oknation.net/blog/Reggae/2010/11/18/entry-1

1. ควรไปถึงก่อนสถานที่มีงานหรือกิจกรรมก่อนเวลาสัก 1 ชั่วโมงแล้วลองพูดผ่านไมโครโฟนดูว่าเสียงเป็นอย่างไร ชัดเจนแค่ไหน ตามปกติจะมีตำราว่าการใช้ไมค์โครโฟนให้ห่างจากปากประมาณ 10 นิ้ว แต่ไมค์โครโฟนสมัยนี้มีหลายแบบ หลายรุ่น บางรุ่นอยู่ห่างจากปากพูดเบาๆๆก็ได้ยินบางรุ่นต้องจ่อไว้เกือบติดปากจึงจะชัดเจน

2. ขณะที่พูดควรสังเกตเสียงจากไมค์โครโฟนด้วยว่าชัดเจนแค่ไหนท่านต้องปรับระยะการใช้ไมค์โครโฟนให้เหมาะสมเสมอบางทีพูดๆไปเสียงลมจากการเปิดปากพูด หรือเสียงลมหายใจจะออกมาชัดเจนต้องใช้วิธีดึงไมค์โครโฟนออกห่างจากปากสักหน่อยแล้วพูดหรือถ้าเป็นไมค์ลอยลักษณะการถือมักจะต้องจับไมค์โครโฟนเกือบขนานกับพื้นเสียงจึงจะออกมาชัดเจน

3. ต้องสังเกตว่าสวิชท์เปิด ปิดไมค์โครโฟนอยู่ตรงไหนก่อนพูดต้องเปิดให้เรียบร้อยและพูดจบต้องปิดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันเสียงอื่นๆแทรกขณะไม่ได้ใช้ไมค์โครโฟนนอกจากนี้ขาตั้งไมค์จะมีหลายแบบท่านต้องศึกษาจากผู้ควบคุมเสียงว่าจะเลื่อนขึ้นลงอย่างไร บางรุ่นจะใช้วิธีหมุนเกลียว บริเวณขาไมค์บางรุ่นจะใช้วิธียกที่ข้อต่อ

4. เมื่อเริ่มต้นพูดอย่าทดลองเสียงด้วยคำว่า “ฮัลโหล...ฮัลโหล” เคาะ หรือ เป่าลมใส่ไมค์โครโฟนเป็นอันขาด ควรพูดออกไปเลยว่า “สวัสดีคะ(ครับ)”และนี่คือเหตุผลทำไมท่านจะต้องไปถึงงานก่อนเวลาเริ่มงานเพื่อทดสอบความพร้อมของไมค์โครโฟน นั่นเอง

5. เมื่อพูดจบแต่ละช่วงหากท่านจำเป็นต้องยืนอยู่บนเวทีและต้องถือไมโครโฟนไว้ ควรถือไว้ระดับเอว อย่ายืนถือแบบตามสบายโดยแนบข้างลำตัวเพราะจะทำให้ดูบุคลิกภาพไม่ดี

<<<ขอขอบคุณหนังสือคู่มือการพัฒนาตนเองโดยสำนักงานเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย; เทคนิค การเป็นพิธีกร โดยวรรณภา วรรณศรี หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์สำนักการศึกษา เมืองพัทยา >>>




ข้อมูลทั่วไป สโมสรฝึกการพูดกำแพงเพชร (พ.ศ.๒๕๒๓)
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-09-2012&group=20&gblog=1




 

Create Date : 21 เมษายน 2556   
Last Update : 21 เมษายน 2556 13:48:51 น.   
Counter : 7299 Pageviews.  

บทที่ ๗ การใช้ถ้อยคำและการสร้างภาพพจน ... ร่างบทพูดของผม " การเมืองเป็นเรือ่งจริงจัง เกินกว่า ... ""


( ภาพประกอบจากหนังสือเทคนิคการพูดฯ เรียบเรียงโดย อ.สันติ อภัยราช สามารถดาวโหลดมาอ่านได้ที่  //sunti-apairach.com/book/book1pdf/booksec1_012.pdf )


การเมืองเป็นเรื่องจริงจังเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้นักการเมืองเล่นกันเอง

การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนถ้าท่านไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน

ผู้ที่เข้ามาเล่นการเมือง มีเป้าประสงค์ ๓หลักใหญ่ ๆ คือ อำนาจ อามิส อุดมคติ

ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ชาวอเมริกัน ให้คำจำกัดความว่า “การเมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใดและอย่างไร (Politics is who gets “What”, “When”, and “How”)


๑. การเมืองเป็นเรื่องของ อำนาจ และ ผลประโยชน์

- อำนาจ : อำนาจในการตัดสินใจ ว่า ใคร จะได้อะไรเมื่อไหร่ อย่างไร

- ผลประโยชน์ : ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด

ผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ของตนเอง


๒. การเมืองที่ดี ทำเพื่อคนอื่น ( เมือง ) ไม่ใช่ ทำเพื่อตนเอง และ ครอบครัว ( บ้าน )

-ถูกต้อง ถูกกฎหมาย    ถูกหลักการมีเหตุผล

-ถูกใจ ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ(ถูกใจประชาชน)     มีความหวังมองเห็นอนาคต

- โปร่งใสตรวจสอบได้

๓. สิทธิ และ หน้าที่

- สิทธิ : สิ่งที่พึงได้รับ

- หน้าที่ : สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ได้สิทธิ



เงิน ๑๐ ล้านบาท ทำอะไรได้บ้าง ?

ถ้ามีเงิน ๑๐ ล้านบาท อยากจะทำอะไรให้กับ เมือง ชุมชนสังคม ?

งบประมาณของรัฐสูญเสียไปกับการร่วมมือทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ และ นักธุรกิจ สมัยก่อน ร้อยละ ๑๐ ปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓๐ ? ถึงขนาดมีวาทะที่ว่าถ้าไม่มีการทุจริต ถนนทุกสายของเมืองไทย คงปูด้วยทองคำได้


วิธีพิจารณาง่าย ๆ ว่า โครงการไหนของนักการเมืองที่น่าจะดี ก็คือ โครงการนั้น ถูกต้อง ถูกใจ โปร่งใสตรวจสอบได้

เช่น รถไฟความเร็วสูง ของรัฐบาลถ้าพิจารณาแยกเป็นข้อ ๆ ก็จะเห็นว่า

- ถูกต้องอย่างน้อยก็น่าจะถูกต้องตามกฎหมาย เพราะ ผ่านสภา ออกมาเป็นพรบ.กู้เงินสองล้านล้านบาท ( ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐) .. แต่ ไม่แน่ใจเรื่องหลักการ และความมีเหตุผล

- ถูกใจ ข้อนี้ก็ตอบฟันธงยาก เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ(นักการเมือง ถือว่า ตนเองเป็นตัวแทนของประชาชน จึงสรุปเอาว่า ความคิดของตนสามารถแทนความคิดของประชาชนที่เลือกตนเองเข้ามา ?)

- โปร่งใส ตรวจสอบได้ ข้อนี้ไม่ผ่านเพราะ ไม่มีข้อมูลอะไรที่แสดงถึงความโปร่งใส ที่จะให้ตรวจสอบได้เลย

ในความเห็นของผมสรุปว่าสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการทางการเมืองที่ “ไม่ถือว่าดี“



คุณภาพของนักการเมือง สะท้อนคุณภาพของประชาชน ด่านักการเมืองก็สะท้อนคำด่านั้นมายังประชาชนด้วยเช่นกัน

นักการเมืองทุจริต ก็เกิดจาก ประชาชนทุจริต เราอยู่ในสังคมเดียวกันเรือลำเดียวกัน เราก็ต้องร่วมรับผลกรรมนี้ด้วย แก้ที่คนอื่นไม่ได้ก็มาแก้ไขที่ตัวเรา หรือ คนใกล้ชิด เพราะสาเหตุอาจเกิดจาก

-ตัวเราไม่ทำ เช่น ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่ให้ความสนใจ ไม่ร่วมกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ

-ตัวเราทำแล้วแต่ยังไม่พอ เช่น เราเลือกคนดี ไม่รับเงินซื้อเสียงแต่ไม่ได้ชักชวนไม่ได้ให้ความรู้กับคนอื่นให้คิดแบบเราฯลฯ


นักการเมือง คิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบุรุษ คิดถึง อนาคตของเยาวชนรุ่นต่อไป

น่าเสียดายที่บ้านเมืองเรามีแต่นักการเมืองนักธุรกิจการเมือง ผมเชื่อว่า ทุกคนรู้และอยากเป็นรัฐบุรุษด้วยกันทั้งนั้นแต่ผมไม่รู้ว่า ทำไมนักการเมืองบ้านเราถึงยังทำแบบนี้อยู่ ?



ผู้ใหญ่ ชอบพูดว่า อนาคต ฝากไว้กับ เยาวชน

แต่สิ่งที่น่าคิดคือ

แล้ว ผู้ใหญ่ในปัจจุบันได้ทำอะไรไว้ให้กับเยาวชนบ้าง ?




a day BULLETIN issue 217
//issuu.com/adaybulletin






 

Create Date : 19 เมษายน 2556   
Last Update : 21 เมษายน 2556 13:39:55 น.   
Counter : 2387 Pageviews.  

บทที่ ๖ การพัฒนาสุนทรพจน์ ... ร่างบทพูดของผม " เกษียณกาย แต่อย่าเกษียณใจ"







วันวานที่พากเพียร วันเกษียณที่ภาคภูมิ

คำว่าเกษียณแปลว่าสิ้นไป ซึ่งในทางราชการจะใช้คำว่า เกษียณอายุราชการหมายถึงครบกำหนดอายุรับราชการ เมื่ออายุตัวครบ 60 ปี แต่ถ้าใช้เกษียณอายุ สั้น ๆ ก็อาจแปลความหมายว่า อายุสิ้นไปทำให้คนเข้าใจผิดได้

การเกษียณอายุราชการเป็นการสิ้นสุดอาชีพเดิม แต่ เป็นการเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตที่เรากำหนดได้เองไม่ต้องไปขึ้นกับหัวหน้าลูกน้องหรือกฎระเบียบราชการ อยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่อยากจะทำอะไรก็ไม่ต้องทำจนมีผู้ตั้งชื่อช่วงอายุนี้ว่า วัยทอง ส่วนจะเป็นทองคำ หรือ ทองเหลืองก็ต้องติดตามกันต่อไป

ผู้ที่พึ่งเกษียณอายุราชการ มักประสบปัญหา 3 ประการคือ

1. ใจ

มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อถึงวันต้องเกษียณที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ได้ทำงานเหมือนที่เคยทำมานานเกือบตลอดชีวิต คนที่เคยเป็นใหญ่เป็นโตเป็นผู้บัญชาการทหาร เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี ก็ต้องทำใจให้ได้ เพราะอำนาจต่างๆ ที่เคยมีหายวับไปโดยพลัน หากทำใจไม่ได้ก็จะห่อเหี่ยวหัวใจไปจนตาย อีกทั้งสิทธิพิเศษที่เคยมีจะถูกหลวงยึดกลับคืนไปจนหมดเช่น รถหลวงบ้านหลวง โทรศัพท์หลวง เป็นต้นมีอย่างเดียวที่หลวงไม่ยอมยึดกลับก็คือ เมียหลวง

ถ้าต้องการมีความสุขหลังเกษียณจะต้องเข้าใจชีวิตว่า เกิดมาเป็นคนก็เป็นเช่นนี้แล คือ โชคดีบ้าง โชคร้ายบ้างสบายบ้าง ลำบากบ้าง เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองก็อย่าไปกังวลเพราะความทุกข์จะอยู่กับเราไม่นาน เช่นเดียวกับความสุขก็อยู่กับเราไม่นานเช่นกัน ทุกคนเกิดมาจะต้องมีวิถีการเดินทางของชีวิตเหมือนกันคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงควรอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดโดยตัดความกังวลทุกอย่างออกไป และถ้าไม่อยากแก่มากกว่านี้ทำง่ายนิดเดียวคือให้รีบตายเสียก่อน

พระมหาสมปอง บอกว่าอย่าได้คิดเด็ดขาดว่าชีวิตไร้ค่าหรือเป็นภาระให้กับลูกหลานต้องเลี้ยงดู??

" เกษียณตัวได้แต่อย่าเกษียณใจ อย่าเกษียณจากการทำความดีเพราะการเกษียณจากการทำงานทำให้สามารถปล่อยวางจากความวุ่นวาย ทั้ง 3 กคือ ก. การ= การดิ้นรน ก. กิน = การแสวงหาและ ก.เกียรติ = การแบกหาม เป็นวัยที่เหมาะสำหรับการเริ่มพัฒนาจิตใจกันอย่างจริงจังเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร วัยนี้เรียกได้ว่าเป็น วัยสะสมบุญและสร้างกุศลไว้ให้เป็นที่จดจำ ต่อให้ร่างกายและอายุบ่งบอกว่าชราแค่ไหนแต่ถ้าหัวใจเข้มแข็งและเต็มไปด้วยพลังความดี ชีวิตจะยืนยาว ไม่เกษียณอายุง่ายๆแน่นอน

2. เจ็บ อายุมากขึ้น สังขารย่อมทรุดโทรม ให้ยึดหลัก5 อ.ไว้ คือ

อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

อากาศปลอดโปร่งบริสุทธิ์

ออกกำลังกายทุกวัน

อุจจาระให้เป็นเวลาทุกเช้า

อารมณ์ให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

การปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และ ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอำนวย

อ.หมอเสกกล่าวว่า ท่านที่ประสงค์จะมีอายุยืนยาว 150ปีชีวีสุขสันต์ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำ 5 ประการคือกินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำหว้าเป็นของว่าง เดินทางวันละ 5,000 ก้าว คุยกับหนุ่มสาวทุกวัน

3.จน เมื่อก่อนเคยรับเงินเดือนใช้สบาย แต่พอมารับเงินบำนาญจะจนทันทีเพราะจะได้รับเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของเงินเดือน จึงควรใช้จ่ายอย่างระมัดระวังยึดหลักประหยัดและประโยชน์เป็นสำคัญ อย่าให้คนอื่นกู้เงินถ้ามีให้ทวงคืนมาให้หมด เพราะนานไปจะไม่ได้คืน และให้ระวังการหลอกลวงอะไรที่รู้สึกว่าจะทำให้ได้เงินมาง่าย รวยเร็ว ก็หยุดคิดสักนิดว่า ถ้ามันง่ายมันดี จริง ป่านนี้ คนทำคงรวยไปหมดแล้ว อะไรที่รู้สึกว่ามันดีเกินจริงก็ให้ระวังไว้ โดยเฉพาะ พวกอาหารเสริมต่าง ๆ ขวดละ สองสามพันกินแล้วหายทุกโรคดีทุกอย่าง ถ้าหลงเชื่อไปซื้อมากิน นอกจากเสียเงิน เสียรู้แล้ว อาจหายไปจากโลกด้วย



ฝากไว้ขำ ๆ .. แต่ถ้าเกิดกับตัวเอง คงขำไม่ออก ..


ที่สุดของความเสียดาย คือ...ตายไปแล้ว ยังใช้เงินไม่หมด

ที่สุดของความสลด คือ...ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย





 

Create Date : 15 ตุลาคม 2555   
Last Update : 15 ตุลาคม 2555 0:16:42 น.   
Counter : 20576 Pageviews.  

บทที่ ๕ การใช้น้ำเสียงประกอบเรื่อง ... ร่างบทพูดของผม " โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี "



ท่านพิธีกร สมาชิกสโมสรฯ และผู้มีเกียรติทุกท่าน

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

เป็นคำพูดที่หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่อาจยังสงสัยอยู่ว่า จริงหรือ ???

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เป็นคำพูดของนักเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายความหมายอย่างง่าย ๆ ว่า .. ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

เรามาลองคิดกันดูนะครับ

โทรฟรี ???

.......... ก่อนจะได้ใช้ เราก็ต้องเสียเงินสมัครก่อนอยู่ดี

ของแจกน้ำท่วม ???

.......... ก่อนจะได้รับแจกเราก็ต้องเสียเวลาเดินทาง เสียเวลารอคอย

ฝึกพูดที่สมาคมฯ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ???

...........เราต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียโอกาสที่จะได้ดูทีวี เวลานอนพักค่าแอร์ ค่าน้ำค่าไฟ

ขณะที่ทุกท่านกำลังนั่งฟังผมพูดนี้ท่านก็ต้องแลกกับ เวลาที่เสียไป แลกกับโอกาสที่จะได้ฟังคนอื่นพูด หรือ ออกมาพูดเอง

สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน ต้องเสียไปนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเงินนะครับ เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น การเสียโอกาส เสียความรู้สึกเสียสุขภาพ ฯลฯ ล้วนเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย ต้องเสียสละเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา

ในเมื่อ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แล้วเรา ได้ใช้ทรัพยากร ใช้เวลาอย่างประหยัด คุ้มค่า ได้ประโยชน์สูงสุด แล้วหรือยัง ???





 

Create Date : 15 ตุลาคม 2555   
Last Update : 15 ตุลาคม 2555 0:11:06 น.   
Counter : 1864 Pageviews.  

บทที่ ๔ การใช้สายตาท่าทางภาษากาย... ร่างบทพูดของผม " เกาะนามิ ที่กำแพงเพชร "..



ท่านพิธีกร ท่านสมาชิกสโมสร และ ผู้มีเกียรติทุกท่าน



ที่เกาหลีไต้ มีเกาะนามิ

ที่กำแพงเพชร มีเกาะกลางน้ำ


เกาะกลางน้ำ ของบ้านเรา มีรูปร่างยาวรี ความยาวจากเหนือจรดไต้ ประมาณ ๑ กิโลเมตร ระยะทางโดยรอบเกาะ ประมาณ ๒ กิโลเมตร อยู่ในเขตเทศบาล ใกล้ชุมชน ใกล้ตลาด เดินทางสะดวก รอบเกาะเป็นหาดทราย เมื่อถึงช่วงหน้าร้อนก็จะมีผู้คนมาท่องเที่ยวเล่นน้ำกันหลายร้อยคน บนเกาะกลางน้ำมีต้นไม้ใหญ่ ที่เหลือรอดผ่านจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วอยู่พอสมควร นอกจากนั้นยังมี อาคารศาลเจ้าซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมาย ตั้งอยู่เพื่อเตือนใจถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวประเทศเกาหลีไต้ นอกจากไปซื้อของ ซึ่งเป็นหลักสำคัญสุดของนักท่องเที่ยวไทย จนมีคำกล่าวว่า ขึ้น(รถ)เป็นหลับ ขยับเป็นกิน ลง(รถ)เป็นช๊อบ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไทยต้องไป ก็คือ เกาะนามิ คนไทยไปเยอะขนาดที่มีแผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวเป็นภาษาไทย คนขายบัตร คนขายอาหาร พูดภาษาไทยได้นิดหน่อย

เกาะนามิ (นามิซอม) ตั้งชื่อตาม นายพลนามิ เพื่อเป็นอนุสรณ์ บางครั้งก็เรียกว่า เกาะแห่งรัก เนื่องจากเป็นฉากในละครเกาหลี เกาะนามิ รูปร่าง คล้ายใบไม้ลอยน้ำ พื้นที่ประมาณ ๕ ตารางกิโลเมตร ห่างจากกรุงโซล ประมาณ ๖๓ กิโลเมตร ทางตะวันออก เดินทาง ๑ ชม

บนเกาะ ก็จะมี ต้นสน ต้นแป๊ะก๊วย ไม้ดอกไม้ประดับ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้องแสดงภาพวาด ภาพถ่าย ลานกิจกรรม เวทีแสดง รูปปั้น อื่น ๆ อีกมากมาย

หลายท่านฟังแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่เห็นแตกต่างจาก สวนสยาม หรือ สวนนงนุช เมืองไทย นั่นก็ความจริงครับ แต่ที่ผมประทับใจ ตอนที่ไปเที่ยวเกาะนามิ ก็คือ เกาะนามิ เป็นเกาะที่เกิดจากการสร้างขึ้นด้วยน้ำมือคนทั้งหมด เริ่มต้นจากการสร้างเขื่อน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณหลังเขื่อน ดังนั้น เกาะนามิ จริงแล้วก็คือ ยอดของภูเขา นั่นเอง

ศาสตราจารย์ มินเปียงโด มีความคิด ความฝัน วิสัยทัศน์ ที่จะสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ของชาวเกาหลี โดยการปลูกต้นไม้ ก่อสร้างอาคารแสดงศิลปะ เวที ตกแต่งสวน ตกแต่งสถานที่ ด้วยผลงานทางศิลปะ

จากความคิดของคนหนึ่งคน ร่วมกับความคิดของรัฐบาลที่จะใช้ดนตรี ใช้ละคร ใช้สื่อทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดย ทำให้ เกาะนามิ เป็นเกาะที่หลายคนจะต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชม

สำหรับ จังหวัดกำแพงเพชร เรามี เกาะกลางน้ำ มีพื้นที่เล็กกว่าเกาะนามิ ๕ เท่า แต่ผมคิดว่า น่าจะทำแบบเกาะนามิได้ โดยไม่ต้องลงทุนสูงแบบนั้น ปลูกต้นไม้ จัดสวน ลานกิจกรรม สนามบาสเกตบอล และหาดทราย เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งในระยะยาว สามารถสร้างเงิน สร้างงาน ไปอีกหลายสิบปี

แต่ความฝันที่จะทำให้เกาะกลางน้ำ เป็นเหมือนเกาะนามิ นั้น คงไม่มีทางเป็นความจริง เพราะ ตอนนี้ เริ่มมีการถมทรายรอบเกาะ เพื่อสร้าง สิ่งก่อสร้างรูปเรือ สร้างผนังโดยรอบเกาะ และ มีการสร้างอาคาร สร้างพื้นที่จอดรถ สร้างพระพุทธรูป และ สิ่งอื่น ๆ ใช้งบประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท

เราก็คงต้องดูกันต่อไปว่า เงิน สี่ร้อยล้าน จะทำให้เกาะกลางน้ำ กลายเป็นจุดที่น่าสนใจ น่าท่องเที่ยว ที่ใคร ๆ ก็ต้องแวะมาเทียว เหมือนกับเกาะนามิ หรือ จะกลายเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น





 

Create Date : 04 ตุลาคม 2555   
Last Update : 4 ตุลาคม 2555 14:04:23 น.   
Counter : 2640 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]