Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บทที่ ๖ การพัฒนาสุนทรพจน์ ... ร่างบทพูดของผม " เกษียณกาย แต่อย่าเกษียณใจ"







วันวานที่พากเพียร วันเกษียณที่ภาคภูมิ

คำว่าเกษียณแปลว่าสิ้นไป ซึ่งในทางราชการจะใช้คำว่า เกษียณอายุราชการหมายถึงครบกำหนดอายุรับราชการ เมื่ออายุตัวครบ 60 ปี แต่ถ้าใช้เกษียณอายุ สั้น ๆ ก็อาจแปลความหมายว่า อายุสิ้นไปทำให้คนเข้าใจผิดได้

การเกษียณอายุราชการเป็นการสิ้นสุดอาชีพเดิม แต่ เป็นการเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตที่เรากำหนดได้เองไม่ต้องไปขึ้นกับหัวหน้าลูกน้องหรือกฎระเบียบราชการ อยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่อยากจะทำอะไรก็ไม่ต้องทำจนมีผู้ตั้งชื่อช่วงอายุนี้ว่า วัยทอง ส่วนจะเป็นทองคำ หรือ ทองเหลืองก็ต้องติดตามกันต่อไป

ผู้ที่พึ่งเกษียณอายุราชการ มักประสบปัญหา 3 ประการคือ

1. ใจ

มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปเมื่อถึงวันต้องเกษียณที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ได้ทำงานเหมือนที่เคยทำมานานเกือบตลอดชีวิต คนที่เคยเป็นใหญ่เป็นโตเป็นผู้บัญชาการทหาร เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี ก็ต้องทำใจให้ได้ เพราะอำนาจต่างๆ ที่เคยมีหายวับไปโดยพลัน หากทำใจไม่ได้ก็จะห่อเหี่ยวหัวใจไปจนตาย อีกทั้งสิทธิพิเศษที่เคยมีจะถูกหลวงยึดกลับคืนไปจนหมดเช่น รถหลวงบ้านหลวง โทรศัพท์หลวง เป็นต้นมีอย่างเดียวที่หลวงไม่ยอมยึดกลับก็คือ เมียหลวง

ถ้าต้องการมีความสุขหลังเกษียณจะต้องเข้าใจชีวิตว่า เกิดมาเป็นคนก็เป็นเช่นนี้แล คือ โชคดีบ้าง โชคร้ายบ้างสบายบ้าง ลำบากบ้าง เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองก็อย่าไปกังวลเพราะความทุกข์จะอยู่กับเราไม่นาน เช่นเดียวกับความสุขก็อยู่กับเราไม่นานเช่นกัน ทุกคนเกิดมาจะต้องมีวิถีการเดินทางของชีวิตเหมือนกันคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงควรอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดโดยตัดความกังวลทุกอย่างออกไป และถ้าไม่อยากแก่มากกว่านี้ทำง่ายนิดเดียวคือให้รีบตายเสียก่อน

พระมหาสมปอง บอกว่าอย่าได้คิดเด็ดขาดว่าชีวิตไร้ค่าหรือเป็นภาระให้กับลูกหลานต้องเลี้ยงดู??

" เกษียณตัวได้แต่อย่าเกษียณใจ อย่าเกษียณจากการทำความดีเพราะการเกษียณจากการทำงานทำให้สามารถปล่อยวางจากความวุ่นวาย ทั้ง 3 กคือ ก. การ= การดิ้นรน ก. กิน = การแสวงหาและ ก.เกียรติ = การแบกหาม เป็นวัยที่เหมาะสำหรับการเริ่มพัฒนาจิตใจกันอย่างจริงจังเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร วัยนี้เรียกได้ว่าเป็น วัยสะสมบุญและสร้างกุศลไว้ให้เป็นที่จดจำ ต่อให้ร่างกายและอายุบ่งบอกว่าชราแค่ไหนแต่ถ้าหัวใจเข้มแข็งและเต็มไปด้วยพลังความดี ชีวิตจะยืนยาว ไม่เกษียณอายุง่ายๆแน่นอน

2. เจ็บ อายุมากขึ้น สังขารย่อมทรุดโทรม ให้ยึดหลัก5 อ.ไว้ คือ

อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

อากาศปลอดโปร่งบริสุทธิ์

ออกกำลังกายทุกวัน

อุจจาระให้เป็นเวลาทุกเช้า

อารมณ์ให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

การปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และ ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอำนวย

อ.หมอเสกกล่าวว่า ท่านที่ประสงค์จะมีอายุยืนยาว 150ปีชีวีสุขสันต์ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำ 5 ประการคือกินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำหว้าเป็นของว่าง เดินทางวันละ 5,000 ก้าว คุยกับหนุ่มสาวทุกวัน

3.จน เมื่อก่อนเคยรับเงินเดือนใช้สบาย แต่พอมารับเงินบำนาญจะจนทันทีเพราะจะได้รับเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของเงินเดือน จึงควรใช้จ่ายอย่างระมัดระวังยึดหลักประหยัดและประโยชน์เป็นสำคัญ อย่าให้คนอื่นกู้เงินถ้ามีให้ทวงคืนมาให้หมด เพราะนานไปจะไม่ได้คืน และให้ระวังการหลอกลวงอะไรที่รู้สึกว่าจะทำให้ได้เงินมาง่าย รวยเร็ว ก็หยุดคิดสักนิดว่า ถ้ามันง่ายมันดี จริง ป่านนี้ คนทำคงรวยไปหมดแล้ว อะไรที่รู้สึกว่ามันดีเกินจริงก็ให้ระวังไว้ โดยเฉพาะ พวกอาหารเสริมต่าง ๆ ขวดละ สองสามพันกินแล้วหายทุกโรคดีทุกอย่าง ถ้าหลงเชื่อไปซื้อมากิน นอกจากเสียเงิน เสียรู้แล้ว อาจหายไปจากโลกด้วย



ฝากไว้ขำ ๆ .. แต่ถ้าเกิดกับตัวเอง คงขำไม่ออก ..


ที่สุดของความเสียดาย คือ...ตายไปแล้ว ยังใช้เงินไม่หมด

ที่สุดของความสลด คือ...ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย





Create Date : 15 ตุลาคม 2555
Last Update : 15 ตุลาคม 2555 0:16:42 น. 2 comments
Counter : 20569 Pageviews.  

 
ชอบ ที่สุดความสลด ครับ


โดย: surya21 (surya21 ) วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:14:42:02 น.  

 
วัยเกษียณ อยู่ยังไง? / นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

สูตรเกษียณเหรอ

1. จัดเวลาเพื่อตัวเองวันละ 1-2 ชั่วโมง ทุกวัน

ตอนเช้าหลังตื่นนอนใหม่ๆดีที่สุด #เพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ ข้อนี้สำคัญที่สุด

#ถ้าคุณทำข้อนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปอ่านข้ออื่น เพราะถ้าคุณทำข้อนี้ไม่ได้แสดงว่าคุณเป็นทาสความคิดของคุณเองจนโงหัวไม่ขึ้นกู่ไม่กลับไปเสียแล้ว

เพราะลูกเล่นที่ความคิดของคุณจะใช้กีดกันไม่ให้คุณเข้าถึงความรู้ตัวก็คือการพยายามบอกว่าคุณไม่ว่าง คุณไม่มีเวลา แม้คุณเกษียณแล้วความคิดมันยังพร่ำบอกคุณว่าคุณไม่มีเวลา ถ้าทั้งๆที่คุณได้เวลามาวันละ 8 ชั่วโมงสัปดาห์ละ 5 วันแล้วคุณยังเชื่อความคิดของคุณอยู่อีกว่าคุณไม่มีเวลา ผมก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้ว เพราะคุณได้ตกเป็นทาสความคิดของคุณโดยสมบูรณ์แบบเสียแล้ว

อนึ่ง ในการออกกำลังกาย ถ้าเบื่ออย่างหนึ่งคุณก็เปลี่ยนไปทำอีกอย่างหนึ่ง เปลี่ยนจนคุณพบวิธีที่ถูกใจทำแล้วสนุก

2. #เมื่อฝึกสมาธิให้มุ่งวางความคิด

นอกจากวางความคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้แล้ว ให้วางความเป็นบุคคลว่าตัวฉันชื่อนี้อยู่บ้านเลขที่นี้จบเมืองนอกเมืองนามาอย่างนั้นอย่างนี้ วางไว้ก่อน วางความเป็นเจ้าของร่างกายนี้ว่านี่มันเป็นร่างกายของฉัน วางไว้ก่อน วางให้หมดชั่วคราว

#ให้เหลือแต่ความรู้ตัวที่เป็นความว่างแต่ตื่นอยู่และพร้อมรับรู้ อย่าหวังพบเห็นหรือบรรลุอะไรจากการฝึกนั่งสมาธิเป็นอันขาด เพราะนั่นคือช่องทางไปสู่ความบ้า แค่ให้จิตใจได้สงัดจากความคิดจนความเบิกบานที่ก้นบึ้งของจิตมีโอกาสได้โผล่ขึ้นมาบ้างก็พอแล้ว

3. #ยอมจำนนต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตรงหน้า (surrender)

ยอมรับทุกอย่าง อย่างที่มันเป็น แยกความรู้ตัวซึ่งเป็นผู้ดู ออกจากสถานะการณ์ชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกดู ความได้เปรียบของคนแก่ก็คือไม่ต้องรู้สึกผิดว่าตัวเองละเลยสังคม เพราะใจมันยอมรับข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าเดี๋ยวตัวเองก็จะตายแล้ว

อย่าผูกขาดการแก้ปัญหาไว้คนเดียวเลย ทิ้งปัญหาไว้ให้เด็กรุ่นหลังเขาแก้กันเองบ้างเถอะ การปลดทิ้งความรู้สึกผิดแบบนี้เสียได้เป็นการเพิ่มโอกาสที่ใจจะยอมรับทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่มากขึ้น โอกาสบรรลุอิสรภาพทางใจก็มากขึ้น

4. เมื่อมีปัญหาระดับจะเป็นจะตายเกิดขึ้น..อย่าคิด หายใจเข้าออกลึกๆ กลับไปสู่ความรู้ตัวอย่างน้อยสักสองสามนาทีก่อน

อย่ารีบตัดสินใจหรือลงมือทำอะไร ปล่อยปัญหาทุกอย่างให้คลี่คลายตัวมันไปเอง เฝ้าดูอยู่นิ่งๆ อย่ายึกยัก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แค่คอยรับมือเฉพาะส่วนเล็กๆเฉพาะหน้าที่แก้ไขได้ไปทีละช็อตๆ เรื่องใหญ่ๆที่แก้ไขไม่ได้ปล่อยไว้รอให้พระพรหมมาจัดการเอง

มาถึงวัยนี้แล้วควรจะเรียนรู้ได้แล้วว่า #ปัญหาทุกอย่างมันมีวิธีคลี่คลายตัวของมันเอง ไม่มีใครไปยุ่งมันก็จะคลี่คลายตัวของมันเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัยเป็นกลไกที่จะคลี่คลายตัวของมันเองอยู่แล้ว

ดังนั้นอย่าเป็นคนแก่แบกโลกหรือคนแก่ที่พยายามเข้าไปแก้ทุกปัญหา มิฉะนั้นคุณจะกลายเป็นคนแก่เจ้าปัญหาไปโดยไม่รู้ตัว

5. #ปล่อยวาง

ที่ว่าปล่อยวางนั้นนะ ปล่อยวางอะไรหรือ "ความคิด" นั่นแหละคือสิ่งที่จะต้องปล่อยวาง เพราะสิ่งที่จะทำให้เป็นทุกข์ นอกจากความคิดของตัวเองแล้ว..อย่างอื่นไม่มี เกษียณแล้วยิ่งคิดให้น้อยยิ่งดี ยิ่งเบิกบานมากยิ่งดี

ตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตวัยเกษียณมีสองตัวเท่านั้น คือ (1) ความคิดน้อยลง (2) ความเบิกบานมากขึ้น

6. #ลดความคาดหวังในตัวคนอื่นลงจนเหลือศูนย์

รวมทั้งความคาดหวังต่อสามีหรือภรรยาหรือลูกหลานด้วย คนสูงอายุมักอดไม่ได้ที่จะมองเห็นคนอื่นเป็นคนโง่ง่าวไม่เอาไหนกิเลสหนากะโหลกกะลาไปหมด เกษียณแล้วให้เปลี่ยนโลกทัศน์ไปมองคนอย่างไม่พิพากษาบ้าง ลองหัดเทคนิคนี้กับหมากับแมวดูก่อนก็ได้ มองมันอย่างไม่พิพากษา อย่าไปเสียเวลาทะเลาะด่าว่าคนอื่น จงให้อภัยแทน คนที่สอนได้ก็สอน คนที่สอนไม่ได้ก็ปล่อยเขาไปตามยถากรรมของเขา

7. #อย่าไปหวังอะไรกับชีวิตที่เหลือ

ในเรื่องนี้ผมอาจจะพูดไม่เหมือนคนอื่นนะเพราะผมพูดจากประสบการณ์ของผมเอง ผมมองว่า "ความหวัง" นี่แหละที่เป็นตัวร้าย มันร้ายพอๆกับ "ความกลัว" เลยทีเดียว

เพราะทั้งความหวังและความกลัวมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกัน คือมันคอยลากเราหนีหรือลี้ภัยออกไปจากปัจจุบันไปอยู่กับอนาคตซึ่งเป็นเพียงความคิด ทำให้เราหมดโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นวิธีใช้ชีวิตที่ดีที่สุด

ชีวิตที่ดีคือชีวิต ณ ปัจจุบัน วันนี้ ทีละขณะๆ อยู่นิ่งๆ ปล่อยทุกอย่างให้เข้ามาหา ยอมรับมัน ไม่ต้องหนี มาร้าย มาดี ยอมรับหมด มันมาแล้วก็รับมือไปทีละช็อต

การกระเสือกกระสนแสวงหาหลักประกันอนาคต เช่นเพิ่มวงเงินประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ขยันตระเวณหาหมอ ห้าหมอ เจ็ดหมอ ขยันกินยากินวิตามินทีละกำมือ เป็นการแสดงออกของความกลัวที่พาเราหนีไปจากปัจจุบัน ซึ่งวิธีนี้ไม่มีวันที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้

เพราะสุขภาพจะดีก็ต่อเมื่อเราได้ใช้ชีวิตในวันนี้อย่างเบิกบาน ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่กับความหวาดกลัวและเอาแต่หนี

8. #หมั่นให้ทาน

สละทรัพย์ แบ่งปันให้ผู้อื่น ลูกหลานจะว่าคุณเป็นคนแก่เลอะหลงใช้เงินไม่เป็นก็อย่าไปสนใจ เงินของคุณไม่ใ่ช่เงินของพวกเขา ถ้าพวกเขาอยากอดออมให้พวกเขาอดออมของเขาเอง อย่ามาบังคับให้คุณอดออมแต่พวกเขาจ่ายเงิน อย่าหวงเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เพราะการหวงเงินไว้ให้ลูกหลานก็คือการหวงเงินไว้ให้อีโก้หรือตัวตนของคุณเองนั่นแหละ มันจะส่งผลให้คุณกลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ไปไหนไม่รอดโดยไม่ทันรู้ตัว

การวางแผนการเงินเป็นสิ่งที่ดีหากวางแผนและทำตามแผนโดยไม่คิดกังวลต่อยอด แต่การบ่มเพาะความกังวลว่าวันหน้าจะมีเงินไม่พอใช้จะทำให้คุณต้องอยู่กับความกังวลนั้นตลอดไปจนตายไม่ว่าคุณจะมีเงินกี่แสนกี่ล้าน

#เพราะวันหน้ามันไม่มีอยู่จริงดอก

แต่ความกังวลและหวงทรัพย์สมบัติมันมีผลลบต่อคุณในวันนี้แล้ว ผมจึงเชียร์ให้คุณขยันสละทรัพย์โดยไม่หวังอะไรกลับมา ทุกครั้งที่คุณสละทรัพย์ ความยึดถือในทรัพย์สมบัติของคุณจะลดลงไป ความพร้อมที่จะตายของคุณจะค่อยๆเพิ่มขึ้น

9. #เมื่อคิดจะทำอะไรให้คิดทำเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อโลก

ไม่ว่าจะเป็นทำธุรกิจ ทำงานอดิเรก หรือทำงานจิตอาสา ให้คิดว่าทำเพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ จะปลูกดอกไม้ก็เพื่อให้คนอื่นได้มาชื่นตาชื่นใจ จงใจเลือกทำเฉพาะเรื่องที่คุณทำแล้วมีความสุข

เวลาทำให้ทำด้วยความตั้งใจจดจ่อราวกับเจ้าสาวตั้งใจทอเสื้อให้ชายคนรักใส่ แต่อย่าหวังผลว่าจะสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่องานเสร็จแล้วก็วาง ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลวก็วาง ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงาน

ไม่ต้องแสวงหาชื่อเสียงยามแก่ เพราะชื่อเสียงเป็นอีโก้ที่จะทำให้คุณเข้าถึงความรู้ตัวอันเป็นแหล่งของความสงบสุขที่ภายในยากยิ่งขึ้น

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับชีวิตในวันนี้ทุกๆคนนะครับ แค่วันนี้วันเดียว ก็เหลือแหล่แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

https://drsant.com/2017/05/blog-post_12-19.html




โดย: หมอหมู วันที่: 7 มิถุนายน 2564 เวลา:21:22:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]