รถกระบะ-เข็มขัดนิรภัยเป็นเรื่องดีต่อทุกคน แต่การใช้บังคับทันทีไม่ทันตั้งตัวจึงเกิดการต่อต้าน



ก็ให้เป็นเฮกันลั่นเมื่อบรรดาผู้คัดค้านการบังคับใช้กฏหมายที่จะให้ทั้งผู้ขับขี่,ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัยรวมทั้งไม่ยอมให้ท้ายรถปิคอัพหรือรถกระบะเป็นที่โดยสารด้วย โดยรัฐบาลผ่อนคลายให้ปฏิบัติได้เหมือนกับปีก่อนๆไปพลางก่อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

 

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมีนาคมคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 ในการบังคับให้ผู้ขับขี่รถและผู้โดยสารที่นั่งในรถทุกที่นั่งต้องรัดเข็มขัด สำหรับรถปิคอัพหรือรถกระบะ หากมีผู้คนเป็นผู้โดยสารไปด้วยจะต้องถูกจับปรับ เพราะวัตถุประสงค์ของกระบะหรือแคป มีไว้เพื่อตั้งวางสิ่งของต่าง ๆ ไม่ใช่ใช้เพื่อบรรทุกคนแต่อย่างใด

หลังประกาศใช้บังคับใน 5 เมษายน 2560 นายกรัฐมนตรีออกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ นั่งรถคาดเข็มขัด พร้อมกับบอกว่า มาตรการนี้ ต้องทำอย่างเข้มงวด เพื่อต้องการให้ยอด ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดจำนวนลง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์นี้ หลังจากนั้นได้เพียง 2-3 วัน ก็มีผู้ออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์กันทั่วสารทิศ และขยายความกันจนน่าเกลียดน่ากลัว พอกฏข้อบังคับนี้ออกมา เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางต่อต้าน

หลายกลุ่มให้เหตุผลว่า การคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อุบัติเหตุเพิ่มหรือลด เป็นแต่การคาดเข็มขัดเป็นการคุ้มครองบุคคลไม่ให้ได้รับอันตราย หรือเมื่อเกิดเหตุแล้วทำให้ทุเลาเบาบางลงไปได้ อีกหลายกลุ่มบอกว่า การคาดเข็มขัดได้กำหนดไว้ในกฏหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ออกประกาศกฏกระทรวงอันเป็นข้อปฏิบัติหรืออข้อห้ามก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ ตาม ม. 44 นายกรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้เข้า ก็รีบออกมาบอกว่า เพื่อผ่อนปรนและอำนวยความสดวกให้ ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ก็ให้เลื่อนเวลาไปพลางก่อนก็ได้

คราวนี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ออกมาบอกด้วยว่า ความคิดนี้เป็นของตนเองเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปตำหนินายกรัฐมนตรี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายโดยตรงจะรอช้าอยู่ไม่ได้แล้ว รีบไปปรึกษาหารือกับทางกรมการขนส่งทางบกทันที แล้วก็มีความเห็นด้วยกันว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะยังเตรียมตัวไม่ทัน จึงควรขยายเวลาในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนเพิ่มขึ้นอีก จากเดิม 15 วัน ซึ่งจะเริ่มจับปรับในวันที่ 5 เมษายน ออกไปเป็นหลังสงกรานต์ เพื่อจะได้ให้ประชาชนเดินทางไปกลับภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกเหมือนเช่นปีก่อนๆ และที่สำคัญเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีเปิดทางให้

จริงๆแล้ว เรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยมีกฏหมายบังคับใช้อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ได้ผล เพราะผู้ขับขี่และผู้โดยสารก็ไม่ได้สนใจ ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจที่มีหน้าที่บังคับใช้กฏหมายก็เฉยเมย ปล่อยปละละเลยมานานช้า ถ้ามีคำสั่งให้เร่งรัดจับกุมก็ตั้งด่านตั้งจุดตรวจกวดขันกันสักครั้ง หมดช่วงระดมจับกุมกันแล้ว ทุกอย่างก็เหมือนเดิม

ทีนี้พอรัฐบาลเอาจริงเอาจังถึงขนาดใช้อำนาจของ คสช.ตาม ม.44 ก็เพราะเห็นว่า หลายปีที่ผ่านมา พอช่วงสงกรานต์ทีไร หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยการจราจรก็มักจะตั้งเป้ากันไว้ว่าปีนี้จะไม่ให้มีคนตายอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุเท่านั้นเท่านี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ตายมากขึ้นทุกปี ขืนปล่อยไปอีกก็ต้องวนอยู่ในวงจรเดิม จึงต้องใช้ไม้เด็ด ห้ามกันเด็ดขาดแม้กระทั่งไม่ยอมให้มีผู้โดยสารบนกะบะรถ หรือนั่งในแคปแล้วไม่คาดเข็มขัด

จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านร้านถิ่นที่จำเป็นต้องใช้รถปิคอัพ,รถกระบะขนทั้งข้าวของสินค้าและผู้โดยสารต่างก็หงุดหงิดอึดอัดว่ารัฐบาลล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิส่วนบุคคล

เอาเป็นว่าช่วงสงกรานต์นี้รัฐบาลก็ยอมให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากกระบะท้ายรถ เหมือนที่เคยใช้มาจากปีก่อนๆเมื่อเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นจะปลอดภัยหรือไม่ก็เสี่ยงภัยกันเอาเอง

แม้ว่าเรื่องนี้ มีสาระสำคัญที่น่าชื่นชมยินดีกับรัฐบาลที่ออกกฏระเบียบขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชนก็ตาม ก็ยังเป็นข้อเตือนใจเจ้าหน้าที่ว่าสิ่งใดก็ตามที่ปล่อยปละละเลย มานมนานจนผู้ปฏิบัติคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องไปแล้ว จะใช้กฏระเบียบกวดขันกันอย่างทันทีทันใด เหมือนอย่างกรณีนี้ ก็จะมีแรงต่อต้านที่รุนแรงเสมอ

ที่มา thaitribune




Create Date : 11 เมษายน 2560
Last Update : 11 เมษายน 2560 15:17:39 น. 0 comments
Counter : 72 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month


 
p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




FollowLike
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.