ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 
๔๘๘ - ชีวิตกับความเกิด


บางครั้ง ก็มักจะเกิดคำถามอยู่เสมอ ว่าทำไมเราถึงเกิดมา แล้วเกิดมาทำอะไร แล้วจุดหมายของชีวิตหรือของเรา คืออะไร

คำตอบที่ได้มันแทบจะไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับช่วงอายุวัย หรือ เหตุการณ์ที่ประสบอยู่ในขณะนั้น น้อยคนที่จะมีคำตอบตายตัวและถูกต้อง จริง ๆ จะเรียกว่าถูกต้องก็ไม่น่าจะใช้คำนี้ เพราะปัจจัยพื้นฐานความคิด ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน
เราอาจจะคิดว่าความตอบของคำถามเรานั้นถูก แต่พอลองมองคำตอบของคนอื่นดู เราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดชีวิตก็ได้ ชีวิตและความคิดของมนุษย์ จึงเป็นอะไรที่ยืดหยุ่นหาความคงที่ได้ยาก

คำตอบของคำถาม เกิดมาทำอะไร จึงต้องแบ่งออกเป็นหลายแง่มุม ในแง่มุมของสิ่งมีชีวิต ก็เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ในแง่มุมของศาสนาก็มีเหตุผลต่างกันตามความเชื่อของแต่ละศาสนา เช่น ในศาสนาพุทธ การเกิดมาจากผลของอวิชชา และการรับผลของกรรม การกระทำ ในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ การเกิดน่าจะหมายถึงการวิวัฒฯ การพัฒนา การสืบ DNA จากรุ่นสู่รุ่น จริง ๆ น่าจะยังมีอีกหลายแง่หลายมุม แต่ก็ยังคิดไม่ออก ก็เอาไว้ประมาณนี้ก่อน

ทำไมเราถึงชอบการเกิด เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก คำตอบอาจจะประมาณได้ว่า เพราะเหตุที่เราต่างประสบความสุขและความทุกข์ปะปนกันไป เหตุนั้นเราจึงปรารถนาการเกิดอย่างไม่สิ้นสุด คนที่ประสบปัญหาชีวิตรุ่นแรงถึงอยากฆ่าตัวตาย ก็อยากจะหนีต่อปัญหา และเกิดใหม่เพื่อรีเซตปัญหาที่รุงรังในภพนี้ (อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ) ตรงกันข้าม คนที่สุขสบายไม่ค่อยประสบปัญหาชีวิตรุนแรง ก็อยากเกิดใหม่ให้ได้อัตภาพเดิมตอนจบชีวิตลงตามอายุขัย สรุปแบบย่อ ๆ เราปรารถนาการเกิดนั้น เพราะเหตุของความไม่รู้ พอคำตอบเป็นความไม่รู้ ก็เกิดคำถามอื่น ๆ ตามมาเป็นขบวนรถไฟ ซึ่งอธิบายต่อยาวเหยียดเป็นหนังสือได้หลายเล่ม

ความไม่รู้ในศาสนาพุทธเรียก อวิชชา เป็น ๑ ใน สังโยชน์ ๑๐ ประการ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) มันเหมือนมีแม่น้ำน้อยใหญ่ ๑๐ สายที่เราต้องทำให้มันแห้ง อวิชชาจึงเปรียบเสมือนแหล่งกำเนิดของแม่น้ำใหญ่ และเป็นต้นตอของแม่น้ำทั้งหลาย หากเราสามารถกำจัดจัดอวิชชาได้ ก็เท่ากับกำจัดต้นตอของกิเลสทั้งปวงได้ รวมทั้งการเกิดทั้งหลายในภพด้วย

คราวนี้ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ตัวอวิชชา และ กรรมทั้งหลายจะยังมีผลไหม แล้วเราไม่เชื่อเรื่องเกิด เราก็ไม่ต้องเกิดอีกจริงไหม เราไม่เชื่อในผลของกรรม เราก็ไม่ต้องรับกรรมจริงไหม เรื่องนี้คล้าย ๆ กับเรามีความกลัวบางอย่าง เช่น สัตว์ร้าย หรือ ทูตผี แล้วมีคนบอกว่า ลองหลับตาสิ เดี๋ยวสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปเอง นั่นเป็นอาการหลอกตัวเอง

กฎแห่งกรรม มันคล้าย กับกฎธรรมดา ๆ บนโลกที่เราอาศัยอยู่ เช่น วัตถุตกลงพื้นโดยแรงโน้มถ่วง ทำให้เราไม่ลอยออกไปนอกอวกาศ เราอาจจะปฏิเสธการรับรู้ใด ๆ ก็ได้ หรือ หาความรู้มาอธิบายได้ร้อยแปด แต่เราก็ยังต้องตกอยู่ในกฎนี้เสมอ ๆ



Create Date : 02 มีนาคม 2563
Last Update : 2 มีนาคม 2563 14:51:30 น. 0 comments
Counter : 230 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.