กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 32


โอ้..อินเดีย 32

ยังจำท่าน อาจารย์ วรพร ที่ผมเคยพบท่านอาสาสมัครไปช่วยงานสารพัดที่วัดไทย 960 ชายแดน อินเดีย – เนปาล
ท่านเมตตาเล่าเพิ่มเติมถึงความรู้สึกของการไปอินเดีย ทั้งก่อนและหลังมาให้ฟัง...
ผมว่าน่าสนใจมาก ลองฟังดูนะครับ

คุณอนณ

ความคิดก่อนไปอินเดียและหลังจากกลับมาแล้วในส่วนตัวของดิฉันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ไม่ถึงระดับปาฏิหารย์นะคะ
แต่ถ้าจะคิดว่าปาฏิหารย์ก็มาจากการได้อยู่ในดินแดนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ดินแดนที่พระองค์ทรงเคยย่ำพระบาทมาในอดีตกาล จึงรู้สึกใกล้ชิด จิตก็เคลิบเคลิ้มง่ายมาก
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ แม้จะเป็นนามธรรมแต่เกิดขึ้นกับตนเองก็เลยไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลงสงสัย
นั่นคือสภาวะทางจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ( เหมือนกับที่เพื่อนๆหลายคนที่เคยมีประสบการณ์เคยบอกเล่า )
โดยปกติเรามักยึดคำสอนของท่านเป็นหลักในการดำรงชีวิต
เราเชื่อมั่นในความเป็นมหาบุรุษของพระองค์อย่างหาใครมาเสมอเหมือนไม่ได้
โดยเฉพาะในยามที่เรามีความทุกข์
หากปราศจากการน้อมนำเอาคำสอนของท่านมาเป็นหลักการในการปลดทุกข์ เราก็คงจะหาทางออกให้กับชีวิตตัวเองไม่ได้
แต่พอดิฉันได้ไปอินเดีย ความเลื่อมใสศรัทธายิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
อันเนื่องจากได้ไปทราบเรื่องราว ร่องรอย ที่เกี่ยวกับการอุบัติขึ้นของพระองค์ในทุกๆด้าน
ทั้งจากคำบอกเล่า และสิ่งแวดล้อม ทำให้จิตใจเป็นสุข อบอุ่นด้วยศรัทธาและปัญญา
รู้จักสอนใจตนเองให้ฉลาดขึ้น โดยเฉพาะตัวกิเลสซึ่งเราละไม่ได้ และทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็ไม่อยากจะเลี้ยงไว้กับเราอีกต่อไป
สิ่งเหล่านี้ทำได้ไม่ยากเลยถ้าอยู่ในอินเดีย แล้วเห็นสภาพคนอินเดียที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ดีโดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด
ดิฉันถือว่าคนที่มีโอกาสได้ไปอินเดียเป็นบุคคลที่โชคดีมหันต์ ( หรือจะเรียกว่ามีบุญมากก็ได้ )
ที่ได้ไปพบเห็นสภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยเฉพาะในแถบสังเวชนียสถาน
เพราะท่านจะนึกไม่ถึงเลยว่า เพื่อนร่วมโลกของเราจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ออกแนวพิศดารพิลึกกึกกือถึงเพียงนั้น...
และจะประจักษ์ชัดแจ้งเลยว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นของแท้แน่นอนสำหรับคนอินเดีย
ในขณะที่คนไทยเรายังต้องปรับเปลี่ยนอีกมากมายเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ได้
และยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของอินเดีย ซึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษนานนับร้อยปี
ท่านจะยิ่งประหลาดใจว่าเพราะเหตุใดคนอินเดียถึงสามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของเขาได้อย่างดีเยี่ยม
อังกฤษไม่สามารถทำอะไรได้เลย นี่เป็นสิ่งที่...น่าชื่นชม มาก
ในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร แต่วัยรุ่นไทยกลับเลียนแบบอย่างฝรั่งและเกาหลีไปหมดแล้ว
ที่กล่าวมาทั้งหมด ดิฉันขอสรุปสิ่งที่ได้รับจากการไปช่วยงานวัดไทยในอินเดียตลอดเวลา 6 เดือนไว้เป็นข้อๆดังนี้

1. ด้วยเศรษฐกิจพอเพียงล้วน ๆ สามารถทำให้คนมีความสุขได้
โดยสังเกตจากชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในอินเดีย คนอินเดียมีภูมิต้านทานในทุกสิ่งทุกอย่างสูงมาก โดยเฉพาะทางด้านโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าหากเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นกับชาวโลก คนอินเดียน่าจะตายหลังสุด

2. พบที่พึ่งที่แท้จริงคือ รัตนตรัย เมื่อน้อมนำเข้าสู่จิตใจ เกิดความรู้สึกที่ดี อบอุ่น ไม่หวาดกลัวอะไรทั้งนั้น
ทุกอย่างเป็นของนอกกายไม่เที่ยงแท้ สำคัญที่ใจจริงๆ
มีญาติโยมหลายคนที่ไปแสวงบุญระหว่างที่น้ำยังท่วมบ้านอยู่นั้นบอกว่า ทำใจได้แล้ว มองเห็นทุกข์แล้ว
แต่ไม่ห่วงหวงสมบัติใดเลย จึงมาไหว้พระที่อินเดียได้ และเมื่อมาถึงก็ยิ่งพบว่าตัวเองตัดสินใจถูก จึงสอนใจเราให้ร่วมอนุโมทนา

3. เมื่อก่อนรู้อย่างเดียวว่าเมื่อประสบความทุกข์ก็นึกถึงพระ แต่ตอนนี้ซาบซึ้งในคำสอนของพระพุทธองค์มากขึ้น ( จากการสัมผัสทุกวันในสถานที่จริง )
ทำให้คิดเพิ่มเติมได้อีกว่า แม้แต่เวลาที่เรามีความสุขก็ต้องนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเช่นกัน
เพราะความสุขก็ไม่เที่ยงไม่มีตัวตน และทุกครั้งถ้ามีโอกาสนั่งสมาธิ ก่อนจะหลับหูจะแว่วแต่คำอธิษฐานของพระพุทธเจ้าที่ว่า
« แม้เนื้อหนังจะเหือดแห้ง ก็จะไม่ยอมลุกขึ้นจนกว่าจะบรรลุพระโพธิญาณ »

4. จากการได้อ่านหนังสือ « พระพุทธเจ้าในสายตาของนักปราชญ์ทั่วโลก » ที่วัด 960
ทำให้ดิฉันรู้สึกภูมิใจในความเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างที่สุด เพราะขนาดสุดยอดของนักปราชญ์โลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ยังยกย่องศาสนาพุทธเป็นที่สุด
ยังไม่รวมบุคคลอื่นๆอีกเป็นร้อยคน ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการขนานนามจากนานาชาติว่าเป็นปราชญ์ ก็ยังกล่าวยกย่องด้วยความศรัทธาในศาสนาพุทธด้วยภาษาอันไพเราะลึกซึ้ง
ซึ่งสรุปความได้ว่าปราชญ์ทั่วโลกลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันถึงหลักศีลธรรมจรรยาของพระพุทธเจ้าว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ชาวโลกเคยได้รับ
ดิฉันยังรู้สึกเสียดายจนบัดนี้ว่าไม่ได้ขอยืมหนังสือเล่มนี้มาอัดสำเนาเผยแพร่

5. การไปอินเดียทำให้ได้รับความรู้สึกเชิงบวก อันนี้ว่ากันตามสภาวะของปุถุชนทั่วไป
เราจะรู้สึกได้ว่าบ้านเมือง ผู้คน ความเป็นอยู่ของเราเจริญกว่าเขาก็จริง แต่ประเทศอินเดียมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่น่าสนใจ
เคยมีเพื่อนที่ไปเที่ยวมาแล้วรอบโลก พอกลับมาดูภาพถ่ายกลับจำไม่ได้ว่าภาพนั้นๆถ่ายที่ไหนประเทศอะไร
เพราะบรรยากาศเมืองใหญ่ๆในยุโรป หรืออเมริกา ก็จะดูใกล้เคียงกันหมด
แต่ภาพถ่ายจากอินเดียเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเราก็จำได้ว่านี่คือ..อินเดีย

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณคุณอนณอย่างสูงนะคะที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงความรู้สึก วันหลังจะชวนเพื่อนๆมาคุยด้วยกันค่ะ

วรพร เสถียร


อีกท่านหนึ่งที่น่าสนใจ ฟังดูนะครับ

สวัสดีครับ คุณอนณ

ได้ติดตามอ่าน เรื่องเล่า โอ้ อินเดีย ของคุณแล้ว ชอบครับ และก็ขออนุโมทนา สำหรับกุศลในครั้งนี้ด้วยครับ
ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งมีโอกาส ได้ไปแสวงบุญเป็น ปีที่ 5 แล้วครับ เนื่องจากมีความสนใจพระพุทธเจ้า ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กที่ยังอ่านหนังสื่อไม่ออก
โดยการดูหนังสือภาพที่ครูเหม เวชกร ได้วาด (คล้ายๆ กับคุณ อนณ) หลังจากนั้นก็ เริ่มสนใจในเรื่องราวและหลักคำสอน โดยเฉพาะพระไตรปิฏกนั้น เรียกว่า วางไม่ลงเลยทีเดียว
ประทับใจ ในเหตุผล และความชาญฉลาดในพระปัญญาคุณ จนไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรดี
สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีจิตศรัทธาที่จะไปกราบ นมัสการสถานที่ต่างๆ ดังที่ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกครับ

เตรียมการ
หลังจากที่ได้มั่นใจแล้วว่า เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าแล้วว่า จะต้องไปอินเดียให้ได้
แต่ปรากฎว่า เราไม่ได้เก็บวันลาพักร้อนไว้ คือได้ใช้ลาในการต่างๆหมดแล้ว ก็ตั้งใจว่า จะไม่ลาพักร้อนในปีต่อไปถ้าไม่จำเป็น คือปีที่ สอง
พอครบปีที่สองแล้ว ปรากฎว่า วันที่ได้สิทธิ์พักร้อนนั้น มีไม่ครบ คือได้แค่หกวัน เนื่องจากอายุการทำงาน ยังไม่ครบห้าปี ( ถ้าครบห้าปี ก็จะได้ 10 วันดังปัจจุบัน)
ตามตารางของการเดินทางคือใช้ประมาณ 9 - 10 วัน ทำให้ผมต้อง รอเวลาต่อไปจนกระทั่งเข้าปีที่ 3 ได้วันพักร้อน 6 วัน บวกกับของเก่าปีที่แล้ว อีก 6 วันเป็น 12 วัน เท่ากับว่า ผมใช้เวลาในการรอคอย 3 ปีกว่าผมจะสานฝันให้เป็นจริงได้

วันแรก
ไปกับวัดครับ โดยวัดได้ใช้ทัวร์ของการบินไทย คือบินจากสุวรรณภูมิ ถึง สนามบิน คยา โดยตรง
โดยออก จาก ประเทศไทย เที่ยง ไปถึงเมื่องพุทธคยา ก็ ปรับเวลาแล้ว ไม่เกินบ่าย สองโมง
ประมาณ ครึ่งชั่วโมง จากสนามบิน ก็ถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วครับ
จำได้ไม่มีวันลืมว่า ก่อนที่จะได้ลงไปกราบที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์พระอาจารย์ที่เป็นพระวิทยากร ได้นำกล่าว ถึงการที่ได้จาริกมาแสวงบุญ ในครั้งนี้
....ผมรู้สึกความปิติที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย คือขนลุก จากข้างหล้งไป ด้านหน้า จากศรีษะวิ่งลงด้านล่าง
จากซ้ายไปขวา คือจากทิศต่างๆ ของร่างกายเรา ขนลุกซู่ซ่า แบบว่าน้ำตาซึมออกมาครับ
ผมนึกถึงพระสูตรที่ได้อ่าน ที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี วินาที่ที่ท่านได้ยินคำว่า พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว
ผมได้ประจักษ์กับตนเองแล้ว ว่า ความปิติแบบนั้นเป็นอย่างไร ...

วันสุดท้าย ก็ประทับใจครับ
ที่สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ซึ่งเป็นเช้าวันสุดท้ายของคณะเราที่จะลาจาก จากแดนพุทธภูมิแล้ว ระหว่างทางที่นั่งรถจากวัดเพื่อไปสนามบิน พาราณสี พระวิทยากรท่านก็ได้นำสวด ขอขมา และขอพรลากลับเมืองไทย
ต้องบอกว่า ไม่อยากจากไปเลยครับ อยากอยู่ต่อ จนกระทั่งต้องแอบ ๆ น้ำตาไหล มองนอกหน้าต่าง
คือเรากลั้นความรู้สึกไว้ไม่ได้จริงๆ มีความอาลัยอาวรณ์
และได้คำตอบให้ตัวเอง ณ.ที่นั้นได้ว่า เราจะต้องมาที่นี่อีกแน่นอน......
และปฏิญาณนั้นก็เป็นจริงครับ ห้าครั้งต่อเนื่องแล้วที่ได้มีโอกาสเดินทางไปนมัสการสังเวชฯ การเดินทาง ของผมจะสิ้นสุดลง ก็ตรงที่สังขารจะไม่เอื้ออำนวยแล้ว

ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปครับ

สหายธรรม ผู้ผ่านมา

อ้อ...มีอีกท่านที่มีมุมมอง ที่น่าสนใจอย่างนึกไม่ถึง
ลองฟังดูนะ

สวัสดีค่ะ คุณอนณ

ทิพย์ไปอินเดียเมื่อต้นปีนี้
จริง ๆ แล้วไม่เคยคิดที่จะไปอินเดียเลย เพราะฝังใจว่าอินเดียเหม็น สกปรก
แต่พักหลังเห็นคนพูดถึงการไปอินเดียเพื่อไปกราบสักการะ สังเวชนียสถาน ประมาณว่าในชีวิตต้องไปให้ได้สักครั้ง
พอได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ คิดว่าเราไม่ใช่ศาสนาอิสลาม ไม่เคยเรียนมาว่าต้องไปนี่นา
แต่ก็เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ทำให้ตัดสินใจไปค่ะ

ก่อนไปเตรียมตัวอย่างดี ค้นคว้าหาข้อมูล ว่าอินเดียเป็นยังไง ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง จะป้องกันยังไงไม่ให้ท้องเสีย
เพื่อนก็เตือนว่าเวลาแปรงฟันห้ามใช้น้ำก๊อกแปรงฟัน เราก็นึกถึงว่าแล้วเวลาอาบน้ำสระผมน้ำมันเข้าปากจะเป็นอะไรรึเปล่า
คำนวนเส้นทางระยะห่างแต่ละที่ ดูว่าเราจะทนไม่ต้องเข้าห้องน้ำได้รึเปล่า
เปิดดูยูทูปวิดีโอของคนที่ไปมาแล้ว ท่องคาถาว่าอย่าให้ของขอทาน
แต่กลับหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ น้อยมาก จะรู้ก็แค่ว่าเราจะไปที่ที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน แสดงธรรมครั้งแรก

พอไปถึงอินเดียกลับรู้สึกชอบ...อินเดีย
ได้เข้าห้องน้ำธรรมชาติ ครั้งแรกก็ที่แม่น้ำคงคา มีวิวข้างหน้าเป็นแม่น้ำคงคากับพระอาทิตย์กำลังตกดินสวยมาก
ชอบอาหารอินเดียด้วย

เวลาไปสักการะสังเวชนียสถาน ก็จะรู้สึกดี
แต่ด้วยเป็นคนที่มีความสงสัยเยอะ รวมทั้งคนเยอะมากๆ ก็เลยไม่สามารถรู้สึกอิ่มเอิบใจได้เต็มที่
เห็นคนอื่นน้ำตาไหล เราก็รู้สึกอยากสัมผัสความรู้สึกนั้นบ้าง
เวลาถึงสถานที่ต่างๆ พระวิทยากรก็จะบรรยายประวัติ เรื่องราว แต่เราก็มัวแต่ตื่นเต้นถ่ายรูป เลยฟังได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ
กลับมาก็รู้สึกเสียดายเวลาที่เราเสียไปกับสิ่งไร้สาระ ยิ่งได้อ่านที่คุณอนณเขียนแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

ตอนแรกไม่คิดว่าจะเขียนมาถึงคุณอนณเพราะเรื่องของทิพย์มันไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เห็นตอนที่ 30 พูดถึงเด็กน้อยขอทาน

ทิพย์ถูกเด็กน้อยขอทานที่กุสินาราสอนค่ะ
คณะของทิพย์เข้าไปสักการะพระพุทธรูปปางปรินิพพาน แต่เพราะมีหลายคณะ พระวิทยากรก็แนะให้เรานั่งสมาธิไปก่อน
แต่ก็ทำสมาธิยากมากเพราะคนเยอะ
หลับตานั่งสมาธิอยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงคนตะโกน...รวย...รวย...เฮง...เฮง กันภายในวิหาร
ตอนนั้นก็รู้สึกแปลกๆ คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่

หลังจากคณะเราเวียนเทียนเสร็จ ก็ออกมาสวดมนต์ข้างนอกต่อ
พอเดินกลับไปที่รถ ระหว่างที่เดินก็มีเด็กผู้ชายคนนึงหน้าตาน่ารักเดินตาม เค้าสวดมนต์อย่างที่เราสวดกัน แต่บทสวดเค้าต่างออกไปหน่อยนึง คือจะมีคำว่า...สิบบาท...แทรกอยู่ตลอด
ก็ขำๆ แต่ก็ไม่ได้ให้อะไรเค้า
พอขึ้นรถเค้าก็มายืนข้างรถตรงที่เรานั่งโบกมือบ๊ายบาย ยิ้มแย้ม น่ารักมาก

เด็กคนนี้ทำให้ทิพย์นึกถึงตอนอยู่ในวิหารที่มีคนตะโกน...รวย...เฮง แล้วก็กลับมาถามตัวเองว่าเราสวดมนต์เพื่ออะไรกัน
เราต่างจากเด็กคนนี้หรือเปล่า ทิพย์เมื่อก่อนเวลาไหว้พระเสร็จก็จะขอ
ตอนนั้นก็เข้าใจเลยว่า...ไม่ได้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า...เล๊ย ย ย

ตอนกลับจากอินเดียใหม่ๆ ก็อยากศึกษาพุทธศาสนามากขึ้น อยากเข้าใจในบทสวดมนต์มากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็แพ้กิเลสตัวเองค่ะ เป็นเหมือนเดิม ( คิดว่าดีกว่าก่อนไปหน่อยนึง )
ก็ได้บทความของคุณอนณคอยกระทุ้งเป็นระยะ

ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
ทิพย์


อนณ 093-149-9564
tobeteam@yahoo.com




Create Date : 02 ตุลาคม 2555
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 22:06:06 น. 0 comments
Counter : 3085 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.