กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 31

โอ้...อินเดีย 31

สวัสดีครับ ต้องขออภัยอย่างแรงที่หายไปซะนาน
ตั้งแต่กลับมาจาก อินเดีย งานการประเดประดังเข้ามาท่วมท้น
คงเป็นเพราะอานิสงส์ผลบุญเป็นแน่แท้เชียว แต่ก็เล่นเอาแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย
แล้วพาลทำให้หมดเวลาคิดเรื่องอื่น ๆ เลย
และด้วยตั้งใจว่าจะต้องปิดซีรี่ส์นี้ซะที มันยาว..ว...ว...มากไปแล้ว
เดี๋ยวคนฟังจะเบื่อเกินไป
แต่อีทีนี้....ยังติดค้างผู้อ่านที่เขียนมาเล่าประสบการณ์ ที่หลายท่านเคยไปกราบสังเวชนียสถาน
แล้วเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงว่าจะได้ประสบพบเจอกับตัวเอง
ลองฟังดูนะครับ

สวัสดีค่ะ คุณอณน

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อนนะค่ะ ดิฉันติดตามอ่านเรื่อง กรรมทันตา ในพันทิปมาพอสมควร
แต่ตัวดิฉันไม่มีล๊อกอินในพันทิป ส่วนมากก็เข้าไปอ่านกระทู้แนะนำเรื่องเกี่ยวกับธรรมะอย่างเดียวค่ะ
ได้ข้อคิดคติเตือนใจหลายอย่าง และล่าสุดติดตามอ่านเรื่อง...การแสวงบุญที่แดนพุทธภูมิ ก็สนุกได้อรรถรส และคุณเปิดโอกาสให้เขียนเล่าประสบการณ์บ้าง
ดิฉันก็เลยสนใจเพราะได้ไปแสวงบุญที่สังเวชนีย์สถาน สี่ตำบล มา 2 ครั้งแล้ว
และแต่ละครั้งก็ได้รับประสบการณ์แปลก ๆ ไม่เหมือนกันเลย
อยากเล่าให้ฟังเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ค่ะ

เริ่มจากทริปแรกที่เดินทางไปแสวงบุญนะค่ะ เดินทาง 24 มี.ค - 4 เม.ย 2550
ทริปนี้ไปเพราะเป็นกึ่งพุทธกาลพอดี และตรงกับวัดไทยพุทธคยาฉลองครบรอบ 50 ปี ของการก่อตั้ง
พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จเปิดงาน
เลยโชคดีได้รับเสด็จด้วย ทริปนี้เดินทางไปกับ เอ็นซีทัวร์ พักโรงแรมตลอดมีพักวัดไทยที่ กุสินารา 1 คืน และที่นี่ก็พบกับเรื่องราวปาฏิหาริย์ค่ะ คุณอณนก็ได้พักวัดนี้แล้วเหมือนกัน
วัดนี้สวย สะอาด บรรยากาศดี และคุณแม่ชีก็ทำอาหารอร่อยมาก
ห้องพักก็อย่างที่ทราบว่าพักห้องละ 2 ถึง 3 คน
ของดิฉันได้พักห้องละ 2 คน เนื่องจากคณะที่ไปมีจำนวนแค่ 16 คน เลยพักกันสบายไม่แออัด
เดินทางไปถึงวัดก็ค่ำแล้ว เวลาประมาณ 1 ทุ่ม

พอไปถึง เจ้าคุณราชรัตนรังษี ท่านให้การต้อนรับอย่างดี ได้ถวายผ้าป่าตามธรรมเนียมปฏิบัติของทุก ๆ วัด ที่เราแวะเยียม
จากนั้นเจ้าคุณก็แนะนำทั้งคณะว่า...
พรุ่งนี้ถ้ามีเวลาก็ให้ไป เดินจงกรม รอบองค์พระธาตุที่ประดิษฐาน พระเกศา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และพระบรมสารีริกธาตุที่พระองค์ท่านประทานมา คนละ 33 รอบ
32 รอบแรก เดินฯให้กับธาตุขันธ์ของตัวเราเอง
อีกหนึ่งรอบถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดิฉันก็คิดไว้ในใจว่าถ้าพรุ่งนี้ตื่นเช้าและมีเวลาก็จะเดินจงกรม แต่หากไม่มีเวลาเพราะต้องรีบเดินทางต่อก็ขอบายละกัน
จากนั้นก็รับประทานอาหารและอาบน้ำนอน
พอตอนเช้าเวลาประมาณตี 5 รู้สึกตัวตื่นเพราะได้ยินเสียง...
…….เอี๊ยด ๆ ๆ ๆ ……
ไม่ทราบว่าเสียงอะไร แต่ก็ไม่กล้าเปิดไฟดูเกรงใจเพื่อนที่นอนด้วยกันจะตื่น
รีบไปเข้าห้องน้ำพอออกมาจากห้องน้ำ เพื่อนที่นอนด้วยกันก็ตื่น แล้วถามว่า...เสียงอะไร เธอเปิดพัดลมเพดานเหรอ ถึงมีเสียง เอี๊ยด ๆ ๆ
เราก็บอกว่าเปล่า ไม่ได้เปิดอะไรเลย
เพื่อนก็บอกว่า...เปิดไฟดูซิว่าเสียงอะไร
พอเปิดไฟดู...พัดลมก็ไม่ได้เปิด แต่เสียงก็ยังดังต่อเนื่อง
เลยเดินตามหาเสียง ถึงได้พบว่า...เตียงนอนของดิฉันเองร้องได้
ก็บอกเพื่อนว่า...จะไปเดินจงกรมแล้วนะ เพราะว่าเขามาปลุกแล้ว
เตียงนอนฉันมันร้องได้มหัศจรรย์จริง ๆ
เพื่อนก็บอกว่าฉันก็จะไปด้วยไม่กล้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว
พอดิฉันบอกจะไปเดินจงกรม เสียงเตียงดังก็หายไป
คิดว่าเขามาเตือนเราที่ตั้งใจจะเดินจงกรม แต่ยังนอนเพลินอยู่ให้รู้สึกตัวตื่น
และการที่ได้ยินเสียงเตียงร้องได้ ทำให้เรากลัวจึงรีบออกมาปฏิบัติไม่นอนแช่กิเลสของตัวเองเพราะอากาศก็น่านอนจริง ๆ
ส่วนเพื่อนอีกห้องหนึ่งก็เจอดีเหมือนกัน
ห้องนี้เค้านอนกัน 3 เตียง เริ่มจากเพื่อนชื่อ...คุณอ้วน
เขาเปิดประตุห้องเข้าไปก็เห็นแม่ชี 2 ท่าน ยืนอยู่ทีเตียงด้านซ้ายมือ...เห็นแค่แว๊ปเดียวก็หายไป
เค้าก็ตกใจไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
จากนั้นเพื่อนที่ชื่อ...คุณนุ้ย ก็เดินตามเข้ามาแบบไม่รู้เรื่องอะไร รีบเดินเข้าไปจองเตียงทางซ้ายมือที่คุณอ้วนเห็นแม่ชี
คุณอ้วนก็แซวว่า...คุณนุ้ยเลีอกเตียงฮวงจุ้ยดีนะ
แล้วก็ไม่พูดอะไรทุกคนก็รีบจัดสัมภาระของตัวเองแล้วอาบน้ำนอนพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า
คุณนุ้ยก่อนนอนก็เกิดอุตริ นึกอธิฐานในใจว่า...ถ้าใครอยากให้ช่วยอะไรก็มาบอกด้วยนะ
จากนั้นก็สวดมนต์ก่อนนอน
พอนอนไปค่อย ๆเคลิ้ม จะหลับก็ได้ยินเสียงคนมาเรียกว่า ...นุ้ย ๆ ๆ
แล้วเอามือมาเขย่าที่แขน
คุณนุ้ย ลืมตาดูก็เห็นแม่ชี 2 คนยืนอยู่ก็ตกใจ เพราะเห็นแค่แป๊ปเดียวก็หายไป
จากนั้นก็กลัวมากไม่กล้าเรียกเพื่อนที่นอนร่วมห้องให้ตื่น
อดทนรอจนถึงเช้าเล่าให้ คุณอ้วน ฟัง
คุณอ้วน ก็บอกว่า...เห็นตั้งแต่ตอนหัวค่ำที่เช็คอินเข้ามาแล้ว แต่ไม่กล้าเล่าให้ฟังเกรงว่าทุกคนจะกลัว
และก็ไม่มั่นใจว่าตาฟาดหรือเปล่าที่เห็นแม่ชีทั้ง ๆ ที่ยังไม่ดึกเท่าไร
ส่วนคุณนุ้ย แกกลัวมากเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจอเหตุการณ์แบบนี้
ดิฉันก็แนะนำว่า...วันนี้เราทำบุญอะไรทุกอย่างก็อุทิศให้แม่ชีทั้งสองท่านไปเพราะว่าเขาอาจมารอบุญของพวกเราอยู่ก็เป็นได้
และที่สำคัญคุณนุ้ยเป็นคนอนุญาติให้เขามาหาเองตอนอธิฐานก่อนนอน ถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตดีถึงทำให้เขาติดต่อเราได้แบบรวดเร็ว
สรุปว่าวันนั้นทุกคนตั้งใจเดินจงกรมกันหมด และร่วมถวายสังฆทานเพื่อน้อมบุญให้คุณแม่ชีทั้งสองท่านค่ะ

จากนั้นก็เดินทางต่อไปนมัสการ...มกุฏพันธนเจดีย์ และสถูปปรินิพพาน
ที่นี่ดิฉันก็เจออุบัติเหตุเล็กน้อยค่ะ
คือระหว่างเดินจงกรมรอบ ๆ สถูป ก็ปรากฏว่าธูปที่ถืออยู่ไปโดนผมแล้วเกิดติดไฟโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้
เพื่อนที่เดินด้วยกันเห็นก็บอกว่าผมติดไฟอยู่ ดิฉันก็เอามือลูบผมก็ปรากฏว่าผมหลุดออกมาหนึ่งปอย
เลยหยิบมาวางที่สถูปแล้วอธิฐานบอกกับ พระพุทธเจ้า ว่า
ลูกขอกราบด้วยเศียรเกล้า คือถวายผมเป็นพุทธบูชาเลย
ตอนนั้นใจก็หายแว๊ปเลยรู้สึกว่าเราจะต้องโกนหัวบวชชีหรือเปล่านี่
แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนอะไรก็เกิดขึ้นได้

จากนั้นก็เดินทางต่อมาที่...ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
หลังจากเข้าชม...วิหารมายาเทวี แล้วก็ออกมาสวดมนต์นั่งสมาธิที่หน้าเสาหินของพระเจ้าอโศก ซึ่งคณะทัวร์ทุกกรุ๊ปจะพาปฏิบัติกันเป็นปกติ
ดิฉันก็สวดมนต์นั่งสมาธิด้วยความตั้งใจจนได้เวลาที่หลวงพ่อ ที่เป็นพระวิทยกรพาปฏิบัติ บอกว่าออกจากสมาธิได้แล้ว
ดิฉันก็ก้มลงกราบจนศรีษะแตะพื้นดินโดยที่ยังไม่ได้ลืมตาก็ปรากฏภาพ...ลุมพินี อยู่ที่จอตาที่ปิดอยู่ตรงบริเวณหน้าผากค่ะ ( อันนี้อธิบายยากหน่อยค่ะ )
เป็นภาพขาวดำเหมือนเราดูภาพนิ่งที่เป็นภาพสไลด์ค่ะ
เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ ก้มลงกราบแล้วศรีษะแตะพื้นดิน จนครบสามครั้งค่ะ
อันนี้รูสึกว่าเป็นปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่ตัวเองได้พบเจอคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านคงแสดงให้เราเห็น
เพราะโดยส่วนตัวไม่ใช่คนที่นั่งสมาธิแล้วจะเห็นอะไรง่าย ๆ เลยรู้สึกประทับใจมาก ๆ ค่ะ
รู้สึกว่าแดนพุทธภูมินี้มีอำนาจมีพลังบางอย่างที่เรามองไม่เห็นคอยดูเราอยู่และตลอดการเดินทาง
เวลานั่งรถทัวร์ซึ่งใช้เวลานานมาก ๆ หลาย ๆ ชั่วโมงดิฉันก็จะใช้เวลาไปกับการหลับตาทำสมาธิฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นภาพพระพุทธรูปลอยอยู่ในสมาธิตลอดเวลา
ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเวลาอยู่เมื่องไทยเรานั่งสมาธินานแค่ไหนก็ไม่เห็นภาพอะไร
แต่ที่นี่ทำไมเห็นภาพพระได้ง่าย ๆ เพียงแค่กำหนดจิตดูภาพก็ปรากฏ
อาจจะเป็นที่สถานที่มีพลังหรือจิตเราที่น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความปิติอิ่มเอมใจเลยทำให้เห็นง่ายก็ไม่รู้
ทริปนี้รู้สึกมีความสุขมาก ๆ แบบว่าเงินซื้อหาไม่ได้
เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งตรงกันข้ามกับก่อนจะไปอินเดียที่เรากลัวความลำบากสารพัด
กลัวเรื่องการเข้าห้องน้ำ กลัวความสกปรก กลัวเชื้อโรค
เรียกว่าสารพัดกลัวก็ว่าได้
แต่พอไปเจอเข้าจริง ๆ ความกลัวเหล่านั้นหายไปแบบปลิดทิ้งเลย
กลับกลายเป็น...ความสนุก เวลาที่จะต้องแวะข้างทางเพื่อเก็บดอกไม้ ( ปลดทุกข์เบาค่ะ )
แรก ๆ ทุกคนก็เดินหาทำเลเหมาะ ๆ ไกล ๆ รถทัวร์
เรียกว่าเดินให้เห็นกันลิบ ๆ ไกล ๆ
แต่พอหลาย ๆ วันเข้า รู้สึกคุ้นคยสนิทกันทั้งคณะก็เกาะกลุ่มเข้ามาเรื่อย ๆ
เลยแซวกันเป็นเรื่องสนุกสนาน
มีท่านผู้รู้บางท่านบอกว่า...ผู้ที่ได้ไปแดนพุทธภูมิ และไปกราบสังเวชนียสถานสี่ตำบล
คือผู้ที่เคยเกิดร่วมในสมัยพระพุทธเจ้า แต่ตกไฟล์ท
คือไม่ได้บรรลุธรรมในครั้งโน้น เลยต้องเวียนว่ายตายเกิดจนได้มามีโอกาสมากราบอีกในชาตินี้ ตามจิตที่เคยอธิฐานไว้ค่ะ
ก็ขอจบทิปแรกของการเดินทางแค่นี้นะค่ะ


ทริปที่สอง ของการเดินทางไปกราบ สังเวชนียสถานสี่ตำบล
เดินทางวันที่ 7 -17 มีนาคม 2552
ทริปนี้ตั้งใจไปส่งพระพุทธรูป...หลวงพ่ออู่ทองอุดมทรัพย์ หน้าตัก 39 นิ้ว จัดสร้างโดนคณะร่วมจิตเป็นหนึ่ง
เพื่อถวายให้กับวัดไทยพุทธวิปัสสนาของหลวงพ่อสุเทพ อกิญจโน เจ้าอาวาสวัดสมานราษฎร์ จ. ชลบุรี
ท่านไปสร้าง...วัดไทยพุทธวิปัสสนา ที่พุทธคยา ไว้ให้ญาติธรรมที่ไปแสวงบุญได้พักอาศัย
วัดนี้อยู่กลางทุ่งนาเลย ห่างจากเจดีย์พุทธคยาไปประมาณ 5 กิโลเมตร
หลวงพ่อท่านจัดทัวร์ไป อินเดีย ราคาถูกทุกปี ประมาณ 28,500 บาท
ทริปนี้ก็เจอปาฏิหาริย์ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึง พุทธคยา เลยค่ะ
ก่อนอื่นก็ขอบอกก่อนนะค่ะว่า จะเล่าเฉพาะเมืองที่พบปาฏิหาริย์ เมืองไหนไม่เจอก็ขอข้ามไปเลยนะ
เกรงว่าคนอ่านจะเบื่อซะก่อน

ไปครั้งนี้เตรียมตัวดีกว่าครั้งแรกที่ไป เพราะรู้แล้วว่าจะนำของอะไรไปถวายพระบ้าง
เที่ยวนี้ดิฉันก็เตรียมผ้าไตรไปถวายพระ พอไปถึงก็ถามหลวงพ่อว่า...จะถวายผ้าไตรได้ที่ไหน
ท่านบอกว่า...เอาไปถวายที่ต้นโพธิ์
เราก็ถือไปเดินจงกรมรอบ...เจดีย์พุทธคยา สามรอบ
แล้วท่านก็พามาสวดมนต์นั่งสมาธิที่หน้าต้นโพธิ์อีกครึ่งชั่วโมง
พอเสร็จแล้วดิฉันก็ถามหลวงพ่อว่า...โยมจะถวายผ้าไตรให้หลวงพ่อ
ท่านก็บอกว่า เอากลับไปถวายที่วัดดีกว่า
ดิฉันก็ต้องถือผ้าไตรกลับวัดอีก
กลับมาถึงวัดก็สามทุ่มแล้วในใจก็ว่า...วันนี้จะต้องถวายผ้าไตรให้ได้ จะได้หมดห่วงเสียที
ไม่ว่าจะเจอพระรูปไหนที่ว่าง ก็จะถวายให้เลย เพราะหลวงพ่อสุเทพท่านงานเยอะไม่ว่างรับประเคน
พอดีมี...หลวงพ่อเฉลิม เดินผ่านมาพอดี
เลยนิมนต์ท่านว่า...โยมขออนุญาตถวายผ้าไตรหน่อยค่ะ เพราะถือมาตลอดทั้งวันแล้ว
ท่านก็อนุญาต
ดิฉันตั้งจิตอธิฐานสร็จ ก็ถวายท่าน
ขณะที่ท่านรับผ้าไตรของเรา แล้วสวดมนต์ให้พร
ปรากฏว่า...ถุงพลาสติกที่ห่อผ้าไตรอยู่ กลายเป็นรูปใบโพธิ์ สีเงินระยิบระยับสวยงามมาก
อันนี้ตัวดิฉันเห็นคนเดียว เพื่อนที่ร่วมถวายด้วยมองไม่เห็น
ส่วนตัวหลวงพ่อที่รับประเคน ดิฉันก็ไม่กล้าถามท่าน ว่าเห็นเหมือนที่ดิฉันเห็นหรือเปล่า
เดี๋ยวกลายเป็น...อวดอุตตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตัวเราไป เลยเก็บความปิติปลาบปลื้มไว้ในใจคนดียว
นี่คือปาฏิหาริย์แรกที่พบก็คิดว่า เทวดา ท่านนิมิตให้เห็น
เพราะคงสงสารดิฉันที่แบกผ้าไตรมาตลอดทั้งวัน เลยทำให้ดิฉันมีความสุขอย่างมากในการถวายผ้าไตรในครั้งนี้
การเดินทางเที่ยวนี้ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้แวะ วัดไทยกุสินารา ของท่านเจ้าคุณราชรัตนรังษี
เสียดายมาก เพราะยังประทับใจเสียงเตียงปลุกอยู่เลยค่ะ

จากนั้นก็ขอเล่าถึง...มกุฏพันธนเจดีย์
สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
มาถึงที่นี่ประมาณ 5 โมงเย็น หลวงพ่อท่านก็นำให้นั่งสวดมนต์
ขณะที่จะหาที่นั่งดิฉันก็มองไปที่ มกุฏพันธเจดีย์ ก็เห็นเปลวสีทองเหมือนทองคำเปลวแผ่นใหญ่ ๆ ปลิวไสวอยู่กลางองค์ของเจดีย์...สวยงามมาก
ตอนนี้นก็ไม่ได้คิดว่าเป็นปาฏิหาริย์อะไร ในใจก็ได้แต่คิดว่าใครหนอช่างหาแผ่นทองคำเปลวที่ใหญ่แบบนี้มาถวายได้เพราะเวลาต้องแสงพระอาทิตย์แล้วสวยงามระยับจับใจมากเลย
พอสวดมนต์นั่งสมาธิเสร็จ ก็เดินลงไปที่องค์พระเจดีย์เพราะตรงที่พวกเรานั่งอยู่สูงกว่าองค์เจดีย์ และอยู่ไกลมาก เนื่องจากหลวงพ่อท่านต้องการให้นั่งหลบแสงแดด
พอเดินมาถึงองค์เจดีย์ ดิฉันก็ตั้งใจว่าจะต้องไปดูแผ่นทองที่ปลิวไสวเหมือนกวักมือเรียกเราอยู่ให้เห็นใกล้ ๆ แต่...ปรากฏว่าไม่มีแผ่นทองนั้น สิ่งที่เห็นเป็นภาพปาฏิหาริย์
ถามใคร ๆ ว่าเห็นแผ่นทองนั้นใหม ก็ไม่มีใครเห็นสักคน
ตัวดิฉันคิดว่าเทวดาท่านคงเนรมิตให้เห็นเป็นบุญตาค่ะ
เพราะถ้าคิดตามหลักความจริงแผ่นทองคำเปลวที่บางเบาถ้าโดนลมพัดก็จะต้องหลุดลอยไปแล้ว
เพราะตอนที่ดิฉันเห็นลมก็พัดแรง แผ่นทองก็ปลิวล้อลมเล่นสวยงามไม่เห็นหลุดลอยออกมาเลยค่ะ
จากนั้นก็เข้าไปกราบ...พระพุทธเจ้า ปางปรินิพพาน
ที่นี่เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่าให้อธิฐานขอให้ได้กลิ่นดอกมณฑารพที่เหล่าเทวดาเนรมิตมาถวายพระพุทธเจ้าในวันถวายพระเพลิง เพื่อใครมีบุญจะได้กลิ่นหอมของดอกไม้
หลาย ๆ คนก็อธิษฐานกันพอกราบพระเสร็จแล้วก็ออกมาเดินจงกรมรอบองค์สถูปเจดีย์ด้านนอก แล้วนั่งสมาธิที่ตรงนี้
ลมพัดเย็นสบาย ดิฉันก็ได้สัมผัสกับกลิ่นหอมของดอกไม้จริง ๆ แต่ไม่ทราบว่าเป็นดอกไม้อะไร...หอมเย็น ๆ ชื่นใจ
ก็คิดแบบไม่เข้าข้างตัวเองว่าอาจจะเป็นกลิ่นธูปของใครก็ได้อันนี้ก็ไม่ได้ติดใจอะไร
แต่พอเดินทางมาถึง...สวนลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
คราวนี้เจอของจริง ...พอก้าวถึงหน้ามหาวิหารมายาเทวี ก็ปะทะกับกลิ่นหอมของดอกไม้แบบเต็ม ๆ
ซึ่งบริเวณนั้นไม่มีดอกไม้สักดอก ต้นไม้ก็เป็นไม้ใบซะเป็นส่วนใหญ่
ตอนนั้นรู้ได้เลยว่า...เทวดาท่านมาทัก
รู้สึกขอบคุณท่านมาก ๆ ที่ทำให้เราสัมผัสได้
ถามเพื่อน ๆที่เดินมาด้วยกันว่า...ได้กลิ่นดอกไม้ไหม ไม่มีใครได้กลิ่นเลย เป็นปาฏิหาริย์ที่สามที่พบเจอรู้สึกปิติอิ่มบุญที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาได้มากราบบาทพระศาสดา ณ. แดนพุทธภูมิ
ได้พบพลังอันยิ่งใหญ่ไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานเท่าไร ผู้ปฏิบัติพึ่งพบได้ด้วยตัวเองเป็น ปัจจัตตัง จริง ๆ ค่ะ
การเดินทางมาครั้งนี้เหมือนเราได้กลับมาบ้านเก่าของตัวเองเพราะตลอดเวลาของการนั่งรถอันยาวนานดิฉันก็นั่งหลับตาทำสมาธิมาตลอดทาง คือคิดว่าเราควรจะใช้เวลาให้คุ้มค่ากับการเดินทาง
ทำให้สามารถลิงค์ตัวเองกับในอดีตได้โดยอัตโนมัติค่ะ
นั่งหลับตาเวลารถแล่นไปซ้ายหรือขวาดิฉันจะเห็นภาพของชาวบ้านในอดีตปรากฏในสมาธิตลอด
เหมือนเราเดินทางเข้าไปในอดีต ภาพมันชัดเจนมาก
เห็นชาวบ้านที่ยากจนนำศพมาเผากลางทุ่งนา
เห็นหมู่บ้านที่เขาทำเครื่องปั้นดินเผา เห็นวิถีชีวิตในชนบทของคนอินเดียในอดีต
เห็นประตูเมืองเวลารถแล่นขึ้นสะพาน
อันนี้ดิฉันยังไม่ได้ลืมตานะค่ะ แล้วก็ไม่ได้นอนหลับแล้วฝันไปด้วยค่ะ
รู้สึกตัวตลอดเลยเหมือนเรานั่งดูหนังเลยค่ะ จึงเล่าให้เพื่อนฟัง
เพื่อนก็บอกว่าสงสัยแก่จะเคยเกิดอยู่ที่นี่ละมั้ง คือทุกครั้งที่นั่งหลับตาทำสมาธิภาพมันจะใหลเข้ามาในหัวตลอดรู้สึกเหมือนเราเข้ามาในแดนมหัศจรรย์ค่ะ ก็รู้สึกประทับใจแปลกใจ
มันมีหลายอารมณ์ และก็เป็นเรื่องแปลกนะ คนที่มาแดนพุทธภูมิแล้วก็อยากมาอีก ไม่รู้สึกเบื่อเลย
ตัวดิฉันก็คิดว่าปีหน้าอาจจะไปอีกเป็นครั้งที่ 3 ค่ะ
ที่เล่ามานี้ก็เพื่อจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระพุทธองค์
ที่จะพาหมู่สัตว์ให้พ้นภัยในวัฏฏะสงสารนี้
พระธรรมที่ทรงแสดงแล้วด้วยดีเป็นจริงได้ถ้าเราลงมือปฏิบัติคือสัมผัสได้ด้วยตนเองใครทำใครได้
อยากจะบอกว่า...พระพุทธเจ้ามีจริง
สิ่งศักด์สิทธ์มีจริง ปาฏิหาริย์มีจริง คนทำจริงก็จะได้ของจริง ( อันนี้ครูบาอาจาริย์ท่านสอนไว้ค่ะ )
อยากชวนชิญคนที่ลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้าให้ลองมาดูก่อน
คนที่อยากไปอินเดียแต่ก็กลัวความลำบากก็อยากให้ลองไปดู แล้วจะพบความสุขที่ยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่า...เงินซื้อไม่ได้ เลยค่ะ
ทั้งหมดที่เขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะอวดคุณวิเศษในตัวเองนะค่ะ
เพราะว่าเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้วสิ่งที่เคยสัมผัสได้ที่อินเดียก็หายไปหมด
ไม่เหมือนตอนอยู่ที่โน้นที่เหมือน...เปิดเครื่องรับปุป ก็ติดปั๊บ
เลยคิดว่าสถานที่ศักดิ์สิทธ์ต่าง ๆ... มีเทวดารักษา
หากท่านอยากให้เรารู้เราเห็น ท่านก็บันดาลให้เห็นเราเป็นแต่เพียงเครื่องรับ ที่เผอิญลิงค์ได้ค่ะ
สุดท้ายนี้ถ้าประสบการณ์ของดิฉันที่เล่ามานี้ หากคุณอณนเห็นว่ามีประโยชน์ก็ยินดีให้ถ่ายทอดให้ผู้อื่นทราบได้ค่ะ
เพื่อเป็นการช่วยสืบอายุของพระศาสนาค่ะ หากเรียบเรียงไม่ดีอ่านแล้วสับสนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

จาก คุณเล็ก โทร. 0813428249


อนณ 093-149-9564
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 01 ตุลาคม 2555
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 22:07:12 น. 0 comments
Counter : 3149 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.