กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา อธิษฐานหนีกรรม

กรรมทันตา อธิษฐานหนีกรรม

บางครั้งคนเรา เมื่อถึงคราวอับจน
มองไปไม่เห็นทางออก หมดทางต่อสู้
กับคำว่า...ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ดูจะพึ่งไม่ไหว
ทางสุดท้าย ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากฟ้าดิน
โดยต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง..............
ซึ่งบางที ท่านก็รับเดิมพันเหมือนกัน.

ผมเอง ตั้งแต่ก่อนเรียนจบ เมื่อปี 2525
ช่วงที่เรียนอยู่ปีสุดท้าย ได้ไปซื้อรถคันเล็กๆ ซื้อเงินผ่อนจากเต็นท์รถแห่งหนึ่ง
จากนั้นก็เอาไปใช้ เรียนไป หัดค้าขายไป
โดยไปรับขนมฝรั่งประเภทคัพเค็ก แล้วไปส่งขายตามร้าน
กำไรไม่เลว สนุกดีด้วย
แต่รถเจ้ากรรมเอ๊ย....ซ่อมตลอด ได้เงินมาเท่าไหร่ซ่อมรถหมด

พอเรียนจบ ทนไม่ไหวขับรถไปคืนที่เต็นท์
บอกเอาไปเหอะไม่ต้องมายึด ผมไม่เอาแล้วซ่อมตะบี้ตะบัน
เถ้าแก่ก็เลยชวนให้ทำงานที่เต็นท์ซะเลย
ที่นี่มีหุ้นส่วน 2 คน
เถ้าแก่ใหญ่ ชื่อ...เฮียเฮง
จะสอนว่า
.........คนเราต้องขยัน ต้องทำทุกอย่าง ทำยังไงก็ได้ ให้ขายได้
ให้กำไรมากที่สุด จะโกหกพกลมยังไงก็ได้
ในโลกนี้มีแต่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่ได้...เงินสำคัญที่สุด

ส่วนหุ้นส่วนเล็กอีกคน ชื่อ...พี่เจริญ
จะสอนเสมอว่า
............คนเราต้องขยัน มีสัจจะ อดทน ตรงต่อเวลา
ถ้าเราเป็นคนดี ทุกอย่างจะดีเอง.............

ไอ้ผมก็ดันไปเชื่อเฮียเฮง เพราะแกรวยกว่า
ต่อมาไม่นานหุ้นส่วนก็แตกคอกัน พี่เจริญถอนตัวไป

ตอนนั้นผมเป็นวัยรุ่นไฟแรง อยากรวย อยากเด่น อยากเอาชนะ
เฮียเฮงก็สอนวิชาการ...ชั่ว...สารพัดทุกอย่างให้ผม
ทั้งการดูคน ดูรถ ย้อมแมว กะล่อนปลิ้นปล้อน เทคนิคการโกหก
วิธีการขายแบบสารพัดชั่ว
ผมก็ดีมาก รับมาหมด
เวลาผ่านไปหลายปี ผมยังได้พัฒนาความกะล่อน หลอกลวง
ให้มากขึ้นอีกหลายเท่า โกหกได้แนบเนียน ออกแนว 18 มงกุฏ
และด้วยความที่อยากเอาชนะ ผมจึงพยายามโชว์ฝีมือขายรถให้ได้มากกว่าคนอื่น
ที่สำคัญขายรถที่คนอื่นขายไม่ได้ พวกรถที่มีปัญหา ย้อมแมว......ต้องผม

เฮียเฮง ก็มองเห็นความสามารถ จึงพัฒนาขึ้น
มีการเอารถย้อมแมวมาขายมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยมีผมเป็นมือขวา
รถชน รถคว่ำ รถหงาย รถแท๊กซี่ถอดป้าย สารพัด ขายได้หมด
รถเบนซ์ 500 ของเสี่ยจิว พรุนทั้งคันยังเกือบได้ขาย
ผมไปยืนนับดูรูกระสุนขนาดนิ้วก้อย 100 กว่านัด ตำรวจเพื่อนเฮียเฮงก็ตายคู่กันในรถคันนี้ด้วย

ผมทำงานให้เฮียแกเกือบ 10 ปี ก็แยกตัวออกมาทำเอง
เพราะระยะหลังแกเล่นไปร่วมมือกับ...แก็งค์ขโมยรถ
เอารถสวมทะเบียนปลอมแปลงเอกสารมาขาย และเรื่องเฉียดคุกตะรางอีกมากมาย
โดยให้ผมออกหน้า ส่วนแกเป็นนายทุนอยู่เบื้องหลัง

ถึงแม้ว่าผมแยกตัวมาแล้ว ก็ยังขายรถในแนวเดิม เลวเหมือนเดิม
แต่.....เงินทองที่ได้มามาก....ก็หมดไป มาก.ก...ก...กว่า
อย่างที่เขาว่า...เงินมันร้อน
ผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิง
แต่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ อยากได้อะไรก็ซื้อ
ประกอบกับกู้เงินนอกระบบเยอะ ดอกแพง
ทำได้เท่าไรก็หมดไป เหมือนมันละลายหายเกลี้ยง
เหลือไว้แต่หนี้สิน

จำได้ว่าประมาณ ปี 2538 เกิดมีน้ำท่วมใหญ่
อู่ที่ผมใช้ซ่อม และย้อมแมวรถ อยู่ที่สวนผักตลิ่งชัน
น้ำมันท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ เอากระสอบทรายกันสู้ไว้ก็ไม่อยู่
สุดท้าย ทั้งอู่น้ำท่วมสูงเกือบถึงหลังคารถ
รถแพงๆ อยู่ในนั้นหมดเลย เอาออกไม่ได้เลย
ผม...หมดตัว เหลืออยู่แต่หนี้สิน...ล้านกว่าบาท

เลยต้องหลบไปเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ที่ปากเกร็ด
ตอนนั้นเซ็งมากกลัดกลุ้มหงุดหงิดสารพัด จิตใจมีแต่ความรุ่มร้อน เครียด กังวล
มีปากเสียงระหองระแหงกับภรรยาตลอดเวลา
ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ผมอายลูก อายเมีย ที่ทำให้พวกเค้าต้องลำบาก
คนเคยทำงาน เคยมีเต็นท์รถ แล้วต้องมาขายของชำ...เฮ้อ
บางวันกลัวจะถูกมองว่าไม่มีงานทำ ก็แต่งตัวออกไปข้างนอก
ไปนั่งอยู่ริมน้ำทั้งวัน ๆ ทุกวัน จิตใจก็ยิ่งหดหู่หมดกำลังสู้
บังเอิญวันหนึ่ง ได้ไปซื้อหนังสือนิยายอ่านโดยไม่ตั้งใจ
เป็นเรื่อง “ จิตา ” ของคุณ ทมยันตี
หนังสือเล่มนี้แปลกดี อ่านแล้ว...เย็นลง
ความหงุดหงิด ร้อนรน มันหายไปหมด
อยากให้ทุกท่านลองไปหาอ่านดูนะครับ......

หลังจากอ่านจบหลายรอบแล้ว ให้รู้สึกอยากจะกลับตัวเป็นคนดีบ้าง
แต่ก็ยังทำไม่ได้ หนี้สินมันจ่อคออยู่
ช่วงนั้นยังติดต่อไปหาเฮียเฮงอยู่เสมอ เพราะยังเป็นหนี้แกหลายแสน
เฮียแกก็ทวงอยู่เรื่อย เรียกไปใช้งานเดิม ๆ อยู่บ่อย ๆ
ที่แย่มากที่สุดคือ...ให้ขายรถที่ขโมยมาสวมทะเบียน
ผมก็กลัวคุกด้วย กลัวโดนเก็บ ห่วงลูกเมียด้วย
บางครั้งยังอยากฆ่าตัวตายซะให้หมดเรื่องไป แต่สงสารเมีย
เพราะหนี้ของผมเป็นหนี้นอกระบบ ไม่จบง่าย ๆ ตายก็ไม่จบ.....

ไม่กี่วันต่อมา ข้าง ๆ บ้านมีการทำบุญบ้าน
แขกที่มามีคนหนึ่งเป็นร่างทรง แต่เป็นผู้หญิงชื่อ...อาติ๋ว
ปรกติจะอยู่ที่บางระกำ พิษณุโลก
แฟนผมได้ไปช่วยงาน และได้คุยกับอาติ๋ว เรื่องปัญหาต่างๆ
อาติ๋วได้เรียกผมไปคุย และแนะนำว่า
..........ถ้าอยากเป็นคนดี แต่ไม่มีหนทาง
น่าจะลองขอต่อฟ้าดินทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินดูนะ
.....แต่มีข้อแม้ คือ ต้องมีเครื่องแลกเปลี่ยน
ให้ไปนึกดูจะเอาอะไรเป็นแลกกับเค้า
......ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเกิดทำตามสัญญาไม่ได้ เค้าเอาตาย...ย...ย นะ
คิดดูให้ถี่ถ้วนก่อน ถ้าไม่แน่ใจจริง ๆ อย่าใช้วิธีนี้....โดยเด็ดขาด.......
ก่อนกลับยังกำชับ เน้นแล้วเน้นอีกว่าให้คิดให้ถี่ถ้วนมาก ๆ
อย่าอธิษฐานส่งเดช หมดหนทางจริง ๆ แล้วค่อยทำ

ผมมานอนคิดเรื่องนี้ดูแล้ว ไม่มีทางออกมันจนหนทาง
ถูกทวงหนี้ตลอด ถูกตามไปทำชั่วเพิ่มขึ้น ๆ
บ้านที่ซื้อไว้เก็งกำไร ก็ทำท่าจะผ่อนไม่รอด
ไอ้เราก็กะล่อนมาหลายปี โกหกหลอกลวงมาสารพัด
ผมละอายลูก ละอายเมีย ดูกระจกก็ทุเรศตัวเอง
ใส่บาตรทำบุญก็อายพระ ทำสังฆทานก็อายเวลารับศีล
ผมเหนื่อยกับการทำชั่วแล้วหละ

ดึกคืนหนึ่ง ผมตัดสินใจออกไปยืนที่ดาดฟ้าบ้านไม่มีหลังคา
ถือซะว่าเป็นกลางแจ้ง แล้วจุดธูป 16 ดอก
บอกกล่าว อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน
ตั้งใจอธิษฐานว่า
...ขอให้ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นวังวนแห่งความชั่วร้ายต่าง ๆ
ขอให้ได้เป็นคนดี มีอาชีพสุจริต ขอให้หมดหนี้สินทั้งหลายด้วยเถิด
สิ่งที่ลูกจะขอแลกเปลี่ยน คือต่อไปนี้จะไม่โกหกหลอกลวง
จะตั้งใจทำทุกอย่างที่คิดว่าดี จะทำความดีเท่าที่ทำได้
จะปฏิบัติศีลห้าตลอดไปจนกว่าจะตาย............
แล้วปักธูปลงไป ด้วยใจที่ตั้งมั่น แน่วแน่
ขณะที่ปักธูปลงไป รู้สึกได้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรามันเงียบกริบ
เงียบงัน นิ่งสนิท เหมือนมีใครมองจ้องเรา เงี่ยหูฟังเราอย่างจดจ่อ
พอปล่อยมือจากธูป ขนลุกซู่...ถึงกลางหัวเลย

จากวันนั้นมาไม่ถึงอาทิตย์ เฮียเฮงก็เรียกผมไปพบ
พอเจอหน้าก็ ด่า...ด่า...ด่า ทุกเรื่องทั้งเรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องเก่าสมัยไหนๆ ก็เอามาด่า
ด่าลั่นออฟฟิซอยู่ตลอดร่วมชั่วโมง แล้วไล่ออก
ไม่ให้เข้ามาข้องแวะที่เต็นท์อีก หนี้สินที่มีให้มาใช้ในทีหลัง
อยู่ๆ แกก็รู้สึกเกลียดขี้หน้าผมขึ้นมาอย่างแรง.....
ผมออกมายืนงงอยู่นอกเต็นท์ตั้งนาน กว่าจะเข้าใจว่าโดนไล่ออกจริง ๆ

เจ้าหนี้อีกรายใหญ่อีกราย ก็เรียกไปพบ
แล้วบังคับให้ผมโอนบ้านที่ซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรมาให้แก
เพราะดูแล้วผมคงไปไม่รอด แกจะเอาไว้ขายเอง
จากนั้นก็ให้เมียแกไปปิดบัญชีโอนในวันรุ่งขึ้น
ผมเลยหมดหนี้จากธนาคาร 3 ล้านกว่า ผ่อนเดือนละเกือบ 30,000
ซึ่งทุกวันนี้ ทราบว่ายังขายไม่ได้เลย..............

สรุปแล้วอยู่ดี ๆ ผมก็หมดตัว แต่แทบจะหมดหนี้สิน
หมดพันธะกับโจร เรื่องชั่ว ๆ ไม่ต้องการผมอีกต่อไปแล้ว

จากนั้นมาผมก็นอนอ่านนิยายธรรมะ ของคุณทมยันตีอีกหลายเล่ม
จนเบื่อเลยไปเดินเล่นที่วัดชลประทาน
จำได้ว่าเป็นตอนประมาณ 5-6 โมงเย็น
ที่วัดเงียบสงบมาก คงจะเป็นเวลาเย็นมากแล้ว...เลยไม่มีคน
ผมก็เดินใจลอย เลยไปเรื่อยจนเจอ...กุฏิหลวงพ่อปัญญาฯ
ในใจอยากกราบท่านเลยเข้าไปใกล้ๆ เจอคนยืนอยู่
ผมถามว่า...หลวงพ่ออยู่มั้ยครับ
เขาบอก...อยู่ เข้าไปสิ
ผมได้เข้าไปกราบท่านในกุฏิ
ท่านก็ยิ้ม ๆ
ผมบอกว่า อยากตาย เบื่อตัวเอง รู้สึกตัวเองเลวมาก ๆ
ท่านถามว่าทำไมล่ะ
ผมบอกท่านว่า มีอาชีพขายรถเก่า แต่ต้องโกหกตลอดเวลา
ท่านถามว่า ไม่โกหกไม่ได้เหรอ
ผมบอก ถ้าไม่โกหกก็ขายไม่ได้ครับ
ท่านกลับถามว่า แล้วเราถนัดอะไรล่ะ
ผมนึกอยู่นานแล้วว่า ก็ถนัดขายรถนี่แหละครับ ทำมาตั้ง 10 กว่าปี
ท่านก็ว่า งั้นก็ไปขายรถ แต่ไม่ต้องโกหก
ผมก็ถามว่า แล้วมันจะขายได้เหรอครับ
ท่านบอก ได้สิ
แล้วท่านก็ไม่พูดอะไรอีก ยิ้ม ๆ อย่างเดียว
ผมก็ก้มลงกราบแทบเท้า แล้วเอื้อมมือไปจับปลายจีวรท่าน...เป็นกำลังใจ

กลับบ้านมานอนคิด ๆ ว่า...แล้วเราจะขายรถแบบไหน ที่ไม่ต้องโกหกวะ
เงินทุนก็ไม่มีสักบาท มีแต่หนี้อีกเป็นแสน
นึกไปนึกมา เราไปขายรถใหม่ดีกว่า ไม่ต้องลงทุน ไปเป็นเซลส์ก็ได้
อีก 2 วันไปสมัครงานที่โชว์รูมรถเบนซ์ ถนนแจ้งวัฒนะ
ผู้จัดการมองผมแบบเหยียดๆ อาจจะเห็นอายุมาก ตอนนั้น 35
แล้วถามว่า คุณดื่มเหล้ามั้ย
ผมบอก ดื่มไม่เป็น
แล้วเที่ยวกลางคืนมั้ย
ผมบอกไม่ชอบ ผมขี้ง่วง แถมแพ้กลิ่นบุหรี่
เขาบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ผมมาเป็นเซลส์ขายเบนซ์ไม่ได้
ผมถามว่าทำไมล่ะ
เขาก็อธิบายว่า กลุ่มลูกค้าของเขาเป็นพวกเสี่ย ๆ พวกนักเที่ยว
ต้องไปหาลูกค้าที่ผับหรู ๆ
ผมเลยเดินคอตกออกมายืนมองเข้าไปจากหน้าโชว์รูม
ผมเห็นเซลส์ของเขา แต่งตัวดีมากของแพงทั้งนั้น
ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คาบบุหรี่ทุกคน นุ่งสั้น นั่งอ้าอีกต่างหาก
ในใจนึก มันบ้าหรือเปล่าวะ โชว์รูมหรือซ่องกันแน่

ตอนหลังไปสมัครเป็นเซลส์นิสสัน โดนให้ไปประจำที่อ้อมน้อย
โชว์รูมเล็กๆ สกปรกมาก ทุกคนเห็นผมมาหัดขายตอนแก่ ก็มีแต่คนดูถูก
แต่ผมตั้งใจอย่างแรงที่จะไม่โกหก ทุกคนหัวเราะเยาะผมเรื่องนี้มาก
แต่ก็ประหลาดมากนะ
ผมขายได้...มีคอมมิชชั่นคันละ 2,000 บาท
เมื่อก่อนผมขายรถกำไร คันละ 10,000-100,000
เงินไม่เคยพอ เหลือแต่หนี้สินเป็นล้าน…..
แต่ขายรถใหม่โดยไม่โกหก ได้คันละ 2,000
ผมมีเงินเหลือกิน มีเงินใช้จ่ายตามอัตภาพ
อยู่อ้อมน้อย 1 ปี ผมเป็น...ท๊อปเซลส์ ดูแลโชว์รูมทั้งหมด

จากนั้น...ที่สยามกลการใหญ่ ชวนผมไปเป็นเซลส์ที่พระประแดง
ผมถามว่าถ้าอยากเป็นผู้จัดการต้องทำอย่างไร
เค้าหัวเราะบอก...ต้องอยู่มาอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
แต่...ผมทำอยู่ 3 ปี หมดหนี้ และได้ขึ้นเป็นผู้จัดการ
อีก 1 ปีกว่า ได้ขี้นจากโชว์รูมเล็ก ข้ามขั้นไปเป็นผู้จัดการโชว์รูมใหญ่
อยู่ที่หนองแขม โดยไม่ต้องไต่จากโชว์รูมขนาดกลาง
ผมเคยขายครั้งเดียว ได้ 200 คัน ให้กับ ซี.พี.
แต่น่าเสียดายส่งรถได้แค่ 100 คันเท่านั้น ผลิตให้ผมไม่ทัน
ขายทุกคัน ทุกครั้ง ผมไม่โกหกลูกค้าเลยครับ ลูกน้องผมทุกคนรู้ดี
ลองเช็คดูได้....อ้อ ผมชื่อเดิม ชื่อ สมพล นะครับ
ถ้าไปถามชื่อใหม่ไม่มีใครรู้จัก ผมลาออกมาตั้งแต่ปี 2545 แล้ว

ที่เล่ามาก็เพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่คิดว่า หมดหวัง จนหนทาง
ขอให้ตั้งจิต รักษาศีล ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองเราอยู่
ที่สำคัญ...........คุณ กล้าเดิมพัน กับท่านมั๊ยล่ะ

อนณ 089-995-9377
จากคุณ : tobeteam
เขียนเมื่อ : 29 ก.ย. 53 23:30:17


Create Date : 28 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2555 22:02:43 น. 1 comments
Counter : 1452 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ สามีก็เป็นพนักงานขายรถเหมือนกันค่ะ อยากเปิดเต้นท์รถเหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีทุน


โดย: kangadoll วันที่: 8 เมษายน 2554 เวลา:9:39:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.