กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 19

โอ้..อินเดีย 19

เมื่อวันก่อนเล่าเกริ่นถึง นครสาวัตถี
ว่าในสมัยพุทธกว่า 2,600 ปีมาแล้ว เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองทุก ๆ ด้าน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ได้เคยเสด็จมาประทับอยู่ถึง 25 พรรษา
มีเรื่องราวอันเกี่ยวพันกับ พระพุทธศาสนา ของเรามากมายหลายเรื่องทีเดียว
ทั้งยังมีคนที่เดินทางรอนแรมมาเพื่อฟังธรรมะ จากพระโอษฐ์
และวางจิต คิดพิจารณาไตร่ตรอง ตามไปจนบรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์อีกเหลือคณานับ

วันนี้จะเล่าถึงบรรยากาศที่ผมได้เข้าไปสัมผัสกับสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองนี้
เริ่มกันตั้งแต่นั่งรถบัสมาอย่างทรหดหลายชั่วโมง
พอเริ่มเข้าสู่เมืองสาวัตถี ก็มีผู้ร่วมแสวงบุญหลายท่านขอให้แวะไปที่...แม่ชีบงกช
บอกตรง ๆ นะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมเคยได้ยินชื่อนี้
หันไปถามพรรคพวกแก็งค์คุณหมอ จากบางบ่อ
ก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกัน
พอรถจอดที่หน้า..สถานที่ใหญ่โตมโหราฬแห่งหนึ่ง ชื่อ แดนมหามงคลชัย
เข้าประตูไปปุ๊ป ก็จะมีแม่ชีหลายท่านออกมาต้อนรับอย่างเป็นทางการ
ถ้าจำไม่ผิดจะต้องถอดรองเท้าฝากไว้ตั้งแต่ที่หน้าประตูเลยทีเดียว นะ
สถานที่แห่งนี้...ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือหลาย มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก..ก...ก
เราต้องเดิน..ด้วยเท้าเปล่าไปไกลกว่าจะถึงศาลาปฏิบัติธรรม
แต่ระหว่างทางจะเห็นมีผู้หญิงสาว ๆ ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวเป็น แม่ชี
นั่งปฏิบัติฯ อยู่บนสนามหญ้ากลางแจ้งหลายท่าน
แต่อยู่ห่าง ๆ นะ ไม่ได้จับกลุ่มอยู่ด้วยกัน
ผมเดินตามหลังพระอาจารย์วิทยากร เลยได้เห็นบรรดาแม่ชีทั้งหลายกระทำอาการ...
ก้มลงกราบ..บ...แบบนอบ..บ..น้อม..ม..นิ่มนวล ทู๊ก..ก..คนไป
ในสายตาผมออกจะสะดุดในความคิดนิ๊ด นิดนะว่า...มันแปลก ๆ ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติยังไงไม่รู้
ดูจะเป็นกริยาทึ่ฝึกหัดมาเหมือน ๆ กันมากกว่า....ฝึกมาอย่างดี
เดิ๊น เดิน เท้าเปล่าไปจนถึงศาลาหลังบะเริ่มเทิ่ม ก็ถูกชี้สั่งให้เลี้ยวไปล้างเท้าให้สะอาดซะก่อน และต้องถอดถุงเท้าซะด้วย นะ..ค๊ะ
เอ้อ...ก็ดีเหมือนกัน
แล้วก็พากันขึ้นไปกราบพระประธาน...พระพุทธชินราชจำลอง
แต่ผมกราบแล้ว มันสะดุด สะดุดยังไงก็ไม่รู้
คงเป็นเพราะผมเป็นคนบาปหนามากกว่าปรกติละมั๊ง
ดั๊น..น..ไปรู้สึกว่า พระพักตร์ท่านไม่คล้ายกับพระพุทธชินราช ที่เราคุ้นเคยเลย
และความรู้สึกอีกอย่างที่ผมสลัดไม่ออก คือ...ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนจะมีแม่ชีคอยประกบต้อนรับ แบบจับตามองทุกฝีก้าว
พอรู้สึกอึดอัด จนต้องขอออกไปเดินดูพระเจดีย์...ขนาดใหญ่โตมโหราฬที่กำลังสร้างใกล้เสร็จแล้ว
ใหญ่ขนาดน้อง ๆ พระปฐมเจดีย์ของเรานั่นแหละ
ก็ได้คำตอบว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง...ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด
คงจะกลัวเกิดอันตราย อะนะ
ได้ยินคนถามถึง คุณแม่ชีบงกช ก็ได้ยินคำตอบว่า ท่านอยู่ที่นี่แหละ
แต่อยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบได้...ไม่สามารถให้คำตอบได้ ค่ะ
เลยไม่รู้จะดูอะไร ต้องรีบกลับออกมา
ระหว่างทางเดิน..เดิ๊น..เดิน เท้าเปล่า ก็มีผู้ทำหน้าที่ต้อนรับเดินประกบมาด้วยแทบจะตลอดทาง
แถมบรรยายด้วยความภาคภูมิใจว่า ท่านแม่ชีได้ตั้งใจสร้างที่นี้มาก
ด้วยเห็นว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตกาลเคยมีพระอรหันต์มาเดินเหยียบย่ำไว้มากมาย
แต่ตอนที่ก่อสร้าง ทางเราได้ทำการกลับหน้าดินใหม่ทั้งหมด...นัยว่าเพื่อขจัดขี้แขกทั้งหลาย
ผมกับ พระอาจารย์ มองหน้ากันทำตาปริบ ๆ
แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ผมงุนงงมาก คือแม่ชีหลายท่านรูปร่าง หน้าตา ทรงผมหน้าม้าเต่อ เหมือนกันหมด...เอ๊อะ แปลกดีแฮะ
กริยาอาการที่ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ ก็ช่างนอบน้อมเหลือหลาย..ย...ย
แต่ก็พอสรุปแบบ งง งง ได้ว่า ศรัทธาผู้สร้างคงเยอะ....หลายพันล้านแน่ ๆ
ไม่รู้เอาเงินมาจากไหนตั้งมากตั้งมาย
และคงตั้งอกตั้งใจ ฝึกหัดกันมาอย่างดีมาก นะ
เอ๊...ทำไมผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นวัดของเรา ซักกะนิ๊ดเลย แฮะ
ไม่ถูกจริต หรือบาปหนาเกินกว่าจะเข้าพวกกับท่านได้...
มีบางท่านมากระซิบกับผมว่า พวกเค้ามีความตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้ไปเกิดในสมัย...พระศรีอาริยเมตไตร พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
และเชื่อว่าในสมัยนั้น มนุษย์ทุกคนจะมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม คล้ายหรือเหมือน..น...น กันหมด
อ้อ...โมทนาสาธุ ครับ

จากนั้นเราก็เข้าไปที่...วัดไทยเชตวันมหาวิหาร
วัดไทยของเรา ของคนไทยเรา
ก้าวแรกที่เหยียบย่างก็อุ่นใจ...บ้านเรา
ที่จริงวัดนี้อยู่ระหว่างกำลังก่อสร้างอย่างยิ่ง คือยังสร้างไปได้ไม่เท่าไหร่เอง
เพิ่งจะเริ่มไปได้แค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ ยังต้องการแรงศรัทธาของคนไทยเราอีกเยอะเลยเชียวแหละ
ผู้แสวงบุญพวกเราก็ได้อาศัยบ้านของเรา วัดของเราแห่งนี้...ปลดทุกข์
แล้วก็สร้างสุขด้วยการกินข้าวปลาอาหาร และกาแฟกันอย่างเอร็ดอร่อย
พออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็เริ่มทำบุญทอดผ้าป่า
ถวายเงินปัจจัยเป็นกำลังสำคัญสำหรับการเผยแผ่ศาสนาของพระธรรมทูตท่าน

สถานที่สำคัญของเมืองนี้ ที่เราต้องไปให้ได้มีหลายแห่ง
แน่นอนแหละครับ สำคัญที่สุดก็...วัดเชตวัน ของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี
อย่างที่ผมได้เล่าเกริ่นไปในตอนที่แล้วว่า วัดนี้มีความเป็นมาและเรื่องราวมากมายแค่ไหน
ฟังว่าตลอดเวลาหลายร้อยปีนี้ ก็ยังมีชาวพุทธที่ศรัทธามากราบไหว้สักการะที่วัดแห่งนี้ไม่เคยขาด
วันที่ผมไปนั้น...คนก็ยังแน่นขนัดไปด้วยผู้แสวงบุญสารพัดเชื้อชาติเหมือนที่อื่น ๆ
ทั้งไทย ญี่ปุ่น พม่า ศรีลังกา ฝรั่ง ธิเบต ญวน...ยั้วเยี้ยไปหมด
แต่ก็ดีนะครับ ทำให้รู้ได้เลยว่า ศรัทธา ที่คนทั้งโลกเค้ามีต่อ พระบรมศาสดา นั้นมากมายแค่ไหน
อยู่ที่เมืองไทย เราก็ว่าเราเป็นพวกศรัทธาหนักหนา บ้าศาสนามากแล้ว
พอมาเห็นที่อินเดียเนี่ยะ...อู๊ย เรามันแค่หิ่งห้อยน้อยนิด
ไม่ถึง หนึ่งในสิบ ในร้อย ของพวกเค้า
ยิ่งเห็นผู้คนมากหลายที่ตั้งใจ นั่งปฏิบัติภาวนาอย่างสงบตามมุมสถานที่ ที่เคยเป็นกุฏิของพระอัครสาวก และอรหันต์สาวก
ทำให้เกิดความมั่นอกมั่นใจ...พุทธศาสนาของเรานั้น เป็นของดีแน่แท้
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคนทั่วสารทิศ แห่แหนกันมามากมายอย่างนี้หรอก
แต่ละกลุ่ม แต่ละพวกไม่มีใครสนใจใคร
ตั้งหน้าตั้งตา ตั้งจิตภาวนาอธิษฐานเอาบุญกุศลกันเต็มที่
มองไปแล้วให้เกิดความอิ่มเอิบ ซาบซ่าน ไปกับพวกเค้าด้วย
จนต้องอนุโมทนาบุญ ในกุศลศรัทธาที่มากมายนั้นด้วย
ดูพวกท่านแล้วทำให้เกิดสติ
ฉุกคิดว่า... เวลาล่วงไป ล่วงไป เรามัวทำอะไรอยู่

เสียดายที่การมา อินเดีย ของผมครั้งนี้ไม่ได้ทำการบ้านศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ มาก่อน
มาถึงที่แห่งนี้แล้ว ก็เก็บไปได้แต่ศรัทธา
ไม่เหมือนกับหลายท่านที่เตรียมตัวหาข้อมูลอย่างดี ได้เก็บเกี่ยวเอาทั้งศรัทธา และปัญญา อย่างเต็มที่
อีกทั้งเวลาที่มีน้อย ทำให้ไม่ได้เดินทั่วถึงทุกจุด
ที่เสียดายมากก็ ใต้ต้นอานันทโพธิ์ มีผู้ศรัทธาชาวศรีลังกานั่งสวดมนต์เสียงดังหนักแน่นกันอยู่เต็มพื้นที่
จนเข้าไม่ถึง ได้แต่ยืนมองระลึกถึงอยู่ห่าง ๆ
ไฮไลท์จุดเด่นของการสักการะที่นี่ก็...มหามูลคันธกุฏี
บริเวณที่เป็น กุฏิของพระพุทธเจ้า
คณะทัวร์ทุกคณะต้องไปสวดมนต์ภาวนากันทุกคน
อาจจะเป็นด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอันมากมาย
ทำให้เราพลอยได้รับกระแสแรงพลังให้รวมจิต ภาวนาได้ดีไปด้วย
แม้เวลาจะน้อยนิด แต่จิตที่รวมเร็ว แรง เป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ได้ บรรยายไม่ถูก จริง จริง
ถ้าสถานที่แห่งนี้เปรียบเหมือนกับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่
ไม่ต้องพูดถึง บารมีของพระบรมศาสดา
แค่อรหันต์สาวกทั้งหลาย ที่ชาร์ตอัดกระแสพลังไว้เหลือคณานับ
ทำให้ผู้แสวงบุญทั้งหลาย พอนั่งลงรวมจิตให้แน่วแน่
กระแสพลังอันมหาศาลก็หลั่งล้นถึงใจของเราได้
เสียดายก็แต่ที่ผมเองยังไม่รู้วิธี นำกระแสพลังนั้นไปจุด ปัญญา ให้ติดสว่างขึ้นมาได้
แต่ก็เอาน่ะ...ผมจะพยายามต่อไป

จากนั้นพระอาจารย์ก็พาเราไปดูสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง
ที่บ้านท่าน อนาถบิณฑิกะเศรษฐี
ยังมีร่องรอยของความมั่งคั่งให้เห็น มีห้องที่เป็นบ่อเก็บ เงิน ทอง และอัญมณี ขนาดใหญ่มาก
มีคนไปไหว้เพื่อขอให้ร่ำรวยเหมือนท่านเศรษฐีกันเยอะแยะ
หัวหน้าทัวร์เล่าให้ผมฟังว่า ทริปก่อนหน้านี้มีคนที่ขึ้นไปไหว้อธิษฐานแล้วเดินร่วงตกแอ๊ก..ก..ลงไปในบ่อเก็บสมบัติ
กระดูกหัก ซี่โครงร้าว บาดเจ็บมากจนต้องส่งขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยทันทีเลยแหละ
แต่ก็ได้สอบถามเจ้าตัวคนเจ็บถึงสาเหตุของการพลัดตกลงไป ได้เล่าว่า...
ก่อนที่จะตกลงไปนั้น เขาได้พยายามงัดเอาเศษก้อนอิฐ บริเวณด้านบนบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แล้วก็เดินกลับลงมา
ขณะที่กำลังก้าวข้ามบริเวณร่องขั้นระหว่างหลุมนั้น ก็รู้สึกว่ามีลมแรงวูบมากระทบ
แล้วจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
มาได้สติอีกทีก็ร่วงตุ๊บ ไปอยู่ที่พื้นบ่อแล้ว
และเท่าที่ได้สอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าเห็นท่านนี้ก้าวเหยียบพลาด
ฟังแล้วเสียวใส้ไม่กล้าขึ้นไป ได้แต่ยืนระลึกอนุโมทนาในบุญกุศลที่ ท่านเศรษฐีได้สร้างไว้กับพุทธศาสนา
อย่างนี้เรียกว่า เจ้าที่ แรง..ง...อ่ะ

แล้วก็พาลนึกไปถึงเรื่องของท่าน อนาถบิณฑิกะ เรื่องหนึ่งว่า
ระหว่างที่ทำการค้าอยู่นั้น มีช่วงเวลาหนึ่งพวกพ่อค้าด้วยกัน มากู้ยืมไปหลายรายเป็นเงินประมาณ 18 โกฏิ หรือ 180 ล้านในสมัยนั้นอะนะ
เทียบกับสมัยนี้ไม่รู้เท่าไหร่
แล้วเมื่อถึงเวลาก็ยังไม่ได้มาชำระคืน ขอผลัดผ่อนไปก่อน
แถมในเวลานั้นท่านเศรษฐี ได้ฝังทรัพย์สมบัติไว้ใกล้กับแม่น้ำถึง 18 โกฏิ หรือ 180 ล้าน เหมือนกัน
วันนึงน้ำเซาะจนพัง ทรัพย์สมบัติได้จมลงสู่มหาสมุทรทั้งหมด
ทำให้ท่านถึงกับจนวูบลงทันตาเหมือนกัน
แต่ท่านก็ไม่เคยสิ้นศรัทธาต่อพุทธศาสนาซักกะนิด
ยังทำบุญทำทาน อยู่เหมือนเดิม
กระทั่งวันหนึ่ง เทวดาที่เฝ้าประตูบ้านได้แสดงตัวต่อหน้าท่านเศรษฐี
บอกให้เลิกนับถือ พระพุทธเจ้า แล้วให้ไปนับถือเทพเจ้าอย่างเดิม
โดยที่ไม่รู้ว่าขณะนั้น ท่านเศรษฐีในได้บรรลุเป็น พระโสดาบัน
มีความมั่นคงในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า
ท่านอนาถบิณฑิกะ ฟังเทวดาพูดจบแล้วก็บอกว่า... พูดจาอย่างนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง มีความคิดเห็นเป็นมิจฉาทิฐิอย่างแรง ถ้าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้
แล้วก็ออกปากไล่ให้เทวดาองค์นั้นให้ไปอยู่ที่อื่น...
เทวดาถูกเศรษฐีขับไล่ ก็อยู่ไม่ได้จำต้องอพยพออกไปหาที่อยู่ใหม่
ซึ่งในตำรายังว่า เทวดาองค์นั้นต้องอพยพไปทั้ง...ครอบครัว
เอ้อ...เทวดาก็มีครอบครัวด้วย แน่ะ

พอครั้นออกไปแล้วก็หาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ กลายเป็นเทวดาโฮมเลส เร่ร่อน ตกระกำลำบากมาก
จึงได้คิดว่า...เราคงจะผิดไปแล้ว น่าจะขอให้ท่านเศรษฐียกโทษให้ แล้วขออยู่ในที่เดิมนั้น
แต่จู่ ๆ จะเดินเข้าไปหาท่านตรง ๆ ก็กลัวว่าจะไม่สำเร็จ
เลยต้องหาเทวดาผู้ใหญ่ไปช่วยพูดให้
แล้วก็เข้าไปหาเทพบุตรผู้รักษาพระนคร แจ้งความผิดที่ตนทำแล้ว เชิญให้ท่านไปช่วยพูดให้ท่านเศรษฐีอดโทษแล้วให้ที่อยู่ตามเดิม
แต่...เทพบุตรกลับว่ากล่าวเทวดานั้นว่า พูดจากล่าวคำไม่สมควร
ท่านไม่กล้าช่วยพูดให้หรอก

เทวดาองค์นั้นจึงไปสู่สำนักของท้าวมหาราชทั้ง 4 เพื่อขอให้ช่วย
แต่ก็ถูกท่านเหล่านั้นปฏิเสธอีก
จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ
แล้ววิงวอนอย่างน่าสงสารว่า...ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ลำบากมากไม่มีที่อยู่ต้องพาครอบครัวเที่ยวระหกระเหิน หาที่พึ่งมิได้
ขณะนี้ได้สำนึกผิดแล้ว
ขอได้โปรดช่วยพูดให้ท่านเศรษฐีให้ที่อยู่ด้วยเถิด...
ท้าวสักกะเห็นแล้วก็สงสาร แต่ก็ไม่กล้าไปพูดให้เหมือนกัน
จึงทรงแนะนำอุบายให้เทวดาองค์นั้นว่า
ให้แปลงกายเป็นเสมียนของเศรษฐี นำสัญญากู้เงินไปตามทวงเก็บหนี้กับบรรดา พ่อค้าจอมเบี้ยวที่กู้ยืมไปแล้วยังไม่ยอมชำระ
ในที่สุด...ด้วยฤทธิ์แห่งเทวดา และท้าวสักกะ ทำให้ตามเก็บเงินคืนมาได้ทั้งหมด
แล้วเอาไปใส่ไว้ในห้องเก็บสมบัติของท่านเศรษฐี
เท่านั้นยังไม่พอ ยังใช้ฤทธิ์เดชกู้สมบัติที่จมลงยังมหาสมุทรกลับมาไว้ในบ่อที่เก็บอีกด้วย
และยังได้ทรัพย์สมบัติอันหาเจ้าของไม่ได้แล้วอีก 8 โกฏิหรือ 80 ล้านมาแถมด้วยนะ
จากนั้นก็ขอเข้าพบท่าน อนาถบิณฑิกะ เพื่อแจ้งเรื่องที่ไปตามทรัพย์สมบัติกลับมาไว้ในบ่อที่บ้านของท่านรวมแล้วถึง 54 โกฏิ
พร้อมกับขอขมาโทษ ที่ได้พูดจาไม่สมควรและขอกลับมาอยู่ที่เดิม
ท่านเศรษฐีเห็นว่า เทวดาองค์นี้ได้สำนึกผิดแล้วอย่างจริงใจก็ยกโทษให้
แต่เรื่องที่จะมาขออยู่อย่างเดิมนั้นยังไม่มั่นใจ
แล้วท่านก็พาเทวดาองค์นั้นไปพบพระบรมศาสดา เพื่อกราบทูลเรื่องทั้งหมด
ซึ่งพระพุทธองค์ท่านก็เห็นว่าสมควรให้อภัย
นั่นแหละ เทวดาองค์นั้นจึงได้พาครอบครัวกลับมาอยู่ที่เดิม
เอ๊...ไม่รู้ว่าท่าน เจ้าที่ ในปัจจุบันนี้ จะยังเป็นเทวดาองค์นั้นหรือเปล่า นะ
ใครรู้ช่วยบอกผมด้วย ครับ


อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com




Create Date : 12 พฤษภาคม 2555
Last Update : 12 พฤษภาคม 2555 10:57:32 น. 1 comments
Counter : 2804 Pageviews.

 
สนุกและมีสาระมาก
และ ตรงไปตรงมา
เหมือนเขียนออกจากใจเลยครับ


โดย: Pa IP: 171.7.111.161 วันที่: 12 พฤษภาคม 2555 เวลา:7:33:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.