กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 9

โอ้..อินเดีย 9

เรามาฟังเรื่องการเดินทางไป สังเวชนียสถาน ของผมกันต่อนะ

พวกเราได้ไปสักการะ กราบไหว้สถานที่อันเกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนาหลายต่อหลายแห่ง
ทำให้ได้เห็นร่องรอยการเดินทางของ พระพุทธองค์ ว่ายากลำบากไม่ใช่เล่นเลย
ที่อินเดียนี่ดีอย่างหนึ่งนะ คือกาลเวลามันเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
สิ่งแรกที่ผมได้เห็น ได้สัมผัสคือบ้านเมือง ทุ่งนา ชีวิตความเป็นอยู่
เสื้อผ้า การแต่งกาย การประกอบอาชีพ วิธีคิด วิธีดำเนินชีวิต
ถ้าไม่เข้าใกล้ตัวเมืองที่เริ่มมีความเจริญ มีสิ่งก่อสร้าง รถยนต์ขึ้นบ้าง
บอกได้เลยว่า...เหมือนเมื่อเป็นพันปีก่อน
ระหว่างทางที่รถวิ่งไป ส่วนใหญ่จะเป็นชนบทเหมือนกับบ้านนอกของเรานี่แหละ
ชีวิตคนอินเดียก็ขึ้นอยู่กับการเกษตร ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์นิดหน่อย
บ้านเรือนแต่ละหลัง ก็สร้างอย่างง่ายๆ หลังคามุงหญ้า ข้างฝาทำด้วยกิ่งไม้แห้งๆ หรือเป็นดิน ฉาบด้วยขี้ดินโคลน หรือขี้วัว
พูดถึงขี้วัวแล้ว คนที่นี่เขาใช้ทำสารพัดประโยชน์เลยนะ
ที่เห็นๆ คือฉาบข้างฝาบ้านเพื่อความแข็งแรง หรือเพื่อตากให้แห้งด้วยก็ไม่รู้แฮะ
แล้วก็ใช้ทำเชื้อเพลิงหุงหาอาหาร แทนการเผาถ่านไม้
ว่ากันว่า ที่คนอินเดียใช้ขี้วัวเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ประหยัดไปได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท ทีเดียว
อย่าดูถูกขี้วัวนะจ๊ะ จะบอกให้
เออว่าไปแล้ว อินเดียนี่ไม่ค่อยเห็นป่าไม้แบบบ้านเรานะ
ต้นไม้ใหญ่มีน้อยกว่ากันเยอะ ส่วนที่ดูจะเป็นป่า ก็แค่ป่าโปร่งๆ คงเพราะแห้งแล้งกว่าบ้านเรา
ตามท้องนาบ้านเขาก็เป็นทุ่งโล่ง ๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ตามคันนา 
บ้านที่สมัยใหม่หน่อย ก็เป็นอิฐแดงๆ คล้ายๆ อิฐมอญ แต่ก้อนโตกว่า สร้างอย่างง่าย ๆ สี่เหลี่ยมธรรมดามาก
อีกอย่างหนึ่งที่เห็นก็คือบ้านที่อยู่แต่ละหลังขนาดไม่ใหญ่ไม่โต
ดู ๆ แล้วผมว่าคนอินเดียเค้าสมถะนะ ไม่ชอบอะไรที่เกินตัวไปนัก
ทั้งๆ จะสร้างให้ใหญ่กว่าที่เห็นก็ได้ แต่เค้าก็ไม่ทำ เอาแค่นี้แหละ...พอแล้ว
ยังมีการใช้เกวียนกันอยู่เลย ซึ่งคิดไปคิดมาแล้วมันโอเคนะ
เสื้อผ้าการแต่งกาย ส่าหรีก็ยังรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้มากทีเดียว
ต้องเข้าไปในเมืองหรือแหล่งความเจริญนั่นแหละจึงจะเห็นแฟชั่นต่างๆ บ้าง
แต่ก็อย่างที่บอกน่ะแหละ...กาลเวลาที่นี่เปลี่ยนแปลงน้อยมาก

คณะพวกเราไปแวะพักกันที่...วัดไทยเวสาลี
ไปถึงเอาตอนค่ำ กินข้าวที่ทางวัดจัดเตรียมให้ แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน
เตือนความจำกันนิดนึงนะ ทัวร์ที่ผมไปนี้เป็นทริปราคาประหยัด แค่ 29,000 เท่านั้น
เดินทางด้วยรถบัสตลอดทริป พักที่วัด ไม่ได้นอนโรงแรม
อาหารแทบจะทุกมื้อ กินที่วัดฝีมือแม่ครัวพ่อครัวไทย ประเภทผัดผัก 
น้ำพริกเผา น้ำพริกนรก ไข่เจียว แกงส้ม...ข้าวต้มมื้อเช้า
แต่มีกาแฟ บริการทุกแห่ง
ว่าไปแล้วนะ ทีแรกผมก็กลัวเรื่องการกินอยู่ แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว...โอ๊ย สบายมาก
เหมือนเข้าคอร์สสุขภาพ อาหารไขมันน้อย อร่อยถูกปาก 
ได้เดินออกกำลังกายเยอะ เวลาแค่ 10 วัน เดินเท่ากับปีที่แล้วทั้งปีเลย
ภรรยาชมว่าพุงยุบไปตั้งเยอะแน่ะ
แล้วเรื่องที่พักนะขอบอก ค่อนข้างดี สะดวกสบายมาก
ถึงจะนอนกันห้องละ 3 คนบ้าง 5 คนบ้าง แต่ก็โอเคนะ
ห้องน้ำ ห้องส้วมสะอาดมาก น้อง ๆ โรงแรมเลยเชียวแหละ
แหม..บางวัดนะ ท่านจัดเตรียมต้อนรับคนไทยอย่างดีที่สุด
เข้าห้องพักไปงี้ นึกว่าโรงแรม 4 ดาว
แต่ที่สำคัญที่สุด...น้ำใจ
น้ำใจของคนไทย พระไทย ที่อินเดียนี่ โอ้โฮ...สุดประเสริฐ
ปนิธานของพวกท่าน คือ ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้แสวงบุญคนไทยให้ดีที่สุด
ผมละนับถือหัวใจของพวกท่าน จริง...จริง
ขอย้ำนิดนึง...ไปอินเดียไม่ได้ทุกข์ทรมาน หรือลำบากยากเย็นอะไรเลย
เสียแต่ว่านั่งรถนานหน่อย แค่นั้นเอง
แต่ก็ได้ฟังธรรมะ ฟังเรื่องราวดี ๆ พระอาจารย์วิทยากรท่านก็คอยผลัดกันชี้ชวนให้สังเกตุดูโน่นนี่นั่น
แล้วก็บรรยายเรื่องราวในพระไตรปิฎก หรือพุทธประวัติประกอบให้ฟัง
เหมือนเปิดวิทยุช่องธรรมะไว้ทั้งวัน
ยังมีอีกสิ่งที่วิเศษสุดอย่างนึกไม่ถึง คือ...ได้พบกัลยาณมิตร
ได้คุยกับคนที่คิดเหมือนกัน ปฏิบัติเหมือน ๆ กัน
ได้ปุจฉา วิสัชนา กันมันส์ไปเลย
หลายคนที่เจอกันในทัวร์ ชาตินี้ไม่เคยพบเจอกันมาก่อนเลย แต่พอเห็นหน้าก็เกิดปิติสุข
รักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกันอย่างที่สุด...จิต มันจำกันได้
แต่พอกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ บ้านเรา
ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป มันมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์มากมาย
แต่ทุกคนก็ไม่รู้จะพูดอะไร มองกันไปมองกันมา
แล้วก็แยกย้ายกันไป...คนละทิศละทาง
ชีวิตก็อย่างนี้ละนะ ต้องพลัดพรากแยกจากกันไปตาม กรรม ของแต่ละคน
สิ่งที่เหลืออยู่ก็แค่...รอยจำ ลึก.ก.ก...เข้าไปในดวงจิต

ตอนเช้าตื่นมาอากาศดีมากๆ เหมือนทางเหนือของบ้านเรา
หรือคล้ายแถว ปาย แม่ฮ่องสอน อะไรพวกนี้
เย็นสบาย โอโซนเยอะ...ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
กินข้าว ดื่มกาแฟแล้ว ก็เข้าไปรวมตัวกันทอดผ้าป่า
ที่วัดนี้มีสิ่งที่พิเศษกว่าคือ มี...เณรชาวอินเดีย
มาบวชเรียนอย่างตั้งใจ พวกท่านมาสวดมนต์ให้เราด้วยนะ
เลยมีการช่วยกันเรี่ยไรทำบุญ ให้เป็นปัจจัยในการศึกษาของเณรเหล่านี้ด้วย
ออกจากวัด ก็นั่งรถไปดู...วัดป่ามหาวัน
เป็นสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งในพุทธศาสนาเรา คือเป็นที่กำเนิด...ภิกษุณี

เมื่อพระพุทธบิดาปรินิพพานแล้วไม่นานนัก ก็ได้กษัตริย์องค์ใหม่ 
ชื่อ พระมหานามะ เป็นพระราชาครองกรุงกบิลพัสดุ์ต่อไป 
พระน้านางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นทั้งน้า และแม่เลี้ยง
มีพระประสงค์จะบวช แต่พระองค์ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง แต่พระนางปชาบดีโคตมีก็ไม่ยอมแพ้
วันหนึ่งพระนางพร้อมด้วยนางกำนัล ๕๐๐ คน ที่เต็มใจบวชด้วย ต่างพากันปลงผม นุ่งหุ่มผ้านักบวช ไปเข้าเฝ้ากราบทูลขอบวชอีก
แต่ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอีก
ท่านจึงไปขอให้พระอานนท์กราบทูลช่วยเหลือ พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธถึง ๓ ครั้งอีก 
พระอานนท์กราบทูลถึงพระคุณของพระนางปชาบดีโคตมี ที่ทรงเลี้ยงดูมา นั่นแหละจึงทรงอนุญาต 
แต่มีเงื่อนไขให้ปฏิบัติ เรียกว่า ครุธรรม ๘ 
คือ หลักความประพฤติที่ภิกษุณีต้องปฏิบัติด้วยความเคารพศรัทธาตลอดชีวิตละเมิดไม่ได้ 
ถ้ากระทำตามได้จึงให้บวช
พระนางปชาบดีโคตมี ทรงมีพระศรัทธาแรงกล้า ทรงยอมรับปฏิบัติครุธรรมทั้ง ๘ ประการ 
และได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา 
ต่อจากนั้นพระญาติวงศ์ฝ่ายสตรี เช่น พระนางยโสธรา เจ้าหญิงชนบทกัลยาณี เจ้าหญิงโรหิณี เจ้าหญิงรูปนันทา ฯลฯ 
ได้พากันออกบวชตามกันมา และได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง เป็นพระอรหันตเถรีด้วยกันทั้งสิ้น 

การที่พระบรมศาสดาทรงปฏิเสธไม่ยอมให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีนั้น มีสาเหตุหลายประการ เช่น 
นิสัยของสตรีไม่หนักแน่น เจ้าแง่แสนงอน ขี้อิจฉา มีเรื่องจุกจิก ฯลฯ 
ทำให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันยาก 

ในครั้งกระนั้นได้มีพระอรหันตเถรีหลายรูปที่ได้รับการยกย่องจว่าเป็นเลิศในด้านต่างๆ 
เช่น พระนางปชาบดีโคตมี เป็นเลิศในทางรัตตัญญู (บวชนานรู้เหตุการณ์ก่อนใคร) 

พระนางเขมา พระอรหันตเถรีรูปนี้เป็นเลิสทางมีปัญญามาก นับเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา 
เดิมเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร หลงความงามของตนเอง 
ฟังพระบรมศาสดาตรัสสอนเรื่องราคะ และวิธีกำจัดจบลง บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที แล้วบวชเป็นภิกษุณี 

นางอุบลวรรณา พระอรหันตเถรีรูปนี้เป็นเลิศทางแสดงฤทธิ์ เป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้าย 
เดิมเป็นธิดาของเศรษฐีในพระนครสาวัตถี มีผิวพรรณงามเหมือนดอกนิลุบล (บัวเขียว) 
มีผู้มาสู่ขอมากจนบิดาหนักใจ ขอให้นางบวช นางเต็มใจอยู่แล้ว 
จึงบวชเป็นภิกษุณี คราวหนึ่งอยู่เวรจุดประทีปในพระอุโบสถ 
ได้เพ่งดูเปลวเทียนเป็นนิมิต เจริญฌานด้วยเตโชกสิณ (กสิณไฟ) บรรลุเป็นพระอรหันต์ 

นางปฏาจารา พระอรหันเถรีรูปนี้เป็นเลิศทางทรงพระวินัย 
เดิมเป็นธิดาของเศรษฐี หนีตามคนใช้ไปอยู่ด้วยกัน มีลูกสองคน 
ขณะเดินทางกลับบ้านบิดามารดา สามีและลูกตายกะทันหันทั้งหมด 
มาตามทางทราบว่าพ่อแม่พี่น้องถูกบ้านพังทับตายหมด ทำให้เสียสติเป็นบ้า ผ้าหลุดลุ่ยไม่สนใจ 
เดินบ่นเพ้อไปตามที่ต่างๆ จนถึงวัดพระเชตวัน พระบรมศาสดาทรงแผ่เมตตา ตรัสวาจาให้สติ
นางก็พลันหายบ้าทันที
เมื่อฟังธรรมแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน ได้บวชเป็นภิกษุณี 
วันหนึ่งตักน้ำล้างเท้า ครั้งแรกน้ำไหลไปหน่อยหนึ่ง 
ครั้งที่สองไหลไปอีกหน่อย และครั้งที่สามไหลมากกว่าครั้งที่สอง 
จึงกำหนดเอาน้ำเป็นอารมณ์ เทียบกับความตายของหมู่สัตว์ว่า 
บางคนตายในปฐมวัย บางคนตายในมัชฌิมวัย บางคนตายในปัจฉิมวัย 
แล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ 

นางกีสาโคตมี พระอรหันต์เถรีรูปนี้เป็นเลิศทางครองจีวรเศร้าหมอง 
เดิมเป็นธิดาของคนยากจน แต่เศรษฐีขอไปเป็นลูกสะใภ้ 
เพราะทรัพย์สมบัติของเศรษฐีกลายเป็นถ่าน มีนางคนเดียวที่เห็นถ่านเป็นกองเงินทอง 
เศรษฐีจึงรู้ว่านางเป็นคนมีบุญ มอบทรัพย์ให้นางทรัพย์จึงกลับเป็นเงินทองตามเดิม 
ต่อมาบุตรชายเพิ่งสอนเดินของนางตาย นางเสียใจไปกราบทูลให้พระบรมศาสดาประทานยาให้ลูกของนางฟื้น 
พระองค์ให้นางไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาด ในบ้านของคนที่ไม่เคยมีญาติตาย 
ปรากฏว่านางหาไม่ได้ คนทุกคนทุกบ้านล้วนมีแต่ญาติพี่น้องตายด้วยกันมาแล้วทั้งสิ้น 
นางจึงได้คิด เมื่อฟังพระธรรมเทศนา บรรลุเป็นพระโสดาบันทันที 
ได้บวชเป็นภิกษุณี
วันหนึ่งนั่งพิจารณาเปลวประทีปในพระอุโบสถ 
เห็นบางดวงกำลังลุกโพลง ไม่นานก็ค่อยหรี่ และในที่สุดก็ดับ 
นางถือเอาอาการของเปลวไฟ มีเกิดและดับ เป็นอารมณ์บรรลุเป็นพระอรหันต์

ข้อมูลพวกนี้ผมจำพระอาจารย์เล่าไม่ค่อยหมด ต้องมาค้นเพิ่มเติมเอาบ้าง
แต่พอฟังประวัติแต่ละท่านแล้ว...สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ไม่ยากเย็น
ที่สำคัญ ผู้หญิง ก็สามารถตั้งใจปฏิบัติฯ จนสำเร็จได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

วัดนี้มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นสถานที่ พระพุทธเจ้า ได้ปลงอายุสังขาร
ตามคำทูลเชิญของพญามาร

ที่วัดสำคัญแห่งนี้ สถานที่ใหญ่โต ร่มรื่น มีเสาอโศกที่สมบูรณ์และสวยงามมากตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่
พระอาจารย์วิทยาการก็ได้นำสวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิ ซึ่งก็มีคณะผู้แสวงบุญคนไทยคณะอื่นๆ อยู่ด้วย
ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี ไม่สวดมนต์แข่งกันวุ่นวายเหมือนคณะชาติอื่น

ออกจากที่นั่นแล้วก็เดินทางต่อไปเมือง...กุสินารา
ที่หมายคือ วัดไทยกุสินารา
ซึ่งขอบอกว่า...เป็นวัดไทยที่สวยงามงด อย่างที่สุด
พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อนะ...


อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 11 เมษายน 2555
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2555 23:05:15 น. 2 comments
Counter : 2920 Pageviews.

 
กลับมาได้ไปฟังเทศน์กับหลวงพ่อองค์หนึ่ง ท่านพูดตั้งหลายอย่าง จำได้อยู่ประโยคเดียว ท่านบอกว่า "พวกที่มัวแต่เถียงกันเรื่องเกิดดับเนี่ย ก็พวกที่มีอัตตาตัวตนทั้งนั้นแหละ" โดนมากเลยพี่ โดนกับตัวเองเข้าจังๆ ...555 จำได้ไหมที่บอกว่า คำตอบบางครั้งมันไม่ได้มีประโยชน์อะไร แล้วเราจะสงสัยจะหงุดหงิดเพราะต้องการคำตอบอยู่ทำไม เหมือนอย่างเราอยากรู้ว่าขอบจักรวาฬอยู่ตรงไหน สมมุติรู้แล้ว...ยังไงต่อเหรอ คำถามพวกนี้มันเพื่อสนองกิเลสของเราทั้งนั้นเลย ^^


โดย: phongchana@yahoo.com IP: 124.122.157.101 วันที่: 11 เมษายน 2555 เวลา:20:57:26 น.  

 
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกอยากไปบ้างจัง

อ่านแล้วเกิดปิติ เกิดความรู้สึกอะไรขึ้นหลายอย่าง

เป็นความรู้สึกวูบ ๆ วาบ ๆ บอกไม่ถูกค่ะ



โดย: มาใหม่ค่ะ IP: 125.27.132.198 วันที่: 4 มิถุนายน 2555 เวลา:19:06:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.