กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 26

โอ้..อินเดีย 26

สวัสดี ครับ...
วันนี้จะเล่าเรื่องของการอยู่ที่ อินเดีย น่าจะเป็นวันสุดท้าย
หรือเรียกว่า คืนสุดท้าย ก็ว่าได้
หลังจากที่ออกจาก ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถ
และกลับจากไปดู แม่น้ำคงคา ดูวิถีชีวิตความเป็น ฮินดู อย่างตื่นตาตื่นใจแล้ว
กว่าจะออกเดินทางก็ช่วงบ่าย
ถ้าจำไม่ผิด จากนั้นก็นั่งรถบัสกันมาอีกหลายชั่วโมงเลยทีเดียว
เพื่อกลับมายัง...พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งพวกเราหลายคนโดยเฉพาะผม และคุณหมอแก็งค์บางบ่อ
มีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ว่าจะไปภาวนากันทั้งคืนให้ได้
แต่...จะต้องไปลงทะเบียนขอเข้าไปอยู่ทั้งคืนที่ สนง.พุทธคยา
ก่อนเวลา 6 โมงเย็น หรือ 1 ทุ่มประมาณนี้แหละ
อีทีนี้...ก็นั่งลุ้นกันมาตลอดทางว่าจะทันมั้ย
บางช่วงรถก็ดันติดซะด้วย บางแห่งมีการปิดซ่อมถนน
ต้องวิ่งอ้อม..ม..ผ่าเข้าไปหมู่บ้านที่ถนนแคบนิดเดียว...
โอ้ย..ย...ลุ้นกันแทบแย่
ระหว่างที่แอบลุ้น พระอาจารย์ก็บรรยายเล่าประวัติของ เจดีย์พุทธคยา
และที่มาที่ไปของสังเวชนียสถานสำคัญแห่งนี้
รวมถึงบอกว่า วันแรกที่มาในทริปนี้ มีกลุ่มคุณหมอ 8 คนที่ได้มานั่งปฏิบัติภาวนาตลอดคืน
แล้วถามว่าเที่ยวนี้ ใครจะไปปฏิบัติฯ ตลอดคืนกันบ้าง
ปรากฏว่ามีผู้เกิดศรัทธา อยากไปบ้างถึง 40 คนเชียวนะ

ต้องขอเล่าก่อนว่า ตลอดเวลาประมาณ 8 วัน 8 คืนที่ผ่านมา
พวกเราก็ระหกระเหินเดินทางอย่างสนุกสนาน และทรหดอดทนไปหลายพันกิโลเมตร
โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง หรือสำอางค์ กินแล้วก็นั่ง ก็นอนอย่างผม
เวลา 8 วันที่ผ่านมาเนี่ยะ ผม เดิน รวมระยะทางเท่ากับที่เดินที่ผ่านมาหลายปีทีเดียวแหละ
แถมอากาศที่เย็นสบาย ๆ เหมือนทางเหนือของเมืองไทยเรา
ก็กลับเย็นจนหนาวขึ้นมาเฉย ๆ
ด้วยความตรากตรำ และอากาศที่เปลี่ยนอย่างกระทันหันทำให้หลาย ๆ คนมีอาการหวัด
เริ่มมีไอ มีไข้ อ่อนเพลียนิด ๆ แต่ยังใจอุ่นใจที่มีกลุ่มหมอมาด้วยหลายคน
แต่ที่ไหนได้...คุณหมอเค็ก หัวหน้าแก็งค์บางบ่อของเรา เป็นมากกว่าใครเพื่อน
หน้าแดง ตัวร้อน มีไข้ น้ำมูกไหล ท่าทางโทรมสนิท
ผมเองก็ทำท่าไม่ค่อยดีเหมือนกัน ติดจากคุณหมอหรือเปล่าก็ไม่รู้
พยายามหลับมาในรถเอาแรงไว้ก่อน
ในใจก็ลุ้น ภาวนาให้ไปลงทะเบียนได้ทันเวลา

แล้วเหมือนปาฏิหารย์ ไปทันเวลาแบบฉิวเฉียด
หลังจากกลับไปอาบน้ำ ทำธุระ กินข้าวที่วัดไทย กันแล้วก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกเข้าไปในเขต มหาโพธิเจดีย์ ก่อน 3 ทุ่ม
แต่มีปัญหาเรื่อง กระโจมมุ้งที่วัดมีให้ยืมไม่ถึง 10 อัน
เลยต้องรีบไปหาซื้อกันที่หน้าพระเจดีย์ ราคาต่อแหลกราญได้แค่ 200 บาท
แล้วพวกเรา 40 คนทั้ง พระ ทั้งฆราวาส ก็แยกย้ายกันไปหาที่กางกระโจมมุ้ง รอบ ๆ พระเจดีย์กันอย่างเต็มศรัทธา
ผมกับแก็งค์คุณหมอ โชคดีได้ใต้ต้น พระศรีมหาโพธิ์ ใกล้พระแท่นวัชระอาสน์
รัตนบัลลังก์ ที่พระพุทธองค์ทรง...ตรัสรู้

พอกางกระโจม กางเต็นท์ กันเรียบร้อยแล้วต่างคนก็เข้าที่ตั้งใจนั่งปฏิบัติฯ กันเต็มที่
ของผมเป็นเต็นท์ที่ซื้อหอบไปตั้งแต่กรุงเทพฯ ขนาดนอน 2 คนกว้างพอยืดขาได้หน่อย
กลุ่มที่พวกเราอยู่กัน มีคนอื่นอยู่หลายคน
แต่...มีคุณป้าคนหนึ่ง แปลกมาก
แม่ชี ที่มากับพวกผม เคยเตือนให้ระวัง คุณป้า คนนี้เหมือนกัน
เพราะ ทางการภาวนา ของเค้าต่างจากของเรามาก
แนวทางแตกต่างกันบอกไม่ถูก
เริ่มแรก แต่ละคนก็สงบสติอารมณ์ สวดมนต์ภาวนากันไปเงียบ ๆ
ผมก็เหมือนกัน ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ระลึกรู้กาย ไล่ตามลมหายใจ เข้า...ออก...
จนจิตเริ่มนิ่ง..ง..ง รู้สึกถึงหัวใจเต้น ตุบ...ตุบ...ตุบ...
หันมาจับ เวทนา ดูว่า สุข...ทุกข์... เฉย
จับความรู้สึกระลึกรู้รอบตัว...เอ๊ะ หนาวแฮะ
เท่านั้นแหละ น้ำมูกไหลยืดออกมาเลย
อ้าว...เลยต้องหันไปหากระดาษทิชชู่มาเช็ด ไม่กล้าสั่งน้ำมูกกลัวเสียงดังรบกวนคนอื่น
โอ๊ย...ต้องคอยเช็ดป้อย ๆ มันไหลอยู่เรื่อย ๆ
เอาใหม่ เอาใหม่ เริ่มกันใหม่...
พอเริ่มตั้งสมาธิ จิตเริ่มนิ่งกำลังดี...น้ำมูก ไหล ย้อย..ย..
มีหายใจไม่ออกแถมอีก ต่างหาก
ไม่เป็นไร ออกไปเดินภาวนาให้เหงื่อออกสักหน่อยน่าจะหาย
ว่าแล้วก็มุดเต้นท์ ออกไปเดินสวดมนต์ภาวนา...

พอออกมาเดินสวดมนต์ได้ 3 รอบแล้ว
ได้เหงื่อ ได้สติ ดีแล้วก็มุดเต็นท์เข้าไปใหม่...
แต่มันมีปัญหาตามมาอีก
อีตอนมุดออก มุดเข้าเนี่ยะ...ยุง มันตามเข้ามาด้วย นะซิ
ผมรีบเอายาทากันยุงมาทาทั่วตัว ยกเว้นที่หน้า
เพราะคืนแรกไม่ได้อ่านฉลาก ดั๊น..ทาที่หน้าด้วย
ยุงไม่กัด แต่ตอนเช้าหน้าแดงอย่างกับแพ้แดด แสบไปหมด
เที่ยวนี้ฉลาดขึ้นไม่ทาหน้า...แต่ก็ประสาทแด๊ก..ก...กลัวยุงมันกัดที่หน้า อ่ะ
แถมไอ้ยุงอินเดีย ที่มุดตามเข้ามา 3 ตัว เกาะอยู่ที่ตาข่ายมุ้ง
อยู่ตรงหน้า...ตรงหน้า...ของผมพอดี๊ พอดี
ไอ้ผมก็กลัวมันกัดที่หน้า ระแวง คอยคิดแต่ว่าจะไล่มันออกไปยังไง วะ
มันเองก็เกาะนิ่งระวังผมอยู่...ตรงหน้า
โอ๊ย...ใจตอนนั้นมันอยาก ย๊าก อยาก...จะ ตบ มันจะแย่
โธ่...ก็มันเกาะล่ออยู่ตรงหน้า ห่างแค่คืบกว่า ๆ
มะรันดูแก มะแลดูกันอยู่อย่างนั้น...บ้าจริง จริ๊ง
จนสักพักใหญ่ ๆ นึกขึ้นได้...ยุงผจญ เอ๊ย มารผจญ นี่หว่า
พอคิดได้เลยหลับตา ปล่อยวาง ช่างมันอยากกัด กัดไป ยอมแล้ว
กลับมาระลึกรู้ กาย หายใจ เข้า...ออก...
ระลึกรู้ เวทนา สุข...ทุกข์... เฉย
รู้สึกน้ำมูก ไหล ย้อย..ย...อีกแล้วววว โว้ย..ย....ย
ลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เห็นก็อี ยุง เกาะอยู่ตรงหน้า คืบกว่า ๆ นี่แหละ
ออกไปเดินภาวนาดีกว่า...
พอได้เหงื่อ น้ำมูกก็หยุด วนเวียนอยู่อย่างงี้
ก็เลยเดินมองบรรยากาศรอบตัว นึกถึงเรื่องที่พระอาจารย์ฯ เล่าในรถ...

ที่สังเวชยนียสถานแห่งนี้ สมัยพุทธกาลเรียกว่า...อุรุเวลาเสนานิคม
แปลว่า กองทราย หรือตำบลกองทราย เดาว่าคงจะเป็น หาดทรายริมแม่น้ำ เนรัญชรา
มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ หลังจากที่ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถะ หรือต้นโพธิ์
เป็นสหชาติ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับพระพุทธองค์
เมื่อบรรลุเป็น พระสัมมาพระพุทธเจ้า แล้ว
พระพุทธองค์ได้อยู่พิจารณา ธรรมะ อันสุดจะซับซ้อนลึกซึ้ง
และขัดกับความเชื่อของผู้คนดั้งเดิมที่มีกันมาเป็นพันปีก่อน
ทรงประทับอยู่เป็นเวลา 49 วัน แล้วก็เสด็จจากไป...
เดินไปด้วยพระบาทเปล่า...ทุกหนทุกแห่งแทบจะทั่วทวีปอินเดีย ตลอดเวลาอีก 45 ปีเต็ม ๆ
เพื่อโปรดผู้มีกิเลสบางเบาพอที่จะสั่งสอนได้

ต่อมาหลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 220 ปี
มีกษัตริย์หนุ่มที่ทรงอำนาจทางทหาร ชื่อ...พระเจ้าอโศกมหาราช
ได้ทรงกลับใจจาก ผู้ที่ไล่ล่าฆ่าคนมานับหมื่น กลายเป็นผู้ที่ศรัทธาใน พุทธศาสนา อย่างสุดตัว
หันมาดั้นด้นค้นหาสถานที่แห่งนี้จนพบ และบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นการสักการะ พระพุทธเจ้า
ทำการปักเสาหินไว้เป็นเป็นที่หมายสำหรับคนรุ่นหลังอีกนับพันปี
ได้ทำนุบำรุง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง
ทั้งยังตัดกิ่ง แบ่งไปปลูกที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งยังยืนต้นอยู่มาจนทุกวันนี้

แต่ในปลายรัชการ ด้วยความที่ พระเจ้าอโศกฯ ทรงรักการพระศาสนามาก
มเหสีองค์ที่ 4 ของท่านโกรธที่ละเลยราชกิจ ไปสมคบกับหลานชาย ยึดอำนาจ
แต่ที่ร้ายที่สุดคือ ให้คนมาทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยเอาน้ำกรดมาราดลงไปจนล้มลง
พระเจ้าอโศกฯ ท่านเสียใจถึงกับสลบไปเลย
พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่ยอมจากไปไหน
ให้คนเอานมจากโคบริสุทธ์ 100 ตัว มารดโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์
พร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐานว่า
" ตราบใดที่หน่อแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ยังไม่งอกขึ้น
ตราบนั้นข้าพเจ้าจะยังมิยอมจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปเป็นแน่แท้
แม้ชีวิตของข้าพเจ้าจักวอดวายลงไป
ข้าพเจ้าจะยอมตายถวายชีวิตเพื่อบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์แต่อย่างเดียว "
ด้วยสัจจาวาจากิริยาธิษฐานของพระองค์ เพียงไม่กี่วัน
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่แห้งตายไปแล้วนานวัน กลับมีหน่อน้อยงอกขึ้นที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์อย่างอัศจรรย์ยิ่ง
( คัดลอกจาก หนังสือ ประวัติพุทธคยา พิมพ์ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2548 โดยวัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย )
กลายเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 2
รวมอายุของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นแรก 352 ปี

ในปี พ.ศ. 695 กษัตริย์ชื่อ พระเจ้าหุวิสกะ ได้มาสักการะยังสถานที่นี้
และได้ทรงดำริว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เคยถูกคนทำลายมาแล้ว
ในอนาคตหากมีคนมาทำลายอีก สถานที่แห่งนี้จะไม่มีใครรู้จัก
จึงทรงให้สร้าง พระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ขึ้นและนำพระพุทธรูปศิลามาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ด้วย

เวลาผ่านไปอีก 200 ปี...
มีกษัตริย์ชาว ฮินดู ชื่อ พระเจ้าศสางกา เดินทัพผ่านมาเห็นเข้าก็เกิดความคิดชั่ว
ต้องการทำลายพระพุทธรูป พระพุทธเมตตา องค์นี้ให้ได้
ทว่าเมื่อได้จ้องพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วย พระเมตตา แล้วไม่กล้า
กลับสั่งให้แม่ทัพคนสนิท มาทำลายทั้งพระพุทธรูป และต้นพระศรีมหาโพธิ์
แม่ทัพคนนั้น ได้พากันมาตัดและเผา ทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ลง
แต่เมื่อได้เห็น พระพุทธเมตตา แล้วก็เกิดกลัวตกนรกไม่กล้าทำลาย
ใช้วิธีโบกปูนปิดเอาไว้ตบตาเจ้านาย
เมื่อ พระเจ้าศสางกา ได้รับรายงานการทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว
แทนที่จะดีใจ กลับเกิดความหวาดหวั่นกลัวขึ้นในจิตใจ
จนไม่เป็นอันกินอันนอน
ในที่สุดก็มากระอักเลือดตาย ที่หน้าพระเจดีย์แห่งนี้ในอีกไม่กี่วันต่อมา
รวมแล้ว ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 2 มีอายุ 890 ปี

แล้วด้วยความศรัทธาใน พุทธศาสนา
กษัตริย์ และประชาชน ก็ได้มาตั้งจิตอธิษฐาน
นำน้ำนมวัวมารดอีกเหมือนเดิม
แล้วได้เกิดปาฏิหารย์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้แทงหน่อขึ้นมาจากรากต้นเดิมอีก เป็นต้นที่ 3
เจริญงอกงามอยู่คู่กับชาวพุทธ มาอีกนาน...น..มาก
จนถึง พ.ศ. 1750 กองทัพมุสลิมเตอร์ก ได้บุกเข้ายึดอินเดียตะวันออก
ทำลายศาสนาอื่นให้สิ้นซาก
มุ่งเป้าเข้าทำลาย...นาลันทา เข่นฆ่าพระสงฆ์ไปนับหมื่นรูป
บังคับประชาชนให้ ขลิบ อวัยวะและบังคับนับถืออิสลาม
ทำลายรูปเคารพของศาสนาอื่น โดยเฉพาะ พุทธศาสนา ให้หมดสิ้น
แต่ที่ พุทธคยา นี้มีชาวบ้านช่วยกันเอาไม้และปูนไปอุดพลางตาไว้
ทำให้ดูเหมือนเป็น เจดีย์ตัน จนรอดพ้นมาได้
ส่วนต้นพระศรีมหาโพธิ์ พวกนั้นกลับมองเห็นเป็นต้นไม้ธรรมดา...ไม่ได้สนใจ
น่าอัศจรรย์ มาก..ก..ก

ในช่วงนั้น ศาสนาพุทธ ได้ถูกทั้งอิสลาม และฮินดู เบียดบัง
บวกกับมีเรื่อง พุทธนิกายตันตระ ที่มั่วซั่วทั้งคาถาอาคม เหล้า นารี การเสพสมเมถุน
วุ่นวายกันไปจนประชาชนเสื่อมศรัทธา หายไปร่วม 700 กว่าปี
แต่ทว่า...ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 3 ก็ยังเจริญงอกงามดำรงอยู่เรื่อยมา
จนถึง พ.ศ. 2421 จึงได้ล้มลงเองด้วยความชรา
รวมอายุ ต้นที่ 3 นี้คือ 1,258 ปี เชียวนะ
และในปีเดียวกันนั้นเอง...
ได้มีนักโบราณคดี ชาวอังกฤษ ชื่อ... อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม
สนใจออกสำรวจค้นหา จนมาพบต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ล้มลงมา
จึงได้นำเอา หน่ออ่อน ที่เกิดขึ้นตรงจุดนั้น 2 ต้นมาปลูกขึ้นใหม่ที่เดิม
และใกล้ ๆ กัน
จนกลายมาเป็น พระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 4 ในปัจจุบันนี้
ยืนยงดำรงมาได้ 134 ปีแล้ว

เล่ามาซะยืดยาว แต่ยังไม่ไปถึงไหน
พรุ่งนี้มาฟังกันต่อนะ...


อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 16:52:43 น. 2 comments
Counter : 3123 Pageviews.

 
พรุ่งนี้มาฟังต่อค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: คุณย่า IP: 110.168.205.205 วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:1:22:07 น.  

 
พรุ่งนี้มาฟังต่อค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: คุณย่า IP: 110.168.205.205 วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:1:22:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.