กรรมทันตา อนณ 089-429-5655 tobeteam@yahoo.com Line : anon.nisarut
Group Blog
 
All Blogs
 
กรรมทันตา โอ้..อินเดีย 15

โอ้..อินเดีย 15

วันนี้จะเล่าต่อเมื่อไป...ลุมพินี ประเทศเนปาล

หลังจากที่ออกจากเมือง กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน
นั่งรถกันไป 4 ชั่วโมงก็จะถึงด่านชายแดน อินเดีย-เนปาล ชื่อด่าน โสโนลี
ทางทัวร์ได้ลงไปดำเนินการทางเอกสารอีกร่วมครึ่งชั่วโมง
แล้วเราก็รีบไปต่อจนกระทั่งถึงใกล้จะ 4 โมงเย็นแล้ว
รถไปจอดใกล้กับสถานที่ ที่เราจะไปแต่เข้าไม่ได้เพราะถนนหนทางกำลังปรับปรุง
เลยต้องลงเดินไปประมาณเกือบกิโลเมตร
เพิ่งมารู้ในตอนหลังว่า ทางเข้าสถานที่ประสูติฯ ที่กำลังปรับปรุงซ่อมแซมน่ะ
เป็นโครงการของประเทศไทยเรานี่แหละ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธาน
เดินไปแค่พอเริ่มเหนื่อยไปเจอ พระ และสามเณร ธิเบตประมาณซัก 100 รูปได้ละมั๊ง
กำลังวุ่นวายสาละวนเก็บกวาดขยะ และตัดแต่งต้นไม้ ต้นหญ้า
ซึ่งก็ตามประสาสามเณรละนะ เสียงเอะอะกันวุ่น แต่ก็ดูสนุกสนานเอนจอยกันมาก
พวกเราทั้งหมดก็เดินกันไปถึงหน้าทางเข้า อ้อ..เขาไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าไป
ต้องฝากรองเท้าแล้วก็เดินไปอีกไกลกว่าจะถึงหน้า...มายาเทวีวิหาร


ขอเล่าก่อนว่า สวนลุมพินี ปัจจุบันตั้งอยู่ในอาณาเขตของป่าหิมพานต์ด้วยนะ
เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย
ลุมพินีวัน เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะ หรือวโนทยาน ที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน
ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมือง กบิลพัสดุ์ กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ
เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษร พราหมี ว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้

ที่ด้านหน้าวิหารก็จะมี เสาอโศก ตั้งเด่นเป็นสง่า
ที่เสาจะมีอักษรจารึกไว้แปลเป็นไทย ก็ประมาณว่า...
พระเจ้าอยู่หัวปิยทัสสี ซึ่งก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช ได้มากราบสักการะสถานที่นี้
ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
โดยที่มีพระโมคัลลีบุตร ติสสะเถระ หรือที่รู้จักกันในชื่อ พระอุปคุตเถระ ผู้มีฌาณแก่กล้าและอิทธิฤทธิ์มาก เป็นผู้ชี้บอกสถานที่

พระอาจารย์พาเราไปนั่งที่ลานหน้าวิหาร แล้วก็สวดมนต์บูชาคุณพระรัตนไตร และสถานที่นี้โดยเฉพาะ
จากนั้นก็นั่งปฏิบัติสมาธิเพื่อระลึกถึงการเกิดขึ้นของเจ้าชายสิทธิตถะ
และพระคุณของ พระนางสิริมหามายามารดาของพระพุทธองค์
ซึ่งก็เหมือนกับทุกที่ คณะผู้แสวงบุญจากหลายชาติ โดยเฉพาะที่เจอกันเป็นประจำนอกจากคนไทยด้วยกันคือ ศรีลังกา
พวกเค้าก็มานั่งสวดมนต์อยู่ใกล้ ๆ กัน กริยาท่าทางที่แสดงออก
ทำให้เราได้เห็นถึงความรัก ความศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา
อย่างหนักแน่นกว่าพวกเราเยอะ
จากนั้นก็พากันรีบเข้าใน พระวิหาร ซึ่งทางการเนปาล ได้สร้างตึกอาคารมีกำแพงทั้ง 4 ด้าน และหลังคาครอบคลุมไว้อีกด้วย
เดิมนั้นเป็นซากโบราณสถานที่ขุดเจอว่า มีห้องขนาดไม่ใหญ่นัก 15 ห้อง
สัณนิษฐานว่าเป็นห้องวิปัสสนา แต่ส่วนที่เป็นโถงกลางมีแท่นบูชารอยเท้าพระบาทเล็กๆ หนึ่งรอย
นักโบราณคดีคาดว่าน่าจะเป็นรอยพระบาท ที่พระเจ้าอโศกสร้างขึ้นเป็นสิ่งบูชาระลึกแทนการประสูติฯ
แต่บ้างก็ว่าน่าจะเป็น รอยพระพุทธบาท ของแท้มากกว่า
ผมเองมองดูเหมือนกับเป็น รอยเท้าขนาดเล็ก..ก..มาก มาก
ที่ประทับไว้ในดินโคลน จนต่อมาแห้งแข็งจนกลายเป็นหิน
ส่วนตัวแล้วผมอดคิดไม่ได้ว่า...น่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทของแท้ มากกว่า
เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าอโศกฯ สร้างขึ้น
ก็น่าจะสร้างให้สวยงาม ดูเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้นะ
แล้วก็ยังขุดเจอหินทรายแกะสลักเป็นรูป พุทธมารดากำลังมี พระประสูติกาล
จะเห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก้าวเดินออกไป
ตามตำราว่า พระองค์ก้าวเดินไป 7 ก้าว แล้วยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า
อีกข้างหนึ่งชี้ลงดิน แล้วกล่าว...อาสภิวาจา หรือ วาจาอันองอาจ ว่า
...เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก
เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก
เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ของเรา
ชาติอื่นจะไม่มีอีกต่อไป...

คนไทยมากมายหลายท่าน ที่มาสังเวชนียสถานด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน
บางคนก็มาเอา บุญ บางคนเอาศรัทธา บางคนก็มาเอา...ปัญญา
หลายท่านเชื่อกันอย่างมากว่า ชีวิตของเราในอดีตที่ผ่านมาอาจจะทำชั่วเลวไว้มากกว่า การทำความดี
อย่างกระผม เป็นต้น
แต่เมื่อได้มากราบสักการะ ที่ สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็สามารถจะอธิษฐาน...ขอเกิดใหม่
ขอตั้งจิตแน่วแน่ว่า...ต่อแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะเป็นมนุษย์ที่ดี
มีศีลธรรม ดำเนินชีวิตที่เหลือด้วยความไม่ประมาท ไม่ให้ตกเป็นทาสกิเลสตัณหา
ขอตั้งต้นชีวิตใหม่ให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป...
ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อนะครับ หลายท่านยืนยัน...
เรื่องเลวร้ายในอดีตที่ตามหลอกหลอนมาตลอดชีวิต มันหายไปหมด
กลับไปเมืองไทยแล้ว ดวงชะตาชีวิต เปลี่ยนไปเลย
หมอดูไม่สามารถทำนายได้ถูก เพราะไม่ได้ให้ใครลิขิตชะตาชีวิตอีกแล้ว
แต่เอาศีล มาเป็นเกราะ เอาศรัทธา มาเป็นกำลัง
เอาสติ ปัญญา มาเป็นอาวุธฝ่าฟันกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

สิ่งที่ทำให้แน่ใจว่าสถานที่ประสูติเป็นจุดนี้ก็คือ เสาอโศก ที่ปักแน่นลึกลงไปหลายเมตร
และสูงเหนือพื้นดินอีกกว่า 5 เมตร
พูดถึง เสาอโศก แล้วก็น่าทึ่งมากเชียวแหละนะ
พระเจ้าอโศกมหาราช สั่งให้สร้างเสาหินแต่ละต้นหนักประมาณ 37 ตัน
หรือเท่ากับรถกระบะปิคอัพ 37 คัน
ไม่ได้สร้าง ณ.สถานที่ ๆ ปักเอาไว้นะ แต่สร้างที่เมือง จุณนา ทางเหนือของอินเดีย
ห่างไปหลายร้อยกิโลเมตร แล้วค่อยลำเลียงมาทางไหนหรือด้วยวิธีไหน ก็ไม่รู้
ในสมัยนั้นคงต้องเป็นเรื่องใหญ่ และยากเย็นมากที่สุดเลยแหละ
ที่น่าแปลกใจกว่านั้น การสร้างเสาและหัวเสาที่เป็นรูปสิงห์โต
ทำได้ยังไง การขัดมันจนขึ้นเงาใช้วิธีไหนก็ยังไม่ใครตอบได้
ท่านสร้างไว้จำนวนเท่าไหร่ก็ไม่รู้
แต่ขณะนี้พบเจอแล้วประมาณ 20 ต้น เฉพาะสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพุทธศาสนา

กว่าจะกลับกันออกมาจากภายใน มายาเทวีวิหาร ก็เย็นมากแล้ว
ต้องเดินกลับกันอีกร่วมกิโลเมตร
ระหว่างทางที่เดินมามันค่ำมืดเร็วมาก เดินตามกันไปเป็นพรวนเพราะกลัวหลง
แต่แล้วก็มีคนที่เดินล้าหลังหลงทางไป คือ พี่มหา คนในทีมเดียวกับผมนี่แหละ
กว่าจะรู้ว่าหายไปก็ถึง...วัดไทยลุมพินี อันที่พัก ที่อยู่ไม่ไกลกันนักแล้ว
ขณะที่กำลังร้อนใจว่าจะไปตามหากันยังไงล่ะเนี่ยะ ข้างนอกวัดมัน...มืดตึ๊ดตื๋อ..อ...อ
แล้วจู่ ๆ พี่มหาแกก็นั่งซ้อนจักรยาน โดยมีเณรธิเบตพามาส่ง...เฮ้อ
แต่ก็เล่นเอา พี่มหา แกหน้าซีดไปเหมือนกัน เล่าว่า
ตอนเดินออกมา มัวแต่ดูจะซื้อของที่ระลึกที่มีขายใกล้ ๆ ลุมพินี
หันมาอีกทีเห็นคนเดินกันไปแล้ว ก็รีบเดินตาม
แต่ด้วยความที่จู่ ๆ ฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว แค่แผล่บเดียวหากันไม่เจอแล้ว
ยิ่งเดินก็ยิ่งหลง งงงวย พอมาเจอทางแยกสามแพร่งก็ยิ่งไปผิดทาง
กว่าจะรู้ตัวก็หาทางกลับไม่เจอแล้ว
มองไปรอบตัว มีแต่ป่ามืดไปหมด บ้านคนหรือแสงไฟอะไรไม่มีเลย
ตอนนั้นรู้สึกตกใจเหมือนกัน แล้วก็นึกถึงว่าเรามากราบพระพุทธเจ้านี่นา
เลยตั้งจิตคิดถึง พระพุทธองค์
ว่านะโม 3 จบ สัพพพุทธานุภาเวนะ ธัมมา สังฆาฯ พุทธังบังเกิดเปิดโลกฯ
พอจบคำอธิษฐานเท่านั้น ฟ้าเปิด เทวดาช่วยมีหนุ่มชาวเนปาลขี่จักรยานมาพอดี
จึงขออาศัยซ้อนท้ายจักรยานเขาช่วยพาไปส่งที่วัดไทยลุมพินี
ถึงจะพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่เค้าก็เข้าใจว่าเราหลงทาง...คงเห็นหน้าซีดละมั๊ง
เฮ้อ เกือบไปแล้ว

ที่ วัดไทยลุมพินี นี่สวยมากนะแต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
ตัวโบสถ์วิหารน่ะเสร็จไปเยอะแล้ว...งามมาก
ออกแบบให้ล้อกับ เทือกเขาหิมาลัย
และใช้แต่สีขาว อันหมายถึง น้ำนม เพื่อระลึกถึงพระคุณของพุทธมารดา
เรือนพักรับรองที่ให้เราได้นอนก็ระดับโรงแรมดี ๆ นี่แหละ
อาหารการกินก็อย่างเคย อาหารไทย

พระอาจารย์สอบถามท่านเจ้าอาวาส กับพระธรรมทูตที่นั่น
ได้ความว่า...คนที่นี่เขาไม่ใส่บาตรกันหรอก เพราะยากจนมาก
และก็เป็นฮินดูซะเกือบหมด
บางคนที่สนใจอยากจะนับถือศาสนาพุทธ เป็นชาวพุทธ
ก็ต้องแอบ ๆ นับถือปฏิบัติ เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกแอนตี้จากคนรอบข้าง
แถมยังถูกตัดความช่วยเหลือจากรัฐบาลซะด้วยซ้ำ
เช่นการเข้าโรงเรียน การรับของบริจาค หรืออะไรพวกนี้
แต่ถ้ามีกิจนิมนต์ไปสวดที่บ้านไหน...พระไทยเรานี่แหละ
จะต้องเตรียมเงินใส่ซองให้เค้าด้วยนะ เอ้อ..แปลก
ที่วัดไทยหลายแห่ง ต้องหาทางช่วยเหลือตัวเองสารพัด
เช่นมีการทำสวนครัว ปลูกผักเอาไว้ทำอาหารไทยกินกัน
เช่น พวกกระเพรา ฝัก ผักต่างๆ พวกเนี้ยะ
พระไทย คนไทยเราอยู่ที่นี่มีแต่...ให้
หนาวก็แจกผ้าห่ม หิวก็แจกอาหาร ป่วยก็มีคลีนิค มีหมอรักษาให้
ยังมีการบวชเณร มีการสอนหนังสือให้อีกด้วย
ท่านเล่าว่า ทีแรกดีใจได้มาเมืองนอก
แต่พอมาถึง โอ้โห...มันยิ่งกว่าบ้านนอกของเราซะอีก..ก...ก
งานที่นี่หนักมาก ทั้งก่อสร้าง ทั้งดำรงชีวิต ทั้งเผยแผ่ศาสนา
ทั้งดูแลให้ความสุขกับ คนไทย ที่มาแสวงบุญ
โอ้...ผมเพิ่งจะรู้ว่า พระธรรมทูต ไม่ใช่พระธรรมดา
แต่ต้องเป็น...พระหัวใจเพชร
แข็งแกร่ง คมกล้า ส่องประกาย
และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีค่า เสมอ.


อนณ 089-995-9377
tobeteam@yahoo.com



Create Date : 23 เมษายน 2555
Last Update : 23 เมษายน 2555 21:20:32 น. 0 comments
Counter : 2921 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tobeteam
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add tobeteam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.