Blog เล็กๆแห่งหนึ่ง รวมเกร็ดข่าวสาระประจำวัน กับ เรื่องที่อาจจะไร้สาระ ของ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง ในที่โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
Group Blog
 
All Blogs
 

ตลาดฯชี้ปีหน้าวอลุ่ม 1.8 หมื่นล้านต่อวัน

ที่มา //www.bangkokbiznews.com



ภัทรียา เบญจพลชัย:


"ภัทรียา" ประมาณการวอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ประเมินจีดีพีปีหน้าโตแค่ 0-2% และคาดว่าจะฟื้นตัวในปี 2553 ติงรัฐไม่ควรลดภาษี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คาดการณ์ในปี 2552 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยจะโต 15% อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท/วัน จากปีนี้ที่ซื้อขายเฉลี่ย 1.65 หมื่นล้านบาท/วัน เนื่องจากความเชื่อมั่นในการลงทุนดีขึ้นสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลาย หลังช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ผนวกกับการแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปีทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา


โดยพบว่าในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มซื้อสุทธิ ขณะเดียวกัน SET Index ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% แต่อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ก็คงต้องมีติดตามถึงแผนการดำเนินนโยบายของภาครัฐว่าจะสามารถกระตุ้นภาพของเศรษฐกิจได้มากน้อยหรือไม่

นอกจากนี้ ในปีหน้าน่าจะมีบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดฯ มากขึ้น ขณะนี้มีบริษัทจำนวน 100 แห่งที่ยื่นเสนอความจำนงในการเข้าจดทะเบียน เพราะว่าหากเข้าซื้อขายในปีหน้าก็จะได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีด้วย

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน และดูแลฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ สายงานวิจัยและข้อมูลสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีหน้าคาดว่าจีดีพีของประเทศไทยมีโอกาสเติบโตที่ 0-2% ตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้

แต่การเติบโตดังกล่าวจะต้องพึ่งนโยบายการคลังของรัฐบาลเป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้ภาคเอกชนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง อีกทั้งขาดความเชื่อมั่นจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งผลโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้และจะยังคงส่งผลสืบเนื่องไปถึงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินนโยบายการคลังที่เกินดุลเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้อยู่ในช่วงภาวะที่ไม่ปกติ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามทีมเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งหากสามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นและสามารถทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ก็จะเป็นปัจจัยชี้นำที่จะส่งสัญญาณที่จะเห็นแนวโน้มของเศรษฐกิจที่จะสามารถเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2553

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บโครงสร้างภาษีของรัฐบาลในปีหน้าควรมีการพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากในขณะนี้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งหากมีการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงก็อาจจะส่งผลให้มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2551    
Last Update : 28 ธันวาคม 2551 7:58:46 น.
Counter : 213 Pageviews.  

PTTAR เครดิตพินิจปตท.อะโรเมติกส์แนวโน้มลบ

ที่มา //www.bangkokbiznews.com

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศ "เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ" แก่อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ระดับ A และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้มีหลักประกันชนิดทยอยคืนเงินต้นที่ระดับ A+ของบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่นจำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การประกาศเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ ผลจากความเสี่ยงที่เกิดจากบริษัทอาจจะผิดข้อกำหนดสิทธิในหุ้นกู้มีประกัน ซึ่งกำหนดไว้ว่า บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ไม่รวมหนี้สินระยะสั้นทางการค้า ต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจ่ายไม่เกิน 4 เท่า และอัตราส่วนความสามารถชำระหนี้มากกว่า 1.25 เท่า


เพราะราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจ่ายของ PTTAR มีแนวโน้มที่จะลดลงมากในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551

สาเหตุหลักมาจากการขาดทุนจากสินค้าคงคลังของน้ำมัน โดยบริษัทในฐานะที่เป็นโรงกลั่นน้ำมันหลังจากการควบรวมกิจการในเดือนธันวาคม 2550 จำเป็นต้องเก็บปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมายไว้ที่ระดับ 5% ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการสร้างกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจ่ายของบริษัท

"จากเหตุนี้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ไม่รวมหนี้สินระยะสั้นทางการค้าต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจ่ายจึงมีแนวโน้มที่จะสูงกว่า 4 เท่า ณ สิ้นปี 2551"

ฟิทช์ระบุว่า เพื่อป้องกันการผิดข้อกำหนดสิทธิ PTTAR ซึ่งได้หารือกับผู้ถือหุ้นกู้ และมีแผนจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อขอยกเลิกอัตราส่วนทั้งสองในข้อกำหนดสิทธิแล้ว แทนที่ด้วยอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1 เท่า และอัตราส่วนหนี้ที่ไม่รวมหนี้สินหมุนเวียนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่เกิน 1 เท่า PTTAR เชื่อมั่นว่าจะได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นกู้ต่อการเปลี่ยนข้อกำหนดสิทธิดังกล่าว

นอกจากนี้ เนื่องจากมูลค่าของหุ้นกู้ดังกล่าวที่เหลืออยู่ มีมูลค่าที่ค่อนข้างน้อย (900 ล้านบาท หลังวันที่ 24 ธันวาคม 2551) ประกอบกับบริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอ และการผิดข้อกำหนดสิทธิดังกล่าวไม่น่าจะก่อให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้สำหรับหนี้อื่นๆ ที่มีอยู่ของบริษัท จึงเป็นไปได้น้อยมากที่ PTTAR จะประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากปัจจัยนี้

อันดับเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบจะถูกยกเลิก หลังจากที่ PTTAR ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ในการเปลี่ยนข้อกำหนดสิทธิ โดยจะมีการประเมินอันดับเครดิตของบริษัทอีกครั้งหลังจากนั้น

โตเกียว - สื่อญี่ปุ่นตีข่าว โตโยต้า เตรียมเปลี่ยนตัวประธานบริหาร หลังจากคาดว่าจะบริษัทขาดทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดันทายาท "โตโยดะ" ขึ้นบริหารแทน มีผลเดือน เม.ย.ปีหน้า

หนังสือพิมพ์อาซาฮี รายงานวานนี้ (23 ธ.ค.) ว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น อยู่ระหว่างพิจารณาผลักดันให้นายอากิโอะ โตโยดะ รองประธานบริหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริหาร แทนนายคัตสึอากิ วาตานาเบ ประธานบริหารคนปัจจุบัน ในเดือน เม.ย.ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากโตโยต้าคาดหมายเมื่อวันก่อนหน้านั้น ว่า บริษัทอาจขาดทุน 150,000 ล้านเยนในปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดเดือน มี.ค.ปีหน้า ถือเป็นการขาดทุนจากการดำเนินการเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มต้นรายงานผลประกอบการรายปีเมื่อเดือน มี.ค.2484

นักวิเคราะห์หลายรายคาดว่า ภาวะตลาดรถยนต์ทั่วโลกที่ตกต่ำรุนแรงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2533 อาจบีบให้โตโยต้า ใช้มาตรการบางอย่างที่คาดไม่ถึง รวมถึงการปลดพนักงานเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี เพื่อปรับลดต้นทุนการดำเนินงาน



อาซาฮี ระบุว่า การเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้ามีเป้าหมาย เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงานของบริษัท โดยนายวาตานาเบจะไปแสดงบทบาทเป็นที่ปรึกษาในตำแหน่งรองประธานกรรมการ ขณะที่โตโยต้ายังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าว



นายโตโยดะวัย 52 ปี ซึ่งเป็นหลานปู่ของนายคิอิจิโร โตโยดะ ผู้ก่อตั้งโตโยต้า จะเป็นสมาชิกคนแรกของครอบครัวที่ก้าวขึ้นเป็นประธานบริหารในรอบ 14 ปี โดยสมาชิกคนก่อนหน้านี้ ได้แก่ นายทัตสึโร โตโยดะ เข้ารับตำแหน่งประธานบริหารเมื่อปี 2535-2538



ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในอุตสาหกรรมรถยนต์โลก ส่งผลให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ป (จีเอ็ม) และฟอร์ด มอเตอร์ โค สองผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สองบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ



ทั้งนี้ เอสแอนด์พีปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของจีเอ็ม 1 ขั้น มาอยู่ที่ C ซึ่งต่ำกว่าระดับน่าลงทุนถึง 11 ขั้น ส่วนมูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้มูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์ของฟอร์ด 2 ขั้น เหลือ Caa3 หรือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน 9 ขั้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของจีเอ็มร่วงลง 97 เซนต์ หรือ 22% และหุ้นฟอร์ดร่วงลง 36 เซนต์ หรือ 12% ในตลาดนิวยอร์กเมื่อจันทร์ (22 ธ.ค.)




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2551    
Last Update : 24 ธันวาคม 2551 7:25:04 น.
Counter : 266 Pageviews.  

คนทั่วเอเชียงดใช้จ่ายฟุ่มเฟือยปี52


ที่มา //www.bangkokbiznews.com




:มาสเตอร์การ์ดชี้ผู้บริโภครัดเข็มขัดทั่วเอเชียแปซิฟิก งดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ตั้งเป้าเก็บเงิน 11-20% ของรายได้ ขณะที่คนไทยเน้นเก็บออมเผื่อฉุกเฉินสูงสุดในภูมิภาค หวั่นภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

ดร.ยุวะ เฮ็ดริก หว่อง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ กล่าวว่า ในปี 2552 ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีแนวโน้มเก็บออมมากขึ้น โดยมีสาเหตุจากความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเห็น ว่า การเก็บออมเป็นสิ่งที่สำคัญมากในภาวะดังกล่าว

ทั้งนี้ แรงจูงใจสำคัญในการเก็บออม คือ ต้องการเก็บออมเผื่อภาวะฉุกเฉิน โดยผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีวัตถุประสงค์ในการเก็บออมเผื่อภาวะฉุกเฉินสูงถึง 66% และประเทศไทยมีจำนวนผู้บริโภค ที่มีวัตถุประสงค์การเก็บออมเผื่อภาวะฉุกเฉินสูงที่สุดในภูมิภาคถึง 81%

“โดยเฉลี่ยแล้วในปีหน้าผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ประมาณ 91% คาดว่าจะเก็บออม 11-20% ของรายได้ แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วน ประมาณ 8% ที่คาดว่าจะไม่เก็บออมเลย เนื่องจากไม่มีรายได้เพียงพอ และเชื่อว่า ควรใช้ชีวิตตอนนี้ให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บออม” ดร.ยุวะ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการเก็บออมมากขึ้นนั้น ส่งผลกระทบให้การใช้จ่ายในด้านต่างๆ ของผู้บริโภคลดลงทั้งในส่วนของการรับประทานอาหาร กิจกรรมบันเทิง การเดินทางแบบส่วนตัว ขณะที่การใช้จ่ายด้านรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่จะน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีเลย

ขณะเดียวกันผลสำรวจพบว่า นอกจากการเก็บออมเผื่อฉุกเฉินจะเป็นเหตุผลหลักในการเก็บออมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ การเก็บออมเผื่อเกษียณ 45% การเก็บออมเพื่อการลงทุน 36% และการเก็บออมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ 31%

ส่วนประเทศที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อการเก็บออมสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย อินโดนีเซีย 97% ฟิลิปปินส์ 97% มาเลเซีย 93% และอินเดีย 92% ขณะที่ประเทศที่ผู้บริโภคคาดว่าจะไม่เก็บออมเลยสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย นิวซีแลนด์ 22% ออสเตรเลีย 21% และเกาหลี 19%

อนึ่ง ผลสำรวจครั้งนี้สำรวจจากผู้บริโภคทั้งหมด 6,019 คน จาก 14 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ระหว่างวันที่ 1-29 กันยายน ที่ผ่านมา





 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 23 ธันวาคม 2551 7:23:24 น.
Counter : 296 Pageviews.  

MILL มิลล์คอนเนื้อหอมไทย-ตปท.รุมจีบ

ที่มา //www.bangkokbiznews.com/




สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล


:ตลาดประกาศนำ "มิลล์คอนสตีล" เป็นหลักทรัพย์คำนวณดัชนี SET100 รอบล่าสุด ชี้เป็นการตอกย้ำบริษัทมีพื้นฐานแข็งแกร่ง-สภาพคล่องเยี่ยม ส่งผลต่อภาพลักษณ์เชิงบวกด้านการลงทุน กระตุ้นความสนใจนักลงทุนประเภทสถาบัน-ต่างชาติรุมจีบเพียบ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) (MILL) เปิดเผยว่าตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้คัดเลือกหลักทรัพย์ชุดใหม่ เข้าคำนวณดัชนี SET100 ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยในส่วนของ MILL ติดอยู่ในรายชื่อหลักทรัพย์สำหรับดัชนี SET100 สะท้อนว่า บริษัทเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมสูง มีสภาพคล่องในการซื้อขายสม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 20% ซึ่งหมายถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ MILL จึงทำให้ตัดสินใจมาถือหุ้น




ทั้งนี้ การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนี SET100 ตลาดหลักทรัพย์จะพิจารณาจากหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวันย้อนหลัง 12 เดือนสูงสุด 200 อันดับแรก และนำหลักทรัพย์ดังกล่าวมาพิจารณาคุณสมบัติ ซึ่งประกอบด้วยการเป็นหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 6 เดือน และเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสม่ำเสมอ โดยพิจารณาจากสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายบนกระดานหลัก เทียบกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้นของหุ้นสามัญทั้งตลาดในเดือนเดียวกัน รวมทั้งการพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นๆ ตามที่กำหนด



นอกจากนี้ยังได้พิจารณาคุณสมบัติตามเกณฑ์อื่นๆ ประกอบ ได้แก่ การมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (FREE-FLOAT) ไม่น้อยกว่า 20% และต้องไม่เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายถูกเพิกถอนตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ในเวลาอันใกล้ รวมทั้งไม่อยู่ในระหว่างการห้ามซื้อขายเป็นเวลานาน หรือไม่เป็นหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มที่จะถูกห้ามการซื้อขายเป็นเวลานานอีกด้วย



"ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวก เนื่องจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ ให้ความสนใจหุ้นของเรามากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนในประเทศที่มีการลงทุนในลักษณะตามดัชนี จะกระจายการลงทุนมาที่หุ้น MILL มากขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนทั่วๆ ไปก็จะให้ความสนใจในตัวบริษัทมากขึ้นด้วยเช่นกัน"





 

Create Date : 22 ธันวาคม 2551    
Last Update : 22 ธันวาคม 2551 7:20:10 น.
Counter : 243 Pageviews.  

ค่าเงินบาทแข็งค่ารับโฉมหน้ารัฐบาลใหม่

//www.bangkokbiznews.com/

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์หน้าแกว่งตัวในช่วง 34.40-34.80 บาท/ดอลลาร์ ขานรับรัฐบาลใหม่ แนะจับตาประเด็นการเมืองในประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานค่าเงินบาทในประเทศสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-19 ธ.ค.) ว่า แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 เดือน ที่ 34.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการเมืองในประเทศที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจากกระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากกว่าที่ตลาดคาด


นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของค่าเงินในภูมิภาคอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการแทรกแซงค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทให้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อยมายืนที่ระดับประมาณ 34.47 เมื่อเทียบกับระดับ 34.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้านี้

สำหรับสัปดาห์นี้ (22-26 ธ.ค.) ธนาคารพาณิชย์คงจะมีการทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องถึงปีใหม่ รวมถึงการปิดงบบัญชีงวดสิ้นปี

นอกจากนี้ คาดว่าตลาดคงจะจับตามาตรการดูแลสภาพคล่องของทางการ ตลอดจนแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยไทยในอนาคต ส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับร้อยละ 2.75 ต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า

ส่วนค่าเงินบาทในประเทศ อาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 34.40-34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองประกอบด้วย ความคืบหน้าประเด็นทางการเมืองในประเทศ ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ตลอดจนทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดต่อประเด็นเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ





 

Create Date : 21 ธันวาคม 2551    
Last Update : 21 ธันวาคม 2551 23:49:00 น.
Counter : 250 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

Rushing Dandy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกๆท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ Bloggang ผมนะครับ
อยาก Comment อะไรเชิญได้เต็มที่ครับ
แล้วก็ยังไง ช่วยกรุณาสนับสนุน Sponsor link ด้านล่างนี้ ด้วยนะครับ




มีผู้เข้าชม Blog แห่งนี้นับตั้งแต่ 14 ธ.ค 51 แล้ว free counters
free counter

Friends' blogs
[Add Rushing Dandy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.