Blog เล็กๆแห่งหนึ่ง รวมเกร็ดข่าวสาระประจำวัน กับ เรื่องที่อาจจะไร้สาระ ของ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง ในที่โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
Group Blog
 
All Blogs
 

5 ช่องทางลงทุนสุดปิ๊ง ยามเศรษฐกิจโลกป่วย

ที่มา //www.bangkokbiznews.com



อาสา อินทรวิชัย


อาสา อินทรวิชัย:ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทำให้ในปีนี้ เป็นปีที่ไม่ง่ายนักสำหรับการลงทุน แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ อย่างสินทรัพย์หลัก (Core Investment) ลงทุนไม่ว่า “เงินฝาก-ตราสารหนี้-หุ้น” ยังละเลยไปจากพอร์ตการลงทุนไม่ได้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หัวใจสำคัญของการลงทุนที่นำสู่ผลตอบแทนโดยรวมที่ดียังคงมาจากการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) อย่างเหมาะสม และมีการปรับน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวคุณเอง แต่คงไม่ใช่การทุ่มเทไปในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยละเลยหัวใจสำคัญของการลงทุนในเรื่องดังกล่าวนี้ไป เราลองมาสำรวจดูช่องทางการลงทุนที่ยังคงความน่าสนใจในปีนี้ผ่านผู้เชี่ยวชาญกัน


@ ตราสารหนี้

ยังคงเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมั่นคงและโดนใจนักลงทุนไทยอยู่เสมอ ถึงผลตอบแทนจะไม่มากมายแต่เรื่องของเงินต้นค่อนข้างจะสบายใจถ้าเลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีจริงๆ โดยเฉพาะในท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้

“อาสา อินทรวิชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ แนะนำว่า นักลงทุนไทยคงหันมาลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

ดังนั้น หากจะเลือกลงทุนในปีนี้คงต้องเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงสูง ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ภาครัฐ และหากเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนคงต้องพิจารณาหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตที่ดีในการลงทุนเป็นหลัก

จากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลง จะยังส่งผลให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวลงตามได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มอายุของตราสารหนี้ที่จะลงทุนขึ้นเป็น 1-2 ปี

โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกผ่านกองทุนเปิดตราสารหนี้ที่มีการบริหารเชิงรุก (Active Management) เพื่อจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงอย่างเต็มที่ หรือจะลงทุนผ่านกองทุนปิดที่ล็อกอายุยาวขึ้นก็จะทำให้ผู้ลงทุนล็อกผลตอบแทนที่สูงไว้ได้ในช่วงดอกเบี้ยปรับตัวลงซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ควรจะมีการผสมผสานทั้งตราสารหนี้อายุยาวและตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นอย่างเหมาะ เพราะจะทำให้ผู้ลงทุนไม่พลาดโอกาสหากทิศทางดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นหรือไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มนิ่งและมีความผันผวนมากขึ้นซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2552

โดยปีหน้าจะมีการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.3 แสนล้านบาท จากปกติขาดดุลประมาณ 1.6-1.8 แสนล้านบาท ซึ่งหากภาครัฐมีการออกตราสารหนี้ในปริมาณที่มากก็อาจจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในตลาดในปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน

“การแบ่งเงินไว้บางส่วนเพื่อลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นก็อาจจะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นหากผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ปรับตัวขึ้น”

@ หุ้น

ปี 2551 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาค่อนข้างเร็วและแรงเฉลี่ยประมาณ 50% ซึ่งมองในมุมกลับนี่ก็เป็นโอกาสในการลงทุนในหุ้นเช่นเดียวกัน

“พนุกร จันทรประภาพ” ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) มองว่า ปัญหาภาคสถาบันการเงินในต่างประเทศล้มยังไม่กระทบกับเราเท่าไรแต่การที่ภาคการผลิตจริงล้มกระทบกับไทยโดยตรง การส่งออกของไทยในปี 2552 น่าจะติดลบ

โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2552 จะอยู่ที่ 0-2% แต่ไม่ถึงกับติดลบ ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีก ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงมีความผันผวน โดยมีกรอบของดัชนีค่อนข้างกว้างระหว่าง 320-500 จุด ซึ่งในวิกฤติย่อมมีโอกาส

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นในช่วง 6-12 เดือน ข้างหน้าอาจจะเหมาะกับการซื้อมาขายไป (Trading) มากกว่าที่จะเป็นกลยุทธ์ซื้อแล้วถือ (Buy and hold) ยกเว้นจะเป็นกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่มองการลงทุนระยะ 3-5 ปีข้างหน้า อาจจะเป็นจังหวะในการทยอยเข้าลงทุน โอกาสที่จะกำไรเป็น 100% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้ายังมี แต่ถ้าเป็นกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นคงต้องเน้น Trading ไป ก็ยังมีโอกาสในการทำกำไรได้

“กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนได้แก่หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง 7-8% ดีกว่าผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงได้อีก โดยเลือกหุ้นในกลุ่มที่ยอดขายได้รับผลกระทบน้อยจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เช่น โรงไฟฟ้าที่รายได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ กลุ่มสาธารณูปโภค เช่น บริษัทมือถือ ซึ่งน่าจะสามารถรักษาระดับของกระแสเงินสดเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น”

@ กองทุนอสังหาริมทรัพย์

ในภาวะที่โลกกำลังอยู่ในช่วงของดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะเดียวกันกับตราสารหนี้ อีกทั้งผลตอบแทนยังสูงกว่าด้วย

“สมพร บุรินทราธิกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า ในช่วงที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้ลดลง ในขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความเสี่ยงและมีความผันผวนสูงจากวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก้าวมาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้เป็นอย่างดี ด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ให้กันอยู่เฉลี่ย 7-8% ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

จากข้อมูลในอดีตพบว่าผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้เฉลี่ยที่ 7.4% สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ประมาณ 2.6% เป็นส่วนเพิ่ม (Premium) ที่ต้องบวกเข้าไปในผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ส่วนเพิ่มตรงนี้ถ้านักลงทุนมองว่าคุ้มก็สามารถที่จะลงทุนได้

จากข้อมูลพบว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยฮ่องกงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.0%, ไต้หวัน 3.8%, สิงคโปร์ 4.9%, ญี่ปุ่น 3.6%, เกาหลีใต้ 7.7% และมาเลเซีย 6.9% ตรงนี้จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย

“โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยนั้น ค่อนข้างที่จะแบ่งแยกออกจากตลาดโลกอย่างชัดเจน ดังนั้น ผลกระทบในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐ หรือยุโรปจึงไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยมากนัก โดยเฉพาะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ค่อนข้างเข้มงวด”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้นักลงทุนที่จะลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรจะต้องพิจารณาเลือกกองทุนด้วยเช่นเดียวกัน โดยให้มองกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำคุณไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้

ตรงนี้ขึ้นกับผู้ลงทุนแล้วว่าอยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน ให้ดูศักยภาพของธุรกิจและความเสี่ยงประกอบ รวมถึงรูปแบบของกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนว่าจะเป็นการซื้อขาด (Free Hold) หรือการซื้อสิทธิ์การเช่า (Lease Hold) ซึ่งผลตอบแทนของกองทุนทั้ง 2 ประเภทจะแตกต่างกันไป

ในขณะที่เงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนที่เป็น Free Hold ผู้ลงทุนจะได้รับเป็นเงินปันผลเต็มๆ แต่ผลตอบแทนของ Lease Hold จะมีส่วนของเงินต้นรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ควรพิจารณาดุความสามารถในการสร้างกระแสรายได้อย่างต่อเนื่องในท่ามกลางวิกฤติ

“อย่างไรก็ตาม หากเป็นการซื้อลงทุนมากๆ ไม่ควรที่จะเข้าไปซื้อในตลาดรอง แม้ว่าจะซื้อได้ในราคาที่มีส่วนลด (Discount) ก็จริง แต่อาจไม่ได้ตามจำนวน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลขาดทุนจากเข้าไปลงทุน (Capital Loss) ด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าราคาตลาดที่ลดลงจะทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงขึ้นมากก็ตาม แต่ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก จึงไม่แนะนำ”

@ สินค้าโภคภัณฑ์

แม้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกจะปรับตัวลงมากในปี 2551 ที่ผ่านมา แต่สินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีสัดส่วนการปรับตัวลงที่น้อยกว่าหุ้น และในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวตามด้วยเช่นเดียวกัน

“ธีระ ภู่ตระกูล” ประธานกรรมการ บลจ.ฟินันซ่า จากการศึกษาถึงผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1973-2007 พบว่ามี 19 ไตรมาสที่การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนติดลบในขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก มี 41 ไตรมาส ที่หุ้นให้ผลตอบแทนติดลบ

ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และมี 80 ไตรมาส ที่การลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด ปัจจุบันรูปแบบของความสัมพันธ์นี้ยังคงเป็นจริงอยู่ ซึ่งจะพบว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาวให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอ ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์นี้ก็ยังเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน

“จากสถิติของดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ RICI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15.4% มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) อยู่ที่ 18.4% ซึ่งยังเป็นระดับของผลตอบแทนที่คาดหวังได้จากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นบุคลิกของสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความผันผวนสูงเช่นเดียวกับหุ้น ดังนั้นการปรับตัวขึ้นลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องปกติเพราะนี่คือบุคลิกของสินค้าโภคภัณฑ์”

ธีระ ย้ำว่า พื้นฐานของสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้เปลี่ยนไปยังเหมือนเดิมแต่ราคาที่เคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นเพียงบุคลิกหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ปกติเท่านั้น ถ้ามองการลงทุนระยะยาวในสินค้าโภคภัณฑ์ยังดีอยู่และถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนประเภทหนึ่งนอกเหนือจากหุ้นหรือตราสารหนี้ที่ผู้ลงทุนควรจะมีผสมผสานกันไว้ในพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

การที่เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวและทำให้คนกังวลว่าปริมาณความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์จะลดลงนั้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นเท่านั้น ใช้น้อยลงไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ใช้ตรงนี้สำคัญและถึงแนวโน้มของอุปสงค์ในสินค้าโภคภัณฑ์จะลดลงแต่เมื่อเทียบกับอุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอยู่จำกัด ทำให้ปริมาณความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีมากกว่าอุปทานในสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ดี แม้ในยามที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงก็ตาม

ดังนั้น การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลงมาจึงถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน ถึงจุดหนึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะต้องปรับตัวกลับขึ้นไป เพราะในระยะยาวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกอบกู้วิกฤติการเงินทำให้สหรัฐต้องออกพันธบัตรอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้อ่อนค่าลง ดังนั้นการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมานี้เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

@ ทองคำ

ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนไทยอยู่เสมอ

“ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย มองว่า ทองคำยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจเพราะจากปัญหาวิกฤตการณ์สถาบันการเงินทั่วโลก (Credit Crisis) ทำให้นักลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นเนื่องจากทองคำมีคุณลักษณะพิเศษคือการเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (Safe Heaven Asset)

ต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ นอกจากนี้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่แปรผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ (USD Weakness Hedged Instrument) ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะทำให้

แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน

ราคาทองคำแม้จะมีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมาแต่จะพบว่าราคาทองคำมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานของทองคำเองที่มีดีมานด์มาจากผู้บริโภคที่ต้องการใช้จริง (Real Demand) เป็นหลักประมาณ 81% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเป็นดีมานด์จากการลงทุนเพียง 19% เท่านั้น ซึ่งต่างจากน้ำมันที่มีดีมานด์จากการลงทุนสูงถึง 30-40%

นอกจากนี้ ขีดความสามารถที่จำกัดในด้านการผลิตทองและปริมาณทองคำที่ค้นพบใหม่ๆ กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยคาดว่าต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตทองคำอยู่ที่ 500-600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ดังนั้นราคาทองคำจึงไม่น่าจะหลุดระดับต้นทุนซึ่งถือเป็นแนวรับที่สำคัญลงมาได้

“ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในปี 2552 มีกรอบการมองค่อนข้างกว้าง ต่ำสุดอยู่ประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสูงสุดอยู่ประมาณ 950-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขึ้นกับมุมมองที่มีต่อวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้นซึ่งต่างกัน

ดังนั้น ราคาทองจะมีกรอบการแกว่งที่ค่อนข้างผันผวนเหมาะกับการลงทุนในลักษณะเล่นรอบมากกว่าในช่วงสั้น แต่ในระยะยาว 5 ปี ข้างหน้าราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอย่างแน่นอน แต่คงจะไม่ใช่ในลักษณะของการไต่ระดับขึ้นไปครั้งเดียว แต่จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไป”

เห็นหรือไม่ว่า ในวิกฤติมีโอกาสการลงทุนซ่อนอยู่เสมอ




 

Create Date : 05 มกราคม 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2552 8:04:02 น.
Counter : 473 Pageviews.  

หุ้นทั่วโลกดีดรับปีใหม่ดาวโจนส์พุ่ง1.2%

ที่มา //www.bangkokbiznews.com




:หุ้นทั่วโลกดีดขึ้นรับปีใหม่ ลอนดอนดีดเล็กน้อย 0.54% แฟรงค์เฟิร์ต+1.38% ปารีส+1.13% ส่วนดาวโจนส์+1.25% ฮั่งเส็งปิดพุ่งถึง4.6% เกาหลีใต้+2.93%

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ลอนดอน ทันทีที่เปิดการซื้อขายในวันนี้ ตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป เช่น ดัชนีไฟแนนเชียล ไทมส์ ตลาดหุ้นลอนดอน ดีดขึ้นร้อยละ 0.54 ตามมาด้วยดัชนี DAX ตลาดหุ้นแฟรงค์เฟิร์ต ดีดขึ้นร้อยละ 1.38 และดัชนี CAC 40 ตลาดหุ้นปารีส ดีดขึ้นร้อยละ 1.13 ทั้งที่ตลอดปี 2551 ดัชนีหุ้นทั้งสามแห่งต่างดิ่งลงระหว่างร้อยละ 31-43 ขณะที่ ตลาดหุ้นดัชนีดาวโจนส์ นิวยอร์ค +1.25% Nasdaq+1.7%


ส่วน ดัชนี้ฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดในแดนบวกวันนี้ โดยปรับขึ้นร้อยละ 4.6 อยู่ที่ 655.33 จุด แตะ 15,042.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับเมื่อวันจันทร์ที่ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนไล่ซื้อหุ้นราคาถูก และยังเป็นผลจากการดีดขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ในการซื้อขายครั้งหลังสุดก่อนสิ้นปีด้วย

ขณะที่ ตลาดหุ้นโตเกียวของญี่ปุ่น ยังคงปิดทำการไปจนถึงวันจันทร์ หลังดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ดิ่งลงถึงร้อยละ 42.12 ตลอดปีที่แล้ว ถือว่าย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก จากสาเหตุการล่มสลายธุรกิจสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือซับไพร์ม

ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดวันนี้ในแดนบวกเช่นกัน โดยดีดขึ้นร้อยละ 2.93 นำโดยหุ้นกลุ่มบริษัทก่อสร้างและธุรกิจต่อเรือ





 

Create Date : 03 มกราคม 2552    
Last Update : 3 มกราคม 2552 20:46:46 น.
Counter : 426 Pageviews.  

ธาริษา ชี้วิกฤติสหรัฐ "โลกเกิดขั้วที่ 3"

ที่มา //www.bangkokbiznews.com



ธาริษา วัฒนาเกส



:นักวิชาการเชื่อ "จีน-อินเดีย" จะช่วยกอบกู้เศรษฐกิจโลก ในยามที่สหรัฐและยุโรปมีปัญหา ส่วน "ธาริษา" คาดว่าวิกฤติการเงินโลก ส่งผลให้เอเชียเกิดเป็นมหาอำนาจ "ขั้วที่ 3"

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในช่วงเวลาที่มหาอำนาจของโลก ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และ ญี่ปุ่น กำลังดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เข้าขั้นถดถอยไปให้ได้นั้น ทั่วโลกต่างจับตามองไปยังตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน และอินเดีย ในฐานะความหวังใหม่ ที่จะช่วยขับเคลื่อนไม่ให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะซบเซามากเกินไปนัก และกำลังจะยกระดับเป็น "อีกขั้วอำนาจใหม่ของโลก"

ทั้งนี้นับตั้งแต่จีนเริ่มปฏิรูปตลาดเสรีเมื่อปี 2521 เศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 9.9% ต่อปี รายได้ประชากรต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้นกว่า 8% ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลกและเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ จีนยังได้ชื่อว่ามีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยข้อมูลล่าสุดระบุตัวเลขอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนก.ย. 2251 เพิ่มขึ้น 32.9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว

ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเงินของจีนทำให้ทั่วโลกหันมาจับจ้องเป็นพิเศษ เมื่อวิกฤติการเงินในสหรัฐลุกลามไปยังประเทศพัฒนาแล้วรายอื่นๆ จนทำให้เศรษฐกิจซบเซาไปทั่วโลก

แม้ว่าจีนจะได้รับผลกระทบเช่นกันเมื่อความต้องการจากต่างประเทศหดตัวลง แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อมั่นว่าจีนจะเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ได้ และยังมีแรงมากพอที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

ดร.ธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบต่อสหรัฐครั้งนี้ ย่อมที่จะฉุดให้ศักยภาพของสหรัฐและยุโรป "ถดถอย" ลงไปมาก ขณะเดียวกันจะเป็นโอกาสให้เอเชียกลายมาเป็น "ขั้วที่สาม" ของโลก ที่สามารถคานอำนาจกับสหรัฐและยุโรปได้อย่างดี

" ในกรณีของจีนคงต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควรที่จะผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลก แทนสหรัฐแต่อย่างน้อย ก็เกิดขั้วใหม่ เป็นขั้วที่ 3 ที่จะมีถ่วงดุลกับขั้วที่ 1 อย่างสหรัฐและขั้วที่ 2 อย่างยุโรป "

นายราจัต นัก กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวระหว่างเยือนอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า โลกประเมินผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกที่มีต่อเอเชียรุนแรงมากเกินไป

ถึงแม้ว่า จีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ และอาจย่ำแย่มากขึ้นในปีหน้า แต่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องตื่นตระหนก การเติบโตของจีนและอินเดียยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ลดลงของเศรษฐกิจทั่วโลก

ปีนี้จีนยังโตได้ 6.5%

เอดีบี คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตประมาณ 9.5-9.7% ในปี 2551 และประมาณ 8.5% ปีนี้ ลดลงจากระดับเฉลี่ย 10.5% ต่อปีระหว่างปี 2545-2550 ส่วนเศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะเติบโตประมาณ 7.8% ในปีที่แล้ว และ 6.3-6.5% ปี 2552 ลดลงจากประมาณ 8% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2545-2550

นายนัก แสดงความเชื่อมั่นว่า จีนและอินเดียจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย และเอเชียจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป พร้อมกับระบุว่า ธนาคารในเอเชียมีเงินทุนมากพอและไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์อันตราย ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับธนาคารในส่วนอื่นๆ ของโลก

เขาเห็นว่า ธนาคารในเอเชียชะลอการปล่อยสินเชื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สมควรได้รับการอุดหนุนเงินทุนเหมือนกับเมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน นายบ็อบ บักเคิล ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) กล่าวก่อนการประชุมสุดยอดเอเปคที่กรุงลิมา เปรู ว่า ความสามารถของจีนและอินเดียในการต้านทานภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจโลกถึงขั้นถดถอยหรือไม่ ถ้าหากจีนและอินเดียสามารถรอดพ้นวิกฤติไปได้ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ ก็จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

โลกฝากความหวังที่จีน-อินเดีย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำนายไว้ว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รวมถึงจีนและอินเดีย จะช่วยให้เศรษฐกิจทั่วโลกมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 2.2% ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจของประเทศร่ำรวยจะมีอัตราการโตเพียง 0.1% ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5%

เศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักมาตลอด 15 ปี ส่วนอินเดียเติบโตเฉียด 10% และประเทศทั้งสองมีสัดส่วนประชากรประมาณ 40% ของทั่วโลก ไอเอ็มเอฟเพิ่งปรับคำทำนายการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเมื่อเดือนที่แล้ว คาดว่าจีนจะเติบโต 9.7% ปี 2551 และ 8.5% ปี 2552 ส่วนอินเดียคาดว่าจะเติบโต 7.8% ปีที่แล้ว และ 6.3% ปีนี้ ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจะหดตัว 0.7% ปีนี้

ทางด้าน นายยี่ กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวว่า ภาวะปั่นป่วนทางการเงินทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน แต่ภาคการเงินของจีนมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือได้ โดยย้ำถึงความพยายามของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในการปฏิรูปภาคธนาคาร ซึ่งมีการลงทุนไม่มากในต่างประเทศ และประสบภาวะขาดทุนเพียงเล็กน้อย

จีนมั่นใจภาคการเงินแกร่ง

นายยี่ กล่าวว่า มีเหตุผลมากมายที่เชื่อได้ว่าภาคการเงินโดยรวมของจีนมีเสถียรภาพและมั่นคง และผลกระทบของวิกฤติการเงินโลกต่อเสถียรภาพทางการเงินของจีนอยู่ในวงจำกัด ระดับหนี้สินภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาคเอกชนของจีน อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

ขณะที่ภาคธนาคารมีสภาพคล่องมากมาย แต่จีนไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างเต็มที่

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงทุก 1% ของสหรัฐและยุโรป จะทำให้การส่งออกของจีนลดลง 6-8%

ขณะที่ผลกระทบต่อจีนจากสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยของเศรษฐกิจโลกและภาคการเงิน เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นต่อเนื่อง และสถานการณ์ต่างๆ อาจเลวร้ายลงในปีนี้ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการซื้อขายในตลาดเงิน รวมทั้งการลดลงอย่างมากของราคาหุ้นและการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความรู้สึกไม่แน่นอนเข้าเกาะกุมจีนแล้ว

นายยี่กล่าวว่า หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการจัดการที่ดี ผลกระทบเชิงลบที่กล่าวไปข้างต้นก็อาจลุกลามออกไป และกระทบเสถียรภาพของเศรษฐกิจและภาคการเงินของจีน ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับความเสี่ยงในขณะนี้ และดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันผลกระทบดังกล่าวอย่างเหมาะสม

อินเดียหวังแรงหนุนกำลังซื้อในประเทศ

ในส่วนของอินเดียนั้น แม้ในปัจจุบันจะเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้ว และมีแนวโน้มว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศ ที่ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เติบโตในอัตรามากกว่า 9% มาตลอด จะชะลอตัวลงอย่างมาก จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2551 ลดลงมาอยู่ที่ราว 7.5% เทียบกับนักวิเคราะห์อิสระที่มองว่าไม่น่าจะเกิน 6%

กระนั้นก็ตาม แดนภารตะยังมีความหวังที่จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ โดยได้แรงหนุนจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงการขยายตัวของกลุ่มแรงงานอายุน้อย และอุตสาหกรรมบันเทิง ควบคู่ไปกับการมีระบบธนาคาร และการเงิน ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด และพฤติกรรมของประชาชนที่เน้นการออมเป็นส่วนใหญ่

บรรดานักวิเคราะห์ชี้ด้วยว่า โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งอยู่ ทั้งของจีน และอินเดีย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และแม้ว่ายักษ์เกิดใหม่ทั้ง 2 รายนี้ จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากเศรษฐกิจโลกซบเซา เหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่อย่างมากของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้โลกค่อนข้างมั่นใจว่า อนาคตข้างหน้าคงไม่มืดมนเกินไปนัก

นักวิชาการเชื่อมั่นจีนมีประสิทธิภาพ

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะชะลอตัวโดยเฉพาะสหรัฐ ประเทศจีนน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ เนื่องจากจีนมีตัวแปรหลายอย่างที่ทำให้จีนสามารถบริหารจัดการประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

ในส่วนของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ดร.สมภพ กล่าวว่าแม้จีนจะได้รับผลกระทบการส่งออกจากภาวะเศรษฐกิจโลกแต่จีนไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมากเหมือนบางประเทศในเอเชีย โดยมูลค่าการส่งออกของจีนมีประมาณ 37% ของจีดีพี น้อยกว่าไทยที่การส่งออกมีสัดส่วนถึง 65% อีกทั้งจีนยังมีโอกาสในการลงทุนในประเทศที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนได้ด้วย โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จีนยังขาดแคลนอยู่ ซึ่งจีนน่าจะใช้ช่วงวิกฤติขณะนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

“ถ้าโครงสร้างพื้นฐานได้รับการปรับปรุง จะช่วยกระตุ้นการลงทุนทำให้มีโอกาสผ่อนคลายปัญหาวิกฤติในระยะสั้นที่เศรษฐกิจโลกชะลอลง และยังได้ผลระยะยาวในการที่ทำให้จีนมีความสามารถในการบริหารโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมและช่วยทำให้ทั่วประเทศของจีนมีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันมากขึ้น” ดร.สมภพ กล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนภายในประเทศของจีนยังมีส่วนช่วยทำให้การอุปโภคบริโภคภายในประเทศของจีนที่มีสัดส่วนประมาณ 38% ของ จีดีพี สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

ดร.สมภพ กล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจของจีนทั้งที่เป็นภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงินยังมีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมาก โดยในส่วนของเศรษฐกิจจริงยังมีโอกาสที่จะเกิดการลงทุนทั้งของรัฐบาลและเอกชนอีกมาก เพราะขณะนี้รัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการลงทุนในมณฑลต่างๆ ของจีนมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยถูกรัฐบาลคุมไม่ให้มีการลงทุนใหม่จากความกังวลว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ภายในประเทศ

ขณะที่ภาคการเงินจีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐ โดยถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มากที่สุดในโลก อีกทั้งการมีเงินสำรองจำนวนมากยังทำให้จีนสามารถดำเนินนโยบายการเงินได้คล่องตัว สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกด้วย ทำให้สถาบันการเงินจีนถูกกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นๆ

จีนการเมืองแกร่ง

ในส่วนของการบริหารการเมืองของจีนนั้น ดร.สมภพ กล่าวว่ารัฐบาลจีนมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากรัฐสภาจีนมาจากพรรคเดียว ทำให้ประสิทธิภาพการตัดสินใจในการบริหารเศรษฐกิจประเทศทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาคจะมีประสิทธิภาพสูง และมีความคล่องตัวในการดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีเอกภาพ

นอกจากนี้ในด้านการจัดการบริหารสังคมของจีน ดร.สมภพ กล่าวว่าการที่จีนมีเงินสำรองจำนวนมากภายในประเทศทำให้โอกาสที่จีนจะใช้เงินเพื่อผ่อนคลายปัญหาการว่างงานที่จะเพิ่มขึ้นตามการชะลอตัวของการส่งออกมีมากขึ้น เช่น การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในจีนจะช่วยทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นการผ่อนภาระทางสังคมของจีนได้มากขึ้น

ปี 2030 จีนจีดีพีขึ้นอันดับหนึ่งของโลก

การที่จีนมีการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้จีนถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ เป็นผลให้โอกาสในการที่จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกเร็วขึ้นกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ว่าจีนจะมีจีดีพีเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปี 2030 เพราะสหรัฐ ยังน่าจะต้องใช้เวลาในการตั้งหลักอีกหลายปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจีนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลกแต่การที่ค่าเงินหยวนจะขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักของโลกนั้นไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก เพราะภาคการเงินของจีนยังเปิดเสรีน้อย แต่หากจีนสามารถร่วมมือด้านการเงินกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียผลักดันค่าเงินสกุลเอเชียร่วมกัน เหมือนกรณีที่ยุโรปผลักดันเงินยูโรขึ้นมาได้น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้น นอกจากประเทศในเอเชียจะเร่งผลักดันความร่วมมือทางด้านการเงิน ผ่านกองทุนการเงินแห่งเอเชีย (Asian Monetary Fund) ให้มากขึ้น เช่น การร่วมผลักดันค่าเงินสกุลเอเชีย แล้ว ประเทศในเอเชียยังควรเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภูมิภาคร่วมกันมากขึ้นเพื่อแบ่งงานกันทำในภูมิภาค และทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียเข้มแข็งขึ้น

ส่วนประเทศไทยนั้น ดร.สมภพ กล่าวว่าการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนทั้งเก่าและใหม่ ทำให้ไทยมีโอกาสที่ดีซึ่งหากไทยสามารถวางนโยบายระหว่างประเทศให้ดีและรักษาความเป็นผู้นำอาเซียนของไทยไว้ให้ดี จะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเติบโตของจีนได้ดี





 

Create Date : 02 มกราคม 2552    
Last Update : 2 มกราคม 2552 7:44:18 น.
Counter : 256 Pageviews.  

นักลงทุนสหรัฐถือหุ้นไทย3.2หมื่นล.รอลุ้นJanuary Effect

ที่มา //www.bangkokbiznews.com


:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนของการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่เป็นสถาบันการเงินในสหรัฐ ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน จากผลกระทบของพิษซับไพร์มครั้งนี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ประกอบด้วย โกลด์แมน แซคส์ อินเตอร์เนชั่นแนล, เจ.พี.มอร์แกน ไอร์แลนด์ (นอมินีส์) ลิมมิเทด 14, เจ.พี.มอร์แกน แบงก์ ลักเซมเบิร์ก เอส.เอ.20, เมอร์ริล ลินช์ อินเตอร์เนชั่นแนล-จีอีเอฟ แอคเคาท์ ไคล์แอนท์ เจเนอรัล ทีเอชบี, เมอร์ริล ลินช์, เพียร์ซ, เฟนเนอร์ แอนด์ สมิธ อิงค์


อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวแรนซ์ คอมปานี, ลิมมิเทด-เอเพกส์, อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวแรนซ์ คอมปานี, ลิมมิเทด-ไทเกอร์, อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวแรนซ์ คอมปานี, ลิมมิเทด-ดีไอ-ไลฟ์, ฟอร์ติส โกลบอล คัสโตดี้ เซอร์วิส เอ็น.วี และ มอร์แกน สแตนเลย์ แอนด์ โค. อินเตอร์เนชั่นแนล พีแอลซี

จากข้อมูลพบว่า กลุ่มสถาบันการการเงินดังกล่าว มีการถือลงทุนในตลาดหุ้นไทย มูลค่ารวมล่าสุด 3.2 หมื่นล้านบาท โดยมีการลงทุนในหุ้น 82 บริษัท ซึ่งสถาบันการเงินที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด คือ มอร์แกน สแตนเลย์ แอนด์ โค อินเตอร์เนชั่นแนล พีแอลซี มีมูลค่าเงินลงทุน 9.66 พันล้านบาท รองลงมาเป็นโกลด์แมน แซคส์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีมูลค่าเงินลงทุน 7.34 พันล้านบาท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสซัวแรนซ์ คอมปานี

ลิมมิเทด-ดีไอ-ไลฟ์ มีมูลค่าเงินลงทุน 5.81 พันล้านบาท , อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวแรนซ์ คอมปานี, ลิมมิเทด-เอเพกซ์ มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 3.12 พันล้านบาท เมอร์ริล ลินช์, เพียรซ์, เฟนเนอร์ แอนด์ สมิธ อิงค์ มูลค่าเงินลงทุน 1.88 พันล้านบาท ฟอร์ติส โกลบอล คัสโตดี้ เซอร์วิส เอ็น.วี.มีเงินลงทุน 1.65 พันล้านบาท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวแรนซ์ คอมปานี, ลิมมิเทด-ไทเกอร์ มีเงินลงทุนรวม 1.47 พันล้านบาท

เมอร์ริล ลินช์ อินเตอร์เนชั่นแนล-จีอีเอฟ แอคเคาท์ ไคล์แอนท์ เจเนอรัล ทีเอชบี มีเงินลงทุนรวม 535 ล้านบาท เจ.พี. มอร์แกน ไอร์แลนด์ (นอมินีส์) ลิมมิเทด 14 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 502.64 ล้านบาท และเจ.พี. มอร์แกน แบงก์ ลักเซมเบิร์ก เอส.เอ.20 มูลค่าเงินลงทุนรวม 55.11 ล้านบาท

1 ปีมูลค่าเงินลงทุนในไทยลดลง

เมื่อนำมาเปรียบเทียบมูลเงินลงทุน รอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงทั้งหมด ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ราคาหุ้นในตลาดปรับตัวลดลงแรง โดยสถาบันที่มีมูลค่าเงินลงทุนลดลงมากสุด ได้แก่

เจ.พี.มอร์แกน ไอร์แลนด์ (นอมินีส์) ลิมมิเทด 14 โดยมูลค่าเงินลงทุนลดลง 69.90% จาก 1.66 พันล้านบาทเหลือ 502.64 ล้านบาท รองลงมาเมอร์ริล ลินช์, เพียร์ซ, เฟเนอร์ แอนด์ สมิธ อิงค์. มูลค่าเงินลงทุนลดลง 60.91% จาก 4.81 พันล้านบาท เหลือ 1.88 พันล้านบาท เมอร์ริล ลินช์ อินเตอร์เนชั่นแนล-จีอีเอฟ แอคเคาท์ ไคล์แอนท์ เจเนอรัล ทีเอชบี มูลค่าเงินลงทุนลดลง 53.85% จาก 1.15 พันล้านบาทเหลือ 535 ล้านบาท

เตรียมเงินสดใช้ยามฉุกเฉิน

การลงทุนของสถาบันการเงินในสหรัฐกับตลาดหุ้นไทย มีหลายๆ คนประเมินว่า จะมีการทยอยลดสัดส่วนการลงทุนลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงสิ้นปี เนื่องจากสถาบันการเงินที่มีปัญหาจะต้องสำรองกระแสเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มจะเห็นการทยอยขายของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวไปบ้างแล้ว และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หุ้นหลายๆ ตัวทำสถิติราคาต่ำสุดในรอบหลายๆ ปี

ส่วนตัวเลขของการลงทุนนักลงทุนต่างชาติในรอบปี 2551 ณ วันที่ 24 ธันวาคม ยังมียอดขายสุทธิรวมกัน 1.59 แสนล้านบาท และจากการสอบถามแนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติของคนในวงการตลาดทุนความเห็นว่า ยังหวังมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นแม่เหล็กดึงความสนใจกลับมาได้หรือไม่ ซึ่งหนี้ไม่พ้นเรื่องของปัจจัยทางการเมือง

ชี้การเมืองเครื่องวัดปริมาณทุนนอก

ม.ล.ทองมกุฏ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมโบรกเกอร์ต่างประเทศ กล่าวให้ความเห็นว่า โอกาสที่จะเกิดการกลับมาซื้อของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองเป็นสำคัญ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติ อยู่ระหว่างการจับตามองนโยบายการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไรสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่ และจะมีปัญหาอะไรอีก

เบื้องต้นเท่าที่ติดตามคณะรัฐมนตรีแม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่นักลงทุนต่างประเทศจะให้ความสำคัญที่การดำเนินนโยบายมากกว่า ถ้านโยบายบริหารประเทศออกมาในทิศทางที่ดี มีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้จริงก็จะเป็นตัวเรียกแรงซื้อกลับเข้ามาได้

"ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติจับตาเรื่องของนโยบายการบริหารประเทศ จะออกมาในรูปแบบใดและสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เช่นหากมีการกระตุ้นการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจค ขั้นตอนกระบวนการลดภาษีทำได้จริง ใช้เวลาไม่นานก็เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาได้ โดยส่วนตัวยังมั่นใจว่าภาพการกลับมาซื้อลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมกราคมน่าจะมีโอกาสได้เห็นได้บ้าง"

ชี้แจนยัวรี่เอฟเฟคท์ยุคนี้เกิดน้อย

ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง บอกว่า ถ้าจะให้ประเมินคาดว่าเหตุการณ์แจนยัวรี่เอฟเฟคท์ในยุคนี้คงจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก หากเทียบกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าเกิดดีซัมเบอร์แอฟแฟคแล้วก็จะไม่มีแจนยัวรี่เอฟเฟคท์ แต่รอบนี้ไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งยอมรับว่าครั้งนี้คาดการณ์ได้ยาก เพราะมีความไม่แน่นอนของปัจจัยที่จะมีผลกระทบสูง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกิดขึ้น

"เหตุผลเพราะปี 2551 เดือนธันวาคมมีเงินในส่วนของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนหุ้นทุนระยะยาวเข้ามาในตลาดแล้ว รวมทั้งหุ้นขนาดใหญ่ในเดือนมกราคม ไม่น่าจะปรับตัวขึ้นได้แรง เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมามาก แต่หุ้นขนาดกลางถึงเล็ก น่าจะปรับตัวขึ้นมาคึกคัก เพราะแรงซื้อต่างชาติยังไม่กลับเข้ามาได้ง่าย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวได้ง่าย"

ดัชนีสูงสุดไตรมาสแรกอยู่ที่ 470 จุด

กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี ประเมินว่าดัชนีสูงสุดในรอบไตรมาสแรกปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 470 จุด โดยคาดว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างอัตราการเติบโตกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนน่าจะติดลบ 10% การเมืองนิ่งไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม หากเศรษฐกิจไม่ดีการเมืองวุ่นวาย แผนกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล หรือมีปัจจัยเลวร้ายด้านอื่นๆ เข้ามากระทบ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นติดลบได้มากสุด 33% ดัชนีหุ้นไทยก็จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 350 จุดซึ่งเป็นระดับต่ำสุดแล้ว

"กรณีที่ทุกอย่างดีหมด คาดว่าอัตราเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 5% ทุกอย่างฟื้นตัวภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นดัชนีหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากกว่าที่เคยประเมินไว้ "

ต่างชาติรอมาตรการกระตุ้น ศก.

นางสาวมยุรี โชติกรานต์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุนต่างประเทศในเดือนมกราคมมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้

แต่คงต้องรอจับตาช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ 2552 เพราะนักลงทุนต่างชาติจะรอติดตามการแถลงนโยบายบริหารประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากออกมาในทิศทางที่ดีเชื่อว่า จะช่วยกระตุ้นแรงซื้อเข้ามาในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับอานิสงส์บ้าง และน่าจะกลับมาทำให้ตลาดหุ้นคึกคักอีกครั้ง แต่ประเมินเป็นแค่ช่วงสั้น เพราะต้องรอดูอีกว่าปัจจัยทางการเมืองของไทยจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เคยตั้งความหวังไว้ว่าการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ทางการเมืองน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี นอกจากนี้คงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และการมีรัฐบาลชุดใหม่นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้การเมืองเดินหน้าไปได้

ส่วนเรื่องแรกที่ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดูแล คือ เรื่องเศรษฐกิจ หากมีทีมเศรษฐกิจที่มีเอกภาพ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง คงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเหมือนที่ผ่านมา

"การตั้งทีมเศรษฐกิจ หากมีเอกภาพมีการทำงานที่ชัดเจน และเชื่อมโยงทั้ง 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และอุตสาหกรรม คงช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และคงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และหวังว่าต่างชาติน่าจะมองไทยในแง่ที่ดี เพราะอย่างน้อยรัฐบาลชุดใหม่มาจากขบวนการของรัฐสภา หากการเมืองมีความชัดเจน นักลงทุนต่างชาติน่าจะพิจารณากลับเข้ามาลงทุนในไทย" นางภัทรียา กล่าว

ขณะที่รายงานบทวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีส ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ต่างชาติขาดทุนย่อยยับ สถาบันการเงินทั่วโลกย่ำแย่ อุตสาหกรรมแท้จริงมีปัญหา จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีกระแสทุน ไหลเข้าตลาดทุน

นอกจากนี้ บ้านเรามีความเสี่ยงการเมือง และตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจที่ติดลบ หากมองข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงก็จะรู้ว่าตลาดหุ้นขึ้นได้อย่างไร และคุณคิดว่าแจนยัวรี่เอฟเฟคท์ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ!อย่าฟังแต่ข่าวดีแค่ช่วงสั้น แต่ต้องมองให้ยาวถึงเข้าใจ จึงไม่อยากให้คาดหวังว่าจะเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาได้ง่าย

แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาหรือไม่ ยังไม่มีใครกล้าฟันธง เพียงแต่มีการประเมินไว้คร่าวๆ โอกาสที่จะกลับมาพอมีหวัง แต่ต้องรอลุ้นให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีแกนนำอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 วางนโยบายฟื้นฟูประเทศให้เรียบร้อย และมีความชัดเจนมากขึ้น

หากนโยบายที่ออกมาได้รับการยอมรับ เรายังพอมีหวังที่จะได้เห็นต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นได้บ้าง หรืออาจจะมีโอกาสได้เห็นเทศกาล แจนยัวรี่เอฟเฟคท์กันอีกสักครั้ง




 

Create Date : 01 มกราคม 2552    
Last Update : 1 มกราคม 2552 8:20:24 น.
Counter : 342 Pageviews.  

นักลงทุนทิ้งสิทธิภาษีเอ็นเอวีRMF-LTFวูบ

ที่มา //www.bangkokbiznews.com




สมจินต์ ศรไพศาล


บลจ.วรรณหวั่นพิษเศรษฐกิจทำนักลงทุนทิ้งประโยชน์ทางภาษี หลังสินทรัพย์กองทุน RMF-LTF หดตัว 14.31%

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าจะมีผู้ลงทุนที่จะละทิ้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุน LTF ทั้งระบบที่ปรับตัวลดลง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลกระทบที่เกิดจากราคาหลักทรัพย์ที่ลงทุนปรับตัวลดลงก็ตาม


แต่ถ้ามีเม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์สุทธิของกองทุน RMF และกองทุน LTF ทั้งระบบก็น่าจะปรับตัวฟื้นขึ้นมาได้ นี่สะท้อนให้เห็นว่าในปีนี้มีนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่ละทิ้งประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนผ่านกองทุนทั้ง 2 ประเภทไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ดังนั้นเวลาที่ยังเหลืออยู่ของปีนี้จึงอยากให้นักลงทุนที่มีสิทธิและยังไม่ได้ใช้สิทธิลงทุนให้รีบเข้ามาใช้ประโยชน์ทางภาษีตรงนี้ เมื่อถึงเดือนมี.ค.2552 ที่ต้องยื่นแบบเสียภาษีประจำปี ผู้ลงทุนจะรู้สึกได้ว่าการตัดสินใจลงทุนในวันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

จากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ณ วันที่ 19 ธ.ค. 2551 พบว่ากองทุน RMF และ LTF ทั้งระบบ มีสินทรัพย์สุทธิลดลงเหลือ 74,917.07 ล้านบาท จากสิ้นปี 2550 อยู่ที่ 87,424.91 ล้านบาท หรือลดลง 14.31% โดยกองทุน RMF มีสินทรัพย์สุทธิลดลงเหลือ 35,657.24 ล้านบาท จากสิ้นปี 2550 อยู่ที่ 38,016.85 ล้านบาท หรือลดลง 6.21% ในขณะที่กองทุน LTF มีสินทรัพย์สุทธิลดลงเหลือ 39,259.83 ล้านบาท จากสิ้นปี 2550 ที่ 49,408.15 ล้านบาท หรือลดลง 20.54%

ดร.สมจินต์ ยังกล่าวอีกว่า จากภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนทำให้นักลงทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากหุ้นและหันมาลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก ส่งผลดีต่อกองทุนเปิดวรรณเอเอ็มสมาร์ทหุ้นระยะยาว (1SMART-LTF) ของบริษัทให้มีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านบาท จากสิ้นเดือนพ.ย.2551 อยู่ที่ 47 ล้านบาท เท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยมีจำนวนบัญชีลูกค้าที่ลงทุนในกองทุน 1SMART-LTF เพิ่มขึ้นเป็น 1,173 บัญชี ซึ่งตั้งเป้าว่าในสิ้นปี 2551 นี้ สินทรัพย์สุทธิของกองทุน 1 SMART-LTF น่าจะทะลุ 200 ล้านบาทได้

“บริษัทอยากเห็นขนาดของกองทุน 1SMART-LTF ขยับไปแตะระดับ 400 ล้านบาท ในที่สุด ซึ่งเชื่อมั่นว่าถ้านักลงทุนรู้ว่ามีกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้นแต่ไม่มีความเสี่ยงจากหุ้นเพราะมีการใช้อนุพันธ์เข้ามาช่วยในการบริหารกองทุน ซึ่งทำให้กองทุนมีบุคลิกคล้ายกับกองทุนตราสารตลาดเงินแล้ว น่าจะมีผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต และเราอาจเห็นตัวเลข 400 ล้านบาท ได้เร็วกว่าที่คิดเอาไว้ก็ได้”

ดร.สมจินต์ กล่าวเสริมว่า บริษัทได้เป็นพันธมิตรกับธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ในการเป็นตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุนให้กับบริษัทเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งความแข็งแกร่งของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์และการเติบโตอย่างรวดเร็วของฐานลูกค้าเงินฝากซึ่งขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 50,000 บัญชีในปัจจุบัน

น่าจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยบริษัทในการขยายฐานลูกค้าไปกลุ่มลูกค้าของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาบริษัทมีจุดอ่อนในเรื่องของเครือข่ายในการขายเพราะไม่มีแบงก์เป็นแม่ ตัวแทนขายของเราส่วนใหญ่จะเป็นโบรกเกอร์ นี่จึงถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของบริษัทซึ่งปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนขายที่เป็นแบงก์อยู่ 2 แห่งได้แก่ ธนาคารไทยธนาคารและธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์

“ในอนาคตเราคงจะมีการพูดคุยกับแบงก์ต่างๆ มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมาเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนให้กับบริษัท”

J.K. Rowling Books




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2551    
Last Update : 29 ธันวาคม 2551 7:29:31 น.
Counter : 279 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

Rushing Dandy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกๆท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ Bloggang ผมนะครับ
อยาก Comment อะไรเชิญได้เต็มที่ครับ
แล้วก็ยังไง ช่วยกรุณาสนับสนุน Sponsor link ด้านล่างนี้ ด้วยนะครับ




มีผู้เข้าชม Blog แห่งนี้นับตั้งแต่ 14 ธ.ค 51 แล้ว free counters
free counter

Friends' blogs
[Add Rushing Dandy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.