Blog เล็กๆแห่งหนึ่ง รวมเกร็ดข่าวสาระประจำวัน กับ เรื่องที่อาจจะไร้สาระ ของ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง ในที่โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
Group Blog
 
All Blogs
 

S&Pปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตแบงก์ทหารไทย (TMB)

ที่มา //www.bangkokbiznews.com



S&P ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิต ธนาคารทหารไทย สู่ระดับ มีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือด้านคู่ค้า

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ทบทวนแนวโน้มความน่าเชื่อถือของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) สู่ระดับ "มีเสถียรภาพ" จากระดับเดิม "เชิงลบ" ซึ่งทบทวนอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจสินเชื่อที่ดีขึ้น เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากทีมบริหารที่แข็งแกร่ง และการดำเนินการด้านการเงินที่ดีขึ้น


นอกจากนี้ S&P ยังได้คงอันดับความน่าเชื่อถือด้านคู่ค้า (counterparty credit ratings) ของ TMB ที่ 'BB+/B'

พอล คลาร์กสัน นักวิเคราะห์สินเชื่อของ S&P กล่าวว่า คุณภาพของหลักทรัพย์ของธนาคารทีดีขึ้นนั้น ได้รับปัจจัยผลักดันหลักๆมาจากการลงทุนด้านเงินทุนประมาณ 25.2% จากไอเอ็นจี แบงค์ ความร่วมมือกับไอเอ็นจีก็มีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมผู้บริหารของ TMB เช่นกัน




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 6:03:02 น.
Counter : 258 Pageviews.  

"ธีระชัย"เชื่อการเมืองนิ่ง หุ้นไทยฟื้นแน่

อันนี้ ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะจัดเข้าหมวดข่าวการเงินดีรึเปล่า
แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วขอจัดลงส่วนนี้เลยดีกว่า

ที่มา //www.bangkokbiznews.com



ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล:เลขาธิการ ก.ล.ต. เชื่อมั่นหากสถานการณ์การเมืองในประเทศนิ่ง ตลาดหุ้นไทยฟื้นแน่


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง โดยคาดว่าปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ และคงไม่มีอะไรเลวร้าย ขณะที่การจะกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน อยู่ที่นโยบายการคลัง ส่วนนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจภาพรวมปีหน้าจะดีขึ้น


ขณะเดียวกันเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองกลับมาดี การซื้อขายหุ้นก็น่าจะดีขึ้น

สำหรับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกที่หวั่นวิตกได้ขายหุ้นออกไปมากแล้วเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหุ้นบางตัวลดลงถึง 45-50% อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อถึงจุดที่ราคาหุ้นลดลงมาก นักลงทุนจะหยุดขาย และน่าจะกลับมาลงทุน

ส่วนการขายหุ้นใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะต้องปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน





 

Create Date : 08 ธันวาคม 2551    
Last Update : 8 ธันวาคม 2551 21:10:36 น.
Counter : 211 Pageviews.  

เมืองไทยฯรุกเทรดเครดิตปีหน้า

ที่มา //www.bangkokbiznews.com

"เมืองไทยประกันภัย" ประกาศรุกเทรดเครดิตปี 2552 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจลูกค้าแสดงความต้องการซื้อมากขึ้น พร้อมชูธงประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยรถยนต์ชั้น3 กับประกันอุบัติเหตุ หวังฝ่าการแข่งขันรุนแรงปีหน้าไปได้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2552 การแข่งขันของธุรกิจประกันภัยยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง และต้องรองรับกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย ดังนั้นคนที่มีรายได้น้อย จะหาสินค้าที่มีเงื่อนไขการคุ้มครองลดลง ราคาถูกลง เพราะคนซื้อมีทางเลือกมากขึ้น


ดังนั้น เรื่องตัดราคายังจะมีให้เห็นเหมือนเดิม ส่วนการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย ก็ยังมีการแข่งขันเหมือนเดิม เพราะประกันภัยเป็นธุรกิจเน้นการให้บริการ

ส่วนประกันรูปแบบใหม่จะมีมากขึ้น เช่น การประกันเกี่ยวกับการท่องเที่ยว การประกันสินเชื่อทางการค้า หรือเทรดเครดิต ดังนั้นบริษัทจึงเตรียมออกสินค้าใหม่ โดยอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมในต่างประเทศมาก รูปแบบการทำประกันในลักษณะนี้ จึงต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะต้องดูข้อมูลของลูกค้าอย่างละเอียด รวมทั้งต้องดูความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าด้วย

เธอกล่าวด้วยว่า ต้องดูด้วยว่าเมื่อรับเป็นลูกค้าของบริษัทแล้ว จะไม่ทำให้บริษัทขาดทุน หากขาดทุนเยอะไปจะไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งการประกันในลักษณะนี้ จะกลับมาต่อเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยปีหน้าที่ประเมินไว้เศรษฐกิจจะยังไม่ดี

"บริษัทเคยรับทำประกันประเภทนี้กับสหกรณ์ ซึ่งปีหน้านี้จะให้ความสำคัญมากขึ้น หากสถานการณ์การเมืองยังเป็นแบบนี้อยู่ อาจจะปรับค่าเบี้ยด้วย แต่ต้องหารือกับผู้รับประกันภัยต่อด้วย ส่วนสินค้าดาวเด่นปีหน้ายังเป็นประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะประกันภัยชั้น3 จะมากขึ้น เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และปีหน้าบริษัทจะให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานลงต่ำกว่า 20% เพื่อให้ธุรกิจมีกำไร"

นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานยุทธศาสตร์องค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า ปี 2552 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการ เทรดเครดิต หรือการประกันภัยสินเชื่อทางการค้ามากขึ้น เพราะที่ผ่านมา บริษัทมีส่วนแบ่งการครองตลาดด้านนี้อยู่

เขากล่าวต่อว่า ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้ผู้ค้า ผู้ขายเกิดความไม่มั่นใจในการค้าขายมากขึ้น ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจึงหันมาหาหลักประกันมากขึ้น และที่สำคัญสินค้าประเภทนี้ในตลาดมีคู่แข่งขันน้อย เพราะสินค้าในลักษณะนี้จะต้องมีความรู้ที่ดี และในประเทศไทยคนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก

"เมืองไทยทำตลาดสินค้าประเภทนี้มาเป็นเวลา 5-6 ปีแล้ว ซึ่งปีหน้าน่าจะเป็นโอกาสที่เราทำได้เยอะ แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย เพราะหากผู้ซื้อไปเกิดภาวะล้มละลาย เราก็จะต้องจ่ายค่าสินไหม เพราะฉะนั้นเราต้องพิจารณา คัดเลือกลูกค้า ดูสถานะของลูกค้า คือดูหลายๆ อย่างประกอบเพื่อป้องกันความเสี่ยง"นายวาสิต กล่าว




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2551    
Last Update : 8 ธันวาคม 2551 7:49:46 น.
Counter : 322 Pageviews.  

จัดพอร์ตผลตอบแทน7.3%จะมีเงินใช้ตลอดชีวิต

ที่มา //www.bangkokbiznews.com/




ธีระ ภู่ตระกูล


วันนี้คุณมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณของตัวเองหรือยัง เพราะการเกษียณอย่างมีความสุข ต้องเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : มีการศึกษาพบว่าชายไทยจะมีอายุหลังเกษียณไปอีก 25 ปี ในขณะที่หญิงจะอยู่ที่ 29 ปี


มีตัวเลขที่น่าสนใจถ้าคุณมีเงินเดือนๆ ละ 10,000 บาท และหลังเกษียณตั้งใจจะใช้เงินในอัตรา 50% ของเงินเดือน ถ้าคุณเป็นผู้ชายต้องมีเงิน 3 ล้านบาท เป็นหญิงต้องมี 3.5 ล้านบาท

แต่ถ้าคุณมีเงินเดือนๆ ละ 50,000 บาท แล้วตั้งใจจะใช้เพียง 50% ของเงินเดือนในช่วงเกษียณ คุณจะต้องมีเงินวันที่เกษียณ 15 ล้านบาทสำหรับผู้ชาย และ 17.4 ล้านบาท สำหรับผู้หญิง

ชีวิตหลังเกษียณไม่เร็วก็ช้าจะต้องเดินทางมาถึงทุกคน แต่การเกษียณอายุเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของชีวิต ไม่ใช่จุดจบของการเดินทาง ในระหว่างเส้นทางนี้จึงมีความท้าทายรอคอยคุณอยู่มากมาย วันนี้เราจะมาฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณกันดู

@ สังคมผู้สูงอายุ

“ธีระ ภู่ตระกูล” ประธานกรรมการ บลจ.ฟินันซ่า บอกว่า ประชากรไทย 64.2 ล้านคน มีอายุน้อยกว่า 14 ปี ประมาณ 23% มีอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 10% โดยมีคนที่อยู่ในวัยทำงาน 15-60 ปี ประมาณ 67% ซึ่งในจำนวนนี้ว่างงาน 13%

โดยคนที่อยู่ในวัยทำงาน 54% มีเพียง 28% เท่านั้น ที่อยู่ในภายใต้ระบบบำเหน็จบำนาญ อีก 72% ของแรงงานที่เหลือไม่มีระบบบำเหน็จบำนาญรองรับ ซึ่งในจำนวน 23% ที่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญคงต้องมาสำรวจดูความพอเพียงของเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณว่ามีพอเพียงหรือไม่ ในขณะที่อีก 72% ที่ไม่ได้อยู่ในระบบก็ต้องหันมาดูแลตัวเองเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่จะเดินทางมาถึง ดังนั้นเรื่องการวางแผนหลังเกษียณทุกคนควรจะต้องหันมาดูแลตัวเองเป็นสำคัญ

“มีการคาดหมายว่าปริมาณประชากรของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 64.2 ล้านคนในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 74.5 ล้านคนในปี 2593 โดยคนที่มีอายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2548 เป็น 28% ในปี 2593 โดยมีสัดส่วนของคนที่อยู่ในวัยทำงานลดลงจาก 67% ในปี 2548 เหลือ 54% ในปี 2593 หรือมีสัดส่วนของคนที่อยู่ในวัยทำงานต่อคนวัยเกษียณลดลงจาก 7 ต่อ 1 ในปี 2548 เหลือเพียง 2 ต่อ 1 ในปี 2593 เท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เราควรจะต้องวางแผนเกษียณให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้เพื่อจะไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคตข้างหน้า”

จากการศึกแหล่งรายได้ในวัยเกษียณของครัวเรือนในสหรัฐที่มีรายได้เดือนละ 120,000 บาท พบว่าเป็นรายได้จากการทำงานหลังเกษียณ 36% ประกันสังคม 19% กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 20% การลงทุนส่วนตัว 23% และแหล่งรายได้อื่นๆ อีก 2%

โดยผู้ที่เกษียณอายุส่วนใหญ่ในสหรัฐต้องรับผิดชอบ 80% ของรายได้ตัวเองในวัยเกษียณ

นอกจากนี้ผู้วางแผนเกษียณอายุจะต้องคำนึงถึงส่วนต่างระหว่างค่าใช้จ่ายกับรายได้ (Income Gap) ที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณอีกด้วย เพราะเป็นช่วงที่รายได้จะปรับตัวลดลงในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนเกษียณเท่าไรนัก

“เพราะค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเป็นอุปนิสัยที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ถ้าเคยใช้เดือนละ 100 บาท ก่อนเกษียณ หลังเกษียณจะให้ไปใช้เดือนละ 60 บาท เป็นไปได้ยาก ทั้งนี้พบว่า 80% ของค่าใช้จ่ายของวัยเกษียณจะมาในช่วง 2 ปีสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นการเกษียณอย่างมีความสุขเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ดูว่าปัจจุบันคุณมีเงินออมเท่าไรแล้ว ในยามเกษียณคุณต้องการใช้เงินเท่าไร คุณมีเวลาลงทุนกี่ปี และคุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยเท่าไร”

@ ความเสี่ยง 4 อย่าง

ธีระ ยังบอกอีกว่า มีการศึกษาพบว่าชีวิตหลังเกษียณถ้ามีรายได้ไว้ใช้จ่ายต่ำกว่า 70% ของรายได้เดือนสุดท้าย จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่ตรงนี้คงต้องขึ้นกับรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย แต่ถ้าดูแหล่งลงทุนเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่คนไทยมีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เราใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นสุขได้

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็ยังไม่เพียงพอ ผู้ลงทุนจะต้องไปลงทุนอย่างอื่นด้วย เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองโดยผ่านการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น ถ้าเราสามารถหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปีได้

โอกาสที่เราจะบรรลุเป้าหมายเพื่อชีวิตหลังเกษียณก็จะง่ายขึ้น แต่ประเด็นคือเราจะไปหาผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปีได้จากที่ไหน พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ก็ให้ผลตอบแทน 4% เท่านั้น

“สิ่งที่นักลงทุนควรคิดคือทำอย่างไรให้เงินออมและเงินลงทุนของเราเติบโตมากกว่าเงินเฟ้อ 1) หางานใหม่ หรือ 2) หาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี เพราะการออมเพื่อการเกษียณเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลไม่ใช่คำตอบของการลงทุน”

นอกจากเรื่องของผลตอบแทนแล้ว ยังมีปัจจัยอีก 4 เรื่องที่จะทำให้การออมเพื่อเกษียณอายุของคุณไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ได้ ได้แก่

1) ความเสี่ยงที่มีเงินออมไม่เพียงพอ

เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุดของทุกคนคือ เงินออมหรือเงินลงทุนโตไม่ทันกับเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อในชีวิตประจำวันสูงกว่าเงินเฟ้อที่ทางการประกาศค่อนข้างมาก ตัวอย่างในปี 2550 นมแพงขึ้น 84% น้ำมันหุงต้มแพงขึ้น 66% ธัญพืชแพงขึ้น 45% ปศุสัตว์ แพงขึ้น 16% นี่คือราคาของสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ

แต่ลองหันกลับมามองดูผลตอบแทนจากการลงทุนระหว่างปี 2542-2551 พบว่าเงินฝากประจำ 1 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.85% พันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.51% ในขณะที่การลงทุนในหุ้น 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.93% อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเงินฝากและพันธบัตรในระยะยาว

“นี่จึงเป็นความเสี่ยงแรกที่จะทำให้เงินออมเพื่อการเกษียณไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะผลตอบแทนของการลงทุนโตไม่ทันกับเงินเฟ้อ ส่งผลให้คุณมีเงินออมไม่เพียงพอที่จะใช้เมื่อเกษียณ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของคนที่อยู่ในวัยสร้างตัวและวัยเกษียณ”

2) ความเสี่ยงจากการลงทุน

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการไปลงทุนที่จะเกิดขึ้นตามมา ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 ดัชนี S&P500 ติดลบ 36.7% ,Nikkei ติดลบ 38.5% ,FTSE Euro100 ติดลบ 51.2% ,MSCI EM ติดลบ 59.3% ,MSCI World ติดลบ 43.9% ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยติดลบไปแล้วในเทอมของดอลลาร์สหรัฐ 56.7% ติดลบมากกว่าประเทศสหรัฐที่เป็นต้นตอของวิกฤติการเงินโลกในครั้งนี้อีก

หันมาดูกลุ่มประเทศ BRIC ในช่วง 10 เดือนแรก ตลาดหุ้นบราซิล ติดลบ 54.4% ,ตลาดหุ้นรัสเซีย ติดลบ 71.9% ,ตลาดหุ้นอินเดีย ติดลบ 64.6% และตลาดหุ้นจีนติดลบ 76.3% นี่คือความเสี่ยงจากการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่มีความผันผวนสูงเวลาขึ้นๆ แรง เวลาลงก็ลงแรงเช่นเดียวกัน

“ถ้านักลงทุนเข้าใจว่าการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ “จากสถิติการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 33 ปีที่ผ่านมา มี 17 ปีที่มีกำไร มี 16 ปีที่ขาดทุนถ้าคุณซื้อต้นปีขายปลายปี หากซื้อปีต่อปี โอกาสขาดทุน 50-50 แต่ถ้าลงทุนได้ระยะยาว 5-20 ปี ไม่มีขาดทุนมีแต่กำไร โดยผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 20 ปี อยู่ที่ 201% หรือเฉลี่ยปีละ 10% ดังนั้นการลงทุนในหุ้นควรจะมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวหน่อย”

นอกจากนี้ยังควรมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในสหรัฐหรือยุโรปเองยังมีศักยภาพอีกมาก มีบริษัทดีๆ อยู่อีก แทนที่เราจะลงทุนกระจุกตัวอยู่แต่ในประเทศไทยก็กระจายการลงทุนไปในตลาดอื่นบ้าง ในสินทรัพย์ประเภทอื่นบ้าง เป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

หากคุณมีโอกาสที่จะไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐจากสถิติของดัชนี S&P500 ตั้งแต่ปี 1937-2007 พบว่ามีถึง 53 ปีที่มีกำไร มีเพียง 18 ปีเท่านั้นที่ขาดทุน โอกาสในการที่คุณจะได้กำไรมีมากกว่าตลาดหุ้นไทยเยอะ โดยผลตอบแทนในระยะยาวของดัชนี S&P500 ที่ผ่านมาหลายวิกฤติก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ดังนั้นการลงทุนในหุ้นในระยะยาวยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ

“ความเสี่ยงของการลงทุนนี้เป็นความเสี่ยงที่มีอยู่ในคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยสร้างตัว ช่วงวัยเกษียณ หรือช่วงวัยชราไปแล้วก็ตาม”

3) ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

ธีระ บอกว่า ผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อจะทำให้เงิน 50,000 บาท ของคุณในวันนี้ เหลือ 30,477 บาท ในอีก 25 ปี ข้างหน้า ที่อัตราเงินเฟ้อ 2% ต่อปี โดยจะเหลือ 23,880 บาท ในอีก 25 ปีข้างหน้า ที่อัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี และจะเหลือ 18,756 บาท ในอีก 25 ปีข้างหน้า ที่อัตราเงินเฟ้อ 4% ต่อปี ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงที่อยู่ในช่วงวัยเกษียณและวัยชราดังนั้นผู้ลงทุนควรจะมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ด้วย

“นอกจากหุ้นแล้วการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ก็เป็นการลงทุนที่สามารถจะต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ RICI ติดลบ 29% แม้จะปรับตัวลงเช่นเดียวกับหุ้นแต่การปรับตัวลงน้อยกว่าหุ้น เพราะโดยปกติแล้วสินค้าโภคภัณฑ์มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้น้อย”

จากการศึกษาผลตอบแทนของดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ RICI และดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เดือนก.ย.1998-ก.ค.2008 พบว่า ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ RICI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15.4% ต่อปี และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 18.4% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.8% และมี SD 30% ซึ่งจะเห็นว่าการลงทุนในดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่า โดยมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นไทยเพียง 0.09 เท่านั้น ซึ่งเหมาะที่จะใช้กระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนอย่างมาก

4) ความเสี่ยงจากการมีอายุยืน

จัดเป็นความเสี่ยงของคนทุกวัยตั้งแต่วัยสร้างตัว วัยเกษียณ และวัยชราคือการมีอายุยืนยาวจนอาจจะทำให้เงินที่เก็บสะสมมานั้นหมดไปก่อนที่ตัวเองจะเสียชีวิต เพราะแนวโน้มอายุของคนเราจะยาวนานขึ้น โดยคาดว่าเพศชายจะมีอายุเฉลี่ยหลังเกษียณไปอีก 25 ปี ในขณะที่เพศหญิงจะมีอายุหลังเกษียณอีกประมาณ 29 ปี

@ พอร์ตการลงทุนหลังเกษียณ

ธีระ บอกว่า เพื่อตอบโจทย์การลงทุนเพื่อชีวิตหลังเกษียณนักลงทุนจะต้องจัดสรรเงินลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสมเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

ตัวอย่างพอร์ตการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนประมาณ 7.3% ต่อปี จะมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตร 15% หุ้น 50% อสังหาริมทรัพย์ 10% และการลงทุนทางเลือกอีก 25% ซึ่งการลงทุนทางเลือกนี้ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) หรือการลงทุนในนิติบุคคล (Private Equity) เป็นต้น โดยกลยุทธ์การลงทุนหลังวัยเกษียณที่อยากจะแนะนำ

“ด้วยการจัดพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.3% ต่อปี จะช่วยให้คุณมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตได้เลย”

หากแบ่งสินทรัพย์การลงทุนออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ 1) ตราสารหนี้ 2) ตลาดหุ้นไทย 3) กองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) และ 4) การลงทุนทางเลือก (Alternative Investment : AI) แล้วนำสินทรัพย์

ทั้ง 4 ประเภทมาจัดพอร์ตการลงทุน จะได้พอร์ตการลงทุนต่างๆ ดังนี้

พอร์ตสำหรับคนอายุต่ำกว่า 45 ปี แบ่งเงินลงทุนในการลงทุนทางเลือก 35% ลงทุนในตลาดหุ้นไทย 25% และลงทุนในหุ้นโลกผ่านกองทุน FIF 40% จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี

โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) อยู่ที่ 9% ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณด้วยการทำงานแบบทบต้นของผลตอบแทนไปเรื่อยๆ เชื่อว่ายังไงก็จะมีเงินเพียงพอที่จะไว้ใช้หลังเกษียณอย่างแน่นอน

พอร์ตวัยเกษียณ อายุ 45-55 ปี ให้แบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้ 30% ลงทุนในตลาดหุ้นไทย 20% หุ้นต่างประเทศผ่าน FIF 30% และการลงทุนทางเลือกอีก 20% ซึ่งการจัดพอร์ตแบบนี้คาดว่าผลตอบแทนคาดหวังที่จะได้รับจะอยู่ประมาณ 12% ต่อปี ในขณะที่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) อยู่ที่ 7%

พอร์ตวัยชรา อายุมากกว่า 55 ปี แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้ 60% การลงทุนทางเลือก 10% หุ้นต่างประเทศผ่านกองทุน FIF 15% และหุ้นไทยอีก 15% ด้วยการจัดพอร์ตแบบนี้คาดว่าผลตอบแทนคาดหวังจะอยู่ที่ประมาณ 8% ต่อปี ในขณะที่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) อยู่ที่ 4%

วางแผนเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อชีวิตบั้นปลายที่เปี่ยมสุข





 

Create Date : 07 ธันวาคม 2551    
Last Update : 7 ธันวาคม 2551 19:37:29 น.
Counter : 431 Pageviews.  

KBANK กสิกรครองธนาคารแข็งแกร่งสุดในไทย

ทีมา //www.bangkokbiznews.com/




:ประสาร ไตรรัตน์วรกุล


"เอเชี่ยน แบงเกอร์" ชูกสิกรไทย เป็นธนาคารที่มีความแข็งแกร่งอันดับ 1 ของไทย และเป็นแบงก์เดียวที่ติดท็อป 100 ของเอเชีย-แปซิฟิก โดดเด่นด้านความสามารถในการรับภาระขาดทุน และความสามารถในการทำกำไร

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า วารสาร ดิ เอเชี่ยน แบงเกอร์ ฉบับพิเศษเดือนกันยายน 2551 ได้ประกาศผลการจัดอันดับธนาคารที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดใน ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก


ปรากฏว่า ธนาคารกสิกรไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความ แข็งแกร่งมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทย และแข็งแกร่งเป็นอันดับที่ 86 ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

จากผลการประเมิน ธนาคารกสิกรไทย ได้รับคะแนนรวมสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะคะแนนด้านดัชนีความเสี่ยง ซึ่งวารสาร ดิ เอเชี่ยน แบงเกอร์ คำนวณเพื่อวัดความสามารถของธนาคารในการรับภาระขาดทุน และคะแนนด้านอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร ส่วนที่เป็นกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) ซึ่งธนาคารกสิกรไทยได้รับคะแนนสูงที่สุดในกลุ่ม คือ 4.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.0 คะแนน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการจัดอันดับความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ในเอเชียและแปซิฟิก ของ วารสาร ดิ เอเชี่ยน แบงเกอร์ ในปี 2551 นี้ ธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารเดียวในประเทศไทยที่ได้คะแนนเฉลี่ยรวมเกิน 3 จากคะแนนเต็ม 5 โดยได้คะแนนที่ระดับ 3.09 และเป็นธนาคารไทยเพียงแห่งเดียวที่มีระดับความ แข็งแกร่งมากที่สุดอยู่ในลำดับต่ำกว่า 100 คือ อยู่ที่ลำดับ 86 เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ทั่วเอเชียและแปซิฟิก

ทั้งนี้ วารสาร ดิ เอเชี่ยน แบงเกอร์ ได้ประเมินความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ โดยการให้คะแนนแบบถ่วงน้ำหนัก สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2550 ของธนาคารด้านต่าง ๆ ได้แก่ ขนาดของสินทรัพย์ (Asset) อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อและเงินฝาก (YOY Growth in Loans and Deposits) ดัชนีความเสี่ยง (Risk Index) อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profit Ability) และด้านคุณภาพของสินทรัพย์ (Asset Quality)

นอกจากนี้ วารสารดิ เอเชี่ยน แบงก์เกอร์ ฉบับดังกล่าวได้ประกาศผลการจัดอันดับขนาดของธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 300 อันดับแรก ซึ่งธนาคารกสิกรไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 124 ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เป็นอันดับที่ 20 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 21:46:14 น.
Counter : 503 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

Rushing Dandy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกๆท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ Bloggang ผมนะครับ
อยาก Comment อะไรเชิญได้เต็มที่ครับ
แล้วก็ยังไง ช่วยกรุณาสนับสนุน Sponsor link ด้านล่างนี้ ด้วยนะครับ




มีผู้เข้าชม Blog แห่งนี้นับตั้งแต่ 14 ธ.ค 51 แล้ว free counters
free counter

Friends' blogs
[Add Rushing Dandy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.