Blog เล็กๆแห่งหนึ่ง รวมเกร็ดข่าวสาระประจำวัน กับ เรื่องที่อาจจะไร้สาระ ของ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง ในที่โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
Group Blog
 
All Blogs
 

วุฒิสภา สหรัฐ ผ่านร่างกม.กระตุ้นศก.เตรียมลงนาม16ก.พ.

ที่มา //www.bangkokbiznews.com


บารัค โอบามา ( Barrack Obama )


วุฒิสภาสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ขณะที่โอบามาผู้นำสหรัฐฯสั่งการให้ร่างกฎหมายพร้อมลงนามภายใน 16 กุมภาพันธ์ 2552 นี้

ในที่สุดวุฒิสภาสหรัฐฯก็ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนซึ่งมีมูลค่า 838,000 ล้านดอลลาร์แล้วเมื่อวันอังคาร วุฒิสภาซึ่งเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ ได้ลงมติ 61 ต่อ 37 เสียงรับรองร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันสนับสนุนเพียงสามคน คือ ซูซาน คอลลิน กับโอลิมเปีย สโนว์จากรัฐเมน และอาร์เลน สเปคเตอร์จากรัฐเพนซิลเวเนีย ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจาเพื่อปรองดองกับทางสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตนไปแล้วก่อนหน้านี้

ประธานาธิบดีบารัค โอบามาผู้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นมาก เพื่อช่วยสร้างงาน 4 ล้านตำแหน่งและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ได้กล่าวว่า ต้องการให้มีร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ส่งไปถึงโต๊ะทำงานของเขาภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า นายโอบาม่าจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมสองสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์เพื่อเปิดเผยแผนการต่างๆของเขา

การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่นายธิมอที่ ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนช่วยไม่ให้ธนาคารล้มละลาย มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยการขยายวงเงินให้กู้ของธนาคารกลางสหรัฐฯจาก 2 แสนล้านดอลลาร์เป็น1 ล้านล้านดอลลาร์ กับจะสร้างกองทุนที่ลงทุนโดยภาครัฐและเอกชนมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับหนี้เสียของธนาคาร และอาจขยายเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ด้วย

แฮรี่ เรด ผู้นำเสียงข้างมากของเดโมแครตในวุฒิสภาบอกว่า จะส่งร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ให้นายโอบาม่าโดยเร็วที่สุด ขณะที่มิตช์ แมคคอนเนลส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของรีพับลิกันในวุฒิสภาบ่นว่า ร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความสูญเปล่า ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าช่วยสร้างงานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรกับของวุฒิสภามีความคล้ายคลึงกับเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างตรงวิธีขยายแผนการทางการแพทย์ ระบบประกันสุขภาพ (เมดิแคร์) และการจัดลำดับความเร่งด่วนของการใช้เงิน ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเน้นให้เงินมากกว่าแก่โรงเรียนรัฐบาลและรัฐต่างๆ ด้วย ส่วนฉบับของวุฒิสภาเน้นเรื่องการตัดลดภาษี




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 7:34:39 น.
Counter : 272 Pageviews.  

ธปท.เผยปี51กำไร6หมื่นล.-ยังขาดทุน6พันล.

ที่มา //www.bangkokbiznews.com

ธปท.แจงผลการดำเนินงานในปี"51 มีกำไรกว่า 6.04 หมื่นล้านบาท แต่ยังขาดทุน 6.9 พันล้านบาท เล็งหาทางออกจ่ายหนี้พันธบัตรกองทุนฟื้นฟูฯแทนคลัง

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ ธปท.ในปี 51 ทั้งในส่วนของกำไรที่แท้จริง และกำไรจากการตีราคา รวมทั้งสิ้น 60,440 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกำไรที่แท้จริง 30,642 ล้านบาท และเป็นผลกำไรที่เกิดจากปรับค่าอัตราแลกเปลี่ยน การปรับราคาทรัพย์และรวมภาระผูกพันประมาณ (ยังไม่มีเม็ดเงินเกิดขึ้นจริง) 29,798 ล้านบาท ทำให้สิ้นปี 51 ธปท.มีกำไรติดลบ 6,922 ล้านบาท ลดลงจากปี2550 ที่ติดลบ 67,362 ล้านบาท

ในส่วนของบัญชีฝ่ายกิจการธนาคารหรือบัญชี ธปท.ในรอบปี 2551 ธปท.ที่มีการออกพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) กองที่ 1 (FIDF 1) วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ที่ผ่านมา ธปท.ได้ขาดทุนต่อเนื่อง ทำให้จ่ายเงินต้นไปได้เพียง 36,724 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เหลือเงินต้นประมาณ 463,276 ล้านบาท ถึงแม้ในปีนี้ ธปท.จะมีกำไรที่แท้จริง 30,642 ล้านบาทก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เนื่องจากยังขาดทุนสะสมจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนค้างอยู่ในงบประมาณปี 2550 ทั้งสิ้น 105,077 ล้านบาท เมื่อหักจากกำไรปี 2551 ธปท.ยังมีกำไรขาดทุนสะสมทั้งสิ้น 74,435 ล้านบาท โดยในส่วนของผลตอบแทนจากกำไรจากการลงทุนที่แท้จริง 6,8000 ล้านบาท แต่มีดอกเบี้ยจ่ายจากการออกบัตร ธปท.อีกจำนวน 76,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ฐานะของ ธปท.ในขณะนี้ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยแทนให้กระทรวงการคลังได้เลย ถึงแม้ ธปท.จะมีกำไรมาใช้ได้จริงได้เพียง 30,642 ล้านบาท แต่ ธปท.ยังมีผลขาดทุนสะสมจากปี 2550 ประมาณ 105,077 ล้านบาท และเมื่อนำกำไรปีนี้ไปหักขาดทุนสะสมในปี 2551 ยังมีขาดทุนสะสมเหลืออยู่ 74,435 ล้านบาท ซึ่งตามบัญชีจะกลับมาจ่ายเงินต้นพันธบัตรกองทุนก้อนแรกได้ต่อเมื่อขาดทุนสะสมก้อนนี้หมดลงก่อน

“การที่กระทรวงการคลังต้องการให้ ธปท.รับภาระจ่ายดอกเบี้ยแทนคลัง 7-6 หมื่นล้านบาทนั้นไม่ได้ เพราะเงินที่จะมาใช้ในส่วนของเงินต้นยังไม่ได้เลย ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันยังไม่เห็นช่องทางที่ให้ ธปท.สามารถนำเงินมาใช้ดอกเบี้ยแทนคลังได้เลย"

ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อหาช่องทางนำมาช่วยตรงนี้ เพราะ ธปท.เข้าใจถึงความจำเป็นที่จะนำงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ ซึ่งหากต้องการดำเนินการจริงๆ ควรจะมีการหารือกับคลังก่อน เพื่อแก้ กม. ธปท.หรือออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อขอนำเงินทุนสำรองพิเศษออกมาใช้ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 848,491 ล้านบาทที่สามารถออกมาใช้ได้แค่ครั้งเดียว แต่ส่วนขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจาก ธปท.ไม่สามารถทำได้

ในส่วนฝ่ายบัญชีทุนสำรองเงินตรา ซึ่งเป็นส่วนทุนในการหนุนหลังการออกธนบัตร ณ สิ้นปี 2551 มีกำไรทั้งสิ้น 86,900 ล้านบาท ส่งเข้าบัญชีสำรองพิเศษ 60,900 ล้านบาท และเข้าบัญชีผลประโยชน์ประจำปี 26,000 ล้านบาท ซึ่งตาม กม.เงินกำไรเมื่อมาเข้าบัญชีเงินสำรองแล้วไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ โดยเหลือในส่วนของบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ตาม กม.ให้สามารถนำออกมาใช้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับกอง 2 (FIDF 2) ที่ปัจจุบัน ธปท.รับภาระการดอกเบี้ย ที่มีจำนวน 112,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ธปท.ได้ใช้หมดไปแล้ว และหลังจากนี้ ก็จะมาจ่ายดอกเบี้ยในกองที่ 3 (FIDF 2) จำนวน 689,151 ล้านบาท





 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2552 22:18:47 น.
Counter : 264 Pageviews.  

SUSCO ซัสโก้แตะเบรกตั้งเป้ายอดขายแค่7.5พันล้าน

ที่มา //www.bangkokbiznews.com


ซัสโก้ ตั้งรับเศรษฐกิจชะลอตัว แตะเบรกขยายสถานีบริการน้ำมัน-เอ็นจีวี ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายเพียง 7.5 พันล้าน หลังราคาน้ำมันปรับลดลง

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทต้องบริหารกิจการให้รอบคอบ และพยายามรักษาสภาพคล่องให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมทั้งการควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

"นอกจากนี้ ต้องตั้งรับกับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเป้าหมายหลัก เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น" นายชัยฤทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้จากงบการเงินรวมไตรมาส 3 ปี 2551 ซัสโก้และบริษัทร่วม มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 4.88 ล้านบาท ลดลง 12.98 ล้านบาทหรือลดลง 72.68% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550 ที่มีจำนวน 17.86 เนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันได้ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ขณะที่งวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2551 บริษัท บริษัทย่อย และบริษัทร่วม มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 34.80 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550 ที่มีจำนวน 23.09 ล้านบาทแล้ว เพิ่มขึ้น 11.71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 50.71% เนื่องจากเหตุผลที่สำคัญคือ การขายน้ำมันมีกำไรขั้นต้น สูงขึ้น เพราะค่าการตลาดเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งส่วนแบ่งผลขาดทุนจากบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสียก็ได้ ลดลงจำนวน 9.73 ล้านบาทด้วย

นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ชะลอแผนการขยายสถานีบริการน้ำมัน จากเดิมที่มีนโยบายขยายเพิ่มปีละ 10 แห่ง แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ต้องชะลอแผน

ขณะเดียวกัน มีนโยบายจะปิดสถานีบริการบางสาขาที่ไม่สามารถสร้างกำไร ทั้งนี้เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 164 แห่ และการชะลอแผน ก็ถือเป็นจังหวะดีที่บริษัทใช้เวลาในการหาทำเลหรือที่ใหม่ๆ เพื่อรอเตรียมตัวการเติบโตในภาวะที่เป็นปกติ

ขณะเดียวกันบริษัทได้ปรับลดสต็อกน้ำมันเหลือ 18-20 วัน ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของระดับราคาน้ำมัน นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาภายใต้ชื่อ บริษัทซัสโก้รีเทล โดยมีซัสโก้ ถือหุ้นเต็ม 100% ซึ่งเป้าหมายหลักของการตั้งบริษัทดีกล่าว เพื่อช่วยลดต้นทุนในการสำรองน้ำมัน

จากเดิมถ้าเป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 จะต้องสำรอง 5% ของยอดขายบริษัทที่ปกติมียอดขายต่อปีประมาณ 300 ล้านลิตร ซึ่งทำให้บริษัทมีภาระการตั้งสำรองตามกฎหมาย แต่หลังจากที่มีซัสโก้รีเทล ทำให้หน้าที่ในการค้าขายแทน และซัสโก้รีเทล ก็ไม่ต้องสำรองตามกฎหมาย หากยอดขายต่อปีไม่เกิน 120 ล้านลิตร

นอกจากนี้บริษัทยังปรับลดงบลงทุนต่อปีลงเหลือเพียงปีละ 30 ล้านบาท จากเดิมงบลงทุนต่อปีของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ว่า ปริมาณการขายน่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หากคิดเป็นมูลค่าขายคาดยอดขาย น่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 7,000-7,500 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขายประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2551 ที่กำลังจะประกาศตัวเลขออกมา คาดน่าจะมีกำไรจากการดำเนินงาน

จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทได้ปรับแผนการก่อสร้างสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี จากเดิมที่มีเป้าหมายจะก่อสร้างประมาณ 5-6 แห่ง แต่ปัจจุบันก่อสร้างไปเพียง 3 แห่ง ส่วนแก๊สแอลพีจีนั้น ยังคงมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 7 แห่ง






 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2552 9:16:57 น.
Counter : 291 Pageviews.  

สหรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นศก.อีก7.8แสนล้าน$

ที่มา //www.bangkokbiznews.com


วุฒิสภาสหรัฐได้ข้อสรุปแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่มูลค่า 7.8 แสนล้านดอลลลาร์สหรัฐ คาดลงนาม 16 กุมภาพันธ์นี้

สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐ ซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียดของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 780,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้าน 3 แสนล้านบาทหลังการหารืออย่างเคร่งเครียดนาน 5 วัน ท่ามกลางแรงกดดันจากทำเนียบขาวและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 70 ปี

เบน เนลสัน วุฒิสมาชิกรัฐเนบราก้าจากเดโมแครตเปิดเผยหลังการหารือร่วมกันว่า ตัวแทนจากเดโมแครตและรีพับลิกันได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อตัดลดรายจ่ายไปถึงกว่า 1 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับเดิมกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้แผนกระตุ้นฉบับใหม่นี้ มีมูลค่าราว 7 แสน 8 หมื่นล้านดอลลาร์

พรรคเดโมแครตคาดว่า การโหวตเพื่อผ่านร่างกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ น่าจะสามารถทำได้ในคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับช่วงสายวันนี้ตามเวลาในไทย แต่คาดว่าพรรครีพับลิกัน อาจพยายามเลื่อนการโหวตออกไปอีก 2-3 วัน

ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐยืนยันก่อนหน้านี้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะพร้อมให้เขาลงนามภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์





 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2552 8:56:56 น.
Counter : 273 Pageviews.  

BAY แบงก์กรุงศรีทุ่ม 2 พันล้าน ฮุบเอไอจี AIG

ที่มา //www.bangkokbiznews.com


แบงก์กรุงศรีฮุบกิจการเอไอจี ธนาคารเพื่อรายย่อยและเอไอจีคาร์ด จากกลุ่มเอไอเอ มูลค่า 2,055 ล้าน ดันฐานสินเชื่อเพิ่มเป็น 14%

นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งพิเศษเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) มีมติ อนุมัติให้ธนาคารดำเนินการเข้าซื้อหุ้นธนาคารเอไอจี เพื่อรายย่อย (AIGRB) ซึ่งประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยและบริษัทเอไอจี คาร์ด (ประเทศไทย) หรือ AIGCC ซึ่งประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลจากลุ่มเอไอจี คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ และบริษัทในเครือ คิดเป็นมูลค่ารวมของรายการทั้งสิ้น 2,055 ล้านบาท (มูลค่า ณ วันที่ 30 ก.ย.2551) โดยมีบล.ภัทรเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของธนาคาร

ปัจจุบันธนาคารเอไอจีรายย่อยดำเนินธุรกิจหลักด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเอนกประสงค์ และสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการจำหน่ายรถยนต์ โดย สิ้นปี 2551 มีสาขาทั้งหมด 10 สาขา และเข้าถึงลูกค้าผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 1,800 แห่งทั่วประเทศ

ธนาคารเอไอจีเพื่อรายย่อย มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,197 ล้านบาท ส่วนฐานะการเงินของธนาคารเอไอจีเพื่อรายย่อย ณ สิ้นปี 2551 ก่อนสอบทานมีรายได้รวม 1,928 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 57 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 35,356 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้น 3,170 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทเอไอจี คาร์ด (ประเทศไทย) ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักบัตรเครดิตและได้ขยายธุรกิจไปยังการให้สินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน และในปี 2548 ได้เริ่มสินเชื่อเงินสดหมุนเวียนพร้อมใช้เพื่อจับตลาดธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่มีการเติบโต

ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2551 บริษัทเอไอจี คาร์ดมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 720 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,915 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 10,246 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 79 ล้านบาท

นายตันกล่าวว่า ผลประโยชน์ที่ธนาคารคาดว่าจะได้รับจากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทางการเงินที่ครบวงจรผ่านช่องทางการขยายธุรกิจสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากทั้งสองกิจการมีโครงสร้างธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่ออื่นๆ และธุรกิจบัตรเครดิต รวมทั้งสินเชื่อบุคคล

ด้านนายสรสิทธิ์ สุนทรเกส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การควบรวมดังกล่าวเป็นไปตามกรอบแผนทางการเงิน ที่กำหนดให้สถาบันการเงิน"มีสถานะเดียว"เนื่องจาก เอไอจี รายย่อยกับธนาคารกรุงศรีอยุธยามีผู้ถือหุ้นร่วมกัน ทั้งนี้ตามเงื่อนไข สถาบันการเงินต่างๆต้องดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งการควบรวมครั้งนี้จะส่งผลให้ฐานสินเชื่อของธนาคารกรุงศรีอยุธยาโตถึงระดับ 14%ลูกค้าบัตรเครดิตเพิ่มเป็น 2.2 แสนบัตร

"ถึงตอนนี้แต่ละแห่งก็สามารถดำเนินการตามปกติ จนถึงกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้น ซึ่งมีเวลาถึงสิ้นปี ดังนั้นลูกค้าไม่ต้องตกใจ ในทางกลับกันการควบรวมทำให้สถานะแบงก์กรุงศรีอยุธยา แข็งแกร่งมากขึ้น "นายสรสิทธิ์ กล่าว

นายสรสิทธิ์ กล่าวว่าการควบรวมครั้งนี้จะทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยามีสินทรัพย์ เพิ่มเป็น 778,000 ล้านบาท สินเชื่อ 557,000 ล้านบาท เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจากเดิม 14.9%และในส่วน เอไอจี รายย่อย 26% รวมกับจะอยู่ที่ระดับ 15% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จะรวมกันที่ 6.17%






 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2552 7:28:36 น.
Counter : 300 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

Rushing Dandy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกๆท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ Bloggang ผมนะครับ
อยาก Comment อะไรเชิญได้เต็มที่ครับ
แล้วก็ยังไง ช่วยกรุณาสนับสนุน Sponsor link ด้านล่างนี้ ด้วยนะครับ




มีผู้เข้าชม Blog แห่งนี้นับตั้งแต่ 14 ธ.ค 51 แล้ว free counters
free counter

Friends' blogs
[Add Rushing Dandy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.