31.2 พระสูตรหลักถัดไป คือสัตติสูตร [พระสูตรที่ 21]
การสนทนาธรรมนี้ต่อเนื่องมาจาก
31.1 พระสูตรหลักถัดไป คือสัตติสูตร [พระสูตรที่ 21]

ความคิดเห็นที่ 68
ฐานาฐานะ, 19 พฤษภาคม เวลา 22:46 น.

GravityOfLove, 2 นาทีที่แล้ว
             ตอบคำถามในพระสูตรทั้งสาม
...
10:36 PM 5/19/2014

             ตอบคำถามได้ดีครับ
             คำถามข้อที่ 2 รู้คำตอบก่อน จึงค้นมาอ้างอิง
หรือค้นก่อน จึงรู้คำตอบหนอ?

ความคิดเห็นที่ 69
GravityOfLove, 19 พฤษภาคม เวลา 22:58 น.

             คำถามข้อที่ ๒ ลิงค์ที่คุณฐานาฐานะให้มาตอนแรกหลงดีใจ
คิดว่าใบ้คำตอบมาให้
             พอคลิกไปดู ปรากฏว่าคือ Profile ของคุณเฉลิมศักดิ์เท่านั้น
             ลองคลิกดูกระทู้ที่ตอบไปเกือบ ๑๐ กระทู้ ทั้งแบบสุ่มและแบบเลือกจากชื่อกระทู้
ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ก็ไม่เจอ การหาก็จะลำบากขึ้นไปอีกถ้าเป็นข้อความย่อยที่ซ่อนไว้
             คือไม่ค่อยได้อ่านความเห็นใครเท่าใดนัก นอกจากดูผ่านๆ แล้วให้กิฟท์อนุโมทนา
เป็นครั้งเป็นคราว
             ดังนั้น เรื่องที่นึกออกก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทวดา เรื่องทิฏฐิ ภพภูมิ การเวียนว่ายตายเกิด
ซึ่งก็ไม่ตรงกับ ๓ พระสูตรนี้เลย
             กำลังจะถอดใจ ตอบว่า ไม่ทราบ ก็ปิ๊งนึกถึงวิธีค้นหาด้วย Smart Search ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 70
ฐานาฐานะ, 19 พฤษภาคม เวลา 23:09 น.

             พระสูตรนี้พอได้อ่าน ก็นึกคุ้นๆ ว่า น่าจะเป็นพระสูตร
ที่คุณเฉลิมศักดิ์1 นำมาโพสต์ ก็ค้นด้วยคำว่า เฉลิมศักดิ์ และนรชน
ก็แน่ใจว่า ใช่พระสูตรนี้แน่นอน แต่ไม่นึกว่าจะบ่อยมาก
             แต่พอเห็นคำตอบของคุณ GravityOfLove แสดงว่า
โพสต์บ่อยกว่าที่นึกไว้.

ความคิดเห็นที่ 71
ฐานาฐานะ, 19 พฤษภาคม เวลา 23:09 น.

             เป็นอันว่า พระสูตรชื่อว่า สัตติสูตร, ผุสติสูตรและชฏาสูตร จบบริบูรณ์.
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=375&Z=403

              พระสูตรหลักถัดไป คือ มโนนิวารณสูตร [พระสูตรที่ 24].
              พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗
              สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
              มโนนิวารณสูตรที่ ๔
//84000.org/tipitaka/read/v.php?B=15&A=404&Z=410
              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
//84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=15&i=62

ความคิดเห็นที่ 72
GravityOfLove, 19 พฤษภาคม เวลา 23:20 น.

             ๒๖. ปัชโชตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=431&Z=440&bgc=honeydew&pagebreak=0

             แสงสว่างที่ ๕ คืออะไรคะ
             ขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 73
ฐานาฐานะ, 19 พฤษภาคม เวลา 23:35 น.

              แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้
              กล่าวคือ ไม่มี อุปมาเหมือนกับว่า
              อริยสัจจะมี 4 เท่านั้น อริยสัจจะที่ 5 ไม่มี.

ความคิดเห็นที่ 74
GravityOfLove, 19 พฤษภาคม เวลา 23:38 น.

อย่างนี้นี่เอง ขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 75
GravityOfLove, 19 พฤษภาคม เวลา 23:48 น.

             พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
             สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓
             ๒๔. มโนนิวารณสูตร ว่าด้วยการห้ามใจ
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=404&Z=410&bgc=honeydew&pagebreak=0

             เทวดาทูลเป็นคาถาว่า
             บุคคลพึงห้ามใจแต่ (จาก) อารมณ์ใดๆ ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้นเพราะอารมณ์นั้นๆ
             บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง

             (พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า เทวดานี้ย่อมกล่าวถ้อยคำอันเป็นอนิยยานิกะ
(คำไม่นำสัตว์ออกไปจากทุกข์) ธรรมดาว่าใจ เป็นภาวะที่ควรห้ามก็มี ควรเจริญก็มี
เราจักจำแนกความข้อนั้นแสดงแก่เธอดังนี้ จึงตรัส)
             พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า
                          บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวงที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม
                          (หมายถึงไม่พึงห้ามธรรมที่เป็นเหตุให้ใจมาสู่ความสำรวม เช่น ทาน ศีล)
                          บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้นๆ

------------------

             พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
             สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓
             ๒๕. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=411&Z=430&bgc=honeydew&pagebreak=0

             เทวดาทูลเป็นคาถาว่า
             ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว (พระอรหันต์)
             เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด (เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย) ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า
             "เราพูด" ดังนี้บ้าง "บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา" ดังนี้บ้าง
             (เทวดาคิดว่า พระอรหันต์ซึ่งละตัณหาแล้วยังมีทิฏฐิ)

             พระผู้มีพระภาคตรัสเป็นคาถาว่า
                          ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว
                          เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า
                          "เราพูด" ดังนี้บ้าง "บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา" ดังนี้บ้าง
                          ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน

                          (เช่น ถ้าพูดแบบปรมัตถ์ว่า ขันธ์ทั้งหลายย่อมบริโภค ขันธ์ทั้งหลายย่อมนั่ง
                          คนฟังก็ไม่รู้เรื่อง)

             (เทวดานั้นคิดว่า ถ้าภิกษุนี้ไม่พูดด้วยทิฐิ ก็ต้องพูดด้วยอำนาจแห่งมานะแน่ จึงทูลต่ออีกว่า)
             เทวดาทูลเป็นคาถาว่า             
             ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า
             "เราพูด" ดังนี้บ้าง "บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา" ดังนี้บ้าง

             พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า
                          กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว
                          มานะและคันถะ
(กิเลสเครื่องผูก) ทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว
                          ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ
                          ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า "เราพูด" ดังนี้บ้าง "บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา" ดังนี้บ้าง
                          ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน

//84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=มานะ_9
//84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=คันถะ

------------------

             พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
             สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓
             ๒๖. ปัชโชตสูตร ว่าด้วยแสงสว่าง
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=431&Z=440&bgc=honeydew&pagebreak=0

             เทวดาทูลถามเป็นคาถาว่า
                          โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่างทั้งหลายใด
                          แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่เท่าไรในโลก
                          ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค
                          ไฉนจะรู้จักแสงสว่างที่ทูลถามนั้น

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเป็นคาถาว่า
                          แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก
                          แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้
(มีอยู่ ๔ อย่าง ไม่มีนอกเหนือไปจากนี้)
                          (๑) ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน
                          (๒) ดวงจันทร์สว่างในกลางคืน
                          (๓) ไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง
                          (๔) พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย
                          แสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 76
ฐานาฐานะ, 20 พฤษภาคม เวลา 22:52 น.

              สรุปความได้ดีทั้ง 3 พระสูตร.
              มโนนิวารณสูตร, อรหันตสูตรและปัชโชตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=404&Z=440

ความคิดเห็นที่ 77
ฐานาฐานะ, 20 พฤษภาคม เวลา 22:55 น.    Block
             คำถามในพระสูตรทั้งสาม
             ๒๔. มโนนิวารณสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=404&Z=410
             ๒๕. อรหันตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=411&Z=430
             ๒๖. ปัชโชตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=431&Z=440

             เมื่อศึกษาแล้วได้อะไรบ้าง.

ความคิดเห็นที่ 78
GravityOfLove, 20 พฤษภาคม เวลา 23:05 น.

              ตอบคำถามในพระสูตรทั้งสาม
              เมื่อศึกษาแล้วได้อะไรบ้าง.
              ๒๔. มโนนิวารณสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=404&Z=410

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                          บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวงที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม
                          บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้นๆ
------------------
              ๒๕. อรหันตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=411&Z=430

            ๑. พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาใจความว่า
            พระอรหันต์พูดเราบ้าง เขาบ้าง เป็นการพูดตามสมมติของชาวโลก
            ไม่ได้พูดด้วยอำนาจตัณหา ทิฏฐิ มานะ
//84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ปปัญจธรรม_3

             ๒. เทวดาผู้อยู่ในป่า ฟังโวหารของพวกภิกษุอยู่ป่าพูดกันว่า
เราฉันอาหาร เรานั่ง บาตรของเรา จีวรของเราเป็นต้น จึงคิดว่า
เราสำคัญว่าภิกษุเหล่านี้เป็นพระขีณาสพ แต่ถ้อยคำอิงอาศัยความเห็นว่า
เป็นคนเป็นสัตว์ชื่อเห็นปานนี้ของพระขีณาสพทั้งหลาย มีอยู่หรือไม่หนอ
จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
-----------------
              ๒๖. ปัชโชตสูตร
//84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=431&Z=440

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                          แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก แสงสว่างที่
                          ๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์
                          สว่างในกลางคืน อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืน
                          ทุกหนแห่ง พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย
                          แสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม

ย้ายไปที่ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=gravity-of-love&month=12-03-2013&group=1&gblog=1



Create Date : 23 พฤษภาคม 2557
Last Update : 22 มิถุนายน 2557 21:41:05 น.
Counter : 368 Pageviews.

0 comments

GravityOfLove
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



พฤษภาคม 2557

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
13
14
15
16
17
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog