กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
สิงหาคม 2564
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
space
space
19 สิงหาคม 2564
space
space
space

เมตตาต้องมีปัญญาประกอบ


จาก  https://img.tarad.com/shop/m/malai/img-lib/spd_20130622163222_b.jpg   หน้า ๒๓๑

เมตตาที่มีปัญญา  จึงพาโลกสู่สันติสุขได้

227เตอร์กมาจากไหน จึงมาอยู่ตุรกี

   ขณะนี้ เราอยู่ที่เมืองพาราณสีที่เป็นศูนย์กลางใหญ่และยืนยงของศาสนาฮินดู

   ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา   เรียกปัจจุบันว่าสารนาถ ก็อยู่ในเขตเมืองพาราณสี   ห่างจากตัวเมือง (และจากแม่น้ำคงคา) ขึ้นไปทางเหนือ เฉียงตะวันออกนิดๆ ราว ๖-๗ กม.

   ได้เล่าเรื่องไว้ที่สารนาถนั้นแล้วว่า  ในช่วงใกล้ พ.ศ.๑๗๐๐ ที่พระพุทธศาสนาสูญสิ้นจากชมพูทวีป กองทัพมุสลิมเตอร์กมาบุกเมืองพาราณสี และได้เวียนมาทำลายวัดวาอาราม ไล่ฆ่าพระสงฆ์ และปล้นขนเอาทรัพย์สินสิ่งของมีค่าที่สารนาถนี้ไปมากมายหลายครั้ง

   ระยะนี้แหละ ที่อาณาจักรมุสลิมแห่งแรก คือ รัฐสุลต่านแห่งเดลี [Sultanate of Delhi] ได้เกิดขึ้นในชมพูทวีป เมื่อ พ.ศ.๑๗๕๙ อันถือได้ว่า เป็นจุดกำหนดแห่งการสูญสิ้นไปของพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย

   คงได้ยินคำว่า "เตอร์ก" บางทีก็จะสงสัยและแปลกใจว่า เตอร์ก ตามปกติหมายถึงชาวประเทศเตอร์กี หรือที่ทางการไทยให้เรียกว่า “ตุรกี” [Turkey] ที่อยู่คาบ ๒ ทวีป ทั้งเอเซียและยุโรป คือสุดเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเอเซีย (สุดเขตตะวันออกกลางด้านต่อยุโรปด้วย) และสุดเขตตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป มีเมืองหลวงคือ Ankara อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๗,๐๐๐ กม. เศษ

   ถ้าวัดจาก Ankara ถึงพาราณสี  ก็ไกลตั้งเกือบ ๕,๐๐๐ กม. ในสมัยโบราณนับว่าไกลเหลือเกิน คนมุสลิมเตอร์กยกทัพมารบไกลขนาดนี้เชียวหรือ พอสงสัยอย่างนี้ ก็ควรจะมาเรียนรู้กันหน่อย

  คนเตอร์กนั้น   ถิ่นเดิมไม่ได้อยู่ที่ตุรกี   ไม่ได้อยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่อยู่เหนืออินเดียขึ้นไป ที่อาเซียกลาง ถัดจากประเทศจีน ถัดจากทิเบตไปทางทิศตะวันตกจนต่อจะติดรัสเซีย

  ตอนนี้ ก็ต้องรู้ว่า พวกเตอร์กที่อาเซียกลางแล้ว ไปอย่างไร มาอย่างไร จึงไปอยู่สุดเขตตะวันออกกลาง ห่างไกลไปตั้งราว ๓,๐๐๐ กม.

   เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นมาของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะเข้าใจได้ต่อเมื่อทราบประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม



10

    แต่ก่อนจะพูดเรื่องนี้    ต้องวางใจกันให้ถูกต้องก่อน  เดี๋ยวจะว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือไปนึกว่าจะเปรียบเทียบระหว่างศาสนา

   ที่นี่ไม่ใช่แม้แต่ศาสนาเปรียบเทียบ  ซึ่งไม่เปรียบเทียบศาสนาอยู่แล้ว แต่เป็นการเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ตามที่มันเป็น แต่พอดีว่าสิ่งที่จำเป็นต้องรู้นั้นมาเป็นเรื่องศาสนา เลยต้องสำทับความเข้าใจว่า

   ๑) สิ่งทั้งหลายมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา ความต่างกันไม่ใช่เป็นความดีหรือเลวกว่ากัน ในที่นี้เราศึกษาเพื่อให้รู้สิ่งนั้นๆ ศาสนานั้นๆตามที่มันเป็นเท่านั้น

   (ไม่มีอะไรเหมือนกันจริง สิ่งที่ว่าเหมือนกันที่สุด ก็ต่างกันอย่างน้อยโดยกาละ - เทศะ- สถานะแห่งความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ทั้งความต่างและความเหมือนจะหมดไปพร้อมกัน เมื่อเป็นอันเดียวกัน)

   ๒) ต้องแยกความรู้กับความรู้สึกออกจากกัน คือการฟังคราวนี้เป็นเรื่องของความรู้ ถ้าจะมีเรื่องกระทบกระทั่ง ก็ไม่พึงเกิดความรู้สึกแค้นเคือง ถ้าจะมีความรู้สึก ก็ให้มีแต่เมตตาความรักความปรารถนาดี

   หากได้ฟังเรื่องราวกระทบกระทั่งแล้ว ยังคงมีเมตตากรุณาอยู่ได้ก็เป็นเครื่องทดสอบความเข้มแข็งหนักแน่นของจิตใจที่มั่นคงในเมตตากรุณานั้นจริง โดยเฉพาะคนที่จะแก้ปัญหาให้โลกมีสันติสุขได้ จะต้องเป็นผู้เจริญถึงขั้นที่สามารถพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ

   ๓) การที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาต่างๆ นี้ ก็เพราะเราตระหนักว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยปัญญา เริ่มตั้งแต่ความรู้ต่อข้อมูลข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ชัดเจนที่สุด และเท่าทันต่อสถานการณ์ โดยมองกว้างถึงการแก้ปัญหาของส่วนรวม ตั้งแต่ชุมชนออกไปจนถึงโลก

227 ถึงจะมีเมตตา  แต่ถ้าไม่รู้เข้าใจ ไร้ปัญญา การแก้ปัญหาก็ตกอยู่ใต้โมหาคติ จับจุดไม่ถูก และหลงทาง  ถ้าไม่พากันไปตาย  อย่างดีที่สุดก็เป็นเมตตาเพ้อเจ้อ  นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้ ยังทำให้ประมาทด้วย

   จึงต้องให้ข้อ ๒)  มาบรรจบกับข้อ ๓)  คือให้ปัญญาที่รู้เข้าใจ มารับใช้เจตนาที่ประกอบด้วยเมตตาไมตรี อันมีความมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหา และเสริมสร้างความสมัครสมาน ให้คนอยู่ร่วมกันด้วยไมตรีและให้โลกมีสันติสุข

   ทีนี้ เรื่องศาสนาอิสลามนั้น เมื่ออาตมภาพ  เรียนที่มหาจุฬา ฯ ในช่วง พ.ศ.๒๕๐๒ – ๓ อาจารย์รังสฤษฏ์ เชาวนศิริ ตอนนั้นเท่าที่จำได้ ท่านเป็นผู้อำนวยการอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ชื่อ-ตำแหน่งอาจจะจำถ้อยคำไม่ได้ตรงตัวอักษรทั้งหมด แต่ท่านเป็นมุสลิมผู้ใหญ่ น่าจะเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยด้วย ไว้ดูตำแหน่งให้แน่อีกที แต่แน่ว่าต่อมาเป็นอธิบดีกรมการศาสนา)  ได้มาเป็นอาจารย์บรรยายประจำวิชา

  อาตมภาพจำได้ว่า ได้เก็บสมุดจดวิชาศาสนาอิสลามนี้ไว้ เช่นเดียวกับวิชาอื่นๆแต่พอว่าจะดู ก็หาไม่พบ จึงต้องว่าไปตามตำราที่ค้นได้

5

https://www.google.com/maps/place/%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B5/@38.7412482,26.1844276,3z/data=!4m5!3m4!1s0x14b0155c964f2671:0x40d9dbd42a625f2a!8m2!3d38.963745!4d35.243322


227อิสลามรวมอาหรับ


  ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนที่เป็นประเทศซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน ศาสนิกคือผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เรียกว่า มุสลิม

  พระศาสดาของศาสนาอิสลามมีพระนามว่ามุฮัมมัด (มุฮำมัด ก็ว่า) คำว่าพระศาสดาในที่นี้ ชาวมุสลิมใช้คำเรียกว่า “นบี[Nabi]

  พระนบีมุฮัมมัดประสูติที่เมืองมักกะฮ์ [Mecca] ที่มักเรียกกันว่าเมกกะ เมื่อประมาณ ค.ศ.570 คือ พ.ศ.๑๑๑๓ (ไม่ได้ตัวเลขที่แน่นอน) ในยุคที่ดินแดนอาหรับมีชนเผ่าต่างๆ แบ่งแยกกันค่อนข้างมาก

  ท่านกำพร้าบิดาตั้งแต่ยังไม่ประสูติ และกำพร้ามารดาเมื่อชนมายุ ๖ พรรษา ท่านปู่ดูแลท่านมาจนประมาณชนมายุ ๘ พรรษา ต่อนั้นมาท่านอยู่ในความดูแลของท่านลุง นามว่าอาบูตาลิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าฮะชิม

  ครั้นชนมายุ ๒๕ พรรษา ท่านได้ทำงานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าขายของเศรษฐินีหม้ายนามว่าขะติยะฮ์ [Khadijah เนื่องจากหาสมุดจดวิชาไม่พบ การเขียนสะกดตัวอักษรอาจจะไม่แม่นยำนัก ต้องพึ่งตำราฝรั่ง]

232ต่อมา  เมื่อท่านได้สมรสกับท่านขะติยะฮ์แล้ว และมีเวลาหาความสงบมากขึ้น ประมาณ ค.ศ. 610/พ.ศ.๑๑๕๓ เมื่อชนมายุ ๔๐ พรรษา มีเรื่องว่า ขณะไปหาความสงบในถ้ำ ท่านได้มองเห็นว่าพระอัลเลาะฮฺเจ้าได้มอบพระโองการให้ท่านสั่งสอน

  ต่อแต่นี้  ท่านได้รับพระวิวรณพจน์เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อันรวมกันเป็นพระคัมภีร์ "อัล-กุรอ่าน” ซึ่งมีหลักการสูงสุดว่า มีพระเจ้าพระองค์เดียวคืออัลเลาะฮฺ [Allah] และพระมุฮัมมัด เป็นนบี คือศาสดาผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์ (ฝรั่งว่า prophet)

 227เมื่อพระนบีมุฮัมมัดเผยแพร่คำสอนในเมืองมักกะฮ์ ได้มีผู้ไม่พอใจเป็นปฏิปักษ์มุ่งร้าย แต่ท่านลุงผู้เป็นหัวหน้าเผ่าได้ช่วยคุ้มครองท่านจนกระทั่งถึงประมาณ ค.ศ.๖๑๙/พ.ศ.๑๑๖๒ ท่านลุงถึงมรณกรรม และในเวลาใกล้กันนั้น ท่านเศรษฐินีขะติยะฮ์ผู้ภรรยาก็ถึงมรณกรรม ท่านจึงขาดผู้คุ้มครอง

 232ท่านมองเห็นภัยจากการที่จะถูกบีบคั้นและห้ามสั่งสอน จึงพร้อมด้วยสาวกเวลานั้นประมาณ ๗๐ คน ตกลงตัดความสัมพันธ์สายเลือดกับเผ่าในเมืองมักกะฮ์ และในปี 622/๑๑๖๕ ได้พากันอพยพออกจากเมือง มักกะฮ์ ไปอยู่ที่เมืองยาธริบ [Yathrib] ที่บัดนี้ เรียกว่า มะดีนะฮ์ [Medina] ห่างขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๔๐๐ กม.

  เหตุการณ์สำคัญนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแห่งศักราชของศาสนาอิสลาม ที่เรียกว่า “ฮิจเราะฮ์” (hegira, hijrah,หรือ hijra เป็นคำอาหรับ แปลว่า อพยพ และศักราชของอิสลามจึงเท่ากับ พ.ศ. ๑๑๖๕)

  ในเมืองมะดีนะฮ์ ก็มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าต่างๆ มาก รวมทั้งพวกยิว พระนบีต้องสู้รบทั้งกับชาวเมืองมักกะฮ์ และขยายวงสัมพันธ์ในเมืองมะดีนะฮ์

  กองคาราวานการค้าของชาวเมืองมักกะฮ์ ต้องผ่านทางมะดีนะฮ์ พระนบีมุฮัมมัดได้ยกกำลังไปซุ่มและรบตัดกำลังพวกมักกะฮ์ ทำให้พวกนั้นอ่อนกำลังลง และทางมะดีนะฮ์มีกำลังเพิ่มขึ้น พระนบีมุฮัมมัดมีชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในปี ๖๒๔/๑๑๖๗ แม้ว่าปีต่อมาจะพ่ายแพ้

  พวกมักกะฮ์ยกกำลังใหญ่ มีกำลัง ๑๐,๐๐๐ มาล้อมตีเมืองมะดีนะฮ์ ในปี ๖๒๗/๑๑๗๐ แต่ท่านรบชนะทำให้พวกมักกะฮ์แตกพ่ายกลับไป

231ในเมืองมะดีนะฮ์เอง พระนบีก็ต้องใช้เวลาในการผนึกกำลัง มีการปราบพวกที่แข็งข้อ หรือไปเข้ากับพวกมักกะฮ์ โดยเฉพาะมีพวกยิวอยู่ ๓ เผ่า ซึ่งท่านได้ปราบปรามสำเร็จ เฉพาะอย่างยิ่งมียิวเผ่าหนึ่ง (Banu Qurayza) ที่กล่าวกันว่าคิดการร้ายต่อท่านระหว่างที่พวกมักกะฮ์มาล้อมตี ท่านจึงต้องปราบใหญ่โดยสังหารผู้ชายทั้งหมด และขายผู้หญิงและเด็กเป็นทาสออกพ้นไปจากมะดีนะฮ์

  ครั้นถึงเดือนมกราคม ปี ๖๓๐/๑๑๗๓ เมื่อทางมักกะฮ์อ่อนกำลังตีมะดีนะฮ์ไม่สำเร็จ และทางเศรษฐกิจก็เปลี้ย เพราะเส้นทางคาราวานถูกตัด พระนบีมุฮัมมัดจึงยกกำลังพล ๑๐,๐๐๐ ไปยังมักกะฮ์ และฝ่ายเมืองนั้นเปิดเมืองรับยอมอ่อนน้อมโดยดี ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ฝ่ายศัตรูถูกสังหารเพียง ๒๘ คน และฝ่ายมุสลิมเสียชีวิตเพียง ๒ คน

  พระนบีมุฮัมมัดใช้เวลา ๑๕-๒๐ วัน จัดการวางระบบบริหารปกครองเมืองมักกะฮ์ โดยเฉพาะได้ทำลายรูปเคารพ (idols) ให้หมดจากมหาวิหารกะบะฮ์  (บางทีใช้เขียนเป็น กะอุ บะฮุ Kabah ฝรั่งมักเขียน kaaba) และศาสนสถานใกล้เคียง แล้วกลับสู่มะดีนะฮ์

  ในช่วงนี้  พระนบีต้องออกรบกับชนเผ่าอื่นๆ ที่เข้มแข็ง เมื่อท่านชนะ ต่อมาก็มีชนเผ่าต่างๆ ส่วนมากมาขอเข้าด้วย จนกระทั่งก่อนที่พระนบีเสด็จสวรรค์ในวันที่ ๘ มิถุนายน ปี ๖๓๒/๑๑๗๕ ท่านไม่เพียงเป็นผู้ปกครองอาระเบียทั้งหมดเท่านั้น แต่ได้เคยยาตราทัพ ๓๐,๐๐๐ ไปกำราบชายแดนซีเรียแล้วด้วย
 



 

227อิสลามแผ่ไพศาล

   ครั้นพระนบีมุฮัมมัดเสด็จสู่สวรรค์แล้ว   เนื่องจากท่านมีภริยา ๙ ท่าน แต่บุตรชายทั้งหมดเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก   ธิดาก็ยังมีชีวิตอยู่ท่านเดียว คือ ท่านฟาติมะฮ์ (Fatimah ธิดาที่เกิดแต่ท่านขะดิยะฮ์)     ได้มีปัญหาว่าใครจะเป็นผู้สืบต่อ ซึ่งเรียกว่าเป็นกาลิฟ (Caliph Calif หรือ Khalifah เขียนใกล้คำเดิม เป็นขะดิยะฮ์)

   ถึงวาระนี้ ความแตกแยกก็เริ่มตั้งต้น

  ตามเรื่องที่สืบมาของฝ่ายหนึ่ง (คือฝ่ายที่ต่อมาเป็นนิกายสุหนี่)  เล่าว่า พระนบีมุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งผู้ใดให้เป็นผู้สืบตำแหน่ง เมื่อเรื่องดำเนินไป ในที่สุด ชาวมุสลิมที่มะดีนะฮ์ ได้ตกลงเลือกท่านอาบูร์ บะกะร์ (Abu Bakr) ซึ่งเป็นสสุระ (พ่อตา) ผู้เป็นบิดาของภริยาที่โปรดที่สุดของพระนบีมุฮัมมัด และใกล้ชิดช่วยงานพระนบีมาโดยตลอด ขึ้นเป็นกาหลิฟท่านแรก


   แต่จากคำบอกเล่าของอีกฝ่ายหนึ่ง  (คือฝ่ายที่ต่อมาเป็นนิกายชีอะฮ์) ว่าองค์พระนบีได้กำหนดไว้แล้วให้ท่านอาลี (Ali) ผู้เป็นบุตรเขย ที่เป็นสามีของท่านฟาติมะฮ์ เป็นผู้สืบต่อ แต่เมื่อฝ่ายท่านอาบูร์ บะกะร์ดำเนินการไปเช่นนั้นแล้ว ท่านอาลี ก็จำต้องยินยอมเพื่อเห็นแก่ความสามัคคี

   แม้ว่า กาหลิฟท่านแรก คือ ท่านอาบูร์ บะกะร์ ซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่ง เมื่อชราแล้ว จะมีชีวิตต่อมาเพียง ๒ ปี แต่ท่านก็ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าแก่อิสลามอย่างมาก คือ นอกจากปราบชนหลายเผ่าที่ก่อการกำเริบ ไปสามิภักดิ์ต่อผู้อ้างตนขึ้นใหม่เป็นองค์นบี จนสยบเรียบร้อยแล้ว ท่านอาบูร์ บะกะร์ ได้กรีฑาทัพขึ้นเหนือ เข้ายึดครองบางส่วนของอิรัค ตอนใต้ และเริ่มเข้าไปในซีเรีย

  เมื่อท่านอาบูร์ บะกะร์ สิ้นชีพในปี ๖๓๔/๑๑๗๗ แล้ว ท่านอูมาร์  (ต่อมาเรียกเป็น อูมาร์ ที่ ๑ = Umar l) ผู้เป็นสสุระ (พ่อตา) ที่เป็นบิดาของภริยาท่านที่ ๓ ขององค์พระนบี ได้ขึ้นเป็นกาหลิฟ องค์ที่ ๒

  ปีต่อมา ด้านเหนือ ท่านอูมาร์ เข้ายึดกรุงดามัสกัส (เมืองหลวงของซีเรีย) จากจักรวรรดิโรมันตะวันออกคือบีแชนทีน (Byzantine Empire) แล้วพอถึงปี ๖๓๘/๑๑๘๑ ท่านก็ยึดได้กรุงเยรูซาเล็ม อันถือว่าเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ลำดับ ๓ ของอิสลาม  (เป็นเมืองที่ชาวมุสลิมถือว่า องค์พระนบีเสด็จสู่สวรรค์) และได้ครองปาเลสไตย์

  ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ   กองทัพมุสลิมรุกเข้าสู่จักรวรรดิเปอร์เซีย ยึดได้อีรัค แล้วรุกตะวันออกต่อ เข้าไปถึงภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านปัจจุบัน ไม่ช้าจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ที่ยืนยงมานานกว่า ๔๐๐ ปีก็ล่มสลาย

   ด้านตะวันตก กองทัพมุสลิมเข้าตีอียิปต์   ยึดได้เมืองอเลกซานเตรีย (Alexandria) ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมกรีกสืบมาจนถึงยุคโรมัน และคืบเข้าไปจนตั้งเมืองหลวงแรกของมุสลิมในอียิปต์ นำอียิปต์เข้าสู่จุดเริ่มที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมอาหรับในสมัยต่อมา


  ในปี ๖๔๔/๑๑๘๗ หลังจากครองแผ่นดินได้ ๑๐ ปี ท่านอูมาร์ ที่ ๑ ถูกทาสชาวเปอร์เซียสังหาร ท่านอูธมาน หรือ อุสมาน (Uthman) ผู้เป็นบุตรเขยท่านหนึ่งขององค์พระนบี ขึ้นเป็นกาหลิฟ องค์ที่ ๓



   แม้ว่าท่านอูธมาน จะได้แผ่ขยายจักรวรรดิอิสลามออกไปมากขึ้น แต่ชัยชนะช่วงนี้ได้มาโดยมีความสูญเสียมากขึ้น และทรัพย์สินที่ยึดมาได้ก็มีปริมาณน้อยลง ท่านได้หันเข้ามาจัดการวางระบบภายในให้แน่นเหนียวขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ภายในไม่ราบรื่น ต่อมาเกิดกบฏในอียิปต์และในอิรัค ครั้นถึงปี ๖๕๖/๑๑๙๙ ได้มีพวกกบฏจากอียิปต์ยกมาถึงมะดีนะฮ์  มีการรบกันบ้าง แต่ในที่สุดท่านถูกพวกกบฏสังหาร
 



ตาลิบัน ฆ่าสาวดับกลางเมือง เหตุไม่สวมผ้าคลุมปิดใบหน้า แม้พูดออกสื่อจะรักษาสิทธิสตรี

https://www.sanook.com/news/8429014/?fbclid=IwAR0SdEK9jcCGNe-Rf6-Hf2L2nnwx1yX-qj6HaPRsnnpeFYliwT0Xj6dvLMU

https://scontent.fbkk5-4.fna.fbcdn.net/v/t1.6435-9/236591534_4350177285064067_5257318961244332497_n.jpg?_nc_cat=103&_nc_rgb565=1&ccb=1-5&_nc_sid=8bfeb9&_nc_ohc=wDsRbof4Ec0AX8N9l6P&_nc_ht=scontent.fbkk5-4.fna&oh=4f920ae591f72eb19afed82d05292b51&oe=61448DF6
 
233ชีอะฮ์แยกออกมา

   เมื่อท่านอูธมาน กาหลิฟ องค์ที่ ๓ สิ้นชีพนี้ เวลาผ่านมาตั้งแต่องค์พระนบีเสด็จสู่สวรรค์นับได้ ๒๔ ปี ท่านอาลี บุตรเขย ซึ่งพลาดจากการได้เป็น กาหลิฟ องค์แรก ถึงตอนนี้ก็ได้ความยอมรับทั้งจากชาวเมืองมะดีนะฮ์ และจากพวกกบฏ ให้เป็น กาหลิฟ องค์ที่ ๔

   แต่ที่ดามัสกัส   ผู้ปกครองซีเรีย   ซึ่งเป็นญาติของท่านอูธมาน กาหลิฟ องค์ที่ ๓ นั้น ไม่ยอมรับอาลี อีกทั้งได้เรียกร้องให้มีการแก้แค้นให้แก่ท่านอูธมานด้วย

  ตอนนี้ ก็ถึงจุดแตกหัก ในปี ๖๕๗/๑๒๐๐ ทัพ ๒ ฝ่ายได้มาปะทะกัน แต่ยังเอาชนะกันไม่ได้ จึงเจรจากัน โดยท่านอาลีต้องยอมมีสถานะเสมอกับผู้ครองซีเรีย ในการที่จะรอการเลือกให้เป็นกาหลิฟ

  แต่สาวกส่วนหนึ่งของท่านอาลี (ต่อมาเรียกว่าพวกขารีไจต์ kharifite) โกรธแค้นมาก ถือเป็นความอัปยศ ที่ท่านอาลียอมเช่นนั้น ก็เลยแยกตัวออกไปเป็นศัตรู และลั่นวาจาว่าจะสังหารทั้งท่านอาลีและผู้ครองซีเรีย แล้วพวกนี้ก็สังหารท่านอาลีได้จริงในปี ๖๖๑/๑๒๐๔

  ครั้งนั้น ท่านอะซัน (Hasan) บุตรคนโตของท่านอาลี และเป็นหลานตาขององค์พระนบี ได้อ้างตนขึ้นเป็นกาหลิฟ แต่แล้วก็ถูกกดดันจากฝ่ายซีเรียที่มีจำนวนเหนือกว่ามากมาย ทำให้ต้องสละตำแหน่ง

   ณ กาลนี้เอง ในปี ๖๖๑/๑๒๐๔ ผู้ครองซีเรีย ที่ดามัสกัส นามว่า มูอะวิยะฮ์ (Muawirah) ก็ประกาศตั้งตัวขึ้นเป็นกาหลิฟใหม่ แล้วย้ายนครหลวงของอิสลาม จากมะดีนะฮ์ มายังดามัสกัส กับทั้งเลิกการเลือกตั้งประมุขคือกาหลิฟ เปลี่ยนมาเป็นการสืบราชวงศ์

   ดังนั้น จึงเกิดราชวงค์กาหลิฟที่ดามัสกัส เรียกว่าราชวงค์อูมัยยัด (Umayyad) ซึ่งปกครองจักรวรรดิอิสลามอยู่นานเกือบ ๑ ศตวรรษ คือ ตั้งแต่ ปี ๖๖๑/๑๒๐๔ จนถึง ปี ๗๕๐/๑๒๙๓

   ความขัดแย้งยังไม่จบ สาวกที่จงรักภักดีต่อท่านอาลี ซึ่งเรียกตัวว่าเป็นชีอะฮ์ (Shiah แปลว่า ผู้ชอบธรรม) ไม่ยอมรับกาหลิฟที่ดามัสกัส และถือว่าท่านอูเซ็น (Husayn) บุตรคนที่ ๒ ของท่านอาลี หลานตาคนเล็กขององค์นบี เป็นกาหลิฟ

  แต่พวกดามัสกัสได้ยกทัพมาปราบ   ท่านอูเซ็น  และกองกำลังที่จงรักภักดี  ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ได้ถูกสังหารหมด ในวันที่ ๑๐ เดือนมูหะรัม (Muharram เดือนแรกของปฏิทินอิสลาม) แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช 61 (AH 61) ตรงกับ ปี 680/๑๒๒๓

 233เหตุการณ์ครั้งนี้   ทำให้สาวกผู้ภักดีต่อท่านอาลีและต่อบุตรของท่าน เกิดความเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง และได้แตกแยกขาดออกไปอย่างแน่นอน อย่างที่เรียกว่าเป็นนิกายชีอะฮ์ (Shiah เป็นบุคคลมักเรียกว่า Shiite) โดยถือวันที่ท่านฮูเซ็นถูกสังหารนั้น เป็นวันจัดพิธีใหญ่ประจำปีของนิกายชีอะฮ์ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นั้น เรียกว่า อะชูรา (Ashura) และแสดงความคั่งแค้นโดยทำร้ายตนเองให้เลือดออกด้วยการตีอกชกหัว เป็นต้น

   (ในเมืองไทยเคยเรียกชีอะฮ์ว่านิกายเจ้าเซ็น   ตามนามของท่านฮูเซ็น  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 680 นั้น ตรงกับ วันที่ ๑๐ ตุลาคม แต่วันที่ระลึกเลือนไปตามที่จะคำนวณในแต่ละปี)

   นิกายชีอะฮ์ไม่ยอมรับกาหลิฟสามท่านแรก แต่ยอมรับเฉพาะท่านอาลีและบุตรของท่าน ว่าเป็นผู้สืบต่อที่ถูกต้อง

   ส่วนมุสลิมฝ่ายข้างมากที่ดามัสกัส ได้ชื่อว่า สุหนี่ (Sunni Sunnah) เป็นบุคคลมักเรียกว่า Sunnite แปลว่า ผู้สืบสายประเพณี)

   จึงกลายเป็นมุสลิม ๒ นิกาย สืบมา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=314214693795817&set=gm.1257451058018381

 

 
https://scontent.fbkk5-6.fna.fbcdn.net/v/t1.6435-9/123284867_386385599158500_7721766704329217995_n.jpg?_nc_cat=101&ccb=1-5&_nc_sid=8bfeb9&_nc_ohc=gZ8gHC4y0_cAX_Ap2qF&_nc_ht=scontent.fbkk5-6.fna&oh=63f5db55b292eb849d909ff08a9de7fa&oe=614623B1

https://www.facebook.com/CriticalQuranStudies/photos/a.3721601121190083/4963442623672587/

อุตริกรรมของคนชีอ๊ะในวันอาชูรอ  กล่าวนามฮะซันและฮูเซน เป็นการดุอาขอความช่วยเหลือ ดูตอนจบ อะไรเกิด

https://www.facebook.com/845278058915607/videos/281548070399714

173
ต่อที่  https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=samathijit&month=19-08-2021&group=6&gblog=64

 
ดูตามประวัติแล้วก็เห็นว่า มุฮัมหมัด (นบี) เป็นนักรบที่เก่งคนหนึ่งรบชนะเกือบจะทุกสนาม  ชนะยึดปกครอง  ตั้งแต่ที่ว่าได้โองการจากพระเจ้า (อัลเลาะฮฺ) มาว่าให้ช่วยถ่ายทอดคำสอนแทนเรื่อยมาจนสิ้นชีวิต  เมื่อมองขึ้นไปก็เห็นว่า พระเจ้าต้องเป็นนักรบที่เก่งกว่าแน่  มองกลับลงมาที่ปัจจุบันก็เห็นอีกว่าผู้ที่สืบทอดต่อๆกันมาก็รบเก่งอีก มองไปในอนาคตก็จะเป็นเช่นนั้น  เพราะถูกสอนต่อๆกันมาและต่อๆกันไปจากรุ่นสู่รุ่น  ส่วนอาวุธก็หาเอาตามที่คนพัฒนาได้รุนแรงยิ่งๆขึ้นไป  ทั้งที่ประกอบเองสำหรับผูกติดตัวที่สังหารคน คือว่า เสียสละหนึ่งคนสังหารได้เป็นร้อยคน 

https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%8D%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AE%E0%B8%BA

https://www.facebook.com/photo/?fbid=193633316197643&set=gm.913931395863331

ตามนั้นว่านบีมีเมีย ๙  คน แต่คนมุสลิมเอง ว่ามี ๑๒ คน  

https://www.facebook.com/100059174712493/videos/679204990150859

คุยอวดว่า นบีมูฮัมหมัดมีเมียเยอะที่สุดในบรรดาศาสดาโลก 9  พระพุทธเจ้ามีคนเดียว  ตอนหลังก็เลิกกันเพราะไปบวช  107

 



Create Date : 19 สิงหาคม 2564
Last Update : 27 กันยายน 2564 10:47:05 น. 0 comments
Counter : 1086 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#17


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space