|
หลายคนสงสัย จะทำอย่างไรให้เกิด เมืองแห่งการเดิน (เป็นกิจวัตร) บทความนี้มีคำตอบ ครับ

สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning ความนำ
ความหมายของเมืองแห่งการเดินของCongressthe New urbanism หรือ CNUsที่ว่า “เมืองแห่งการเดินหมายถึงเมืองที่ประชาชนมีโอกาสในการเดินและใช้โอกาสนั้นอย่างเป็นกิจวัตรในการส่งเสริมเศรษฐกิจและสุขภาพ”นั้น มีคำสำคัญให้พิจารณา 4 คำได้แก่ โอกาสในการเดิน การใช้อย่างเป็นกิจวัตร การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการส่งเสริมสุขภาพ โดยคำสำคัญสองคำแรกจัดเป็นองค์ประกอบด้านกายภาพที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินซึ่งเป็นผลจากการวางผังและออกแบบเมืองส่วนสองคำสำคัญหลังนั้นจัดเป็นผลจากสองคำสำคัญแรกที่ชุมชนและประชาชนได้รับในบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (SmartGrowth Principles) สามารถวางผังและออกแบบเมืองอย่างไรที่ทำให้เกิดปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินและผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยอ้างอิงตามข้อเสนอของบทความICICเรื่อง DesigningWalkable Downtown Help Cities Reap Real Benefits เขียนโดย Jeff Speck ผู้เขียนหนังสือเรื่อง TheWalkable City
 ภาพย่านพาณิชยกรรม Robson Street เมืองแวนคูเวอร์ที่ออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูเพื่อให้เป็นใจกลางของชุมชนแห่งการเดินที่มีคุณภาพของเมือง ที่มา: ฐาปนา บุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557) การวางผังและออกแบบเมืองเพื่อสร้างโอกาสในการเดินที่เป็นกิจวัตร การเติบโตอย่างชาญฉลาดกำหนดให้การวางผังและออกแบบเมืองเป็นไปตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเมืองแห่งการเดิน (Walkable City) จะต้องดำเนินการตาม4 ขั้นตอนอันประกอบด้วย การการวางผังยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้ปรับเปลี่ยนกายภาพเป็นเมืองแห่งการเดินการจัดทำนโยบายการวางผังเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งงานและบริการสาธารณะด้วยการเดินการสร้างนโยบายการออกแบบเมืองเพื่อให้หน่วยบริการและที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและการจัดสร้างข้อกำหนดเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเดิน รายละเอียดดังนี้ ภาพแสดงกายภาพถนนและอาคารบริการย่านชานเมืองพิษณุโลกที่ส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ที่มา: ฐาปนา บุณยประวิตร (มีนาคม 2557)
การวางผังยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดให้เกิดการปรับเปลี่ยนกายภาพเป็นเมืองแห่งการเดินโดยการระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้จัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมกายภาพตามเป้าหมาย“การเป็นเมืองแห่งการเดิน” และร่วมสร้างปัจจัยกระตุ้นให้ประชาชนใช้การเดินที่เป็นกิจวัตร การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนันทนาการที่ขัดแย้งกับการเป้าหมายการส่งเสริมการเดินทั้งนี้ ยุทธศาสตร์เมืองที่สร้างขึ้นจะต้องได้มาจากความเห็นชอบร่วมกันของประชาชนผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดทำนโยบายการวางผังเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งงานและบริการสาธารณะด้วยการเดิน นโยบายนี้จะปรากฎอยู่ในสาระสำคัญของผังเมืองรวม(comprehensive plan) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผังการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ต้องกำหนดให้มีศูนย์พาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัยที่มีความกระชับมีขอบเขตเนื้อเมืองที่ชัดเจน และภายในศูนย์จะต้องผสมผสานกิจกรรมประเภทต่างๆอยู่อย่างครบถ้วน โดยใช้ฐานการคำนวณกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนันทนาการที่ต้องตั้งอยู่ภายในศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ50 ทั้งนี้เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางระหว่างที่อยู่อาศัยกับแหล่งงานและที่อยู่อาศัยกับหน่วยบริการพาณิชยกรรมและบริการสาธารณะ หรืออาจกำหนดการวางผังพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน(TOD) เพื่อกระชับรูปทรงเมืองให้หนาแน่นบริเวณใจกลางและรอบรัศมีหรือสองข้างถนนในพื้นที่ศูนย์พาณิชยกรรม หรือการกำหนดประเภทกิจกรรมจำแนกตามรายแปลงที่ดินหรือสองข้างทาง (corridor) เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดขึ้นเฉพาะสถานที่ สำหรับผังโครงการคมนาคมและขนส่ง และผังโครงข่ายการขนส่งมวลชนจะต้องระบุระบบการสัญจรสีเขียว (Green Transportation) เป็นระบบการสัญจรหลักของประชาชนโดยให้ความสำคัญสำหรับระบบการสัญจรจากมากไปหาน้อยด้วยการเดิน การใช้จักรยานการใช้ระบบขนส่งมวลชน และการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และการวางแผนการลงทุนโครงข่ายทางเดินให้เชื่อมต่อกันทั่วทั้งย่านชุมชน และเมืองทั้งนี้เพื่อปรับปรุงกายภาพเมืองให้เป็นเครื่องสร้างโอกาสในการการเดินของประชาชน การสร้างนโยบายการออกแบบเมือง เพื่อให้หน่วยบริการและที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ใกล้เคียงกันอยู่ในระยะของการเดินถึง ด้วยการออกแบบปรับปรุงขนาดแปลงที่ดินให้สอดคล้องกับระยะการเดินถึงระยะการเข้าถึงสถานีขนส่งมวลชน ตลาดสด โรงเรียน และหน่วยบริการชุมชนการออกแบบปรับปรุงรูปแบบอาคาร ขนาดอาคารประเภทและกิจกรรมการใช้อาคารที่รวบรวมผู้ใช้ประโยชน์ให้มีจำนวนเพียงพอต่อการสร้างเศรษฐกิจภายในพื้นที่และสร้างโอกาสในการเดิน หรือการปรับปรุงสภาพด้านหน้าอาคาร กายภาพทางเดิน ภูมิทัศน์ถนน และสภาพแวดล้อมเมืองให้งดงาม มีความปลอดภัย เป็นเครื่องดึงดูดการเดิน ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีชีวิตชีวาและกระตุ้นการเดินในการสัญจรเชื่อมต่อระหว่างที่อยุ่อาศัยกับสถานที่ทำงานและย่านพาณิชยกรรม  ภาพตัวอย่างการออกข้อกำหนดอาคารริมถนนRobson ให้อาคารชั้นหนึ่งเป็นwindow display เพื่อส่งเสริมการเดิน ที่มา: ฐาปนาบุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557)
การจัดสร้างข้อกำหนด เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเดิน เช่น การออกข้อกำหนดให้ผลประโยชน์สำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าหรือสภาพด้านหน้าอาคารกรณีของเมืองแวนคูเวอร์ เจ้าของอาคารหรือผู้เช่าที่ใช้ประโยชน์อาคารจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ25 ระยะเวลา 2 ปีหรือการลงทุนที่ก่อสร้างอาคารตามแบบที่เสนอแนะโดยเทศบาลก็จะได้รับผลประโยชน์ด้านภาษีเช่นเดียวกับการปรับปรุงอาคารเก่าเช่นกันหรือการออกข้อกำหนดบังคับประเภทกิจกรรมตามผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่นในใจกลางย่านพาณิชยกรรมกำหนดให้ทุกอาคารมีความกว้างไม่น้อยกว่า 6เมตรและมีระยะความสูงชั้นหนึ่งสูงจากระดับพื้นถึงคานชั้นแรกไม่น้อยกว่า 4เมตรและกำหนดให้ด้านหน้าอาคารชั้นหนึ่งโปร่งแสงไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เพื่อบังคับให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นห้องแสดงสินค้าร้านอาหาร หรือร้านค้าบริการที่แสดงผลิตภัณฑ์เพื่อให้สภาพแวดล้อมสองข้างทางเต็มไปด้วยการจัดแสดงหน้าร้านหรือwindowdisplay เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแนวทางการสร้างเมืองแห่งการเดินนั้นต้องใช้องค์ประกอบการวางผังและการออกแบบทางกายภาพเป็นตัวชี้นำเพื่อกระตุ้น จูงใจและบังคับให้พื้นที่วางผังและกิจกรรมการใช้ประโยชน์เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์สร้างจำนวนประชากรในพื้นที่ให้เป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ด้วยการเดินของประชาชนที่เป็นกิจวัตร ผลประโยชน์ของการสร้างชุมชนแห่งการเดิน
Jeff Speck ได้บรรยายในงาน The CEOs forCities conference โดยได้กล่าวถึงผลประโยชน์และความสำคัญในการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางเดินเขตชั้นในของเมืองไว้ 3ประการ ดังนี้
 การออกแบบปรับปรุงผิวทางเดินและทางข้ามของเมืองแวนคูเวอร์เพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับคนเดิน ที่มา: ฐาปนาบุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557) ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เขาได้นำผลการศึกษาพฤติกรรมของคนในGen-Mหรือประชากรที่มีอายุระหว่าง 18-24ปีหรือผู้ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาโทหรืออยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงานซึ่งระบุว่าคนใน Gen-M ต้องการอยู่อาศัยในย่านพาณิชยกรรม (downtown)หรือในบริเวณชั้นในของเมืองมากกว่าย่านชานเมือง(สอดคล้องกับผลการวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ Smart GrowthThailand เคยนำเสนอไปแล้ว)เนื่องจากต้องการที่อยู่อาศัยใกล้เคียงที่ทำงาน ใกล้เพื่อน ใกล้สถานบันเทิงใกล้ตลาดสดหรือร้านค้าปลีกซึ่งปัจจัยเหล่านี้จัดเป็นเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจในบริเวณศูนย์พาณิชยกรรมใจกลางเมือง ผลประโยชน์ด้านสุขภาพ เขาได้นำเอาผลการศึกษาจากหลายๆแหล่งที่ยืนยันถึงผลประโยชน์จากการเดินซึ่งเป็นกิจกรรมทางกายที่ช่วยลดภาวะโรคอ้วนอันเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยสรุปได้ว่า ในพื้นที่เมืองที่เน้นการเดินหรือ walkable city จะเป็นพื้นที่มีมลพิษทางอากาศน้อยกว่าเมืองที่เน้นการใช้รถยนต์หรือautomobilecity เช่นเดียวกับโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุซึ่งเมืองประเภทแรกมีน้อยกว่า ผลด้านสภาวะแวดล้อม เมืองแห่งการเดินจะเป็นเมืองที่ประหยัดการใช้พลังงงานเป็นเมืองที่ลดโลกร้อน และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่่น่าอยู่ การสร้างกายภาพเมืองเพื่อส่งเสริมการเดิน Jeff Speck ได้แสดงบันได 4 ขั้นในการสร้างเมืองแห่งการเดินหรือ WalkableCities ไว้ดังนี้ 1. เมืองควรสร้างเหตุแห่งการเดินและเหตุแห่งการพัฒนา เขาบอกว่านักผังเมืองไม่ควรคิดเพียงแค่ว่าจะส่งเสริมการเดินระหว่างบ้านไปยังที่ทำงานเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการเดินกับการใช้งานนั่นก็หมายถึง ต้องมีความพยายามในการสร้างพื้นที่ให้เกิดการผสมผสานการใช้ประโยชน์ในย่านที่อยู่อาศัยที่ทำงาน ร้านค้าปลีก สถานบันเทิง และอื่นๆ ให้พื้นที่เหล่านี้เป็น walkableที่สมบูรณ์ 2. สร้างทางเดินที่ปลอดภัย ข้อนี้มีความสำคัญมาก แต่มีการกล่าวถึงน้อย ขนาดของแปลงที่ดินที่ต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปและการเพิ่มความปลอดภัยบนทางเดินให้มากขึ้น 3. สร้างทางเดินให้มีความสะดวกสบาย ออกแบบสถานีจอดรถให้อยู่ใจกลางของแปลงที่ดิน ปรับปรุงกายภาพทางเดินให้งดงามด้วยต้นไม้ สวนหย่อมและดูแลสภาพหน้าร้านให้มีความสมบูรณ์ 4. สร้างทางเดินให้มีความเป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ อาจจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของเมืองที่ได้กำหนดไว้ สรุป เมืองแห่งการเดินเป็นเมืองที่สร้างความปลอดภัยสร้างเศรษฐกิจ และสร้างสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนการเป็นเมืองแห่งการเดินได้มาด้วยการวางผังและออกแบบที่ดีเพื่อให้เกิดโอกาสสำหรับประชาชนในการเลือกระบบการสัญจรด้วยการเดิน ทั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันสร้างขึ้น เอกสารอ้างอิง Andress Duany and Jeff Speck with Mike Lydon,(2010) The Smart Growth Manual, McGraw- HillBooks (New York) Congress for the New Urbanism,(2013)Initiative for a Competitive Inner City; //www.icic.org/connection/blog-entry/blog-planning-to-walk อ้างอิงบทความหลัก //smartgrowthasia.com/planning/walkable.html
| Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2569 | | |
| Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2569 10:24:33 น. |
| Counter : 135 Pageviews. |
| |
|
| |
|