ชมวิวทิวทัศน์ เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเขตนวัตกรรมมูลค่าสูงสุราษฎร์ธานี




มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเขตนวัตกรรมมูลค่าสูงสุราษฎร์ธานี เป้าหมายสร้างพื้นที่เศรษฐกิจมูลค่าสูงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาคใต้
บทความโดย ฐาปนา บุณยประวิตร อดีตนายกสมาคมการผังเมืองไทย กรรมการ และเลขานุการกฎบัตรไทย
อีเมล์ thapana.asia@gmail.com  , thapana.charter@gmail.com
Smart Growth Asia, สมาคมการผังเมืองไทย





สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning

 
 
วันนี้ รองศาสตราจารย์สุชาดา ทิพยมนตรี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนการพัฒนาเขตนวัตกรรมมูลค่าสูงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยมีนายเอกสิทธิ  กนกวิจิตร ที่ปรึกษาเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง นายฐาปนา บุณยประวิตร เลขานุการเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง นายกสมาคมการผังเมืองไทย นายอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ เลขาธิการ กกร.จังหวัดสุราษฎร์ธานีและเลขาธิการหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุทธินันท์ นาคน้อย รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวีรพงษ์ ชูนุ้ย ผู้อำนวยการแผนและยุทธศาสตร์ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
 
ที่ประชุมได้พิจารณากรอบคิดการพัฒนาเขตนวัตกรรมมูลค่าสูงสุราษฎร์ธานี โดยมีความเห็นให้กำหนดตำแหน่งเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง 3 แห่งตามความเชี่ยวชาญ ได้แก่ เขตนวัตกรรมการแพทย์สุราษฎร์ธานี เชี่ยวชาญการแพทย์เฉพาะทางและระบบสุขภาพองค์รวม เขตนวัตกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงเกาะพะงัน เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวสุขภาพและการบำบัดฟื้นฟูโดยชีวภัณฑ์และธรรมชาติ และเขตนวัตกรรมมูลค่าสูงสุราษฎร์ธานี (อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์) เชี่ยวชาญด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน อุตสาหกรรมยาและสารสกัดจากอาหารทะเล อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อุตสากรรมคลังสินค้าและห้องเย็นเพื่อผลิตภัณฑ์การแพทย์ ชีวภัณฑ์ และสารสกัดจากอาหารทะเล
 
นายฐาปนา บุณยประวิตร เลขานุการเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง ได้กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินในไตรมาสที่ 2-4 ปี พ.ศ. 2569 ว่า เขตนวัตกรรมมูลค่าสูงจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุงบประมาณในแผนพัฒนาจังหวัดและแผนงานระดับกระทรวง ทั้งแผนการออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค แผนการลงทุนพลังงานสะอาด และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งภายในปี 2570 จะมองเห็นภาพของโครงสร้างพื้นฐานของเขตนวัตกรรมได้อย่างเด่นชัดขึ้น
 








 




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2569    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2569 0:01:24 น.
Counter : 84 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

มาตรการสร้างความหนาแน่นในผังเมืองรวมและผังการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ



มาตรการสร้างความหนาแน่นในผังเมืองรวมและผังการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ
เพราะผังเมือง เป็นเรื่องไม่ไกลตัวเราอีกต่อไปแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันพวกเราจึงควรศึกษา และเข้าใจบริบทเรื่องการสร้างบ้านแปงเมืองของเรานับจากวันนี้ครับ
 
บทความ
ข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูง:
มาตรการสร้างความหนาแน่นในผังเมืองรวมและผังการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ

โดย ฐาปนา บุณยประวิตร อดีตนายกสมาคมการผังเมืองไทย กรรมการ และเลขานุการกฎบัตรไทย
อีเมล์ thapana.asia@gmail.com  , thapana.charter@gmail.com
 สมาคมการผังเมืองไทย, Smart Growth Asia





สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning

 
ความนำ

Smart Code ได้พัฒนาข้อกำหนดประกอบการวางผังและออกแบบเมืองเพื่อสร้างความหนาแน่นในพื้นที่อนุญาตให้พัฒนาตามประกาศบังคับใช้ของผังเมืองรวมและผังการออกแบบชุมชนเมืองประเภทต่างๆทั้งนี้เพื่อให้ผังเมืองที่ประกาศใช้นั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างประหยัดคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพโดยข้อกำหนดที่ตราขึ้นได้พัฒนาจากเกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth Principles) กฎหมายผังเมือง Form-Based Codes และเกณฑ์ความเป็นผู้นำการออกแบบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับย่าน(LEED-ND) ซึ่งข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงเป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่บังคับให้นักผังเมืองและนักออกแบบชุมชนเมืองถือปฏิบัติในการวางผังและตราข้อกำหนดเพื่อนำผังและแผนลงสู่การบังคับใช้โดยปัจจุบัน ประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ได้นำข้อกำหนดนี้ประยุกต์ใช้ซึ่งทำให้เกิดความสำเร็จในการสร้างความหนาแน่นและส่งเสริมเศรษฐกิจ

 
 
ภาพตัวอย่างระดับความสูงอาคารที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับการผสมผสานกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินในใจกลางย่านพาณิชยกรรม
ที่มา: บริษัท พิพิธภัณฑ์เอเซีย จำกัด

 
ความสำคัญของข้อกำหนด

ข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงเป็นเครื่องมือในการบังคับให้เกิดการใช้ที่ดินให้มีความหนาแน่นและผสมผสานกิจกรรมการใช้ประโยชน์เป็นไปตามเกณฑ์การออกแบบพื้นที่ใจกลางเมืองและศูนย์เศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์เมืองซึ่งได้รับการอนุญาตโดยประชาชนและผู้บริหารเมืองสาระสำคัญได้กำหนดให้บังคับความหนาแน่นประชากรตามข้อกำหนดในผังเมืองรวมมิให้มีจำนวนต่ำไปกว่าฐานที่ใช้สำหรับการออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินดังตัวอย่าง ในพื้นที่ใจกลางศูนย์พาณิชยกรรมซึ่งมีพื้นที่ขนาดxxxx ไร่ นักผังเมืองได้ประมาณการประชากรในอีก 20 ปีข้างหน้าไว้ที่ 50,000 คน ซึ่งฐานประชากรนี้ใด้นำมาใช้สำหรับการออกแบบระบบขนส่งมวลชน ระบบการสัญจรภายในพื้นที่และการสัญจรเชื่อมต่อระหว่างศูนย์พาณิชยกรรม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานเขียวและสาธารณูปโภค ผู้บริหารเมืองและสภาของเมืองจะต้องนำผังและแผนดังกล่าวไปกำหนดรายละเอียดการใช้งบประมาณและแผนการลงทุนก่อสร้างหรือปรับปรุงฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามที่ผังได้วางไว้จาก กรณีตัวอย่าง Smart Codes ได้ให้นักผังเมืองนำข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงบังคับใช้ในพื้นที่ด้วยการตราข้อกำหนดอนุญาตให้มีความสูงต่ำที่สุดของอาคารที่ก่อสร้างใหม่เช่น ความสูงไม่น้อยกว่า 23 เมตรแต่ไม่เกิน 45 เมตร (กรณีการควบคุมความสูงที่สูงที่สุดเพื่อรักษาทัศนียภาพในพื้นที่นั้นๆ)และกำหนดประเภทอาคารสำหรับการก่อสร้างใหม่ที่สามารถเพิ่มความหนาแน่นตามแผนงานได้ซึ่งได้จากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัย เช่น อาคารค้าปลีกอาคารศูนย์การค้า หรืออาคารที่อยู่อาศัยรวมให้มีขนาดไม่น้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร(การออกข้อกำหนดในข้อนี้ต้องระบุที่ตั้งในระดับแปลงที่ดินหรือภายในขอบเขตย่านที่เป็นใจกลางของศูนย์เศรษฐกิจให้มีความชัดเจน) โดยกำหนดความหนาแน่นต่ำสุดไว้ในข้อกำหนดย่าน (Zoning Ordinance) ซึ่งอาจจะจำแนกเป็นพื้นที่ตาม The Transect หรือบังคับความหนาแน่นโดยรวมทั่วทั้งบริเวณก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เจ้าของแปลงที่ดิน ผู้ประกอบการธุรกิจและจากผลการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพเชิงพื้นที่

 
 
 
ภาพตัวอย่างขั้นตอนการกำหนดรูปแบบอาคารและย่าน
ที่มา: //groupmelvindesign.com/fbclessonlearne/
 
 
เกณฑ์การออกแบบข้อกำหนด

Smart Codes ได้อนุญาตให้ผสมผสานเกณฑ์ด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในแต่ละพื้นที่โดยเกณฑ์ที่นำมาประยุกต์ใช้สำหรับการออกข้อกำหนดประกอบด้วย
 
1. เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth Principles) จำนวน 4 ข้อประกอบด้วยเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน เกณฑ์การออกแบบอาคารแบบกลุ่มและให้กระชับเกณฑ์การส่งเสริมที่อยู่อาศัยทุกระดับรายได้ และเกณฑ์การสร้างชุมชนแห่งการเดิน
 
2. กฎหมายผังเมือง Form-Based codes ใช้เกณฑ์ตาม RegulationPlan, Building Form Standard และPublic SpacesStandard เป็นข้อกำหนดประกอบในการออกแบบ
 
3. เกณฑ์ความเป็นผู้นำการออกแบบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับย่าน(LEED-ND) ใช้เกณฑ์การออกแบบอาคารและโครงสร้างพื้นฐานเขียวเกณฑ์รูปทรงของย่านและการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด
 
4. The Transect ตาม SmartCodes ใช้ในกรณีการจำแนกพื้นที่ตามบทบาทและศักยภาพของเมืองซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่พิเศษใจกลางเมือง(SD-Special District) พื้นที่ใจกลางเมือง (T6-Urban Core) พื้นที่ใจกลางย่านพาณิชยกรรม (T5-Urban Center) และพื้นที่ผสมผสานที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม (T4-General Urban)

 

 
ภาพตัวอย่างข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงของเมือง Knoxville ตามกฎหมาย Form-Based Codes
ที่มา: //www.cityofknoxville.org/southwaterfront/
 
 
ผลประโยชน์จากการตราข้อกำหนด

ผลจากการบังคับใช้ข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงจะช่วยให้เกิดเมืองที่มีรูปทรงชัดเจนเกิดการใช้ที่ดินเป็นไปตามแผนและผังที่กำหนดไว้ เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบการสัญจรที่สำคัญคือการเกิดผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจ กล่าวโดยสรุป ดังนี้
1. สร้างและปรับปรุงฟื้นฟูเมืองและย่านให้มีรูปทรงที่ชัดเจนเมืองมีลำดับชั้นการพัฒนา เมืองมีขอบเขตที่ชัดเจน สามารถจำแนกพื้นที่เมืองกับพื้นที่สงวนรักษาได้
 
2. ลดการกระจัดกระจายของเมือง (Urban Sprawl) รุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ธรรมชาติสามารถวางผังโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ การจัดการน้ำฝนและลดปัญหาการเกิดอุทกภัยได้

3. กำหนดความหนาแน่นประชากรในระดับต่ำสุดจำแนกตามย่านการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองรวมหรือผังการออกแบบในพื้นที่เฉพาะเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมทางผังเมืองและการบริหารจัดการเมือง

4. เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการคมนาคมและขนส่งของภาครัฐเนื่องจากสามารถลงทุนในพื้นที่ที่ประชากรมีความหนาแน่นซึ่งจะมีการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานนั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

5. เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน ผู้ประกอบการเจ้าของแปลงที่ดิน เนื่องจากเมืองมีทิศทางการพัฒนาด้านกายภาพที่ชัดเจน มีจำนวนประชากรและมีอัตราการขยายตัวประชากรที่เกิดความสอดคล้องระหว่างการผลิต การสร้างงานและการจ้างงาน

6. สร้างมูลค่าทรัพย์สินและที่ดิน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจสร้างรายได้และความมั่งคั่งในระยะยาวแก่ประชาชน

7. เมืองสามารถคาดการณ์และสร้างโมเดลจำลองฐานภาษีในอนาคตได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนด้านการเงิน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารปโภคสำหรับบริการประชาชนในอนาคต

8. ประชาชนมีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างสภาพความเป็นอยู่ในเมืองซึ่งประชาชนสามารถคาดการณ์อนาคตได้
 
สรุป
 
ข้อกำหนดการห้ามความหนาแน่นต่ำในพื้นที่หนาแน่นสูงมีคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาเมืองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีความคุ้มค่าและการสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ดีให้กับประชาชนแม้ในขั้นตอนการจัดทำข้อกำหนดจะมีความยุ่งยากอยู่บ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการวางผังและออกแบบชุมชนเมืองและการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าของแปลงที่ดินและผู้ประกอบการแต่เมื่อเทียบจากผลที่ได้รับแล้วก็นับว่ามีความคุ้มค่า ซึ่งเมืองจะสามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวนี้ในการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านกลไกการบังคับใช้ตามกฎหมายส่วนประชาชนและผู้ประกอบการจะมีโอกาสในการเพิ่มพูนมูลค่าทรัพย์สินและผลประโยชน์ในทางธุรกิจซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งแก่ย่าน เมือง และประเทศในที่สุด
 
เอกสารอ้างอิง

Andress Duany and JeffSpeck, (2010) The Smart Growth Manual, McGraw-Hill: New York.
Louis G.Redstone, FAIA,(1986) The Downtowns: RebuildingBusiness Districts, McGraw-Hill: Tokyo.
Urban Design Associates(2003) The Urban Design Handbook: Techniques and Working Methods,
W.W.Norton & Company, New York.

 




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2569    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2569 19:50:51 น.
Counter : 133 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

หลายคนสงสัย จะทำอย่างไรให้เกิด เมืองแห่งการเดิน (เป็นกิจวัตร) บทความนี้มีคำตอบ ครับ


การวางผังและออกแบบเพื่อสร้างเมืองแห่งการเดิน
(Planning and Design for WalkableCity)
โดย ฐาปนา บุณยประวิตร อดีตนายกสมาคมการผังเมืองไทย กรรมการ และเลขานุการกฎบัตรไทย
อีเมล์ thapana.asia@gmail.com  , thapana.charter@gmail.com
สมาคมการผังเมืองไทยSmart Growth Asia

 




สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning

ความนำ

ความหมายของเมืองแห่งการเดินของCongressthe New urbanism หรือ CNUsที่ว่า “เมืองแห่งการเดินหมายถึงเมืองที่ประชาชนมีโอกาสในการเดินและใช้โอกาสนั้นอย่างเป็นกิจวัตรในการส่งเสริมเศรษฐกิจและสุขภาพ”นั้น มีคำสำคัญให้พิจารณา 4 คำได้แก่ โอกาสในการเดิน การใช้อย่างเป็นกิจวัตร การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการส่งเสริมสุขภาพ โดยคำสำคัญสองคำแรกจัดเป็นองค์ประกอบด้านกายภาพที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินซึ่งเป็นผลจากการวางผังและออกแบบเมืองส่วนสองคำสำคัญหลังนั้นจัดเป็นผลจากสองคำสำคัญแรกที่ชุมชนและประชาชนได้รับในบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (SmartGrowth Principles) สามารถวางผังและออกแบบเมืองอย่างไรที่ทำให้เกิดปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินและผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยอ้างอิงตามข้อเสนอของบทความICICเรื่อง DesigningWalkable Downtown Help Cities Reap Real Benefits เขียนโดย Jeff Speck ผู้เขียนหนังสือเรื่อง TheWalkable City

 
ภาพย่านพาณิชยกรรม Robson Street เมืองแวนคูเวอร์ที่ออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูเพื่อให้เป็นใจกลางของชุมชนแห่งการเดินที่มีคุณภาพของเมือง
ที่มา: ฐาปนา บุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557)

 
 
การวางผังและออกแบบเมืองเพื่อสร้างโอกาสในการเดินที่เป็นกิจวัตร
การเติบโตอย่างชาญฉลาดกำหนดให้การวางผังและออกแบบเมืองเป็นไปตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเมืองแห่งการเดิน (Walkable City) จะต้องดำเนินการตาม4 ขั้นตอนอันประกอบด้วย การการวางผังยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้ปรับเปลี่ยนกายภาพเป็นเมืองแห่งการเดินการจัดทำนโยบายการวางผังเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งงานและบริการสาธารณะด้วยการเดินการสร้างนโยบายการออกแบบเมืองเพื่อให้หน่วยบริการและที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและการจัดสร้างข้อกำหนดเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเดิน รายละเอียดดังนี้

 

 

ภาพแสดงกายภาพถนนและอาคารบริการย่านชานเมืองพิษณุโลกที่ส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
ที่มา: ฐาปนา บุณยประวิตร (มีนาคม 2557)
 
 
การวางผังยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดให้เกิดการปรับเปลี่ยนกายภาพเป็นเมืองแห่งการเดินโดยการระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้จัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมกายภาพตามเป้าหมาย“การเป็นเมืองแห่งการเดิน” และร่วมสร้างปัจจัยกระตุ้นให้ประชาชนใช้การเดินที่เป็นกิจวัตร การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนันทนาการที่ขัดแย้งกับการเป้าหมายการส่งเสริมการเดินทั้งนี้ ยุทธศาสตร์เมืองที่สร้างขึ้นจะต้องได้มาจากความเห็นชอบร่วมกันของประชาชนผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
การจัดทำนโยบายการวางผังเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งงานและบริการสาธารณะด้วยการเดิน นโยบายนี้จะปรากฎอยู่ในสาระสำคัญของผังเมืองรวม(comprehensive plan) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผังการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ต้องกำหนดให้มีศูนย์พาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัยที่มีความกระชับมีขอบเขตเนื้อเมืองที่ชัดเจน และภายในศูนย์จะต้องผสมผสานกิจกรรมประเภทต่างๆอยู่อย่างครบถ้วน โดยใช้ฐานการคำนวณกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนันทนาการที่ต้องตั้งอยู่ภายในศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ50 ทั้งนี้เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางระหว่างที่อยู่อาศัยกับแหล่งงานและที่อยู่อาศัยกับหน่วยบริการพาณิชยกรรมและบริการสาธารณะ หรืออาจกำหนดการวางผังพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน(TOD) เพื่อกระชับรูปทรงเมืองให้หนาแน่นบริเวณใจกลางและรอบรัศมีหรือสองข้างถนนในพื้นที่ศูนย์พาณิชยกรรม หรือการกำหนดประเภทกิจกรรมจำแนกตามรายแปลงที่ดินหรือสองข้างทาง (corridor) เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดขึ้นเฉพาะสถานที่ สำหรับผังโครงการคมนาคมและขนส่ง และผังโครงข่ายการขนส่งมวลชนจะต้องระบุระบบการสัญจรสีเขียว (Green Transportation) เป็นระบบการสัญจรหลักของประชาชนโดยให้ความสำคัญสำหรับระบบการสัญจรจากมากไปหาน้อยด้วยการเดิน การใช้จักรยานการใช้ระบบขนส่งมวลชน และการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และการวางแผนการลงทุนโครงข่ายทางเดินให้เชื่อมต่อกันทั่วทั้งย่านชุมชน และเมืองทั้งนี้เพื่อปรับปรุงกายภาพเมืองให้เป็นเครื่องสร้างโอกาสในการการเดินของประชาชน
 
 
การสร้างนโยบายการออกแบบเมือง เพื่อให้หน่วยบริการและที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ใกล้เคียงกันอยู่ในระยะของการเดินถึง ด้วยการออกแบบปรับปรุงขนาดแปลงที่ดินให้สอดคล้องกับระยะการเดินถึงระยะการเข้าถึงสถานีขนส่งมวลชน ตลาดสด โรงเรียน และหน่วยบริการชุมชนการออกแบบปรับปรุงรูปแบบอาคาร ขนาดอาคารประเภทและกิจกรรมการใช้อาคารที่รวบรวมผู้ใช้ประโยชน์ให้มีจำนวนเพียงพอต่อการสร้างเศรษฐกิจภายในพื้นที่และสร้างโอกาสในการเดิน หรือการปรับปรุงสภาพด้านหน้าอาคาร กายภาพทางเดิน ภูมิทัศน์ถนน และสภาพแวดล้อมเมืองให้งดงาม มีความปลอดภัย เป็นเครื่องดึงดูดการเดิน ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีชีวิตชีวาและกระตุ้นการเดินในการสัญจรเชื่อมต่อระหว่างที่อยุ่อาศัยกับสถานที่ทำงานและย่านพาณิชยกรรม

 
ภาพตัวอย่างการออกข้อกำหนดอาคารริมถนนRobson 
ให้อาคารชั้นหนึ่งเป็นwindow display เพื่อส่งเสริมการเดิน
ที่มา: ฐาปนาบุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557)


การจัดสร้างข้อกำหนด เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเดิน เช่น การออกข้อกำหนดให้ผลประโยชน์สำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าหรือสภาพด้านหน้าอาคารกรณีของเมืองแวนคูเวอร์ เจ้าของอาคารหรือผู้เช่าที่ใช้ประโยชน์อาคารจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ25 ระยะเวลา 2 ปีหรือการลงทุนที่ก่อสร้างอาคารตามแบบที่เสนอแนะโดยเทศบาลก็จะได้รับผลประโยชน์ด้านภาษีเช่นเดียวกับการปรับปรุงอาคารเก่าเช่นกันหรือการออกข้อกำหนดบังคับประเภทกิจกรรมตามผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่นในใจกลางย่านพาณิชยกรรมกำหนดให้ทุกอาคารมีความกว้างไม่น้อยกว่า 6เมตรและมีระยะความสูงชั้นหนึ่งสูงจากระดับพื้นถึงคานชั้นแรกไม่น้อยกว่า 4เมตรและกำหนดให้ด้านหน้าอาคารชั้นหนึ่งโปร่งแสงไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เพื่อบังคับให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นห้องแสดงสินค้าร้านอาหาร หรือร้านค้าบริการที่แสดงผลิตภัณฑ์เพื่อให้สภาพแวดล้อมสองข้างทางเต็มไปด้วยการจัดแสดงหน้าร้านหรือwindowdisplay เป็นต้น
 
จะเห็นได้ว่าแนวทางการสร้างเมืองแห่งการเดินนั้นต้องใช้องค์ประกอบการวางผังและการออกแบบทางกายภาพเป็นตัวชี้นำเพื่อกระตุ้น จูงใจและบังคับให้พื้นที่วางผังและกิจกรรมการใช้ประโยชน์เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์สร้างจำนวนประชากรในพื้นที่ให้เป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ด้วยการเดินของประชาชนที่เป็นกิจวัตร
 
ผลประโยชน์ของการสร้างชุมชนแห่งการเดิน

Jeff Speck ได้บรรยายในงาน The CEOs forCities conference โดยได้กล่าวถึงผลประโยชน์และความสำคัญในการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางเดินเขตชั้นในของเมืองไว้ 3ประการ ดังนี้


การออกแบบปรับปรุงผิวทางเดินและทางข้ามของเมืองแวนคูเวอร์เพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับคนเดิน
ที่มา: ฐาปนาบุณยประวิตร (กุมภาพันธ์: 2557)
 
ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เขาได้นำผลการศึกษาพฤติกรรมของคนในGen-Mหรือประชากรที่มีอายุระหว่าง 18-24ปีหรือผู้ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาโทหรืออยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงานซึ่งระบุว่าคนใน Gen-M ต้องการอยู่อาศัยในย่านพาณิชยกรรม (downtown)หรือในบริเวณชั้นในของเมืองมากกว่าย่านชานเมือง(สอดคล้องกับผลการวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ Smart GrowthThailand เคยนำเสนอไปแล้ว)เนื่องจากต้องการที่อยู่อาศัยใกล้เคียงที่ทำงาน ใกล้เพื่อน ใกล้สถานบันเทิงใกล้ตลาดสดหรือร้านค้าปลีกซึ่งปัจจัยเหล่านี้จัดเป็นเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจในบริเวณศูนย์พาณิชยกรรมใจกลางเมือง
 
 
ผลประโยชน์ด้านสุขภาพ เขาได้นำเอาผลการศึกษาจากหลายๆแหล่งที่ยืนยันถึงผลประโยชน์จากการเดินซึ่งเป็นกิจกรรมทางกายที่ช่วยลดภาวะโรคอ้วนอันเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยสรุปได้ว่า ในพื้นที่เมืองที่เน้นการเดินหรือ walkable city จะเป็นพื้นที่มีมลพิษทางอากาศน้อยกว่าเมืองที่เน้นการใช้รถยนต์หรือautomobilecity เช่นเดียวกับโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุซึ่งเมืองประเภทแรกมีน้อยกว่า
 
ผลด้านสภาวะแวดล้อม เมืองแห่งการเดินจะเป็นเมืองที่ประหยัดการใช้พลังงงานเป็นเมืองที่ลดโลกร้อน และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่่น่าอยู่
 
การสร้างกายภาพเมืองเพื่อส่งเสริมการเดิน
 
Jeff Speck ได้แสดงบันได 4 ขั้นในการสร้างเมืองแห่งการเดินหรือ WalkableCities ไว้ดังนี้
 
1. เมืองควรสร้างเหตุแห่งการเดินและเหตุแห่งการพัฒนา เขาบอกว่านักผังเมืองไม่ควรคิดเพียงแค่ว่าจะส่งเสริมการเดินระหว่างบ้านไปยังที่ทำงานเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการเดินกับการใช้งานนั่นก็หมายถึง ต้องมีความพยายามในการสร้างพื้นที่ให้เกิดการผสมผสานการใช้ประโยชน์ในย่านที่อยู่อาศัยที่ทำงาน ร้านค้าปลีก สถานบันเทิง และอื่นๆ ให้พื้นที่เหล่านี้เป็น walkableที่สมบูรณ์
 
2. สร้างทางเดินที่ปลอดภัย ข้อนี้มีความสำคัญมาก แต่มีการกล่าวถึงน้อย ขนาดของแปลงที่ดินที่ต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปและการเพิ่มความปลอดภัยบนทางเดินให้มากขึ้น
 
3. สร้างทางเดินให้มีความสะดวกสบาย ออกแบบสถานีจอดรถให้อยู่ใจกลางของแปลงที่ดิน ปรับปรุงกายภาพทางเดินให้งดงามด้วยต้นไม้ สวนหย่อมและดูแลสภาพหน้าร้านให้มีความสมบูรณ์
 
4. สร้างทางเดินให้มีความเป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ อาจจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของเมืองที่ได้กำหนดไว้
 
สรุป
 
เมืองแห่งการเดินเป็นเมืองที่สร้างความปลอดภัยสร้างเศรษฐกิจ และสร้างสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนการเป็นเมืองแห่งการเดินได้มาด้วยการวางผังและออกแบบที่ดีเพื่อให้เกิดโอกาสสำหรับประชาชนในการเลือกระบบการสัญจรด้วยการเดิน ทั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันสร้างขึ้น
 
เอกสารอ้างอิง
 
Andress Duany and Jeff Speck with Mike Lydon,(2010) The Smart Growth Manual, McGraw-
HillBooks (New York)
Congress for the New Urbanism,(2013)Initiative for a Competitive Inner City;
//www.icic.org/connection/blog-entry/blog-planning-to-walk
อ้างอิงบทความหลัก //smartgrowthasia.com/planning/walkable.html
 




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2569    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2569 10:24:33 น.
Counter : 135 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ภัยพิบัติ เกิดกันบ่อยมาก แนวทางการวางผังเมืองจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ จริงหรือเปล่า?


การบริหารจัดการ ภัยพิบัติ ซี่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่ถ้ามีการวางแผนงานรับมือภัยพิบัติ ก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างแน่นอน หนึ่งในเครื่องมือในการจัดการเรื่องภัยพิบัติ ก็คือการวางผังเมืองที่มีความเข้าใจจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
ภัยพิบัติ เกิดกันบ่อยมาก แนวทางการวางผังเมืองจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ จริงหรือเปล่า?
อุทกภัยรุนแรงครอบคลุมหลายจังหวัดภาคใต้ จำเป็นต้องทบทวนผังภาค/ผังเมืองรวมได้แล้ว
เที่ยวนี้ไม่มีใครพูดเรื่อง Land Use พื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่รองรับน้ำ พืชพรรณซับน้ำ ถนนวงแหวนขวางทางน้ำ บ้านจัดสรร (25 พ.ย.68)

 
ลิ้งก์บทความเดิม เมื่อ 13 ปีที่แล้ว https://shorturl.at/jbf1W
บทความ : แนวทางการวางผังกายภาพเมืองเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติตอนที่ 1
โดย ฐาปนา บุณยประวิตร อดีตนายกสมาคมการผังเมืองไทย กรรมการ และเลขานุการกฎบัตรไทย
เพจ สมาคมการผังเมืองไทย เพจ Smart Growth Asia
thapana.asia@gmail.com

 



 
สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning

 
(เป็นบทความที่เคยโพสต์ไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ในบล็อกพันธ์ทิพย์นี้ และใน OKnation ข้อมูลในโอเคเนชั่นหายไปแล้ว) ตอนนี้ (หมายถึงเดือน พ.ย. 68) เกิดมหาวิบัติอุทกภัยใหญ่อีกรอบแล้วในหาดใหญ่ ADMIN เห็นว่าเนื่องจากการวางผัง ออกแบบเมือง มีความสำคัญอย่างมากมายมหาศาล ในการช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ถ้ามีการปรับเปลี่ยน ให้ความสำคัญกับแนวทางการวางผัง อย่างจริงจัง เป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกในการแก้ปัญหาให้ถูกต้อง เพราะถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อไป ก็ผิดหมด )

 
 
 


 

 

บทนำ
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นเป็นต้นเหตุให้เกิดภัยพิบัติหลากหลายชนิด และแนวโน้มจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันกลุ่มประเทศตะวันตกได้ตื่นตัวคิดค้นวิธีการแก้ไขปัญหาและพยายามลดสาเหตุของโลกร้อนด้วยการปรับปรุงกายภาพเมืองให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนอกจากนั้นยังได้แสวงหาวิธีการเพิ่มศักยภาพของกายภาพเมืองเพื่อให้มีความสามารถในการปกป้องตัวเองจากภัยพิบัติ สำหรับประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนแม้จะมีการกล่าวถึงปัญหานี้อยู่มาก แต่ยังมองไม่เห็นความพยายามอย่างจริงจังในการลดสาเหตของปัญหา รวมทั้งยังไม่พบภาพร่างแนวทางที่มีศักยภาพในการปรับปรุงกายภาพเมืองให้รองรับต่อภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นทางเลือกในการปรับปรุงผังกายภาพในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ วันนี้จึงขอนำบางเกณฑ์และบางกลยุทธ์จากแนวคิดการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) และแนวคิดลัทธิชุมชนเมืองยุคใหม่ (New Urbanism หรือCNU) แสดงให้เห็นโอกาสในการบรรเทาปัญหาและนำเสนอแนวทางเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป
 

ภาพน้ำท่วมกรุงเทพมหานครปี พ.ศ.2554
ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
การปรับปรุงกายภาพเมืองเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกเป็นการวางแผนการปรับปรุงกายเมืองก่อนการเกิดภัยพิบัติ (Pre-Disaster) และช่วงที่สองการปรับปรุงกายภาพเมืองหลังเกิดภัยพิบัติ (Post-Disaster) โดยแนวทางการปรับปรุงกายภาพก่อนการเกิดภัยพิบัติซึ่งจะกล่าวในบทความตอนที่1 นั้น ประกอบด้วยสาระสำคัญ 4 เรื่องได้แก่
1) การวางแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างทางกายภาพ
2) การวางแผนปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
3) การสร้างข้อกำหนดกายภาพเมืองตามแนวทาง Form-BasedCode และ
4) การวางแผนด้านที่อยู่อาศัย (U.S. Department of Housing and Urban Development, 2012) รายละเอียดสรุปได้ดังนี้

การวางแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างทางกายภาพ
CNU ได้พัฒนา TheTransact ขึ้นเพื่อให้นักผังเมืองแบ่งส่วนประกอบทางภูมิศาสตร์ออกเป็น6 ส่วนโดยกำหนดให้พื้นที่ธรรมชาติ (T1) และพื้นที่เกษตรกรรม(T2) เป็นพื้นที่สงวนรักษาส่วนพื้นที่ตั้งแต่ย่านชานเมือง (T3) พื้นที่พาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัย (T4) พื้นที่พาณิชยกรรมใจกลางเมือง (T5) และพื้นที่ใจกลางเมือง (T6) เป็นพื้นที่อนุญาตให้พัฒนา ทั้งนี้ความเข้มข้นในการสงวนรักษาและพัฒนาในแต่ละบริเวณขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ ส่วนประกอบทางภูมิศาสตร์ที่กล่าวถึงนี้รัฐต้องนำไปเป็นข้อกำหนดในผังเมืองรวมด้วยการกำหนดขอบเขตพื้นที่แต่ละบริเวณให้เด่นชัดห้ามการรุกล้ำพื้นที่ในเขต T1 และ T2 เนื่องจากจะเกิดสภาพขาดความสมดุล สำหรับเกณฑ์การสงวนรักษาพื้นที่ของการเติบโตอย่างชาญฉลาดนั้น ได้กำหนดนโยบายไว้อย่างเด่นชัดในการอนุรักษ์พื้นที่ T1 ตลอดจนการสงวนรักษาและการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ T2 ซึ่งเน้นการสร้างระบบการจัดการพื้นที่ธรรมชาติพื้นที่เกษตรกรรม ที่โล่ง แหล่งน้ำ ปาชายเลนหรือชายหาดซึ่งมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่คงความอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่กันชนและสามารถรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ภาพตัวอย่างการแบ่งส่วนประกอบทางภูมิศาสตร์(The Transact) ของชุมชนบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ที่มา: บริษัทพิพิธภัณฑ์เอเซีย จำกัด
 
สำหรับพื้นที่เมืองแม้จะมีบทบาทด้านการอนุรักษ์น้อยกว่าพื้นที่ธรรมชาติและการเกษตรแต่เมืองยังมีภารกิจในการดูแลรักษาโครงข่ายทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลองหรือพื้นที่รองรับน้ำที่ตั้งในเขตเมืองให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมต่อกับเส้นสายทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ เมืองควรสร้างระบบการจัดการเพื่อขจัดปัญหาการรุกล้ำซึ่งกันและกันของโครงข่ายทางกายภาพเช่น การรุกล้ำทางน้ำโดยโครงข่ายถนน ทางรถไฟ และสาธารณูปโภค หรือการตั้งถิ่นฐานของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ยุทธศาสตร์โครงสร้างทางกายภาพที่รัฐต้องระบุในแผนยุทธศาสตร์ จึงได้แก่ 1) การคงความสมบูรณ์ของโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่ทั้งสองบริเวณ 2) การคงความสมบูรณ์ของแหล่งผลิตอาหารและน้ำสะอาดที่ใช้ได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ 3) การสร้างข้อกำหนดในกฎหมายผังเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปกป้องพื้นที่ธรรมชาติและโครงข่ายให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลาและ 4) กำหนดให้พื้นที่ทั้งสองเป็นหน่วยสนับสนุนซึ่งกันและกันในภาวะวิกฤติภัยพิบัติ
การวางแผนปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
กลยุทธ์การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อบรรเทาภัยพิบัติตามแนวคิดการเติบโตอย่างชาญฉลาด(U.S. EnvironmentalProtection Agency, 2011) มีดังนี้


 

ภาพตัวอย่างผังการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนละไมอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ที่มา: บริษัทพิพิธภัณฑ์เอเซีย จำกัด
 
การส่งเสริมความหนาแน่น
แนวคิดทั้งสองมีเกณฑ์สอดคล้องกันในการส่งเสริมให้เกิดความหนาแน่นในเขตเมือง ใจกลางย่านในเขตต่อเมืองและเขตชานเมืองโดยพื้นที่ศูนย์ชุมชนต้องมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่เข้มข้นห้ามการกระจัดกระจายของเมืองหรือชุมชนไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่รองรับน้ำ

 

ภาพการส่งเสริมความหนาแน่นภายในใจกลางย่านธุรกิจของนิวยอร์ค
ที่มา: New York Architecture, 2010
 
การกำหนดขอบเขตเมืองหรือชุมชน
เมืองหรือชุมชนจึงต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน สามารถแยกขอบเขตของแต่ละย่านหรือชุมชนออกจากกันได้หรือแยกขอบเขตชุมชนออกจากพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่ธรรมชาติ ในทางทฤษฏีขอบเขตที่เหมาะสมของศูนย์ชุมชนซึ่งจะเกิดความสะดวกในการจัดการภาวะวิกฤติไม่ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า1กิโลเมตร อย่างไรก็ตามในทางปฎิบัติขอบเขตชุมชนอาจจะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศหรือความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ในการจัดการก็ได้ สำหรับการจัดการในภาวะวิกฤติจะใช้พื้นที่ขอบเขตเมืองหรือชุมชนที่ได้รับการวางผังแล้วเป็นพื้นที่เป้าหมายพื้นที่นอกเหนือจากนี้แม้จะอยู่ในภาวะเสี่ยงก็จะถูกจัดความสำคัญในอันดับรอง

 

ภาพตัวอย่างการกำหนดศูนย์ชุมชนตามแนวทางการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน(Samui TOD)
ที่มา : บริษัทพิพิธภัณฑ์เอเซีย จำกัด
 
การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสม
ภายในพื้นที่ศูนย์ชุมชนต้องจัดให้มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน โดยมีหน่วยบริการสำคัญๆ เช่น ตลาดสดร้านค้าปลีก สถานีขนส่ง โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา วัด โบสถ์หรือมัสยิดผสมผสานและล้อมรอบด้วยที่พักอาศัย ฯลฯเหตุที่ต้องผสมผสานกิจกรรมเพราะต้องการให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่และต้องการให้ศูนย์ชุมชนเป็นหน่วยหนึ่งของเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในภาวะวิกฤติเป็นสถานที่สร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชน

 

ภาพการใช้ที่ดินแบบผสมผสานของย่านBrooklyn นิวยอร์ค
ที่มา : Brooklyn Daily Eagle, 2010
 
การกระชับกลุ่มอาคารในศูนย์กลางชุมชน
ผังเมืองและข้อกำหนดท้องถิ่นต้องอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารในแนวสูงในลักษณะกลุ่มอาคารได้เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สินทั้งยังก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ที่ดินโดยกลุ่มอาคารดังกล่าวต้องออกแบบให้เชื่อมต่อกันกับพื้นที่สาธารณะ สถานีขนส่ง ตลาด ย่านพาณิชยกรรมและโรงพยาบาลหรือศูนย์สาธารณสุข ฯลฯ กลุ่มอาคารแบบกระชับภายในใจกลางเมืองซึ่งผสมผสานกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพักอาศัยจะทำให้สมาชิกในชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในภาวะวิกฤติ

 

ภาพแสดงการกระชับกลุ่มอาคารและส่งเสริมอาคารแนวสูงบริเวณใจกลางชุมชน
ที่มา: .U.S.EPA, Smart Growth National Award, 2009
 
การสร้างกายภาพทางเดินให้เชื่อมต่อกัน
การเติบโตอย่างชาญฉลาดให้การส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างอาคารและบล๊อกที่ดินด้วยโครงข่ายทางเดินที่มีความสมบูรณ์ ในภาวะวิกฤติที่ขาดแคลนน้ำมันและไฟฟ้าโครงข่ายทางเดินจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสัญจรและการเชื่อมต่อกับสถานที่ต่างๆบางแนวคิดการพัฒนาเมืองได้ใช้ความสมบูรณ์ของโครงข่ายทางเดินในเมืองเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของการวางผังและเป็นเครื่องบ่งชี้ประสิทธิภาพในการจัดการช่วงภาวะวิกฤติ

 

ภาพทางเดินขนาดใหญ่ (Pedestrian Mall) ถูกวางแผนให้เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายในย่านการค้าใจกลางกรุงHelsinki
ที่มา: Distraction, Reflections, 2011
 
การสร้างข้อกำหนดกายภาพเมืองตามแนวทาง Form-Based Code 
รัฐต้องสนับสนุนให้ชุมชนและนักผังเมืองร่วมกันออกแบบกายภาพเมืองและจัดทำข้อกำหนดรายละเอียดการพัฒนากายภาพเมืองหรือForm-Based Code-FBCs ที่ลงลึกถึงประเภท รูปทรงและขนาดของมวลอาคาร ซึ่งนอกจากประชาชนจะมองเห็นภาพร่างทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมของชุมชนในอนาคตได้แล้ว นักผังเมืองหรือนักออกแบบชุมชนเมืองยังสามารถนำเอารูปแบบด้านกายภาพไปจัดทำแบบจำลองภาวะวิกฤติกรณีเกิดภัยพิบัติเช่น การทำแบบจำลองสภาวะน้ำท่วม (Flood Simulation) ได้อีกด้วย ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจนำไปปรับปรุง FBCs ให้มีความสมบูรณ์สอดคล้องกับการบรรเทาปัญหาภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น

 

ภาพจำลองสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงบริสเบลออสเตรเลีย
ที่มา : www.aamgroup.com
 
การวางแผนด้านที่อยู่อาศัย
U.S. Department of Housing and Urban Development ได้กำหนดกลยุทธ์การวางแผนที่อยู่อาศัยก่อนเกิดภัยพิบัติไว้3 ขั้นตอนคือ 1) การเลือกรูปแบบและสถานะของที่อยู่อาศัยได้แก่ การศึกษาเพื่อหารูปแบบบ้าน ประเภทวัสดุและเทคนิคการก่อสร้างที่เหมาะสมกับสภาพของภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2) การประมาณราคาความสูญเสียของที่อยู่อาศัยได้แก่ การประมาณความเสียหายที่อาจเกิดจากภัยพิบัติซึ่งให้คาดการณ์ตามแบบจำลองที่สร้างขึ้น โดยกำหนดระดับความสูญเสียไว้ 3 ระดับคือ มาก ปานกลาง และน้อย ทั้งนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในท้องถิ่นต้องเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณเพื่อรองรับหากเกิดปัญหาขึ้น 3) ทรัพยากรและระบบการผลิตวัสดุอุปกรณ์หลังภัยพิบัติ ได้แก่การเตรียมการจัดหาวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์หลังภัยพิบัติเหตุที่ต้องศึกษาและจัดเตรียมแนวทางการผลิตวัสดุอุปกรณ์ไว้ก่อนเนื่องจากหากวิกฤติการณ์เกิดขึ้นในวงกว้าง ท้องถิ่นอาจไม่สามารถจัดหาวัสดุและอุปกรณ์มาใช้ได้หรือราคาของวัสดุอุปกรณ์อาจจะสูงกว่างบประมาณที่มีอยู่ ดังนั้น การเตรียมการวางแผนการจัดหาไว้ก่อนจึงมีความจำเป็น

 

ภาพน้ำท่วมที่พักอาศัยบริเวณถนนจรัลสนิทวงศ์กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.2554
ที่มา : Baan BangAor Coffee, 2554
 
สรุป
แม้การวางผังทางกายภาพเมืองจะไม่สามารถหยุดยั้งความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากภัยพิบัติได้ทั้งหมดแต่การเตรียมการด้านกายภาพไว้ก่อนอาจช่วยบรรเทาและลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ ในบทความตอนต่อไปจะกล่าวลงลึกในรายละเอียดโดยจะชี้ให้เห็นวิธีการปรับปรุงฟื้นฟูกายภาพจำแนกตามประเภทของภัยพิบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจประโยชน์ที่ได้จากการวางผังทางกายภาพมากยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
U.S. Environmental Protection Agency, Planning for Disaster Debris,Available from;
//www.epa.gov/osw/conserve/rrr/imr/cdm/pubs/disaster.htm, May 13,2012
U.S. Department of Housing and Urban Development, Pre-Disaster Planningfor Permanent Housing Recovery, Available from:www.huduser.org/portal/publications/Pre_DisasterPlanningVol1.pdf., May 13, 2012

 




 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2569    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2569 13:40:22 น.
Counter : 259 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

การวางผังและการออกแบบเมืองแห่งการเดิน ตอนที่ 4


การประยุกต์เกณฑ์ LEED-ND เพื่อการออกแบบทางกายภาพเมืองแห่งการเดิน (ตอนที่ 4)
การวางผังและการออกแบบเมืองแห่งการเดินตอนที่4
 
การประยุกต์เกณฑ์LEED-NDเพื่อการออกแบบทางกายภาพเมืองแห่งการเดิน
LEED-ND: Principles for Walkable City
โดย ฐาปนา บุณยประวิตร
สถาบันวิจัยการเติบโตอย่างชาญฉลาดประเทศไทย,สมาคมการผังเมืองไทย, กฏบัตรแห่งชาติ
เพจ Smart Growth Asia
thapana.asia@gmail.com




สมาคมการผังเมืองไทย ,กฎบัตรแห่งชาติ, Asia Space Planning

บทนำ

LEED-ND หรือเกณฑ์ความเป็นผู้นำการออกแบบด้านพลังงานและสภาพแวดล้อมระดับย่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักผังเมืองใช้ในการออกแบบโครงการเกิดใหม่และโครงการปรับปรุงฟื้นฟูชุมชนเก่าให้มีสภาพเป็นเมืองแห่งการเดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกแบบโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยย่านพาณิชยกรรมใจกลางเมือง (Downtown) ย่านพาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัย(Urban Center) หรือย่านที่อยู่อาศัยผสมผสานพาณิชยกรรม(General Urban) หรือย่านการพัฒนาพิเศษ (Special Districts) เช่น ย่านพาณิชยกรรมริมน้ำ (waterfront neighborhood) ย่านรอบมหาวิทยาลัย (university neighborhood) หรือย่านศูนย์การแพทย์และบริการสุขภาพ(hospital and healthy neighborhood)
 
LEED-ND ร่วมพัฒนาโดย U.S Green Building Council, Natural ResourcesDefense Council และ The Congress for the New Urbanism จากแนวคิดการออกแบบเมืองที่ผสมผสานกับองค์ความรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรม วิศวกรรม นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม และศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศภายใต้เกณฑ์หลักจำนวน 5 เกณฑ์ ประกอบด้วย
 
· ตำแหน่งที่ตั้งและการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด(SmartLocation and Linkage) กระตุ้นชุมชนหรือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้พิจารณาคัดลือกตำแหน่งที่ตั้งโครงการที่ไม่ล่วงล้ำพื้นที่สงวนรักษาหรือพื้นที่อ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ การไม่ส่งเสริมการกระจัดกระจายของเมือง(Urban Sprawl) นอกจากนั้น และการคัดเลือกพื้นที่พัฒนาหรือที่ตั้งโครงการที่ประชาชนหรือผู้ใช้บริการมีทางเลือกในการเดินทางหรือสามารถเดินทางเข้าถึงด้วยระบบขนส่งมวลชน
 
· การออกแบบย่านและรูปทรงย่าน (NeighborhoodPattern and Design) เป็นการออกแบบย่านให้มีความกระชับ มีขอบเขตการพัฒนาที่แน่ชัด กระตุ้นให้ชุมชนมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจสร้างความเท่าเทียมกันของชุมชนด้วยการยกระดับสุขภาวะด้วยการสร้างชุมชนแห่งการเดินและการผสมผสานกิจกรรมการใช้ที่ดินให้มีความหลากหลายช่วยลดความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดความจำเป็นในการเดินทางและลดระยะการเดินทางต่อวัน (vehicle miles traveled) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดการใช้พลังงานของเมือง
 
· อาคารเขียวและโครงสร้างพื้นฐานเขียว (GreenInfrastructure and Buildings) ส่งเสริมการออกแบบและการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ลดการใช้พลังงานและการใช้น้ำขณะเดียวกันได้สนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่หรือที่ได้จาการนำกลับมาใช้ใหม่(reuse) หรือการใช้อาคารเก่าหรืออาคารประวัติศาสตร์ประกอบกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนทางเศรษฐกิจแทนที่จะก่อสร้างอาคารขึ้นมาใหม่หรือการนำวิธีปฏิบัติที่ดีด้านต่างๆ ประยุกต์ใช้ในการก่อสร้าง การอนุรักษ์ และการพัฒนาอาคารหรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
 
· นวัตกรรมและการออกแบบกระบวนการ (Innovationand Design Process) คำนึงถึงแบบอย่างและประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่ได้จากการจัดระดับคะแนนการจัดการเชิงกระบวนการ การทดสอบ การตรวจวัดตามตัวชี้วัด รวมทั้งความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญและทีมงานออกแบบ
 
· การจัดลำดับความสำคัญของเครดิต (RegionalPriority Credit) กระตุ้นโครงการให้พุ่งเป้าไปสู่การเน้นผลตอบแทนด้านสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นโดยสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างทรัพยากรที่มีอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ
 
เกณฑ์ทั้ง 5ที่กล่าวมาเป็นกรอบการออกแบบทางกายภาพที่โครงการ LEED-ND ต้องนำไปปฏิบัติทั้งโครงการที่ขอรับการรับรองและโครงการออกแบบโดยทั่วไปสำหรับ LEED-ND ที่นำมาเป็นเกณฑ์การออกแบบสร้างเมืองแห่งการเดินนั้นจะใช้เกณฑ์ 3 ข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยเกณฑ์ตำแหน่งที่ตั้งและการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด เกณฑ์การออกแบบย่านและรูปทรงย่านและเกณฑ์อาคารเขียวและโครงสร้างพื้นฐานเขียว ด้วยเหตุที่ ทั้ง 3 เกณฑ์มีข้อกำหนดการออกแบบและตัวชี้วัดสามารถใช้เป็นแนวทางและข้อกำหนดโดยตรงในการออกแบบทางกายภาพได้
 
 
การประยุกต์เกณฑ์การออกแบบ
 
โครงสร้างทางกายภาพของเมืองแห่งการเดินมีลักษณะตรงข้ามกับเมืองกระจัดกระจาย(UrbanSprawl City) โดย Smart Growth America LeadershipInstitute ได้กล่าวไว้ในรายงาน Smart Growth Audit ว่า องค์ประกอบทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองแห่งการเดินควรประกอบด้วย
 
· รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของย่านหรือชุมชนอยู่ในลักษณะกลุ่ม(Cluster)มีความกระชับ มีขอบเขตของย่านหรือชุมชนที่ชัดเจนมีพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ธรรมชาติล้อมรอบ ไม่กระจัดกระจายตามแนวถนน (StripExpansion) หรือกระจัดกระจายเป็นหย่อมหรือพัฒนาแบบก้าวกระโดด (Leap-frog Development)
 
· หน่วยบริการหลักของย่านหรือชุมชน เช่น ศูนย์พาณิชยกรรมหน่วยการค้าปลีก หน่วยบริการสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดสด สถานีขนส่งสถานีรถไฟฯลฯ ตั้งอยู่ใจกลาง โดยมีที่อยู่อาศัยตั้งอยู่โดยรอบ ทุกพื้นที่ของย่านสามารถเดินถึงหรือปั่นจักรยานเข้าถึงได้
 
· ขนาดของย่านพาณิชยกรรมหรือศูนย์เศรษฐกิจมีความสมดุลกับขนาดครัวเรือนที่ตั้งอยู่ภายในย่านหรือชุมชนนั้นๆหรือกล่าวอีกนัยคือประชากรที่อยู่อาศัยในย่านมีแหล่งงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภายในย่านนั้น
 
· มีโครงข่ายถนนและทางเดินที่เชื่อมต่อครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งย่านและชุมชนมีแนวถนนหรือทางเดินเชื่อมต่อโดยตรงเข้าไปยังพื้นที่ใจกลางของย่านหรือชุมชนซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยบริการหลัก
 
· กรณีเป็นย่านหรือชุมชนขนาดใหญ่หรือเมืองที่ประกอบด้วยหลายชุมชนการเข้าถึงพื้นที่ใจกลางของเมืองควรมีระบบขนส่งมวลชนหรือระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกในการเดินทาง
 
· หากเป็นชุมชนขนาดใหญ่หรือชุมชนเมืองสถานีขนส่งมีลักษณะเป็นศูนย์รวมการเดินทาง ซึ่งได้แก่ ศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่งของพื้นที่(MultimodalTransportation Center) ที่รวมทุกประเภทการเดินทางเข้าไว้ด้วยกันทั้งการเดินทางภายในพื้นที่และการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่
 
รายละเอียดโครงสร้างทางกายภาพของเมืองแห่งการเดินตามSmartGrowth Audit จะกล่าวอีกครั้งในบทความตอนต่อไป สำหรับ LEED-NDได้กำหนดเกณฑ์และตัวชี้วัดพร้อมตัวบ่งชี้ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของSmart Growth ดังนี้
 
เกณฑ์ตำแหน่งที่ตั้งและการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด
 
ตัวบ่งชี้สำคัญที่เกณฑ์กำหนดการออกแบบเพื่อสร้างมาตรฐานการตั้งถิ่นฐานในเขตย่านหรือเมืองแบ่งออกเป็น
 
ตำแหน่งและที่ตั้งที่ชาญฉลาดของโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งงานโดยโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดให้ตั้งภายในพื้นที่ใจกลางย่านหรือในพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเดินถึงได้ประกอบด้วย สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ท่าเรือ โรงพยาบาลหลักของเมือง ตลาดสดระดับเมืองสถาบันการศึกษาหรือโรงเรียนประถมหรือโรงเรียนมัธยม สวนสาธารณะ สนามกีฬาและอาคารสำนักงานทั้งของรัฐและของเอกชนกรณีที่ชุมชนดังกล่าวเป็นชุมชนอุตสาหกรรมหรือเป็นชุมชนบริการในลักษณะพิเศษ (SpecialDistrict) ก็อาจตั้งผสมผสานอยู่ในพื้นที่ย่านหรือชุมชนได้โดยต้องไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่อาศัยหรือการประกอบกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและสังคม
 
โครงสร้างพื้นฐานหลักที่เกณฑ์กำหนดต้องตั้งอยู่ใจกลางย่าน(Urbancore) และย่านพาณิชยกรรมเมือง (Urban center) เท่านั้นคือ สถานีขนส่งที่รวมหลายประเภทการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน หรือ multimodaltransportation center ตลาดสด ศูนย์การค้าปลีก และอาคารสำนักงานของภาคเอกชนส่วนศูนย์บริการของรัฐที่ควรตั้งอยู่ใจกลางย่านได้แก่ศูนย์บริการที่ประชาชนต้องใช้บริการเป็นกิจวัตร เช่นอาคารว่าการหรือที่ทำการของท้องถิ่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์บริการสุขภาพสนามกีฬา และสวนสาธารณะ ปัจจัยสำคัญที่ LEED-ND กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานหลักต้องตั้งอยู่ในใจกลางเมืองและย่านพาณิชยกรรมเมืองก็เพื่อให้เกิดความหนาแน่นทางเศรษฐกิจและประชากรในพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นศูนย์เศรษฐกิจของย่านและเมืองการที่โครงสร้างพื้นฐานหลักตั้งอยู่ในใจกลางเมืองจะก่อให้เกิดความสะดวกในการใช้บริการของประชาชนผู้ที่อยู่ใกล้ที่ตั้งของหน่วยบริการสามารถเดินและปั่นจักรยานหรือเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนเข้าใช้บริการได้เป็นการลดความจำเป็นในการเดินทางและลดการกระจัดกระจายของโครงสร้างพื้นฐานหลักไปยังพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่หนาแน่นน้อยที่มีผู้อยู่อาศัยน้อย


ภาพที่ 1 แสดงTransectที่กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานหลักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ T6(Urban Core) และที่ T5 (Urban Center)
 
ที่มา: //www.mass.gov/envir/smart_growth_toolkit/pages/mod-fbc.html
 
การเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด LEED-ND กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานและที่ตั้งของแหล่งงานต้องสามารถเชื่อมต่อกันภายในย่านด้วยการเดินการเชื่อมต่อระหว่างย่านด้วยการใช้จักรยาน และการเชื่อมต่อระหว่างย่านกับเมืองหรือภาคด้วยระบบขนส่งมวลชนทั้งนี้ ระดับความสมบูรณ์ของการเชื่อมต่อภายในพื้นที่วัดจากขนาดของโครงการข่ายทางเดินและโครงข่ายจักรยานโดย
 
1.เทียบพื้นที่ให้บริการของโครงข่ายทางเดินและโครงข่ายจักรยานต่อพื้นที่ของย่านหรือชุมชนทั้งหมด
 
2.เทียบจากปริมาณการสัญจรระหว่างการสัญจรด้วยการเดินและการใช้จักรยานกับการสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล
 
สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างย่านหรือการเชื่อมต่อในพื้นที่ที่ห่างไกลเกินกว่าความสามารถในการเดินถึงให้วัดจากปริมาณการสัญจรด้วยระบบขนส่งมวลชนเทียบกับการสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ซี่งเกณฑ์ในข้อนี้ได้เสนอตำแหน่งที่ตั้งของสถานีรถขนส่งมวลชนให้ห่างกันไม่น้อยกว่า400 เมตรซึ่งเชื่อว่าเป็นระยะความสามารถของการเดินถึงในเบื้องต้น และยังกำหนดให้ที่ตั้งของสถานีและด้านหน้าอาคารสำนักงานอาคารสาธารณะ รวมทั้งจุดบริการสาธารณะเป็นที่ตั้งของจุดจอดจักรยานและพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กที่ประชาชนทุกคนมีความสะดวกในการเข้าใช้บริการ
 
เกณฑ์การออกแบบย่านและรูปทรงย่าน
 
ตัวบ่งชี้สำคัญที่เกณฑ์กำหนดเพื่อสร้างมาตรฐานการออกแบบย่านและการกำหนดรูปทรงย่านแบ่งออกเป็น การกำหนดขนาดแปลงที่ดิน ถนนแห่งการเดิน และการพัฒนาแบบกระชับ
 
 
การกำหนดขนาดแปลงที่ดิน LEED-ND กำหนดให้การออกแบบโครงการอสังหาริมทรัพย์และการจัดรูปที่ดินต้องสร้างแปลงที่ดินให้มีขนาดสอดคล้องกับการเดินถึงและระยะการมองเห็นเกณฑ์โดยทั่วไปกำหนดให้มีทางแยกไม่น้อยกว่า 140 ทางแยกในพื้นที่ 1 ตารางไมล์ที่กำหนดเช่นนี้เนื่องจากจะทำให้แปลงที่ดินมีขนาดเล็ก การมีสามแยกและสี่แยกเป็นจำนวนมากจะทำให้ยวดยานไม่สามารถใช้ความเร็วในพื้นที่เขตเมืองได้ยวดยานจะเป็นมิตรกับคนเดินซึ่งจะลดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามขนาดของแปลงที่ดินอาจต้องมีพื้นที่ลดหลั่นลงมาตามการแบ่งส่วนของ Transect กล่าวคือ แปลงที่ดินในพื้นที่ T6 หรือ UrbanCore จะมีขนาดเล็กกว่าแปลงที่ดินในพื้นที่ T5 (Urban Center)และ T4 (General Urban) เช่นเดียวกับที่โล่งว่าง(Open Spaces) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนนและทางเดินซึ่ง Transect กำหนดให้พื้นที่ T6 มีขนาดถนนสายหลัก(Main Street) มีขนาดใหญ่ลดหลั่นลงมาตั้งแต่ T5, T4 และ T3 หมายถึงว่า พื้นที่ T6 อนุญาตให้มีอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงมากกว่าพื้นที่T5 และพื้นที่ T4
 


ภาพที่ 2 แสดง Transectกำหนดขนาดแปลงที่ดิน ขนาดถนนและขนาดความสูงอาคารจำแนกตามส่วนของเมือง
ที่มา: https://www.researchgate.net/figure/303697073_fig1_Figure-1-Typical-Transect-of-Natural-
Landform-Smart-Code-Version-92
 
ถนนแห่งการเดินจากภาพที่ 2 จะเห็นได้ว่า LEED-ND กำหนดให้เขตทางพื้นที่ T6 มีขนาดกว้างกว่า T5 และ T4 โดยเขตทางที่กันไว้ได้ให้สัดส่วนระหว่างช่องจราจรกับทางเดินแตกต่างกันระหว่างส่วนของเมืองตามTransect กล่าวคือ ในพื้นที่ T6 ควรออกแบบให้เขตทางเดิน(รวมพื้นที่จัดวางสาธารณูปโภค) มีขนาดไม่น้อยกว่าขนาดของช่องจราจร แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกายภาพของพื้นที่นั้นๆถนนแห่งการเดินตามนิยามของ LEED อาจเป็นถนนที่ออกแบบเป็น boulevardstreets หรือ pedestrian streets หรือ streetmall ก็ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นถนนเฉพาะการเดินเพียงอย่างเดียวเสมอไป
 
 
ภาพที่3 แสดงทัศนียภาพพื้นที่ T6 หรือพื้นที่ใจกลางเมืองที่ให้ความสำคัญกับถนนแห่งการเดินและที่โล่ง
ที่มา: KaidBenfield (2016) How LEED-ND Standards Reduce Driving and AssociatedEmissions
//kaidbenfieldarchive.com/20130612-how-leed-nd-standards-reduce-driving-and-
associated-emi.html

การพัฒนาแบบกระชับ LEED-ND ให้ความสำคัญกับการพัฒนาถนนแห่งการเดินและการพัฒนาแบบกระชับมากดังจะเห็นได้จาก การเสนอให้ออกแบบอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงที่มีขนาดใหญ่ลดหลั่นจากพื้นที่T6, T5 และ T4 เพื่อกำหนดความหนาแน่นประชากรให้สอดคล้องกับบทบาทของพื้นที่หากเจ้าของโครงการหรือผู้บริหารเมืองต้องการนำโครงการของการรับรองการออกแบบของ LEED-NDถนนแห่งการเดินและการพัฒนาแบบกระชับจะเป็นเกณฑ์ที่ถูกระบุให้แสดงในผังแม่บทและอธิบายรูปแบบที่สนับสนุนเกณฑ์ที่ให้ไว้
 


ภาพที่4 ภาพทัศนียภาพตัวอย่างโครงการ LEED-ND ที่พัฒนาแบบกระชับ
ที่มา: Devina Mahendriyani (2016) LEED-ND: the futureof urbanism in Asia, Available from:
//www.asiagreenbuildings.com/12953/leed-nd-the-future-of-urbanism-in-asia/
 
เกณฑ์อาคารเขียวและโครงสร้างพื้นฐานเขียว
 
ตัวบ่งชี้สำคัญที่เกณฑ์กำหนดเพื่อสร้างมาตรฐานการออกแบบอาคารเขียวและโครงสร้างพื้นฐานเขียวประกอบด้วย อาคารเขียวและโครงสร้างพื้นฐานเขียว เนื่องจากเกณฑ์อาคารเขียวมีการอธิบายไว้มากในสื่อต่างๆจึงจะไม่กล่าวถึง ในรายงานฉบับนี้จะกล่าวเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเขียวซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเชิงพื้นที่ที่ปกป้องโครงสร้างทางธรรมชาติได้แก่ แหล่งน้ำ คูคลอง พื้นที่โล่งรองรับน้ำและโครงข่ายทางธรรมชาติที่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศเมือง LEED-ND กำหนดไว้ชัดแจ้งให้โครงการที่ออกแบบตามเกณฑ์ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
 
· การไม่รุกล้ำโครงข่ายทางธรรมชาติโดยเด็ดขาด
 
· การให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงฟื้นฟูประสิทธิภาพของโครงข่ายทางธรรมชาติให้สามารถทำหน้าที่ดังเดิมหรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรมและการออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
 
· การปรับปรุงฟื้นฟูโครงข่ายทางธรรมชาติให้ตอบสนองต่อกิจกรรมเศรษฐกิจและการนันทนการของประชาชน
 
· การปรับปรุงฟื้นฟูโครงข่ายทางธรรมชาติให้เป็นเสริมความมีเอกลักษณ์ของพื้นที่
 
นอกจากนั้นในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเขียวจะต้องให้ความสำคัญต่อการออกแบบเพื่อเพิ่ม
 
ประสิทธิภาพระบบการระบายน้ำ การซึมซาบน้ำการรักษาสภาพแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ การรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเมืองและสิ่งมีชีวิตในระบบธรรมชาติของเมืองโดยการคงสภาพทางธรรมชาติและระบบนิเวศเมืองนั้นจะช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมของการเดินและการสร้างสรรค์เศรษฐกิจในพื้นที่ใจกลางให้มีควาสมดุลระหว่างกิจกรรมของประชาชนกับโครงสร้างทางธรรมชาติ

 
ชมภาพย่าน Otaruและย่านในเมืองซัปโปโร ย่านแห่งการเดินของญี่ปุ่น
 

ภาพย่าน Otaru อีกย่านของเมืองแห่งการเดิน



ภาพย่าน Otaru อีกย่านของเมืองแห่งการเดิน



ภาพย่าน Otaru อีกย่านของเมืองแห่งการเดิน



ภาพย่าน Otaru อีกย่านของเมืองแห่งการเดิน



ภาพย่านแห่งการเดินของเมืองซัปโปโร



ภาพย่านแห่งการเดินของเมืองซัปโปโร



ภาพย่านแห่งการเดินของเมืองซัปโปโร

สรุป
 
ผู้เขียนจะนำเสนอรูปแบบย่านและเมืองตามเกณฑ์ LEED-ND ที่เกี่ยวเนื่องกับการออกแบบเมืองแห่งการเดินอีกในบทความฉบับต่อไปซึ่งจะลงรายละเอียดตามที่ระบุไว้ในตัวชี้วัดที่จำแนกตามเกณฑ์ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถนำไปเป็นแนวทางในการออกแบบโครงการตาม LEED-ND ได้
 
เอกสารอ้างอิง
New Urbanism and U.S.Green Building Council (2104) LEED-NDManual 2014
Devina Mahendriyani (2016) LEED-ND: the futureof urbanism in Asia, Available from:
//www.asiagreenbuildings.com/12953/leed-nd-the-future-of-urbanism-in-asia/
KaidBenfield (2016) How LEED-ND Standards Reduce Driving and AssociatedEmissions
//kaidbenfieldarchive.com/20130612-how-leed-nd-standards-reduce-driving-and-
associated-emi.html

 




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2569    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2569 8:35:47 น.
Counter : 259 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ภาพอดีต ภาพปัจจุบัน และอนาคต และความเป็นไปของเกาะรัตนโกสินทร์
เล่าเรื่องทริป ที่สุดแสนจะธรรมด๊า ธรรมดา แต่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว มัน อเมซิ่ง มากมาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.