ชมวิวทิวทัศน์ เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

มท.ไฟเขียว"ขอนแก่น"ตั้งบริษัท ลงขันรถไฟฟ้ารางเบาหมื่นล้าน








มท.ไฟเขียว"ขอนแก่น"ตั้งบริษัทลงขันรถไฟฟ้ารางเบาหมื่นล้าน

ขอนแก่นเฮ รมว.มหาดไทย ไฟเขียว 5เทศบาลลงขันจัดตั้งบริษัทลงทุนพัฒนารถไฟฟ้าระบบรางเบาหมื่นล้านคาดได้ฤกษ์ตอกเข็มภายในสิ้นปีนี้ "ช.ทวี ดอลล่าเซียน"สบช่องแจมดึงกลุ่มทุน "จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป" ร่วม อปท. 7 จังหวัดขานรับ เล็งใช้เป็นโมเดลต้นแบบ

5 เทศบาลเตรียมจดทะเบียน

นายจีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามอนุมัติให้ 5 เทศบาลในจังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย เทศบาลนครขอนแก่นเทศบาลเมืองศิลา เทศบาลเมืองเก่า เทศบาลตำบลท่าพระ และเทศบาลตำบลสำราญ ซึ่งมีแนวคิดจะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าระบบรางเบา(แอลอาร์ที) หรือ TRAM ระยะทาง 22.6 กม. มูลค่าลงทุนรวมหลักหมื่นล้านบาทในตัวเมืองขอนแก่น เพื่อแก้ปัญหาการจราจร รองรับการขยายตัวของเมืองและอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยดำเนินการตามมาตรา 57 ตรี แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496

ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 5 แห่งอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล โดยเอกชน คือสภาหอการค้าจังหวัดขอนแก่น จะร่วมสนับสนุนด้วยการบริจาคเงิน 4 ล้านบาท ให้เทศบาลนครขอนแก่นขณะที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น จะบริจาคเงินให้อีก 4 เทศบาล เทศบาลละ 2.5 แสนบาท รวมเป็น 5 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนตั้งต้นปลายเดือน ก.พ. 2560 นี้ ทั้ง 5 เทศบาลจะเปิดประชุมสภาเพื่อแจ้งเรื่องการรับบริจาคเงิน จากนั้นจะเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตามแผนที่กำหนดไว้

"หลังจัดตั้งบริษัทจะแต่งตั้งคณะทำงานและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับโครงการระบบขนส่งมวลชนเข้ามาช่วยเพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่การดำเนินการบริษัทนี้จะเป็นไปตามนโยบายของ 5 เทศบาลที่จะกำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนบริษัท ส่วนเอกชนที่จะเข้ามารับผิดชอบโครงการยังไม่ได้เจาะจงแต่ใครที่จะเข้ามาดำเนินการต้องเข้าสู่ระเบียบทางราชการทั้งสิ้น"

ผนึกเอกชนพัฒนาระบบราง

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทยกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช.ทวี ดอลล่าเซียน จำกัด(มหาชน) ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) เปิดเผยว่า การจัดตั้งบริษัทของ 5 เทศบาล ใน จ.ขอนแก่นถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ร.บ.เทศบาลฯประกาศบังคับใช้ ทำให้วันนี้ทีมขอนแก่นเหมือนเป็นดรีมทีมของการปกครองท้องถิ่นทั้งนี้ในส่วนของบริษัทสนใจโครงการนี้และต้องการมีส่วนร่วมในการดำเนินการเบื้องต้นได้พูดคุยกับซัพพลายเออร์จากที่ต่าง ๆ 5 แห่ง ทั้งจากยุโรป ยุโรปตะวันออก ญี่ปุ่นเกาหลี จีน ทุกรายสนใจจะร่วมลงทุนโครงการระบบรางเบาด้วย

"เมื่อทั้ง 5 เทศบาลจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยซึ่งคงใช้เวลาไม่เกิน 2เดือน ก็น่าจะพร้อมประกาศหาเอกชนร่วมงาน เราถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่พร้อมจะพัฒนาโครงการนี้ตามขั้นตอนกฎหมายจากนั้นคาดว่าจะเริ่มมีการดำเนินการไม่เกินสิ้นปีนี้"

นายฐาปนา บุณยประวิตรอุปนายกสมาคมการผังเมืองไทย และผู้ประสานงานเครือข่ายกิจการพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า"ขณะนี้กิจการพัฒนาเมืองของ จ.ขอนแก่น คืบหน้าไปมากโดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยความร่วมมือของ 5 เทศบาลสำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของทั้ง 5 เทศบาลนั้นคาดว่าใช้รูปแบบการให้สัมปทานโครงการ และเส้นทาง โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการทั้งหมดโดยบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด จะดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการระดมทุนจากหลายกลุ่มที่สนใจจะร่วมทุนด้วย"

"ภูเก็ต-เชียงใหม่" สนใจ

ด้านนางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตองอ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า กำลังศึกษาข้อมูลที่ 5เทศบาลของขอนแก่นตั้งบริษัทขึ้นพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในอนาคตหากมีความเป็นไปได้อาจทำในรูปแบบเดียวกัน โดยใช้กรณีดังกล่าวเป็นต้นแบบเนื่องจากป่าตองมีปัญหาหลายด้านที่ต้องพัฒนา หากรองบประมาณจากภาครัฐอาจไม่เพียงพอขณะที่ อปท.อีกหลายแห่งใน จ.ภูเก็ต ต่างสนใจวิธีการนี้ โดย จ.ภูเก็ต ตั้งบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด แล้ว มีเอกชนหลายรายร่วมลงทุน ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เปิดตัวบริษัทก่อนหน้านี้แล้ว

ขณะที่นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ระบบขนส่งมวลชนมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเชียงใหม่แต่ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มเอกชนรายใดเสนอตัวลงทุนระบบรถไฟฟ้ารางเบาในเชียงใหม่ในส่วนของเทศบาลก็ยังไม่เคยหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ยังคงให้บริการรถเมล์ตามปกติ 2 เส้นทาง และเตรียมเพิ่มเส้นทางสายที่ 3 เดือน เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัจจุบันภาคเอกชนในท้องถิ่นที่รวมตัวตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 100-200 ล้านบาท มีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่

1.บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด

2.บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด

3.บริษัท เชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัด

4.บริษัท พิษณุโลกพัฒนาเมือง จำกัด

5.บริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง จำกัด

6.บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด และ

7.บริษัท ระยองพัฒนาเมือง จำกัด

เครดิตข่าวและบทความจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ขอขอบพระคุณ มา ณ ที่นี้ครับ 

วันที่1 มีนาคม 2560

//m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488352245






 

Create Date : 03 มีนาคม 2560    
Last Update : 3 มีนาคม 2560 17:49:41 น.
Counter : 590 Pageviews.  

ขอนแก่นเนื้อหอม ผุดท่าเรือบก ขนส่งสินค้าเกษตรอีสาน สู่ท่าเรือแหลมฉบัง




ขอนแก่นเนื้อหอม ผุดท่าเรือบก 

ขนส่งสินค้าเกษตรอีสาน สู่ท่าเรือแหลมฉบัง

นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานหอการค้า จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่าความคืบหน้าในแผนการดำเนินงานจัดตั้งโลจิสติกพาร์ค (LOGISTIC PARK) ซึ่งขอนแก่น ได้กำหนดเลือกพื้นที่บ้านโนนพะยอม ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่นเป็นสถานที่จัดตั้งศูนย์รวมระบบการขนส่งทางราง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟและมีพื้นที่สำหรับการดำเนินการการขนส่งสินค้าทางรางที่สะดวกและเชื่อมโยงไปในเส้นทางต่างๆได้



ขณะเดียวกันจากการหารือร่วมกันระหว่างหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และที่ประชุมร่วมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือกรอ.ขอนแก่น กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้มีการพิจารณาเลือกให้สถานีรถไฟโนนพะยอมแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของศูนย์นำเข้าและส่งออกสินค้าทางรางหรือ InlandContainer Depot หรือ ICD ซึ่งต่อไปนี้พื้นที่ บ้านโนนพะยอม จะเป็นสถานที่รวมสินค้าด้านการเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานโดยเฉพาะอ้อย มันสำปะหลัง และข้าว ที่จะมารวมกันในจุดเดียวมีการดำเนินการด้านพิธีการศุลกากรที่เสร็จสรรพและครอบคลุมก่อนจะขนส่งสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์และขนส่งทางรางไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งจำหน่ายไปในต่างประเทศ

“ขณะนี้แผนการจัดตั้ง ICD หรือที่เรียกว่า ท่าเรือบกที่ขอนแก่นมีความคืบหน้าอย่างมากมีการจัดเตรียมพื้นที่และกำหนดแผนการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี งบประมาณรวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทย จะร่วมกันพัฒนาระบบขนส่งสินค้าการเกษตรทางรางร่วมกับภาคธุรกิจเอกชนขอนแก่นในรูปแบบPPP

บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด หรือ KKTT ได้มาร่วมดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวแล้วอย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ท่าเรือบกที่กำลังจะถูกจัดตั้งขึ้นภายในแนวทางการบริหารงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆในชื่อศูนย์โลจิสติกปาร์คแห่งนี้จะยังคงมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมด้านการเกษตรเพิ่มขึ้นมาด้วยซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการขนส่งซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรภาคอีสานที่จะสามารถแข่งขันกับกับประเทศเพื่อนบ้านหรือกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายอื่นได้อีกด้วย”นายเข็มชาติ กล่าว



ที่มา สยามรัฐออนไลน์

บจก.ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที)

//khonkaenthinktank.com/news_view.php?id=42




 

Create Date : 02 มีนาคม 2560    
Last Update : 2 มีนาคม 2560 16:33:26 น.
Counter : 747 Pageviews.  

เชิญร่วมเสวนา"ระยองกับการพัฒนาสู่ยุค 4.0"การขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และ TOD




สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยองและบริษัท ระยองพัฒนาเมืองจำกัด

ขอเชิญชาวระยองและท่านที่ประกอบการธุรกิจในพื้นที่จังหวัดระยองร่วมสัมมนาครั้งสำคัญ

ระยองกับการพัฒนาสู่ยุค 4.0

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดระยอง ด้วยการ

พัฒนาระบบขนส่งมวลชน และพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD)


ด้วยรัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดระยองเป็นหนึ่งในสามจังหวัดเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา) เพื่อมุ่งสู่การเป็นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic CorridorDevelopment หรือ EEC) โดยการวางแผนลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และสิ่งอำนวยความสะดวกบริการภาครัฐ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต ตามด้วยสิทธิประโยชน์ประเภทต่างๆ เช่น

  • สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นของคนต่างด้าว ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกำหนด
  • สิทธิในการนำช่างฝีมือ ผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ ซึ่งเป็นคนต่างด้าว เข้ามาและอยู่อาศัยในราชอาณาจักร เป็นการชั่วคราว
  • สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 13 ปี ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด
  • สิทธิประโยชน์ในด้านธุรกรรมการเงิน เช่น สิทธิในการถือครองเงินตราต่างประเทศ เป็นระยะเวลานานกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายอื่น
  • สิทธิการเช่าที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสูงสุดมีกำหนดระยะเวลาสูงสุดถึง 99 ปี

รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร(One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการประกอบกิจการ

โดยมุ่งหวังให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

· การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย500,000 ล้านบาท

· การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน400,000 ล้านบาท

· การลงทุนในด้านการพัฒนาเมืองใหม่เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน และที่อยู่อาศัยประมาณ 400,000ล้านบาท

· การลงทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพประมาณ 200,000 ล้านบาท

คาดว่าภายในระยะเวลา 1-5ปีจะมีความต้องการใช้พื้นที่เพื่อการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประมาณ 70,259 ไร่ ประกอบด้วย

· อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะใช้พื้นที่รองรับประมาณ 18,000 ไร่

· อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ประมาณ 7,259 ไร่

· อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารการเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ 21,500 ไร่

· อุตสาหกรรมการบิน ประมาณ 500ไร่

· อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ประมาณ 20,000 ไร่

· และอุตสาหกรรมดิจิทัลและการแพทย์ครบวงจร ประมาณ 3,000 ไร่

(ที่มา: การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

สำหรับจังหวัดระยองจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเป็นอันดับสองประเทศ (รองจากกรุงเทพมหานคร) โดยในปี2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ระบุ GPP ของจังหวัดอยู่ที่874,547 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อคน 1,008,615 บาท ที่จำนวนประชากรประมาณ667,000 คน กล่าวได้ว่า จังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศโดยมีจำนวนถึง 23 แห่ง (รวมนิคมของรัฐและของเอกชน) เนื้อที่ประมาณ 40,000 ไร่แบ่งเป็น

· นิคมอุตสาหกรรมจำนวน 8 แห่ง

· เขตประกอบการอุตสาหกรรมจำนวน 5 แห่ง

· ชุมชนอุตสาหกรรมจำนวน 5 แห่ง

· สวนอุตสาหกรรมจำนวน 2 แห่ง และ

· นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งจำนวน 3 แห่ง

โดยมีโรงงานจำนวน19,440 โรงจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมมากถึง 160,000 อัตรา

ในปี2562 รัฐบาลประกาศขยายขอบเขตการให้บริการสนามบินอู่ตะเภาเพื่อเป็นศูนย์การเดินทางและศูนย์รวมการขนส่งสินค้าของพื้นที่เขตเศรษฐกิจEEC และยังประกาศเปิดให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูง(กรุงเทพ-ระยอง) ในปี 2564ไม่รวมการลงทุนเชื่อมต่อรถไฟทางคู่จากสายแก่งคอย-มาบตาพุดซึ่งคาดว่าจะเปิดบริการเติมรูปแบบในปี 2562

ตัวเมืองระยองตั้งขนาบข้างโดยย่านอุตสาหกรรมสำคัญปัจจุบันมีสภาพเป็นศูนย์เศรษฐกิจพาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เป็นที่ตั้งของพื้นที่ค้าปลีกไม่น้อยกว่า 500,000 ตารางเมตรทั้งพื้นที่ค้าปลีกดั้งเดิมและพื้นที่ค้าปลีกสมัยใหม่ เช่นเดียวกับที่อยู่อาศัยซึ่งได้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากการขยายตัวแนวราบมาเป็นการขยายตัวแนวตั้ง

ด้วยสภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคของรัฐบาลการลงทุนอุตสาหกรรม และการลงทุนภาคการพาณิชย์ของเอกชน เมื่อประกอบกับแนวนโยบายการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษดังที่กล่าวแล้วนั้นปัจจุบัน จังหวัดระยองจึงมีสภาพเป็นใจกลางศูนย์เศรษฐกิจของภาคตะวันออกไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตามแม้จังหวัดระยองจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลและการลงทุนขนานใหญ่ของภาคเอกชนแต่การลงทุนและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของจังหวัดในช่วงเวลาที่ผ่านมายังขาดทิศทางและมีการบูรณาการแผนที่มีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากเนื้อเมืองส่วนใหญ่เติบโตไปตามธรรมชาติการใช้ที่ดินมีความหนาแน่นเฉพาะพื้นที่สองข้างทาง ขาดการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งงานกับที่อยู่อาศัยดังเช่น ระบบการเดินทางและการขนส่งสินค้า ซึ่งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะมีพื้นที่บริการอยู่อย่างจำกัดและไม่ได้มาตรฐานด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พื้นที่ชั้นในและพื้นที่ย่านชานเมืองเกิดปัญการคับคั่งการจราจรสำหรับการขนส่งสินค้า ยังคงพึ่งพาระบบการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งได้เพิ่มปริมาณการแออัดการสัญจรบนผิวถนนมากขึ้นไปอีกในขณะที่ความสามารถการรองรับของถนนมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งนี้ ไม่นับรวมปัญหาด้านมลภาวะอุบัติเหตุ คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นตลอดเวลา

เพื่อให้เกิดการบูรณาการรูปแบบการพัฒนาที่เด่นชัดให้จังหวัดระยองมีศักยภาพในระดับสูงในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานดำเนินไปควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม โดยภาคเศรษฐกิจจริงเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของเมืองและจังหวัดระยองมีความสามารถการแข่งขันในระดับสูงตามนโยบายของรัฐบาล สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยองจึงได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรและภาคส่วนต่างๆ จัดการสัมมนาเรื่อง ระยอง 4.0 ขึ้นทั้งนี้ เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนจะได้สรุปผลการพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาและร่วมกันเสนอแนวทางในการพัฒนาจังหวัดระยองสู่อนาคต ต่อไป

กำหนดการสัมมนา

12.30-13.00 ลงทะเบียน

13.00-13.20 เปิดการสัมมนาโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง

13.20-14.20 การบรรยายรายละเอียดการศึกษาเส้นทางขนส่งมวลชนและการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง

มวลชนเมืองระยองโดย ผศ.ดร.ศักรธร บุญทวียุวัฒน์ และ ผศ.ดร.ธนภณ พันธเสน จาก

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

14.20-15.45 การเสวนาเรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาระยอง 4.0และประสบการณ์การพัฒนาเมืองขอนแก่น

หรือขอนแก่นโมเดล

โดย ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาจารย์ฐาปนาบุณยประวิตร อุปนายกสมาคมการผังเมืองไทย

อาจารย์สุรเดชทวีแสงสกุลไทย รองคณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น

มหาวิทยาลัยขอนแก่นและคณะผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด

15.45-16.00 พักรับประทานอาหารว่าง

16.00-17.00 การแสดงความคิดเห็นของผู้ร่วมประชุมดำเนินรายการโดย คุณภูษิต ไชยฉ่ำ กรรมการสมาคม

การค้าอสังหาริมทรัพย์จังหวัดระยองและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ระยองพัฒนาเมือง จำกัด

17.00 สรุปและปิดการประชุม

ท่านใดสนใจข่าวจากเพจSmart Growth Thailand
กด LIKE ติดตามข่าวได้ที่ แฟนเพจด้านล่างนี้เลยครับ




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2560 5:40:30 น.
Counter : 699 Pageviews.  

แถลงมานุสติเพื่องานผังเมืองไทย โดย อ.ธนกฤต มีสมจิตร





แถลงมานุสติเพื่องานผังเมืองไทย

จากกรณีที่มีแถลงการณ์สภาสถาปนิกเรื่องร่างข้อบังคับสภาฯ ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมแต่ละระดับโดย 1 ใน 4 สาขานั้น มี “สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง” อยู่ด้วย ร่างข้อบังคับนี้อันมีสาระหลักเพื่อใช้พิจารณาตัดสินว่าบุคคลใดมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมพร้อมกันนี้สภาสถาปนิกจะจัดเวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม(ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3อาคารสภาสถาปนิก ตั้งแต่เวลา 12:30 น.เป็นต้นไปด้วยนั้น

จากในช่วง 20 ปีมานี้ ผมเคยได้ยินแนวคิดที่จะให้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งมีอำนาจเต็มตามกฎหมายที่จะมีสิทธิรับงานหรือลงนามในงาน/โครงการจัดจ้างทางผังเมืองนี้มาหลายหน หลายวาระ ตราบจนถึงวันนี้ ผมไม่คิดว่าจะยังมีแนวคิดนี้อยู่อีกในสังคมปัญญาชนไทย!! เนื่องจากแต่ละสาขาวิชาชีพต่างก็มิทิศทางและแนวงานของตนไปตามครรลองวิชาชีพแห่งตนที่ค่อนข้างมีความชัดเจนสูงอยู่แล้ว (เมื่อแยกไปทำงานเฉพาะเรื่อง-เฉพาะทาง) แต่ในกรณีที่เป็นงาน/โครงการที่ต้องรวมตัวกันทำพร้อมกันในหลายวิชาชีพเช่น งานทางการวาง จัดทำ และออกแบบผังเมืองนั้น ถือเป็นงานใหญ่ งานสำคัญระดับสูงและอาจก่อผลกระทบเสียหายต่อสังคมส่วนรวมในระดับทั้งเมืองและระหว่างเมืองได้สูง(เช่น น้ำท่วมใหญ่ ความเสียหายต่อระบบนิเวศของพืชและสัตว์ การก่อมลพิษเมืองและปัญหาภาวะโลกร้อนการก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตรายวันของพลเมืองอีกทั้งความเสี่ยงด้านพิบัติภัยธรรมชาตินานา ฯลฯ) ดังนั้น “งานในทางผังเมือง” นี้ จึงมีความเป็น“สหวิทยาการ” สูงกว่าและรับผิดชอบ และก่อผลกระทบได้ทั้งเชิงลบเชิงบวกมากกว่าการทำงานหลายๆโครงการอย่างมาก เพราะต้องผสาน/ผนึกพลังความรู้จากนักวิชาชีพนับ 20-30 ศาสตร์ นั่นเท่ากับว่าการทำงานร่วมกันนี้ ย่อมมีลักษณะซ้อนทับ และก็มีความชัดเจนในร่องในรอยของวิชาชีพตนไปพร้อมกันแต่ก็ใช่ว่า แนวคิดการ “สร้างอภิสิทธิ์” ทางวิชาชีพนี้ควรจะบังเกิดขึ้นในสังคมไทยเนื่องจากการดำเนินการใดๆ ไม่ควรเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละวิชาชีพนั้นๆ หากแต่แต่ละวิชาชีพนั้นควรดำเนินงานของตนอย่างเต็มความรู้ความสามารถในวิชาชีพตนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม(งานเพื่อสังคม/งานสาธารณประโยชน์โดยแท้) หาใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มแต่อย่างใดไม่

ด้วยงานออกแบบชุมชนเมือง (UrbanDesign) และบุคลากรในวิชาชีพการออกแบบเมือง นั้น นักออกแบบเมือง (Urban Designer) เป็นผู้ที่จะนำผลของกระบวนคิด กลั่นกรอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ผลการศึกษาทั้งเชิงเศรษฐกิจ(เศรษฐกร) โครงสร้างพื้นฐานเมืองและชุมชน(วิศวกร) สังคม ประชากร (นักประชากรศาสตร์และนักสังคมศาสตร์) ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณา(นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยา) โบรานคดี (นักโบราณคดี และนักบรรพชีวิน) การเมืองการปกครอง(นักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์) ฐานทรัพยากรธรรมชาติ (นักวนศาสตร์ นักเกษตรศาสตร์ นักชีววิทยาและนักวิชาการสิ่งแวดล้อม) คุณภาพและมลพิษสิ่งแวดล้อม (นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิศวกรสิ่งแวดล้อมฯลฯ ผ่านกิจกรรมนานาในกระบวนการศึกษา วาง และจัดทำผังเมือง เช่น การศึกษาสำรวจพื้นที่การสัมภาษณ์ทุกภาคส่วน (นักกิจกรรมภาคสนาม) การทบทวนแผนนโยบายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง(นักยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง (นักวิชาการกฎหมายท้องถิ่น/นิติกร) การซ้อนทับและวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ(นักGIS) การทำเวทีรับฟังความคิดเห็น (นักกระบวนการมีส่วนร่วม)การวิเคราะห์ความเสี่ยง (นักชลศาสตร์ นักอุทกศาสตร์ นักปฐพีวิทยา ฯลฯ) เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบดูแล รับผิดชอบ และบริหารจัดการโครงการศึกษา วาง และจัดทำผังเมืองโดยผู้ที่เรียนมาในหลักสูตรแบบ “องค์รวม” ไม่แยกส่วน/แยกศาสตร์ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ในสหวิทยาการด้วยหลักสูตรการวางแผนและผังเมือง(Urban Planning) ซึ่งก็คือนักผังเมือง (UrbanPlanner) เป็นร่มใหญ่หรือแม่งานหรือผู้จัดการหลักของกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมา

เรากำลังร่วมเดินกันไปบนเส้นทางแห่งการสร้างเมืองไม่ใช่การออกแบบก่อสร้างสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นองค์ประกอบยิบย่อยของเมืองเรากำลังเดินไปบนความเสี่ยงของระบบการสร้างหลักประกันให้กับสังคมไทย คำถามคือ

ต้องตระหนักร่วมกันให้ได้ว่า งานUrbanDesigns เป็นเพียงขั้นตอน 1 ใน 10 ของกระบวนการศึกษา จัดทำและวางผังเมือง(ไม่ว่าผังระดับใด เช่น ผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมชุมชน ผังพื้นที่เฉพาะผังเฉพาะ ฯลฯ) ซึ่งอาศัยทักษะ(จำเพาะด้าน) ของนักออกแบบเมืองในบางขั้นตอนของกระบวนการเท่านั้นและขั้นตอนการออกแบบนี้จะเกิดขึ้นในขั้นตอนกลางๆ และท้ายๆของกระบวนการจัดทำผังเมือง โดยต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนที่ซับซ้อนทั้งการใช้นักวิชาชีพหลายสาขาการทุ่มงบประมาณและเวลาในการศึกษารวบรวมข้อมูล คัดกรอง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ผลของพื้นที่ปฏิบัติการวางผังซึ่งอีก 9 ใน 10 ขั้นตอนที่นอกเหนือขั้นตอนการออกแบบเมืองนี้เอง ได้ใช้เวลาไปในสัดส่วนที่มากที่สุดกว่าขั้นตอนการออกแบบและปรับแก้ผังโดยก่อนจะถึงการนำผลสังเคราะห์ความรู้จากพหุศาสตร์มาให้ “นักออกแบบเมือง” ได้ลองใช้ทักษะเฉพาะทางในวิชาชีพตนเสนอรูปแบบมาเพื่อให้เหล่า“สหศาสตร์” ได้ร่วมกันคัดกรองว่าแบบที่ออกมานั้นมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดผ่านดุลพินิจของนักวิชาชีพในทุกสาขาที่ร่วมทำกระบวนการศึกษา วิเคราะห์สังคมเคราะห์ผลกันมาทั้งหมดนับแต่ต้นทางและตลอดสายทางหรือไม่แล้วยังต้องนำร่างรูปแบบที่(มีหลายทางเลือก) ซึ่งผ่านการคัดกรองในหมู่นักสหศาสตร์ที่ทำกันอยู่หลายรอบในยกแรกแล้วนี้ไปขอความเห็นชอบหรือแก้ไขปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมลงตัวทั้งเชิงหลักวิชาการและความต้องการของผู้ใช้ผังหรือผู้ได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบจากการบังคับใช้ผังตามกฎหมายคือ“ผองประชาชนเจ้าของพื้นที่” อีกหลายครั้งหลายหน แล้วจึงให้นักวิชาชีพออกแบบ (UrbanDesigner) ได้ใช้ทักษะเฉพาะทาง(และเฉพาะขั้นตอน)ช่วยปรับแต่งให้ทุกฝ่ายยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเหล่านี้เองยังคงอยู่ในการบริหารจัดการและการควบคุมทางมาตรฐานวิชาชีพการผังเมืองของนักวางแผนเมือง(Urban Planer) เป็นสำคัญที่เป็นผู้รู้รอบในสหสาขา(เชิงกว้างและครอบคลุมรัดกุม)เพื่อควบคุม กำกับทิศทางให้สอดรับกับผลการศึกษากลั่นกรองของนักสหวิชาชีพที่กล่าวมาทั้งหมด

แต่หากต้องรวบอำนาจหรืออภิสิทธิ์ไว้ในมือของบางสาขาวิชาชีพเพียงวิชาชีพเดียวมันถูกต้อง เหมาะควร และไม่ขัดต่อจรรยาชีพ และความรับผิดชอบที่ต้องมีให้ประชาชนหละหรือ???หากทางกลุ่มวิชาชาชีพใดมีดำริที่จะยกร่างระเบียบเรื่องนี้ ท่านได้มีคำตอบที่ว่าตลอด20 ปีนี้ ความพยายามนี้จะทำไปเพื่ออะไร? เพื่อใคร? สามารถตอบข้อครหาของสังคมที่ว่า เป็นแค่พิธีกรรมนำไปสู่การควบรวมเบ็ดเสร็จในอำนาจของการศึกษาวาง จัดทำและออกแบบผังเมือง หรือไม่ และจะเป็นการปู่ทางสู่อำนาจสิทธิขาดในการเสนองานประกวดจัดจ้างงาน ในการจัดทำงานจากผู้ว่าจ้างเป็น “ธงนำ” หรือไม่แล้วหลักประกันความอยู่รอดปลอดภัยและสันติสุขอันดีและยั่งยืนของคุณภาพชีวิตประชาชนอีก 70 ล้านประชากรไทย อยู่ตรงไหนนอกเหนือจากที่สังคมมองว่าเป็นแค่การสร้างกิจกรรมแย่งงานและทำมาหากินของนักวิชาชีพ??

นอกเสียจากว่า ... ในแต่ละสาขาวิชาชีพนั้นต่างก็มีระบบหลักประกันทางกฎหมายที่เรียกว่าใบประกอบวิชาชีพในสาขาของตนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และระเบียบเหล่านั้นก็ได้มีข้อบัญญัติแห่งบทลงโทษของเฉพาะวิชาชีพนั้นแล้วหากแต่จะมีวิชาชีพใหม่ (ดูเหมือนจะไม่เคยมีอยู่ในสารบบของการผังเมืองโลก) ที่จะเข้ามารับผิดชอบดูแลงานใหญ่ที่ขึ้นกับความเป็นความตายของมหาชนซึ่งเดิมงานใหญ่เช่นนี้ได้มีครรลองปกติของมันอยู่แล้วที่นักสหวิชาชีพได้มาเข้าร่วมจับมือกับผองประชาชนร่วมไม้ร่วมมือกันสร้างและออกแบบผังเมืองที่ดีน่าอยู่ ยั่งยืน ปลอดภัย ดังนั้น หากจะมีผู้ที่อยากมีอภิสิทธิเหนืองานของประชาชนส่วนรวมก็จำต้องตอบสังคมให้ได้ว่า มีการกำหนดบทบาทความรับผิดชอบไว้อย่างไรแล้วบ้างในร่างระเบียบชุดนี้เช่นว่า หากผังที่ได้วาง/ออกแบบ/จัดทำขึ้นนั้น ก่อความเสียหาย ล้มเหลวหรือประสบพิบัติภัย และเกิดผลกระทบแง่ลบต่อสังคมวงกว้างแล้วไซร้ ผู้มีอำนาจเซ็นรับงานและเซ็นอนุมัติแบบแต่เพียงผู้เดียวหรือเพียงวิชาชีพเดียวนั้นจะรับผิดทางกฎหมายแพ่งและอาญาไว้สูงเป็นกี่เท่าของงานสาขาวิชาชีพอื่นๆ !!นี่คือปุจฉาที่สำคัญยิ่งยวด

ทุกภาคส่วนต้องไม่ลืมว่าโลกใบนี้แคบลงในการเชื่อมถึงและรับรู้ระหว่างกันทุกวัน และโลกนี้แผ่เผยและเปิดกว้างต่อทุกผู้คนทั้งในแวดวงแต่ละวิชาชีพและทุกผู้คนที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้การอยู่ร่วมในสังคม และทำงานรับผิดชอบในแบบสหสาขาวิชาชีพร่วมกันนั้นประชาชนกำลังเฝ้าดูและถามหาคำตอบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในเมื่องานสร้างเมืองมิใช่เพียงงานสร้างบ้าน สร้างตึก สร้างเพิงพัก และสร้างสิ่งอันสวยงามประทับใจและล้ำสมัยประดับเมืองแล้วจึงนำมาใส่ตะกร้ารวมกันเพื่อเรียกว่า “เมือง” แต่งานสร้างเมืองที่แท้จริงนั้นมีแนวโน้มและทิศทางที่ต้องอาศัยภูมิรู้ของอีกหลายสาขาวิชาชีพที่จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเพื่อเติมเต็มส่วนบกพร่องจากที่มีอยู่เดิมให้สมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆอันเป็นพัฒนาการของแต่ละเรื่องของบ้านเมืองเรา มิใช่การชิงกลบลบกระดานกวาดไล่สหวิชาชีพออกไปจากเส้นทางงานสร้างเมือง ให้เหลือ “พระเอกขี่ม้าขาว”เพียงผู้เดียว ผมเชื่อว่า “ประชาชนมิได้ต้องการอย่างนั้น” !!

แนวโน้มที่เมืองต้องการและจะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆทั้งแง่มุมของการใช้นักวิชาชีพด้านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(IEE, EIA, E-HIA) การใช้นักวิชาชีพด้านจัดการความเสี่ยงพิบัติภัย (DisasterViews) งานวิเคราะห์ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy ImpactAssessment: SIA) และจะมีนักวิชาชีพด้านจริยธรรมต่อสรรพชีวิน (UrbanBio-Ethics/Bio-Regionalism) เข้ามาเสริมทัพสร้างเมืองให้เป็นเมืองที่ปลอดภัยมั่นคง และยั่งยืนมากขึ้นไปอีก

หากผมเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนว่าภารกิจด้านผังเมืองถูกกำหนดมาตั้งแต่ตอนก่อตั้งสภาสถาปนิก เพราะมีกำหนดอยู่ 4 สาขาโดยมีสาขาการผังเมือง(ที่เป็นการออกแบบเมือง) รวมไว้ด้วย (เข้าใจว่าเป็น“สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง”) ซึ่งในเวลานั้น ในสมาคมสถาปนิกสยามยังไม่มีใครเป็นเจ้าภาพเรื่องเมืองที่ชัดเจนสถาปนิกที่ทำงานออกแบบเมืองจึงพยายามกำหนดจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ตรงจุดนั้นไว้มาเรื่อยแต่เมื่อกาลเวลาผ่านมาถึงวันนี้สิ่งที่ควรเป็นคือการทบทวนบทบาทและจุดยืนที่ควรตกผลึกให้สังคมยอมรับและเข้าใจอย่างถูกต้องให้ได้ว่ามีขึ้นเพื่ออะไร?? และอยู่ตรงสายโซ่ข้อใดของกระบวนการสร้างเมืองให้สังคม ด้วยเหตุนี้การปรับภารกิจด้านการผังเมืองของบางกลุ่มวิชาชีพนี้ที่ต้องการให้มีเจ้าภาพที่ชัดเจนขึ้นนั้นควรออกมารูปแบบใด ครอบคลุมภารกิจแค่ไหน และสำคัญต่อประเทศชาติอย่างไรสมควรที่จะปล่อยกลุ่มวิชาชีพเดียวดูแลรับผิดชอบเมืองทั้งเมืองฝ่ายเดียวหรือไม่ ???

บทความนี้มิได้มุ่งหมายเพื่อโจมตีหรือมีความขัดแย้งกันในระหว่างสมาคมและระหว่างวิชาชีพที่เกี่ยวกับการผังเมืองแต่ผู้เขียนถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่ต้องการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันแก่ทุกภาคส่วนและสังคมวงกว้าง

เพื่อจะร่วมเดินไปบนเส้นทางการสร้างเมืองที่แข็งแกร่งมั่นคง ปลอดภัยกว่าเดิม

โดยยึดผลประโยชน์ของมหาชนชาวสยามเป็นที่ตั้ง


                                                                                            ธนกฤต มีสมจิตร

                                                                             กรรมการบริหารสมาคมการผังเมืองไทย

                                                                                             24 กุมภาพันธ์2560






 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2560 0:04:52 น.
Counter : 588 Pageviews.  

7 จังหวัด แห่ตั้งบริษัทพัฒนาเมือง "เชียงใหม่" เร่งแก้ขนส่งมวลชน





7 จังหวัด แห่ตั้งบริษัทพัฒนาเมือง"เชียงใหม่" เร่งแก้ขนส่งมวลชน

เอกชนในภูมิภาคผนึกพลังตั้งบริษัทพัฒนาเมืองหวังเป็นกลไกขับเคลื่อน-เปลี่ยนเมือง เอกชนเชียงใหม่ระดมทุนร่วม 7 ล้าน รุกพัฒนาระบบขนส่งมวลชน-เปิดฉาก Route เชื่อมโยงจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองชี้การจะเปลี่ยนเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้นต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นขณะที่สมุทรสาครสระบุรี ระยอง พร้อมเดินหน้าระดมกว่า 300 ล้านร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาเมือง

นายฐาปนา บุณยประวิตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเติบโตอย่างชาญฉลาดประเทศไทยและผู้ประสานงานเครือข่ายกิจการพัฒนาเมือง เปิดเผย"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กลุ่มภาคเอกชนหลายจังหวัดในภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นหัวเมืองสำคัญได้เริ่มมีการรวมตัวและระดมทุนจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองโดยเน้นการมีส่วนร่วมที่จะช่วยกันกำหนดทิศทางที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองในทุกด้านซึ่งการรวมตัวกันของเอกชนถือเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้การขยับหรือเปลี่ยนเมืองเป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของคนในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมา การพัฒนาเมืองก็มีข้อจำกัดไม่สามารถทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างทั่วถึงได้โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องงบประมาณของรัฐบาลที่ไม่สามารถนำไปพัฒนาได้ทั่วถึงทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนสามารถจัดตั้งกิจการพัฒนาเมืองขึ้นมาได้ด้วยการระดมทุนระดมแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองอาจจะเป็นไปในรูปแบบดำเนินกิจการโดยเอกชนล้วน ๆ หรืออาจจะร่วมกับภาครัฐส่วนหนึ่ง

"ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด ที่เกิดจากการรวมตัวและระดมทุนจากภาคเอกชนในท้องถิ่นและกำลังพัฒนาระบบขนส่งมวลชน คือระบบ Tram เช่นเดียวกับบริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัดที่จดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาทก็จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและศูนย์คมนาคมที่จะเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนระบบ Tram ของภาครัฐ"

นายฐาปนากล่าวต่อว่าในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้มีการรวมตัวและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัด แล้วเช่นกัน รวมถึงเอกชนของจังหวัดพิษณุโลกที่ได้ทำการจัดตั้งบริษัท พิษณุโลกพัฒนาเมือง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนราว 50 ล้านบาท ส่วนจังหวัดสมุทรสาครก็อยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนบริษัทด้วยทุนจดทะเบียนราว 100-200 ล้านบาท


ยังแก้ไม่ตก -นักท่องเที่ยวและประชากรต่างถิ่นยังคงหลั่งไหลเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีทำให้เกิดความแออัด การจราจรติดขัดมากและระบบขนส่งมวลชนกำลังเป็นปัญหาสำคัญของหัวเมืองใหญ่ซึ่งปัจจุบันเชียงใหม่ต้องพึ่งพารถเมล์แดงเป็นหลัก


ขณะที่จังหวัดสระบุรีและระยองก็อยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองด้วยเช่นกันด้วยทุนจดทะเบียนจังหวัดละราว 100 ล้านบาท นอกจากนี้สถาบันการเติบโตอย่างชาญฉลาดประเทศไทยก็อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดกับอีกหลายจังหวัด อาทิ หาดใหญ่ (สงขลา)อุดรธานี และชลบุรีที่ให้ความสนใจจะขับเคลื่อนเมืองภายใต้การดำเนินการในรูปแบบของบริษัทพัฒนาเมือง




ด้านนายณรงค์ ตนานุวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัด กล่าวว่า เอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ราว 70 คน ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่พัฒนาเมืองขึ้นมา ซึ่งทุกคนมีแนวคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือการมองเห็นปัญหาเมือง และต้องการเปลี่ยนเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยทุนจดทะเบียนเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ7 ล้านบาทและขณะนี้มีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆซึ่งทิศทางการพัฒนาเมืองของเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเท่านั้นแต่จะพัฒนาในทุกมิติ

ทั้งนี้ บริษัท เชียงใหม่พัฒนาเมือง จำกัดจะเน้นการทำงานในเชิงประชารัฐ และเน้นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเป็นสำคัญโดยจะเริ่มจากการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทาง(Route) ขนส่งมวลชนจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่




ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรมอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการฟอร์มทีมงาน และการทำ Business Model ในระยะสั้นจะมุ่งในเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเมืองเชียงใหม่โดยจะนำรถประจำทางสายหลักที่มีอยู่แล้วและให้บริการอยู่ในปัจจุบันมาปรับเส้นทางการเดินรถให้มีความสอดคล้องกับความต้องการใช้บริการจริงโดยจะเน้นการสนับสนุนในเส้นทางเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับเทศบาลนครเชียงใหม่และสหกรณ์ที่ให้บริการเดินรถสี่ล้อแดง และแผนดำเนินงานในระยะยาวของบริษัทเชียงใหม่พัฒนาเมือง อาจจะลงทุนขนส่งมวลชนระบบราง เป็นต้น




ที่มาบทความประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ขอขอบพระคุณ มา ณ ที่นี้ครับ

//m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486357836




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2560 0:04:30 น.
Counter : 668 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  

เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ภาพอดีต ภาพปัจจุบัน และอนาคต และความเป็นไปของเกาะรัตนโกสินทร์
เล่าเรื่องทริป ที่สุดแสนจะธรรมด๊า ธรรมดา แต่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว มัน อเมซิ่ง มากมาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.