ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๐๐- ขวานร้อน



ความแตกแยก แตกต่างกันในทางความคิด กำลังแผ่กระจายในสังคมไทยในขณะนี้ มันเป็นความที่ต้องการเอาชนะใครสักคน หรืออะไรสักอย่าง ต้องการอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่า ความไม่ถูกต้องทางความคิด แม้ว่าจะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของคนในชาติก็ไม่สนใจ

มันคุ้มค่าแค่ไหนที่จะเอาชีวิตไปแลก กับสิ่งที่เรียกว่า หลักการที่มนุษย์ปั้นแต่งกันขึ้นมา แล้วก็สมมติกันเอาเอง ทำไมเราต้องจริงจังกันมากมายขนาดนั้น เราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ เป็นพี่น้อง เป็นผู้อยู่ร่วมวัฏฏะสงสารเหมือนกันไม่ใช่หรือ…

แม้ว่าจะมีใครสักคนตายลงไป คุณคิดว่า คุณชนะแล้วปัญหามันจะจบเพียงเท่านั้นหรืออย่างไร ในอนาคตหากเรายังจองเวร จ้องล้างจองผลาญกันอยู่ เราก็ต้องทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น

ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าคุณจะเกิดเป็น ช้าง ม้า วัว หรือสุนัข เมื่อพบกันครั้งแรกก็จะเข้ากัดกันทันที อย่างหาเหตุผลไม่ได้ และจะเป็นอย่างนี้อีกหลายภพ หลายชาติ

อืม…ลืมไปว่าคนสมัยนี้เขาเป็นคนยุคใหม่ ยุคดิจิตอล ยุคตะลุยอวกาศ (บ้าบอ) เขาไม่สนใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดกันแล้ว เขาสนในเพียงปากท้อง สะสมเงินทองหาความสุขใส่ตัวไปวัน ๆ เท่านั้น

การหยิบเรื่องภพ ชาติ มาอ้างถึง คงจะผิดกาลอยู่สักหน่อย แต่ก็นั่นแหละ เขียนไปเรื่อย ๆ บางเรื่อง บางบรรทัดมันอาจจะไปกระทบความรู้สึกใครสักคนเข้า ให้เขาหยุดกระทำผิด หันหน้าเข้าหาศีลธรรมอันดีงาม มีเมตตา กรุณาต่อกัน เพื่อผลประโยชน์และความร่มเย็นของตัวเอง และสังคมส่วนใหญ่ก็จะสงบไปด้วยก็ดีไป

ซึ่งก็พูดกันโดยมาก ฟังกันโดยมาก แต่ก็ปฏิบัติไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าละอายใจ นี่เรายังพูดภาษาไทยเดียวกันอยู่ใช่ไหม
เรียนก็เรียนกันระดับ ป.ตรี ป.เอก กันส่วนเสียส่วนมาก แต่ความเข้าทางภาษา ทางความคิดไม่ได้ก้าวหน้าตามระดับใบประกาศเลยอย่างนั้นหรือ

หลายครั้งที่ดูรายการทีวี ส่วนใหญ่จะเลือกดูรายการที่เบาสมองมากกว่า แต่บางเรื่องบางตอน ยิ่งดูยิ่งหนักสมองไปอีก บางมุขตลกที่เฝือด ๆ ซ้ำร้ายยังเอาเรื่องพระ เรื่องศาสนามาเล่นกันอย่างไม่กลัวบาป กลัวกรรม สังคมไทยเราจึงได้วุ่นวายขนาดนี้ ก็จะโทษใครได้คงต้องโทษคนที่อยู่หน้ากระจกก่อนนั่นแหละ…ว่ามั้ย

ความแตกสามัคคีมันมีมาทุกยุคทุกสมัย เช่นในครั้งพุทธกาล สมัยที่เกิดศึกชิงน้ำกันระหว่างพระญาติ พระพุทธเจ้าเพียงตรัสให้คิดว่า ‘น้ำในแม่น้ำกับน้ำโลหิตของพวกท่านอย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน’ แค่นี้เขาก็คิดกันได้ วางวาวุธลง สามัคคีแบ่งน้ำกันอย่างเสมอภาค

แต่ถ้ามาพูดกับคนไทยยุคนี้ ก็ไม่รู้จะสรรหาคำใด ๆ มาพูด เพราะทุกคนไม่ต่างอะไรกับลูกศิษย์ศรีธนชัยกลับชาติมาเกิด พลิกลิ้นหาอุบายเอาตัวรอดแบบข้าง ๆ คู ๆ การจะเอาปัญญาไตร่ตรองหาเหตุ ดูผล ชั่งน้ำหนัก และวางใจเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ยอมรับวางทิฏฐิลง หันหน้ามาเจรจากันอย่างลูกผู้ชาย ดูจะเป็นเรื่องที่เสียเกียรติขนานหนัก

อย่างน้อยก็อย่าทำให้วิญญาณพ่อ(พระเจ้าตาก)ต้องร้องไห้กับลูกหลานไทยที่ต้องทะเลาะกันเองเลย ขอให้ละอายใจต่อวิญญาณบรรพบุรุษที่ต้องเสียเลือด เสียเนื้อ ตายแทนเราเพื่อรักษาแผ่นดินขวานทองนี้บ้าง อนาคตลูกหลานเราจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็น… (เหนื่อย!)


*วันนี้มาแบบแนวโหด ๆ นิดนึง




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 8:20:39 น.
Counter : 249 Pageviews.  

๐๙๙-ความตึงของเส้นด้าย…



ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๑
ความรู้สึกเจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดศรีษะเป็นอาการเริ่มต้นของความไม่สบายกาย ซึ่งมาเยือนข้าพเจ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว อาจจะมีสาเหตุมาจากอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ก็เป็นไปได้ ทำให้วันหยุดช่วงบ่ายได้แต่นอนซมอยู่กับที่นอน ไม่อยากลุกเดินไปไหน

แสงจากดวงอาทิตย์ สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบกับร่างกาย ทำให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา อาการปวดหัวเริ่มลดน้อยลง เมื่อมองดูนาฬิกาก็รู้ว่า สี่โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว

สังเกตดูลำแสงของดวงอาทิตย์ที่เบนไปจากเส้นปกติ เป็นสัญญาณที่บอกถึงการเข้าสู่ฤดูหนาวที่กำลังใกล้เข้ามา ช่วงกลางวันจะสั้นลง สลับกับช่วงกลางคืนก็จะยาวนานขึ้น
ซึ่งเป็นที่ชอบใจของบรรดานักท่องราตรีทั้งหลาย

ฤดูหนาว…?

ทำให้นึกถึงช่วงสมัยที่ยังเป็นเด็ก ฤดูหนาวแม้อากาศภายนอกจะหนาวเย็น ตามภูมิภาคที่อยู่ท้องทุ่งชนบท แต่ก็ได้รับความอบอุ่นจากกองไฟ ในตอนหัวค่ำแทบทุกคืน ช่วงนี้เองเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนภายในครอบครัว และบ้านใกล้เรือนเคียง ทำให้อุ่นใจได้เป็นอย่างมาก

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดแรงขึ้นตลอดทั้งวัน เป็นโอกาศดีที่จะนำว่าว ขึ้นประชันฝีมือกัน ระหว่างเพื่อน ๆ ที่อยู่แถวบ้านในละแวกเดียวกัน ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้มีฝีมือในการประดิษฐ์ถึงขั้นเป็นเซียนว่าว แต่ก็พอทำให้มันติดลมบนได้ในระดับหนึ่ง

มีอยู่ปีหนึ่งจำได้ว่าราว ๆ เรียนอยู่ชั้นประถม ๕ ข้าพเจ้าได้ทำว่าวขึ้นมาตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นว่าวที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมา มันลอยติดลมบนสูงอยู่นานตลอดทั้งบ่าย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สะใจ ข้าพเจ้าไปหาด้ายมาต่อเพื่อให้มันลอยสูงขึ้นอีก เท่าที่มันจะสูงขึ้นไปได้ เพื่อจะได้นำเรื่องนี้ไปคุยอวดเพื่อน คือสมัยนั้นว่าวใครลอยสูงกว่ากัน ก็ข่มกันได้นานหลายวันทีเดียว

ข้าพเจ้าค่อย ๆ ปล่อยด้าย ไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ

“ปั๊ด…” เสียงด้ายที่รับน้ำหนักว่าว และแรงลมมากเกินไปขาดสะบั้น พร้อมกับว่าวตัวโปรดที่ลอยเคว้งไปตามทิศทางลม อย่างไร้จุดหมายปลายทาง

ข้าพเจ้าขี่จักรยานตามเพื่อจะต้องการตามไปเก็บว่าวคืนมา แต่ก็ไม่รู้ว่ามันไปตกค้างอยู่ ณ ที่แห่งใด ภาวนาขออย่าให้มันไปค้างอยู่กับเสาไฟฟ้าแล้วกัน ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่แน่

ขี่จักรยานหาอยู่นานเป็นชั่วโมงก็ไม่เจอว่าว ครั้นจะไปถามใครเข้าก็คงไม่ดีแน่เพราะ หากว่ามีคนรู้ว่าเป็นว่าวของข้าพเจ้า เกิดเคราะห์ร้ายมันไปทำอันตรายกับคนอื่นเข้าคงซวยกันไปใหญ่ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะพยายามหาด้วยตนเองเงียบ ๆ ดีกว่า

“นี่ว่าวของโยมหรือเปล่า…” หลวงพี่ที่เพิ่งบวชใหม่ ชี้ให้ข้าพเจ้าดูว่าวดูหนึ่งลอยไปค้างอยู่บนต้นพิกุลกลางวัด

ข้าพเจ้ามองดูก็รู้ว่าใช่ว่าวของข้าพเจ้าจริง ๆ รู้สึกโล่งใจที่มันไม่ไปค้างกับเสาไฟฟ้า แต่มาติดอยู่บนยอดพิกุลแทน ก็จะปีนต้นพิกุลใหญ่ นำว่าวลงมานั้นเป็นเรื่องอันตรายเกินไป
ข้าพเจ้าเลือกที่จะปล่อยมันไว้อย่างนั้น และขี่จักรยานกลับบ้านอย่างเงียบ ๆ

เส้นด้ายเมื่อดึงเกินไป เกินความสามารถในการรับน้ำหนัก มันก็ต้องขาดเป็นธรรมดา เด็กน้อยผู้ปรารถนาให้ว่าวตัวเอง ลอยสูง สูงกว่าเพื่อน ๆ แต่กำลังของเส้นด้ายที่ใช้มันก็มีขีดจำกัดของมัน การทำอะไรที่ฝืนหรือเกินกำลังความพอดีของตัวเอง ก็จะมีจุดจบเป็นว่าวที่ติดอยู่บนปลายยอดของต้นพิกุลอย่างนั้นเอง…




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2551 16:37:02 น.
Counter : 204 Pageviews.  

๐๙๘-ความเพียรในฌาน...



ความฝันนั้นมันก็แปลกจริง ๆ จะมีใครบางคนในโลกนี้บ้างไหม ที่สงสัยว่าทำไมเราจึงฝันกัน ฟังดูแล้วคงเป็นคำถามโง่ ๆ ซึ่งไม่น่าจะถามกัน เพราะมันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ที่มนุษย์เรา เมื่อนอนหลับก็ต้องฝันกันอยู่บ่อย ๆ

ยามใดที่เรามีความกังวล มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้จิตใจเราผิดปกติไป ส่วนใหญ่เราก็จะเก็บไปฝันกัน จนดูเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็มีบ้างที่ความฝันของคนเรา เกิดจากการแทรกแซงของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ เพื่อแจ้งเตือนหรือไม่ก็วัตถุประสงค์อะไรสักอย่าง ที่จะส่งผลในทางที่ดีและไม่ดีต่อบุคคลผู้นั้น

ในคืนที่เงียบสงบ ข้าพเจ้าเอียงตัวนอนลงกับพื้นที่เย็นเพราะไอฝนที่ตกลงมาตั่งแต่ช่วงเย็น การนอนกับพื้นกระเบื้องยางนั้น ทำให้ข้าพเจ้าหลับง่ายกว่า ที่นอนที่นุ่ม ๆ ดังนั้นส่วนมากแล้วข้าพเจ้าเลือกที่จะนอนกับพื้นมากกว่า

กาแฟหนึ่งแก้วในช่วงค่ำ ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกระปี้กระเป่าได้เลย แต่มันกลับส่งผลตรงกันข้าม นั่นคือความอ่อนเพลีย ความอ่อนล้าจากการทำงานหนัก ไม่ว่ายาขนานใดก็ช่วยไม่ได้ นอกจากการนอนหลับเท่านั้น

ความฝันในคืนนั้น มันเป็นภาพครอบครัวขนาดใหญ่ของข้าพเจ้า นั่งกินข้าวอยู่กับครอบครัว ภายในบ้านเรือนไทยขนาดใหญ่ บนเรือนนั้นดูเวิ้งว้างวังเวง น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จแล้ว สมาชิกครอบครัวก็แยกย้าย กันไปทำภารกิจของตัวเอง
ข้าพเจ้าเลือกที่จะใช้มุมหนึ่งของบ้านเรือนไทย เป็นที่สำหรับนั่งสมาธิ บำเพ็ญฌาน นั่งไปได้สักครู่ ก็มีใครคนหนึ่งร้องขึ้น ห้ามปรามไม่ให้ข้าพเจ้านั่งสมาธิต่อ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ฟัง ยังคงนั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ ข้าพเจ้ายังคงได้ยินเสียงของสมาชิกในครอบครัวบอกให้หยุด แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ทำตามที่พวกเขาเรียกร้อง ยังคงปฏิบัติภารกิจของสมณ อยู่อย่างนั้น

สักพักหนึ่งก็มีคนมาจากไหนก็ไม่ทราบ เดินเข้ามาในบ้าน บริเวณที่ข้าพเจ้านั่งสมาธิอยู่ และพยายามขอร้อง อ้อนวอนบอกให้หยุด แต่ก็ไม่เป็นผลเช่นเคย
เมื่อไม่สามารถห้ามข้าพเจ้าได้ พวกเขาเหล่านั้น จึงหยุด และนั่งลงทำสมาธิอย่างข้าพเจ้าดูบ้าง ทีละคน ๆ จนนับได้ประมาณ ๑๐ คน จากนั้นก็ไม่มีใครมารบกวนข้าพเจ้าอีกเลย

ในความฝันนั้น ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่าได้เกิดความก้าวหน้าของฌาน สมาธิ เป็นอย่างมาก และรู้สึกพอใจกับผลการปฏิบัติครั้งนี้พอสมควร

ความเพียรในฌานนี้แม้มันจะเป็นเพียงขั้น สมถภาวนา แต่ก็ขาดไม่ได้เลย และจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ ฝึกฝนทำให้เกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตามที




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2551 7:51:28 น.
Counter : 230 Pageviews.  

๐๙๗-นาฬิกา…หยุดเดินอีกแล้ว



เพิ่งจะเปลี่ยนถ่านได้ไม่ถึง ๒ เดือนเอง นาฬิกาคู่ใจก็มีอันต้องลาพักร้อนไปอีกเสียแล้ว ก็หงุดหงิดพอสมควร เวลาเดินทางไปไหนมาไหนที ต้องหยิบมือถือมาดูเวลาแทนนาฬิกา
การที่นาฬิกาหยุดเดินทั้ง ๆ ที่เพิ่งนำไปเปลี่ยนถ่านมาได้ไม่นาน เหมือนกับเป็นการเตือนเราอยู่เนือง ๆ ในเรื่องความไม่ประมาท เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้สักอาทิตย์หนึ่ง ข้าพเจ้ายังยิ้มพริมใจอยู่ว่า เปลี่ยนถ่านนาฬิกาคราวนี้ มันคงเดินต่อไปได้อีกนาน คงไม่มีอาการเกเรเดี๋ยวเดินเดี๋ยวหยุดอีกต่อไป แต่สุดท้ายมันก็หักหลัง หยุดเดินเสียจนได้

ชีวิตของเรานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับนาฬิกา มันพร้อมจะหยุดเดินเมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นแจ้งให้เจ้าของทราบล่วงหน้า จะดีกว่ามั้ย ถ้าหากเราหันหน้ามาบำเพ็ญทาน รักษาศีล ปฏิบัติสมาธิ ภาวนา ตั่งแต่อายุที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว เพราะไม่มีใครรู้ว่านาฬิกาแห่งชีวิตของคนเรามันจะหยุดเดินเมื่อไหร่…??




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2551 7:38:54 น.
Counter : 317 Pageviews.  

๐๙๖-นาน ๆ เราจะได้พบกันที



ช่วงหัวค่ำที่แสนจะเหน็บหนาว แต่ฉันยังต้องตื่นขึ้นมา เพื่อทำงานกะดึกเหมือนทุก ๆ คืน หลายครั้งที่ฉันต้องการเปลี่ยนเวรกับคนที่ฉันเรียกว่า เพื่อนร่วมงานบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจใยดี

คืนนี้อากาศดูหนาวเป็นพิเศษ ก้อนเมฆลอยซ้อนทับกันจนดูหนาตา อย่างผิดปกติ หรือว่าคืนนี้จะมีพายุฝนตกลงมาก็ไม่ทราบได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงรู้สึกแย่มาก ๆ เลย

ฉันจุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่างกับตนเอง และเพื่อคนรอบข้าง ทุกคนชมฉันว่าเป็นคนสวย เมื่อใบหน้าฉันกระทบกับแสงตะเกียงเจ้าพายุใบนั้น แต่บางคนก็บอกว่าใบหน้าฉันเริ่มมีริ้วรอยมากขึ้น เพราะการตรากตรำทำงานหนักเกินไป ฉันเองก็พยายามรักษาตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ใครจะไปห้ามสังขารร่างกายของตัวเองได้

ทุก ๆ คืนฉันต้องถือตะเกียงเจ้าพายุ เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของบ้านพักแต่ละหลัง และให้แสงสว่างแก่คนเดินทาง บางพวกก็เป็นขอทาน พ่อค้าที่ต้องเดินทางตอนกลางคืน

ฉันรู้สึกภูมิใจในหน้าที่ของฉัน อย่างน้อยฉันก็มีส่วนช่วยให้เขาเหล่านั้นมีความสุข แม้ว่างานแบบนี้ มันจะไม่เหมาะสมกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉันก็ตามที

เห็นอย่างนี้ อย่างเพิ่งดูถูกว่าฉันอยู่คนเดียวนะ…

ฉันเองก็มีคนรักเหมือนกับคุณนั่นแหละ เขาทำหน้าที่อย่างเดียวกับที่ฉันทำ แต่โชคดีหน่อยที่เขาอยู่กะกลางวัน หลายต่อหลายครั้งที่ฉันอยากจะไปทำงานกะกลางวันบ้าง แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกที เขาบอกว่ากลางคืนนี่แหละเหมาะกับคนอย่างฉันที่สุด หรือว่ากลางคืน ฉันดูสวยที่สุดก็ไม่รู้… (ฮ่า ๆๆๆ)

ฉันไม่ใช่คนที่หลงตัวเองหรอกนะ…จะบอกให้

ถ้าถามว่าฉันคิดยังไงที่ทำงานอยู่คนละกะกับคนที่ฉันรักงั้นเหรอ…?
อืม…ช่วงแรกก็ทรมาณเหมือนกัน เรามีเวลาเจอกันเพียงช่วงสั้น ๆ ของวัน ก็เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนกะนั่นเอง

แต่ก็มีบางครั้งนะที่ฉันคิดถึงเขามาก ๆ และเดินทางเข้าไปหาเขาในช่วงตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังทำงานอยู่พอดี มันเป็นเวลาที่ฉันมีความสุขมากที่สุดวันหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม จึงมีผู้คนบางคนห้ามไม่ให้เราเจอกัน บางคนก็เอาท่อนไม้ไล่ บางคนก็พูดจาหยาบคาย บางคนก็มองดูด้วยความฉงน แต่ก็มีนะที่บางคนยินดีที่เราได้พบกัน ที่ชอบที่สุดคือมีคนตั้งชื่อคู่ของเราว่า ‘สุริยุปราคา’ ค่ะ (…อิอิ)




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2551 8:33:12 น.
Counter : 217 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.