ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๖๐ - สิ่งเจือปน





อาทิตย์ก่อนหลังจากว่างจากการงาน ก็ได้มีโอกาสนั่งพักผ่อนดูรายการทางโทรทัศน์อยู่พักใหญ่ มานั่งพิจารณาว่าเดี๋ยวนี้รายการโทรทัศน์ทีวีมีแต่ป้อนความบันเทิงเสียส่วนมาก ส่วนความรู้นั้นนับว่ามีน้อยเต็มที ยิ่งรายการกระตุ้นกิเลส โลภะ ยิ่งหาได้ง่ายมากทีเดียว กลับมาสู่สังคมการทำงาน คนก็พูดกันเกี่ยวกับโทรศัพท์บ้าง อินเตอร์เนตบ้าง เรื่องรถติดบ้าง ค่าน้ำมันบ้าง ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นประจำ (ที่ทำงานอื่นไม่รู้เป็นอย่างนี้บ้างไหม)

ข้าพเจ้ามาลองพิจารณาดูกิจกรรมในชีวิตประจำวัน บางครั้งก็รู้สึกเบื่อเช่นกัน เราก็เจอพบกับเรื่องเดิม ๆ ทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นยิ่งคุยพูดมากไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตเราขึ้นมาบ้าง ข่าวสารทั่วไปก็มีแต่เรื่องอาชญากรรม นับวันสังคมข่าวสารจะออกไปแนวนี้ เพราะเป็นตามกระแสความสนใจของผู้คนมากกว่าที่จะเสนอแนวคิดมุมมองที่สร้างสรรค์ หรือทำเพื่อให้สังคมเกิดความร่มเย็น(แต่อย่างว่า เขาผลิตมาเพื่อทำธุรกิจ) ยิ่งข่าวบุญข่าวกุศลยิ่งนำเสนอน้อยมากอาจจตกไปอยู่มุมเล็ก ๆ ของซอกหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ ตรงข้ามกับข่าวพระเณรที่กระทำตัวไม่ดี ยังเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้หลายต่อหลายวัน มันเป็นอย่างนี้ไปเสียแล้ว...

ซึ่งเป็นมุมมองเล็ก ๆ ของข้าพเจ้า ผู้อ่านไม่ต้องเชื่อตามก็ได้ หากแต่ลองนึกคิดพิจารณาตามดูชีวิตของชาวกรุง เชื่อว่าไม่พ้นเรื่องประเภทข้างต้นที่กล่าวมา ยิ่งคอสุราคุยกันแล้ว เรื่องเหล้ายี่ห้อนั่นยี่ห้อนี้ คุยกันได้จนรุ่งสว่าง เพราะเขาถือสิ่งนี้เป็นสิ่งดีสิ่งวิเศษ ที่ช่วยให้เขามีความสุข อยู่กับสังคมได้ แต่มุมมองข้าพเจ้าเห็นแล้วก็สะอิดสะเอียนยิ่งกว่าอะไร ไม่ค่อยอยากร่วมวงสนทนากับคนพวกนี้นัก แต่เนื่องจากการงานมันบังคับ ก็เคยต้องทำใจ

การที่ไม่อยากร่วมวงกับคอเหล้ามากนัก จริง ๆ ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรขนาดนั้น หากแต่เคยโดนแกล้งเอาเหล้ามาผสมกับน้ำอัดลมตอนข้าพเจ้าเผลอบ่อย ๆ มันทำให้รู้สึกระอา ไม่อยากจะร่วมวงด้วย ทั้งที่เราก็แจ้งบอกแล้วว่าไม่ดื่ม ๆ เฮ้อ... สังคมมนุษย์ปัจจุบันนี้หนอ ต่างก็มองเห็นสิ่งสวยงามว่าไม่สวยงาม มองเห็นสิ่งไม่สวยงามว่าสวยงาม มองกงจักรที่น่ากลัวเห็นเป็นดอกบัวดังโบราณกาลเปรียบเปรยไว้ และมุมมองความคิด ความเห็นนั้นแตกต่างกันเหลือเกิน การอยู่ร่วมกันจึงเป็นเรื่องลำบากยากยิ่ง เคยมีคนถามและไล่ให้ไปบวชก็มี แต่ข้าพเจ้าก็ทำนิ่งเสีย เพราะไม่ใช่ไม่อยากไปหรอก แต่ติดปัญหาบางประการเท่านั้น

บ่อยครั้งที่มักย้อนกลับมาถามในใจว่า ตัวเราเองเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้เชียวหรือ แต่ก่อนเราก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก่อนนั้นการใช้ชีวิตตามคนปกติธรรมดา กิน เที่ยวไปเรื่อย แม้จะดูเชย ๆ แต่ว่าทว่าการก้าวผ่านชีวิตในอดีต และพ้นจากความคิดจำเจแบบนั้นมาได้ นับว่าเป็นเรื่องดีที่สุด แม้จะต้องทนกับสีหน้าบวกเครื่องหมายคำถามของคนรอบข้างก็ตาม ซึ่งข้าพเจ้าเองช่วงหลังก็ไม่ได้อธิบายให้ใครฟังอีก ชีวิตส่วนตัว แนวคิดที่แปลกแยกจากคนทั่วไป จึงมองดูเผิน ๆ เป็นคนลึกลับ หรืออย่างน้อยก็มีความลับซ่อนอยู่มาก แต่ไม่อาจจะอธิบายกับใครต่อใครให้เข้าใจรู้เรื่องได้ นอกจากกลุ่มของคนที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมะแบบเดียวกัน ซึ่งนาน ๆ จะได้พบและคุยกันได้สนิทใจสักคน

ก็เป็นเรื่องเล่าออกแนวระบายให้ผู้อ่านได้รับรู้ จริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้เขียนอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่มีบ้างก็ดีเช่นกัน เนื้อหาทั่วไปจะไม่ได้เฝือนจนเกินไป (คิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ)

การดำเนินชีวิตทุกวันนี้ มีสิ่งรอบ ๆ ตัวรบกวน จึงไม่ต่างอะไรกับการมีสิ่งเจือปนที่หลอกล่อให้จิตใจเราขุ่นมัว หากเราหลงยินดีเคลิ้มตามโดยไม่มีสติ เป้าหมายสูงสุดคือ มรรค ผล นิพพาน มีหวังแต่จะชะลอล่าช้าเหิ่นห่างออกไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็เรียกว่าหายนะอย่างแท้จริง เพราะถึงโลกจะแตกก็ยังมีเหตุให้น่าวิตกน้อยกว่าการที่คนเราตกจากบุญกุศลคุณงามความดี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก เจริญได้ยาก คนบางเหล่าตายไปนับร้อย ๆ ชาติ ก็ยังไม่สามารถเจริญกุศลได้ เพราะการเกิดมาพบพุทธศาสนาและได้มีโอกาสประกอบกรรมดี นับได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากแสนยากยิ่ง ฉนั้นเรื่องบุญกุศลจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่เราพึงคำนึงกัน ไม่ใช่ปัญหาเรื่องโลก เรื่องไร้สาระ อย่างที่เราเป็นกันอยู่...เช่นทุกวันนี้

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.netมากมาย ครับ


สารบัญ




 

Create Date : 05 เมษายน 2555    
Last Update : 5 เมษายน 2555 8:15:29 น.
Counter : 221 Pageviews.  

๓๕๙ - ไฟเล็ก ๆ




เมื่อวานก่อนได้มีโอกาสฟังพระเทศน์ในวิทยุ เรื่องที่ว่า กิเลสภายในจิตใจของเรานี้มันเปรียบเสมือนไฟ เมื่อครั้งมันก่อตัวขึ้นจากจุดเล็ก ๆ หากดับเสียได้ในตอนนั้น ก็จะเป็นเรื่องไม่ยาก แต่หากปล่อยไว้นานจนลุกลามใหญ่โต การดับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ฟังแล้วทำให้นึกถึงไฟที่ไหม้ป่า หากเกิดจากฝีมือมนุษย์มันก็มาจากก้านไม้ขีดเล็ก ๆ เพียงก้านเดียว หรือไฟแช๊คเพียงอันเดียวเท่านั้น แต่เมื่อได้เชื้อที่ดี และทิ้งไว้นาน มันก็ลุกลามโหมไหม้ป่าได้ทั้งป่า จนมีผลกระทบก่อให้เกิดฝุ่นละอองหมอกควัน เช่น หลาย ๆ จังหวัดตอนเหนือของประเทศในช่วงนี้

กิเลสมันก็เหมือนกัน มันเกิดขึ้นแป๊บเดียว แต่เราไม่รู้ทันมัน และยินดีส่งเสริมมันไม่ต่างอะไรกับไฟที่ถูกเติมเชื้ออยู่ตลอดเวลา มันก็ยิ่งลุกไปกันใหญ่ สุดท้ายมันก็โหมไหม้เจ้าของ คือพาไปตกหมกไหม้ในนรกเสียเอง นี่เป็นความร้ายกาจของไฟที่มีชื่อว่า 'กิเลส'

อ้าว ๆ … แล้วหากคนที่ไม่เชื่อเรื่องนรก จะทำไง ก็ไม่ต้องสนใจอย่างนั้นหรือ ?...

ช้าก่อน...ลองมาเปรียบเทียบกับโลกปัจจุบันให้เห็นชัด ๆ อีกที เช่น หากเราพบผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกใจเรามาก ต้องการได้เธอนั้นมาครอบครอง โดยไม่สนใจว่าเธอจะมีสามีหรือคู่ครองอยู่แล้วและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอมา แม้จะยอมผิดศีลธรรมก็เอา หากชายอีกฝ่ายรู้เข้า เขาคงไม่พอใจเป็นแน่ และจะต้องเกิดเรื่องทะเลาะ ต่อยตี ดักทำร้ายกันก็จะตามมา หรืออีกเรื่องหนึ่งอย่างที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานที่ผ่านมา บนถนนสายหนึ่งในกรุงเทพ ฯ คนสองคนขับรถตัดหน้ากันไปมา สุดท้ายจอดรถลงมาทะเลาะกัน อีกฝ่ายเกิดโทสะรุนแรงเกินกำลังสติจะระงับไว้ทัน ควักมีดแทงคู่อริตายคารถ อย่างนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิด เพราะเหตุของการไม่ยอมดับไฟโทสะเสียตอนที่มันยังเล็กน้อยอยู่ สุดท้ายตัวเองก็ต้องเดือดร้อนประสบความทุกข์ยากมากมาย ต้องติดคุกติดตาราง เพราะกิเลสทางกาม อยากเอาชนะและโทสะเป็นตัวต้นเหตุ นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ปัญหาทางสังคมอื่น ๆ ยังมีอีกมากมาย ดูได้จากข่าวในทีวีแต่ละวัน ที่ไปที่มาก็มาจาก ความโลภ ความโกรธ ความหลงของคนทั้งนั้น

นี่เห็นใช่มั้ย ความทุกข์ยากมันไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเราละโลกนี้ไปแล้ว หรือเมื่อโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่เมืองนรกโน้น แต่มันเกิดขึ้นและประสบอยู่กับเราในปัจจุบันนี้เอง ขึ้นอยู่กับเราจะใช้ปัญญา พิจารณามองเห็นกันมากน้อยเพียงใด จำไว้ว่าทุกข์ในปัจจุบันมันเป็นแค่ขี้ผง เมื่อเทียบกับความทุกข์ยากในนรก เพราะในสถานที่แห่งนั้น ต้องเสวยกรรมอย่างไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีการหลบเลี่ยง ไม่มีการวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือการพักผ่อนใด ๆ และเวลาที่ต้องรับกรรมก็ยาวนานกว่าเวลาในโลกมนุษย์มาก มนุษย์เดินดินธรรมดา ๆ สองหูสองตา อย่าเสี่ยงดีกว่า เปิดรับฟังคำสอนของบัณฑิตเช่น พระพุทธเจ้าท่านสอนเสียบ้าง รู้จักใช้เหตุผลใคร่ครวญดูก่อน อย่าใช้แค่ความรู้เล็กอันเล็กน้อย เพราะเพียงเกิดมาดูโลกได้ไม่กี่ปีมาเป็นตัววัดว่าบุญไม่มี บาปไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว เป็นต้น

คราวนี้หากเรามาลองสำรวจจิตใจของเรา เราจะพบว่ากิเลสภายในใจเรานั้นเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง ทั้งกิเลสเล็กน้อยไปจนถึงการสร้างกิจการงานที่ใหญ่โต (เมกะโปรเจค) แต่ละคนก็มีความใหญ่โตของโครงการไม่เหมือนกัน เช่น บางคนอยากเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียง บางคนอยากเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน บางคนวางแผนแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ และอีกมากมายหลายประการ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พาให้จิตใจเราเศร้าหมอง ท่านเรียกว่ากิเลสทั้งนั้น (ผู้อ่านจะได้ไม่มีข้ออ้างว่าทำเพื่อนั่นเพื่อนี่ ขอให้ดูใจตัวเองเป็นหลัก ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุให้ใจเศร้าหมอง เกิดนิวรณ์ ๕ ครอบงำ นั่นแหละเจ้าตัวดีล่ะ...)

การดับกิเลสเครื่องเศร้าหมองให้ทันก่อนที่มันจะลุกลามเป็นสิ่งที่ดี ที่น่าทำ แต่ขอบอกว่าแม้เพียงกิเลสตัวเล็ก ๆ หากสติเราไม่ได้รับการฝึกฝน ปัญญาก็อ่อนแอต้วมเตี้ยมเป็นเตาไม่มีแรง อย่างหวังเลยว่าจะชนะกระต่ายได้อย่างนิทานอีสป เพราะกิเลสมันไม่ได้มีเวลานอนพักผ่อน หนือนั่งชล่าใจเหมือนกระต่ายในนิทาน มันมีแต่วิ่ง ๆ หวุนวนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งใครตามจับมัน มันยิ่งวิ่งเร็ว นักปฏิบัติทั้งหลายจึงบ่นกันมากหนอ ว่ากิเลสตนนี้เยอะแท้ ทั้งที่ความจริงมันอาจจะไม่ได้เยอะเช่นแต่ก่อน เพียงแต่สติ ปัญญา เจริญมากขึ้น จนมองเห็นความปรุงแต่งของกิเลสมากขึ้นอย่างนั้นเอง...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.kanphotoclub.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 29 มีนาคม 2555    
Last Update : 29 มีนาคม 2555 22:23:10 น.
Counter : 238 Pageviews.  

๓๕๘ - บ้านสุดท้ายเดียวกัน




ชีวิตคนเราเกิดมาก็มาคนเดียว แม้ครั้นต้องตายก็ทิ้งร่างกายไว้ผู้เดียวและก็ไปคนเดียว แม้จะชวนใครไปด้วยก็ไม่มีใครอยากไป แม้คนนั้นจะรักเราหรือเรารักมากสักเพียงใด เพียงได้ยินความว่าความตายก็ต้องอกสั่นขวัญหนีกันด้วยกันหมดทุกคน ความตายความพลัดพราก เป็นเพียงละครฉากหนึ่งของการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในวัฏฏะ ความไม่รู้นั้นแท้เชียวที่ทำให้เราต้องสูญเสียน้ำตาอาลัยเมื่อคราวที่คนที่เรารักต้องจากไป ใครจะรู้บ้างว่าจุดหมายปลายทางของคนที่ตายนั้นแล้วไปไหน หากแม้มีสักคนที่พอบอกได้เราก็คงไม่ต้องเสียอกเสียใจกันมากมายขนาดนี้

ความรักเป็นที่ประเสริฐที่สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับโลก สร้างผู้คน สร้างสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่เมื่อถึงวาระ คนที่เรารักต้องจากเราไปอย่างไม่หวนกลับ เรากลับอาลัยอาวรเสียน้ำตาอย่างไม่ต้องตั้งใจ การจากไปนั้น แม้ห่างกันอยู่คนละมุมโลกนี้ก็ยังพอส่งข่าวคราวหากันได้บ้าง แต่ทว่าการตายซึ่งวิญญาณต้องพลัดไปอยู่ในภพอื่น ดูเหมือนจะเป็นการจากกันที่ถาวร

ข้าพเจ้ามองเห็นหลาย ๆ คนที่โกรธ เกลียด ซึ่งกันและเพียงเพราะความไม่เข้าใจกัน บางคนโกรธ เกลียดเพราะหวงต่อทรัพย์ เกลียดกันเพราะความริษยา ผูกโกรธกัน แย่งชิงผลประโยชน์กัน ทั้งที่อดีตเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน หรืออยู่บ้านละแวกใกล้กัน หรือแม้กระทั่งเป็นพี่น้องกัน ก็ยังทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ทว่าในที่สุดท้ายของชีวิตจริง ๆ ไม่มีใครจะสามารถพ้นความตายไปได้ ความรัก ความเกลียด ความโกรธ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บางคนเกลียดกันขนาดว่าศพก็ไม่มาเผา ทั้งที่แต่ก่อนก็เคยญาติดีต่อกัน ซึ่งนั่นเป็นอคติอย่างร้ายแรง แต่อย่างที่กล่าวมา ไม่ว่าใครต่อใครสุดท้ายปลายทางชีวิต จะเกลียดกันมากแค่ไหน ก็ต้องลงไปนอนในเตาเผาศพเดียวกันอยู่ดี จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องมาเกลียดมาทะเลาะกัน เพราะเหตุของกิเลส ตัณหานั้นชักพา และสุดท้ายดวงวิญญาณก็จะไปเกิดในที่ที่ไม่ดี หากจิตยังคงความพยาบาทอาฆาตกันอยู่

เมื่อคนเรารู้จักมอง รู้จักพิจารณา เกี่ยวกับชีวิตให้มากกว่านี้ สังคม โลกของเราก็อาจจะสงบกว่าที่เป็น แต่โลกทุกวันนี้ต่างแก่งแย่งแข่งขันกันด้วยผลประโยชน์เป็นสำคัญ มากกว่าการรู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันอย่างเช่นในอดีต การกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนเราหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องทำ ต้องหา ต้องกิน การโฆษณาในทีวี ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่คอยกระตุ้นการบริโภคที่เกินความจำเป็นอยู่ตลอดเวลา หากตัวบุคคลขาดภูมิคุ้มกันทางสติ ทางปัญญา สิ่งที่กระตุ้นความอยากก็เข้ามาทางจิตใจได้โดยง่าย และเมื่อนั้นหายนะทางชีวิตก็จะเกิดกับตัวเราเอง

ทุกคนเคยไปงานศพ แน่นอนว่าเราได้อะไรจากการไปงานศพ หรือไม่ได้อะไรเลย ทุกวันนี้คนเราประมาทมากขึ้นก็เพราะเห็นความเกิด ความตายน้อยลง ตอนเกิดก็เกิดในห้องมีผ้าปิดมิดชิด ตอนตายแล้วก็อยู่ในโลงมิดชิด ข้างนอกประดับประดาสวยงาม มันเลยทำให้คนเราขาดการพิจารณาความตาย และไม่เกิดความสลดสังเวชใด ๆ ในชีวิต แล้วมันจะได้อะไร... ในเมื่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถูกปิดบังฉาบทาจากสิ่งเหล่านี้ ปัญญามันก่อเกิดยาก ความโลภ โกรธ หลง ก็เลยเจริญงอกงาม เปรียบเหมือน ชื้อราในที่มืด มันก็เจริญงอกงามดี เพราะมีเครื่องกำบังแสงแดดไม่ให้ส่องถึงมัน ฉันใดก็ฉันนั้น กิเลสของเราก็ไม่ต่างกัน เมื่อปัญญามันไม่เปิด กิเลสมันก็งอกงามอยู่อย่างนั้น ไปตลอดชีวิต ตราบจนถึงภพหน้าเลยก็ว่าได้

ดังนั้นเราพึงพิจารณากันดี ๆ ความรัก ความสามัคคีต่อกันในภพนี้ ชาตินี้ เป็นเรื่องดี เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่อาจจะพ้นความตายไปได้ ทรัพย์สินเงินทองมากมายตอนมีชีวิตอยู่ก็นำติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง แม้แต่เหรียญบาทที่เขาพยายามยัดใส่ปากก็ยังเอาไปไม่ได้ เครื่องสำอาง เครื่องฉาบทาความสวยงามของร่างกายก็เช่นกัน เมื่อคราวถึงวาระ ทามากแค่ไหนก็ไม่ไหว ตายไปร่างกายเน่าผุพัง เครื่องสำอางใดเล่าจะช่วยได้ สิ่งที่ฉาบทาติดตัวเราไปได้จึงมีเพียงบุญ บาป กุศล อกุศล ความดี ความชั่วเท่านี้ ที่มันตามเราไปได้ และเป็นตัวชักนำให้เราเกิดต่อไปในภพหน้า

สุดท้ายนี้จำไว้ให้ดี ๆ ว่า “ตอนมีชีวิต เราต่างแยกกันอยู่ตามบ้านเรือน เคหะสถานของใครของมัน แต่เมื่อถึงคราวตาย เขาก็พามาอยู่ในที่ที่เดียวกันหมด ไม่ว่าเราจะอยากมาหรือไม่ก็ตาม...”

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.netมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 24 มีนาคม 2555    
Last Update : 24 มีนาคม 2555 14:26:54 น.
Counter : 209 Pageviews.  

๓๕๗ - ผลสะท้อนกลับ





ข้าพเจ้าเคยได้รับฟังมาอย่างนี้ว่า การถวายทานแก่ผู้รักษาศีลบริสุทธิ์ หรือผู้ที่เป็นพระอริยสงฆ์จะมีผล มีอานิสงส์มาก และในขณะที่เดียวกันผู้ที่ประทุษร้ายผู้มีศีลบริสุทธิ์หรือทำร้ายพระอริยเจ้าก็มีผลร้ายแรงมากกว่าการกระทำต่อบุคคลธรรมดาเช่นเดียวกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...

บรรดาพระอริยเจ้าอริยสงฆ์หรือผู้กำลังปฏิบัติสู่ความเป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือแม้กระทั่งผู้ที่กำลังบำเพ็ญบารมีสู่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า ย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง เป็นผู้ที่มีความสะอาดหมดจรดทางจิตใจมีมลทินหรือฝุ่นละอองที่ทำให้เศร้าหมองน้อย เปรียบเหมือนกระจกที่เขาขัดถูจนสะอาดแล้ว ย่อมสะท้อนภาพต่อผู้ที่อยู่ข้างหน้าอย่างชัดเจน ผู้คนจะกระทำการหรือกริยาใด ๆ ต่อหน้ากระจกนั้น ย่อมเห็นภาพสะท้อนชัดเจน ผลลัพธ์จึงย้อนกลับตามกริยานั้น ๆ อุปมาก็เปรียบได้กับการทำบุญและประทุษร้ายต่อพระอริยบุคคลอย่างเดียวกันนี้เอง

หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมมีศีลข้อวัตรที่เคร่งครัด สะอาดหมดจรดทางจิตใจ อุปมาเปรียบได้กับกำแพงที่หนาแข็ง บุรุษผู้มีแรงจะขว้างจะปาสิ่งใดเข้ากำแพง แรงสะท้อนนั้นย่อมย้อนกลับด้วยกำลังและอานุภาพเดียวกัน ต่างจากคนธรรมดาที่หวั่นไหวทางด้านจิตใจและศีลธรรม มีผู้มากระทำทั้งทางบุญและบาปก็ย่อมเห็นผลช้า จะทำบาปก็เห็นผลช้าเลยคิดว่าบาปไม่มี จะทำบุญก็เห็นผลบุญช้าเลยนึกเอาว่าบุญกุศลคุณงามความดีไม่มี สังคมเลยวุ่นวายอยู่จนถึงทุกวันนี้

เรื่องของจิตใจหรือกำลังใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ คนเราหากขาดกำลังใจเสียแล้วต่อให้เป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง มีอวัยวะครบทั้ง ๓๒ ประการก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอ กระทำการหน้าที่ใด ๆ ก็ยากต่อการสำเร็จผล กำลังใจ กำลังความมุ่งมั่น ที่จะกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จผล เป็นชื่อหนึ่งที่ท่านเรียกว่าบารมี ซึ่งทางพุทธศาสนาจำแนกออกเป็น ๑๐ ประการ เริ่มจาก ทานบารมีไปจนถึงอุเบกขาบารมี และยังแบ่งเป็นระดับเป็น Level ตามกำลังจิตกำลังใจอีก ๓ ระดับคือ บารมี (ระดับสามัญ) , อุปบารมี (ระดับรอง) , ปรมัตถบารมี (ระดับสูง)

ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำตัวเป็นกระจกหรือกำแพงประเภทใด การกระทำประพฤติศีลปฎิบัติธรรมแม้จะดูว่าเป็นเรื่องยาก เป็นสิ่งที่ฝืนต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต (จริง ๆ แล้ว มันเป็นความต้องการของตัวกิเลสมากกว่า) แต่หากเราสามารถทำได้ระยะเวลาหนึ่ง (และปฎิบัติถูกต้อง) ก็จะได้รับผลจากการปฎิบัตินั้น ๆ เหมือนคำ ๆ หนึ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันบ่อย ๆ คือ

"ศีลย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติในศีล และธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม"

ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าคำผู้สองประโยคนี้จริงแท้แน่นอน แต่เราต้องทำกันจริง ๆ จึงจะเห็นผลจริง ๆ บางที่ไม่เชื่อไม่เห็นผลเพราะยังไม่ได้ลงมือทำอย่างถึงที่สุด อุปมาได้กับการปลูกมะม่วงจากเมล็ด ย่อมไม่สามารถเห็นผลได้ใน ๓ วัน ๗ วัน ฉะนั้นเราจึงต้องหมั่นรักษาดูแลไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับย่อมก็เกิดจนได้ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า
ในวันนั้นมะม่วงที่เราปลูกก็จะออกดอกผลให้เรากินอย่างมากมาย

แต่คนสมัยนี้ใจร้อนอย่างได้สิ่งใดก็ต้องได้เลย ซึ่งบางครั้งมันขัดต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ผิดรูปแบบที่มันควรเป็นไปโลกทุกวันนี้จึงได้รุ่มร้อน ร้อนด้วยกิเลสตัณหาของคนนั่นเอง

ก็จึงฝากไว้กับผู้อ่านเล็กน้อย ลองคิดลองปฏิบัติดู การฝึกธรรมะ ไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบนั่งสมาธิ หลับตา เดินจงกรม แต่การฝึกที่แท้จริงก็อยู่ที่ตอนลืมตาและใช้ชีวิตตามปกติทุกวันนั่นเอง เราปรารถนาสิ่งใดหรือกระทำสิ่งใดก็พึงมีสติระลึกรู้ในผลแห่งกรรมนั้น เพราะกรรมนั้นเองมันจะคอยสะท้อนส่งผลมาให้เราในอนาคต ไม่ว่าจะทำบุญหรือบาปผลลัพธ์ย่อมรุนแรงเสมอกัน ตามกำลังใจของเรา และขึ้นอยู่ผู้ที่เรากระทำด้วยนั้นมีคุณธรรมมากน้อยสักเพียงไหน แต่ไม่ใช่ว่าไปพบเจอสัตว์หรือคนที่อ่อนแอกว่าก็จะรักแกได้เพราะคิดว่าบาปน้อย เพราะหากคิดและทำอย่างนั้นก็เชื่อว่ายังประมาทอยู่ จะบาปน้อยบาปมาก ขึ้นชื่อว่าบาปแล้วเราก็ต้องเว้นให้ได้ เพราะบาปนั้นแม้จะเล็กน้อยให้ผลช้า แต่เมื่อถึงความมันให้ผล มันเกิดมีดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอกสะสมในชาติต่อ ๆ ไปละก็...ยุ่งแน่ ๆ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.netมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 22 มีนาคม 2555    
Last Update : 22 มีนาคม 2555 21:45:14 น.
Counter : 301 Pageviews.  

๓๕๖ - วิถีวันนี้





ชีวิตทุกวันนี้ต่างรีบเร่งแข่งขันกันจนบางครั้งลืมความจำเป็นที่แท้จริงของชีวิต นั่นอาจจะเป็นเพราะโลกได้พัฒนาทางเทคโนโลยีและการสื่อสารที่มีความสะดวก รวดเร็วมากขึ้น ทำให้พฤติกรรม การดำเนินชีวิต ความคิดของเราก็ต้องเปลี่ยนหมุนตาม

อาทิตย์ที่ผ่านมามีโอกาสได้กลับบ้านไปช่วยงานศพของตา ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านหลาย ๆ อย่าง วิถีชีวิตชนบทแต่ก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลง บ้านเรือนเริ่มเปลี่ยนเป็นบ้านสมัยใหม่ หมู่บ้านจัดสรรเริ่มขยายตัวใกล้เข้ามาในหมู่บ้านทุกที มีสนามกอล์ฟที่เบียดเบียนที่ทำมาหากินของชาวบ้าน จนชาวนาใกล้เคียงต้องขายที่ทำมาหากินเพราะสนามกอล์ฟสร้างปิดพื้นที่เข้าออก พื้นที่ไร่นา ที่เคยวิ่งเล่นหน้าบ้านยายกลายเป็นที่อยู่อาศัย จนแทบไม่เหลือเคล้าเดิมของอดีต

ข้าพเจ้าอยากให้กาลเวลาหมุนช้าลงบ้าง ยิ่งกาลเวลาหมุนเร็ว วิถีชาวบ้านดั้งเดิมกลับเริ่มจางหายไป งานแห่ศพที่สมัยเมื่อข้าพเจ้ายังเด็กมีคนเดินตามแห่กันทั้งหมู่บ้าน กลับเหลือเพียงญาติ ๆ ไม่กี่คน การหามก็ไม่มี กลายเป็นขึ้นรถกระบะแทน ยิ่งนึกก็ยิ่งคิดถึงภาพในอดีต ที่ภาพคนในสังคมหมู่บ้านช่วยเหลือใกล้ชิดกันมากกว่านี้ แต่ก็นั่นเอง...ธรรมชาติย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราทุกคนก็เป็นส่วนนหนึ่งของธรรมชาติ จึงไม่แปลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

จำนวนคนเราทุกวันนี้มากกว่าที่อดีตมาก แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ายิ่งจำนวนคนมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกถึงความห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งที่ต้องอยู่อาศัยกับคนหมู่มากในเมืองใหญ่ กลับรู้สึกอึดอัดมากกว่าความอบอุ่น (ไม่รู้ว่าผู้อ่านเคยรู้สึกแบบข้าพเจ้าบ้างไหม...) นั่นอาจจะเป็นเพราะความคิดและทัศนคติที่ไม่ตรงกัน เหมือนโบราณท่านว่า "คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก "

หากเลือกได้ข้าพเจ้าอยากกลับไปใช้ชีวิตในชนบทดีกว่า การมีชีวิตในเมืองแม้จะมีความสะดวกสบายทุกอย่าง แต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบสำคัญของชีวิต การค้นหาคำตอบของชีวิตนั้น บางครั้งมันอาจจะต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้นในที่ที่เราเกิดมา และเริ่มคิดทบทวนหลาย ๆ สิ่งกันใหม่ แต่ตอนนี้ก็คงได้เพียงแค่คิดไปก่อน เพราะเส้นทางในหน้าที่การงานมันบีบบังคับให้ต้องเป็นไปอย่างนั้น ก็คงต้องเดินอย่างนั้นไปก่อน...ครับ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://4.bp.blogspot.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 19 มีนาคม 2555    
Last Update : 19 มีนาคม 2555 8:23:48 น.
Counter : 309 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.