ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๒๐-โลกร้อนด้วยกิเลส


เกิดเหตุแผ่นดินไหวบ่อยขึ้น ขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ทำให้เรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกทุก ๆ ที เราต่างเคยได้เรียนวิทยาศาสตร์มาบ้างแล้วว่าสสารในโลก รวมทั้งจักรวาลต่างไม่มีการสูญสลายไปไหน มันเพียงเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนแปลงที่อยู่คุณสมบัติของมันเท่านั้น

ทุกครั้งที่เราเปิดตู้เย็นคุณรู้ไหมว่า ทำไมตู้เย็นมันถึงเย็น ความเย็นที่ได้จากตู้เย็นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ โดยที่เราไม่สูญเสียพลังงานอย่างอื่นเลย ความเย็นและความร้อนถูกแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน สำหรับตู้เย็นมันได้คลายความร้อนจากสสารชนิดหนึ่งออกมา คามร้อนชนิดนี้เองที่ค่อย ๆ แผดเผาชั้นบรรยากาศของเรา มันทำให้อุณหภูมิของโลกโดยรวมสูงขึ้น ชดเชยกับความเย็นที่เราได้รับในช่องแช่เย็น รวมทั้งเครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานก็ลักษณะเดียวกัน

นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่พอจะทำให้เห็นภาพได้

ถ้าจะมองให้ชัดเจนมากขึ้น ทุกวันนี้เรากำลังดึงความเย็นจากขั้วโลกมาใช้งาน อย่างแยบยลที่สุด

และเมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น สภาพชีวิต การเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์ ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวเหล่านี้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกทำนายไว้แล้วล่วงหน้าจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนา มากว่าสองพันปี เหตุที่ไปที่มาของความร้อนนั้น เมื่อสาวไม่ยังต้นตอ ก็จะพบว่า มันร้อนได้เพราะกิเลสของมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ไม่เคยพอกับสิ่งที่มีที่เป็น มนุษย์ทะเยอนอยากในสิ่งนอกตัว ที่ตนเองยังไม่เคยรับรู้ โลกใบนี้จักรวาลทั้งมวลนั้นไม่เพียงพอ ที่จะบรรจุเอาความอยากของมนุษย์ลงไปได้หมด

ต้นตอของความร้อนทั้งหลาย จึงมีที่มาจากกิเลสของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

มนุษย์เกิดมาเพราะเหตุของกิเลส และก็ตายไปด้วยก็เหตุของกิเลส เราจึงต่างเป็นทาสรับใช้กิเลสด้วยกันทั้งนั้น

และธรรมดาของกลไกของวัฏฏะนี้ ท่านทั้งพึงได้รับรู้และได้ยินเรื่องกิเลส และความดับแห่งกิเลสนี้ ก็ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งไม่ อุปมาดั่งแสงน้ำค้างในตอนเช้า ที่จะค่อย ๆ เหือดแห้งไปในตอนพระอาทิตย์โพล่พ้นทิวเขา เมื่อเทียบกับเวลาทั้งวันแล้ว เวลาของน้ำค้างบนปลายหญ้านั้นแสนสั้นหนักหนา

เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านไปมนุษย์ทั้งหลาย จะไม่สามารถแยกแยะความอยาก แยกแยะดีชั่วได้ด้วยตัวเอง ความเสื่อมทางศีลธรรมจะมีมากขึ้น เพราะเหตุของความห่างไกลจากพุทธศาสนาเช่นนี้แล...

ขอขอบคุณรูปงาม ๆ จาก http://www.mh.ac.th มากมายครับ




 

Create Date : 04 มีนาคม 2553    
Last Update : 4 มีนาคม 2553 17:07:18 น.
Counter : 253 Pageviews.  

๒๑๙-ท่ามกลางสายหมอก


ชายนักเดินทางยังคงเดินทางต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขาได้เดินทางมาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งปกคลุมไปด้วยหมอก บางช่วงก็มีฝนตก ทำให้พื้นดินเปียกชื้นยากต่อการเดินทางอย่างยิ่ง เขาปรารถนาอยากจะหาที่พักสักครู่ ถ้ำและเงื้อมผา หรือ ร่มไม้บริเวณนี้ช่างหายากยิ่ง อย่าว่าแต่บ้านคนเลย
ข้างหน้าของชายนักเดินทางเริ่มมีหมอกลงหนาตา เขาแทบจะมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า ทุกทิศทุกทางขาวโพลนเต็มไปด้วยหมอก เสื้อผ้าของเขาเริ่มเปียกชุ่ม และเขารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เนื่องจากต้องอยู่ท่ามกลางสายหมอก และความชื้นเป็นเวลานานหลายวัน

สถานที่แห่งนี้คือ ที่ใดกันแน่ ทำไมทุกที่จึงเต็มไปด้วยหมอก และละอองฝน

ทันใดนั้น ก็มีเสียง "กร็อด ๆ ๆ ” คล้ายก้อนหินกำลังเคลื่อนที่ ดังเข้ามายังตำแหน่งที่ชายนักเดินทางยืนอยู่ ซึ่งเป็นระยะที่ไม่ไกลนัก แม้ว่าสายตาของเขาจะมองไม่เห็นภูมิทัศน์ได้ชัดเจน แต่เพียงแค่มองเห็นเงาตะคุ่มของวัตถุบางอย่าง ก็พอจะเดาได้ว่ามันคือ ก้อนหินขนาดใหญ่ และกำลังกลิ้งหล่นมาทางเขา

ชายนักเดินทางกระโดดหลบอย่างไม่คิดลังเล เพราะหากขืนยืนงงเป็นเป้านิ่ง มีหวังต้องถูกทับแบนเป็นกล้วยปิ้งแน่ ๆ ก้อนหินขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านร่างของชายนักเดินทางไปอย่างฉิวเฉียด แต่ในทันที่ที่เขากระโดหลบไปนั้น ก็มีเศษก้อนหินขนาดเล็ก เข้ามาปะทะกับร่างของเราอย่างจัง ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เขาจะหลบได้ทัน

ร่างของชายนักเดินทางถูกแรงกระแทกจากก้อนหิน กลิ้งไปอีกทิศหนึ่ง ซึ่งข้างหน้านั้นเป็นหุบเหวขนาดใหญ่ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบ ร่างของเขากำลังปลิวตกลงไปก้นเหวอย่างไม่อาจจะหาวัตถุใด ๆ เหนี่ยวรั้งไว้ได้

จิตใจของชายนักเดินทางแม้จะเข้มแข็งเพียงใด แต่ก็ไม่อาจระงับความตกใจไว้ได้ เพราะคราวนี้เป็นการใกล้เฉียดตายอย่างไม่ทันตั้งตัว
“นี่คงเป็นจุดจบของเราแล้ว...สิ” ชายนักเดินทางคิด
ความตกใจนั้น ได้บิดบังความเจ็บปวดจากแรงกระทบของก้อนหินไปอย่างหมดสิ้น รอบตัวเขามีแต่ความขาวโพลนของกลุ่มหมอก ไม่อาจจะคะเนถึงความลึกของหุบเหวเบื้องล่างได้เลย

แม้ความตายจะรอเขาอยู่ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่ชายนักเดินทางยังคงอาลัยกับบางสิ่งที่ยังค้างคาใจเขาเสมอ

“ลาก่อน...นิพพาน ดินแดนอันเป็นที่สุขเกษม ฉันคงไม่อาจไปถึงเสียแล้วในชาตินี้ ”

ร่างของชายนักเดินทางตกลงกระทบกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะล่วงถึงพื้นอย่างรุนแรง

"พลุบ!..." และแล้วสติสัมปัชชัญญะของเขาก็วูบหายไปนับตั่งแต่บัดนั้น





ขอขอบคุณรูปหมอกจาก http://kingmagic.files.wordpress.com




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2553 9:13:07 น.
Counter : 206 Pageviews.  

๒๑๘-ความกลัวที่ไร้เหตุผล(งานศพ)


สมัยที่เราเป็นวัยรุ่น ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ไปงานศพบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะไปเฉพาะงานของญาติ ๆ ที่เราคุ้นเคย อาจจะเป็นเพราะว่า พ่อ แม่ คงเห็นว่าข้าพเจ้ายังเด็กเลยไม่อยากชวนไปงานศพด้วย
แต่บ่อยครั้งที่มักจะคิดไปว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องตายไปจะเป็นยังไง ตั่งแต่สมัยเด็กข้าพเจ้ามักจะจินตนาการเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ มันคงคล้าย ๆ กัยเราดูหนังผี ที่วิญญาณออกจากร่างแล้วแวะไปหาคนโน้นคนนี้ โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่ามีเราอยู่ใกล้ ๆ หากเวลานั้นมาถึงคงรู้สึกแปลกพิลึก
สมัยนั้น สิ่งที่มักจะเป็นข้อกังวลของข้าพเจ้าเสมอ ๆ เมื่อคิดถึงว่าวันหนึ่งตัวเองต้องตาย เช่น คิดไปเองว่าจะมีใครมางานศพของเราบ้างนะ ทุกคนจะรู้สึกอย่างไร จะมีกี่คนที่ร้องไห้ให้กับเราบ้าง แล้วคนที่เราสนิทจะมางานไหม...

ซึ่งเป็นความกังวลแบบเด็ก ๆ นะครับ จะว่าไปแล้วโตขึ้นมาหน่อยก็ยังรู้สึกแบบนี้อยู่เสมอเหมือนกัน

เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะย้ำเตือนข้าพเจ้ามาตลอดชีวิต คนเรามีชีวิตอยู่ประจำวันนั้น สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือต้องการทะเลาะกับใคร นิสัยของข้าพเจ้าเลยมักจะชอบการประณีประนอมมากกว่าที่จะชวนทะเลาะ นั่นเพราะในใจลึก ๆ ข้าพเจ้าเองอยากรักษามิตรภาพของกันและกันไว้มากกว่า เพราะเราทุกคนเกิดมาต่างที่มาต่างที่ไป การได้มาพบกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากแสนยากอยู่แล้ว

ไฉนเลย จะเอาเวลาอันแสนจะน้อยนิดบนโลก มาตั่งหน้าตั้งตาทะเลาะกัน โดยลืมไปแล้ว ว่าเราต่างก็ต้องตก อยู่ในห้วงแห่งทุกข์ในวัฏฏสงสารนี้เหมือน ๆ กัน

ขอขอบคุณรูปงาม ๆ จาก http://img83.imageshack.us มากมายครับ




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2553 20:25:05 น.
Counter : 333 Pageviews.  

๒๑๗-น้ำตาหยดนั้น



การใช้ชีวิตที่เป็นปกติ ตามธรรมดาของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ก็ต้องเผชิญกับความโลภ โกรธ หลง เป็นธรรมดา สิ่งเหล่านี้มันก็มีที่มาจากโลกธรรม ๘ ซึ่งวิ่งวนเวียนแวดล้อมเราอยู่ตลอดทั้งวัน เหมือนกับเราเดินอยู่บนทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ในทุ่งหญ้าก็มีเกสรดอกไม้ฟุ้งไปรอบ ๆ ดัวเรา เราอยากจะไขว่ขว้า หรือ อยากจะเป่าละอองเกสรให้ออกจากตัวเราก็ย่อมทำได้ไม่ยาก

โลกธรรมทั้งแปดนั้นก็ไม่ต่างกัน มันก็วนเวียนอยู่รอบตัวเราทุก ๆ วัน ขึ้นอยู่กับเราจะขว้าไว้หรือปล่อยวางให้สิ่งนั้นมันเป็นของโลก เป็นธรรมของมันไป

การจับสัมผัสของโลกธรรม ๘ ปลายทางของมันย่อมนำความทุกข์มาให้เราเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นเราจะบอกว่าเป็นความสุขก็ตามที อย่างที่เราได้เคยได้ยินกันมาแล้ว ว่า สุข หรือ ทุกข์ ก็สิ่งไม่เที่ยง ความสุขนั้นเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น เราจะจับต้องขว้าเอาไว้ก็ไม่ได้นานนักหรอก วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องพรากสิ่งที่เรารักหรือ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในปัจจุบันนี้ไปอยู่แล้ว

เคยคิดเล่น ๆ ว่าตอนนี้ครอบครัวของเราต่างก็มีความสุขดี จะเรียกได้ว่าดีกว่าครอบครัวอื่น ๆ เสียอีก หากแต่วันข้างหน้าเราต้องสูญเสียคนรักที่สุดไป ข้าพเจ้ามักถามตัวเองเสมอ ว่าจะทำใจได้ไหม บ่อยครั้งที่นั่งนึกคิดไปว่าคนที่เรารักในครอบครัวตายไป เราจะวางใจอย่างไร

ถึงวันนั้นจะกั้นน้ำตาไว้ได้ไหม...

ข้าพเจ้านึกทีไร ก็ไม่อาจจะยืนยันว่าถึงวันนั้นจะไม่มีน้ำตาให้เห็น เพราะแม้จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมของโลก ทุกอย่างมีเกิด ก็ต้องมีจาก มีความพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ถึงวันนี้ข้าพเจ้าอาจจะเป็นคนที่สูญเสียน้ำตาได้ง่ายที่สุดก็ได้
เพราะแม้ใจพระโสดาบันบางคนก็ยังไม่อาจกัดกั้นน้ำตาไว้ได้ แล้วข้าพเจ้าเองก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา การสูญเสียน้ำตาบ้างในอนาคต ก็คงจะเป็นเรื่องปกติ

พูดถึงเรื่องน้ำตานี้ ก็นานแล้วที่ไม่ได้หลั่งไหลออกมาจากเบ้าตา อาจจะมีเคลิ้ม ๆ บ้างนิดหน่อยตอนดูละครแล้วซึ้งตามบทบาท แต่น้ำที่ต้องกับสายลมวันนั้น ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกจดจำได้เป็นอย่างดี

มันเป็นวันที่เราต้องกลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพ มาใช้ชีวิตอย่างคนเมืองทั่วไป เมื่อรู้ว่าเราไม่อาจจะใช้ชีวิตบรรพชิตได้ในตอนนั้น การบวชเป็นเรื่องยาก ข้าพเจ้ามักจะนึกถึงคำพูดของพระสารีบุตรเสมอ ๆ ในที่นี้หมายถึงการบวชเพื่อทำให้แจ้งในนิพพานเป็นเรื่องยากมาก วันนั้นเองที่ข้าพเจ้าเสียน้ำตาในความรู้สึก แม้จะเป็นเพียงน้ำตาอันน้อยนิด และปลิวหายไปตามสายลมที่มากระทบ แต่มันเป็นน้ำตาที่ไหลให้กับความสงสารของครอบครัว น้ำตาหยดนี้เอง ที่ได้หล่อเลี้ยงให้สังสารวัฏของข้าพเจ้ายืดยาวต่อไปอีก...



วันนี้มาแบบเศร้า ๆ และขอขอบคุณ รูปจาก http://www.schmiergrafx.de อย่างมากมายเช่นเคย




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2553 8:06:40 น.
Counter : 391 Pageviews.  

๒๑๖-ท้องฟ้าของเมื่อวาน



ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น ข้าพเจ้าใช้เวลาว่างของวันหยุด ขับรถไปยังห้างชื่อดังแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ แม้จะไม่ค่อยอยากเดินทางออกไปข้างนอกนักในวันหยุด แต่ก็บอกกับตัวเองว่า ควรหาเวลาพักผ่อนบ้าง การเดินไปห้างบ้างก็ยังดีกว่าการปิดตัวเองเงียบ มัวแต่ซุ่มทำงานบ้า ๆ บอ ๆ จะไม่ยอมดูโลกภายนอกบ้างหรือ...?

บางครั้งอยากจะเข้าไปดูหนังสักเรื่องเหมือนกัน แต่บางทีก็รู้สึกเสียดายเงินมากกว่า เพราะพักหลัง ๆ มานี้ เมื่อเข้าไปดูหนังแล้วอยากจะเดินออกมาจากโรงก่อนหนังจบซะอีก อาจจะเป็นเพราะเลือกหนังไม่ถูกกับใจก็ได้

การไปเดินห้างก็คงไม่พ้นร้านหนังสือ ทั้งที่ในห้องก็มีมากมายจนอ่านยังไม่จบ แต่ก็อยากเข้าไปดูรายชื่อหนังสือใหม่เสมอ ๆ รายการหนังสือก็มีหนังสือธรรมะ หนังสือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นรายการหนังสือสองชนิดหลักที่ต้องเข้าไปอ่านทุกครั้ง ยังดีหน่อยที่ทุกวันนี้มีหนังสือคอมพิวเตอร์เข้ามาแทรกบ้าง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่มุ่งไปดูหนังสือธรรมอย่างเดียว แต่ก็นั่นล่ะ...อาจจะเป็นเพราะรายชื่อหนังสือในร้านซ้ำ ๆ กับของเดิมกระมัง ทำให้วันนี้ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น

อาหารกลางวันวันนั้น แม้ร้านอาหารจะไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก รสชาดอาหารเดิม ๆ ลิ้นของข้าพเจ้าแทบจะไม่รับรู้รดชาดข้าวแกงซึ่งกินอยู่เป็นปกติ ๆ ทุก ๆ วัน

ทันใดนั้นสายตาของข้าพเจ้าก็เหลือบมองนอกชายหลังคา ผ่านอาคารที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ ที่แห่งนั้นมีเมฆที่ตัดกับขอบฟ้า มองดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

นานเท่าไหร่แล้วที่ข้าพเจ้าไม่เคยมองท้องฟ้าแล้วมีความสุขขนาดนี้ สำหรับชีวิตบางคนนั้น จะมีความสุขได้ ก็ต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่นต้องไได้รับความรักจากคนอีกคนหนึ่งตอบสนอง หรือไม่ก็อยากให้ใครสักคนมาเห็นอกเห็นใจ

แต่ชีวิตของข้าพเจ้านั้นกลับต่างออกไป การมองท้องฟ้า ปุยเมฆ ที่ลอยเวิ้งหว้างตามสายลม ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้มีความสุขได้

บางครั้งการปล่อยใจลอยออกไปก็ดีเหมือนกัน มันเป็นการปลดปล่อยความคิด ความรู้สึก ความทุกข์ ให้ไหลไปกับกองเมฆ แม้ว่าส่ิ่งนี้จะไม่ใช่เป็นการดับเสียซึ่งความทุกข์ แต่การผ่อนคลายจากความกดดันบ้าง

...โดยการมองท้องฟ้าก็ดีเหมือนกัน




ขอขอบคุณรูปสวย ๆ จาก http://upload.wikimedia.orgมากมายครับ




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 8:10:34 น.
Counter : 1354 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.