ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๙๐ - พิธีกรรม





เราอาจจะเคยสังเกตุเห็นพิธีกรรมต่าง ๆ ในพุทธศาสนา หรือนอกศาสนาก็ตาม หากพิธีกรรมดังกล่าว มีพระสงฆ์ในพุทธศาสนามาประกอบพิธี เรามักก็จะเหมารวมว่าเป็นของพุทธศาสนา ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด

พุทธศาสนาดั้งเดิมเน้นสอนในเรื่อง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก โดยไม่ได้เน้นเรื่องพิธีกรรมมากนัก เว้นในบางเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติในพระธรรมวินัย เป็นแบบปฏิบัติ ซึ่งต่อมาในภายหลังก็ได้รับการแต่งเติมเสริม จนกลายเป็นพิธีกรรมท้องถิ่น ซึ่งไม่มีในพุทธวิธีดั้งเดิม เช่น พิธีการบวชในพุทธศาสนา ที่นิยมแห่นาค หรือ เลี้ยงฉลองกันหมดเงินไปหลักหมื่น หลักแสน ซึ่งดูยังไงก็ขัดกับวิถีพุทธดั้งเดิม

นั่นอาจจะเป็นเพราะกาลเวลาผ่านมาในภายหลัง การประกอบตามหลักดั่งเดิมของพุทธศาสนา เริ่มเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก เพราะคนในโลกเริ่มมีมากขึ้น วิถีชีวิตการต่อสู้ดิ้นรน ทั้งศรัตรูจากคนต่างเชื้อชาติต่างแดน และจากภัยธรรมชาติที่มากขึ้น รวมทั้งสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้สั่งสมมาเรื่อย ๆ จนถึงคนสมัยใหม่ คนเริ่มมีความทุกข์กันมากขึ้น การใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา มาแก้ไขปัญหาชีวิตก็มีแนวโน้มน้อยลง หลายคนจึงเริ่มแสวงหาวิธีที่จะทำให้ตัวเราเองทุกข์น้อยลง หรือเสริมกำลังใจได้เร็วที่สุด เพื่อผละหนีออกจากทุกข์ได้ง่ายที่สุด ไวที่สุด พิธีกรรม ความเชื่อทางด้านฤกษ์ยาม จึงเข้ามาตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่า รวมทั้งความเชื่อทางด้านวัตถุมงคล ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญที่บดบังคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา

ในแง่ของวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังต่าง ๆ นั้น มีมาตั่งแต่ครั้งอดีต ทฤษฎีหนึ่ง อาจจะเกิดมาพร้อมกับการสร้างชาติของชาวไทยเลยก็ว่าได้ เพราะสมัยนั้น มีการเริ่มสร้างพระพุทธรูปหรือเจดีย์กันโดยมาก สิ่งที่เหลือจากพระพุทธรูปหรือเจดีย์ก็ย่อมต้องมีเป็นธรรมดา บรรพบุรุษของเราคงไม่ต้องการทิ้งเศษซากนั้น ก็เลยสร้างพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ แล้วนำไปฝังไว้ยังสถานที่สำคัญ ทั้งในสมัยก่อนการศึกสงครามก็มาก การเล่นวิชาไสยศาสตร์ มนต์ดำไว้ป้องกันตัว จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา พร้อม ๆ กับการเข้ามาของพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องสมาธิเป็นฐานหลัก ก็เข้ากันได้ดีกับวิชาไสยศาสตร์เพราะต้องใช้สมมาธิเป็นฐานหลักเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน จุดหมายปลายทางก็ต่างกัน แต่คนเรามีความเข้าใจไม่เท่ากัน หลักสำคัญ ๆ ของศาสนาพุทธก็เลยปะปนกับความเชื่อ ค่านิยม การบูชาสิ่งศักดิ์ มนต์ดำ หรือ การนิยมดูฤกษ์ยาม ความเชื่อทางพราหมณ์ ฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เจริญเติบโตขนานกันมากับความเชื่อทางพุทธศาสนา

หากจะถามว่าพิธีกรรมนั้นสำคัญอย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีพิธีกรรม ยกตัวอย่างเช่น พิธีกรรมการปลุกเสกน้ำมนต์ วัตถุมงคล พิธีการขึ้นศาล ตั้งศาล พิธีกรรมการขึ้นบ้านใหม่ พิธีกรรมการสะเดาะเคราะห์ การตัดกรรม การแก้กรรม ฯ ซึ่งพิธีกรรมความเชื่อในบ้านเราดูจะมีเยอะแยะไปหมด และมักเกิดพิธีประหลาด ๆ มากขึ้น บางครั้งคนที่หลงงมงายเรื่องนี้มาก ๆ ก็ถูกหลอกปลดทรัพย์ไป ก็มีข่าวเป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

พิธีกรรมนั้นดูแล้วก็เหมือนเป็นการเสริมสร้างกำลังให้กับเรา มากกว่าที่จะมีสิ่งศักดิ์มาช่วยเหลือจริง ๆ เพราะหากพิธีกรรม และการอ้อนวอนนั้นดีจริง พระพุทธเจ้าของเราคงสั่งสอนมาแล้วนับพันปี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น ที่เรายังติดกับพิธีกรรมในทาง ก็เพราะเรายังไม่มีความแน่ใจในคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ไม่มีความมั่นคงในพระธรรม พระสงฆ์ เมื่อไม่มีความมั่นคง ก็ทำอะไรออกมาในแนวแบบที่เราเรียกกันติดปากว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ” เอนไปทางโน้นที มีใครบอกอย่างไร ก็เชื่อไปอย่างนั้น ไม่มีหลักที่รู้สึกพึ่งพาได้จริง ๆ ในชีวิต เมื่อได้ยินข่าวมีสัตว์ประหลาด ห้าขา สี่ตา สามหู ก็แห่กันจุดธูป บูชา หรือ วันดีคืนดีมีคนขุดพบต้นไม้เก่าแก่ ก็เอามือไปฝนไปขูด ทำพิธีกรรมตามความเชื่อ เพื่อให้ได้มาซึ่งเลขเด็ด ๆ สักงวด แม้ครึ่งหนึ่งของหวยจะถูกกฎหมาย แต่นั่นมันเป็นอบายมุข หมายถึง สิ่งที่ฉุดให้ชีวิตของเราลงต่ำ เป็นหนทางของความเสื่อม


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://board.banrasdr.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2555    
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 23:14:15 น.
Counter : 528 Pageviews.  

๓๘๙ - ต้นยางต้นนั้น




บางครั้งข้าพเจ้าก็คิดไปว่า ชีวิตของเรานั้นก็คงคล้าย ๆ กับลูกยางที่หลุดจากต้น หมุนวนไปตามทิศทางลม เมื่อไปตกหล่นอยู่ที่ใด ก็ต้องพยายามงอกเงยให้ได้ดีที่สุด หรือบางครั้งก็ไม่อาจจะงอกเงยขึ้นมาเลยก็ได้ นั่นคงเป็นคราวเคราะห์อย่างที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเหตุปัจจัย สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม

ตอนเด็ก ๆ มักจะเล่นสนุกโดยการโยนลูกยางขึ้น แล้วก็ให้มันปลิวหมมุนวนตกลงมา คล้าย ๆ กับกังหัน ที่ชอบและสนุกเพราะลูกยางเป็นสิ่งที่แปลกแตกต่างจากลูกไม้ชนิดอื่น มันเป็นลูกไม้ที่มีชีวิตชีวา เมื่อยามที่ต้องลม ข้าพเจ้าไม่แน่ใขว่าเด็กสมัยนี้จะรู้จักชีวิตแบบนี้หรือเปล่า หรืออาจจะเกิดมาพร้อมกับเกมส์ คอมพิวเตอร์กันเสียมากกว่า

ต้นยางเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่ ลำต้นจะมียางมีลักษณะเป็นน้ำมัน บางครั้งที่วันที่ฟ้าฝนคะนอง ต้นยางต้นใหญ่มักจะถูกฟ้าผ่าและเกิดไฟไหม้ได้

ในหมู่บ้านของข้าพเจ้าเคยมีต้นยางขนาดใหญ่ ต้นหนึ่ง จะเรียกได้ว่าเป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านก็ว่าได้ และด้วยความนี้เองก็มีเรื่องราวเรื่องเล่าของนางไม้ที่สถิตอยู่ต้นยาง ไม่มีปรากฎแน่ชัด เป็นเพียงสิ่งที่พูดต่อ ๆ กันมา แต่ด้วยคำพูดเหล่านั้น ทำให้ต้นไม้ต้นนั้น กลายเป็นต้นไม้ที่น่ากลัวที่สุดในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าเองสมัยเรียนประถมบางครั้งจำเป็นต้องเดินผ่านต้นยางต้นนั้น ในตอนค่ำก็จะไม่กล้ามองและรีบเดินไปให้เร็วที่สุด เพราะความกลัวผีนางไม้ ซึ่งบางครั้งก็จะได้ยินคนพูดถึงคนแต่งตัวโบราณเดินวนเวียนอยู่บริเวณต้นยางต้นนั้น สร้างความสะพึงกลัวให้กับเด็ก ๆ ไม่น้อย และเนื่องจากเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ และโดนฟ้าผ่า ไฟไหม้ไปหลายครั้ง ต้นยางต้นนั้นก็ต้องยืนต้นตาย ไม่ต่างกับต้นตาลยอดด้วน

ผู้ใหญ่หลายท่านในหมู่บ้านจึงมีมติให้ตัดต้นยางต้นนั้นทิ้งเสีย และการตัดโคนต้นยางต้นนั้นก็สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าประหลาดเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ก็มีชาวบ้านตายปริศนาติดต่อกันแบบชนิดศพต่อศพ คือศพหนึ่งเผาแล้วอีกวันต่อมาก็จะมีคนตาย เรียกว่าตายแบบกระทันหัน พอถึงศพที่ สาม สี่ ชาวบ้านก็เริ่มพูดกันหนาหูว่า เหตุการณ์ตายอย่างกระทันหันของคนในหมู่บ้านน่าจะเป็นเรื่องผิดปกติไปจากธรรมชาติ และเมื่อลองตรวจดูประวัติของคนตายบางคน ก็พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับต้นยางต้นนั้น เช่น บังเอิญไปดูตอนเขาตัดต้นยาง หรือก่อนตายจะเล่าให้ญาติฟังเรื่องผีนางไม้ขอเอาชีวิตไปอยู่ด้วย อีกไม่กี่วันคน ๆ นั้นเสียชีวิต ซึ่งข้าพเจ้าเองก็จำไม่ได้หมด นานวันเข้าชาวบ้านเริ่มวิจารณ์กันอย่างหนาหู พูดเติมเสริมแต่งตามประสบการณ์ของตนเองบ้าง มักจะเริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับหาคำตอบไม่ได้อยู่เรื่อย ๆ จนแต่ละคนเริ่มรู้สึกขวัญเสีย ในที่สุดก็มีมติจากผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน ให้ทำบุญหมู่บ้านครั้งใหญ่ ทุกคนในหมู่บ้านก็มาร่วมทำบุญกัน นำพระหลายวัดมาสวดอุทิศ กุศล ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวการเสียชีวิตของคนในหมู่บ้านกับยุติลง และชาวบ้านก็มีขวัญกำลังใจมากขึ้น และใช้ชีวิตตามปกติในเวลาต่อมา

เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเขียนมา เป็นอดีตจากความทรงจำ แม้ว่าเทคโนโลยีของเราจะทันสมัยไปมากเพียงใด แต่สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาตินั้นยังคงอยู่กับสังคมไทย สังคมที่ยังถือค่านิยม และความศรัทธาในผีสาง เทวดา และพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น
และหลายครั้งที่วิทยาศาสตร์หาคำตอบไม่ได้ ก็มีศาสนานี่เองเป็นทางออก บางครั้งความเชื่อ ความศรัทธาอาจจะไม่ใช่หนทางการแก้ไข แต่สามารถเสริมสร้างกำลังใจที่สำคัญให้กับเราได้

บางครั้งภูต ผี ปิศาจ ก็เป็นเพียงมโนภาพที่มนุษย์เราเองสร้างขึ้นมา จากพื้นฐานของความกลัว และความไม่รู้ในความเป็นไปของธรรมชาติ เมื่อเกิดความกลัว เราก็จะถูกครอบงำจากอำนาจของกิเลสมารเบื้องลึกและทำให้เราหลงผิด จิตใจ ร่างกายก็จะอ่อนแอ เมื่ออ่อนแอก็เป็นที่มาของโรคต่าง ๆ แต่ด้วยพลังศรัทธา ความเชื่อโดยผ่านพิธีกรรมบางอย่าง จะเป็นสิ่งกระตุ้นจิตใต้สำนึกบางอย่างทำให้เรามีพลังที่จะเอาชนะความกลัวไปได้ และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.nanagarden.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 28 กันยายน 2555    
Last Update : 28 กันยายน 2555 14:51:58 น.
Counter : 777 Pageviews.  

๓๘๘ - ต้นไม้เล็ก ๆ ตามซอก




คุณผู้อ่านเคยสังเกตุเห็นต้นโพธิ์ต้นเล็ก ๆ ที่งอกออกมาระหว่างซอกตึกหรือกำแพงบ้างไหม น่าประหลาดใจมาก ที่เห็นต้นไม้ยืนต้น จะสามารถงอกเป็นต้นออกมาได้ในสถานที่แบบนั้น บางครั้งข้าพเจ้าขับรถไปตามทางด่วนก็ยังเห็นต้นโพธิ์งอกงามเป็นหย่อม ๆ ตามขอบถนน มันพยายามงอกเงย โดยที่มันไม่รู้เลยว่าสถานที่ที่มันได้เกิดขึ้นมานั้น จะสามารถสร้างความเตริญเติบโตให้กับมันได้สักเพียงใด แต่มันก็พยายามโตให้ได้

เช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างขัดสน บางคนพิการมาตั่งแต่กำเนิด บางคนไม่อาจจะกำหนดชะตาชีวิตในแต่ละวันของตัวเองได้ แต่ถึงอย่างไร ชีวิต ๆ หนึ่ง ก็กำเนิดขึ้นมาแล้ว การจะหยั่งรอโชคชะตาให้บันดาลความสุขมาให้นั้น คงเป็นไปได้ยาก ทุก ๆ อย่าง เราอาจจะต้องสร้างด้วยมือของเราเอง ในเมื่อชีวิต ๆ หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องเติบโตต่อไป ชีวิตจึงไม่ต่างกับกาลเวลา คือ เดินไปข้างหน้า ย้อนกลับไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ หรือที่หลาย ๆ คนจะชอบพูดว่า

“เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกทางเดินของชีวิตได้...” นั่นล่ะ


สารบัญ




 

Create Date : 20 กันยายน 2555    
Last Update : 20 กันยายน 2555 21:08:38 น.
Counter : 491 Pageviews.  

๓๘๗ - สิ่งที่ได้จากความช้า....




นาน ๆ ข้าพเจ้าจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเสียที ซึ่งการทำงานในเมืองหลวง แม้จะได้รับรายได้ที่ดีพอสมควร แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือการได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว และการปลดวางจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกดีเหมือนกัน ข้าพเจ้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำธุระต่างหมู่บ้าน ซึ่งก็ไกลพอสมควรประมาณระยะทางได้ ๔ กิโลเมตร แต่เจ้ามอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมดันมาเสียกลางทาง ทำให้นึกถึงสมัยตอนเรียนมัธยมซึ่งข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ มักจะเจอปัญหาพวกนี้บ่อย ๆ

วันนั้นรู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่ยอมหยิบมือถือมาด้วย เพราะจะได้โทรตามช่างมาช่วยได้ แถมบรรยากาศก็คลึ้ม ๆ ใกล้ค่ำเต็มที ได้แต่เพียงจูงรถตัวเองกลับบ้านด้วยอาการคอตก ธุระก็ทำไม่สำเร็จ แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ากลับต้องมาย้อนคิดนึกถึง ตอนที่เดินกลับนั่นเอง บรรยากาศเก่า ๆ สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กมันวนกลับมาอย่างอัตโนมัติในความทรงจำ คิดถึงตอนสมัยเรียนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเส้นทางนี้ นึกถึงบ้านเรือนเก่า ๆ ท้องนา สภาพแวดล้อมของป่าข้างถนน ผู้คนมากมายที่ทักทายระหว่างทาง ชาวนาที่ขับรถไถนา และพื้นที่ที่ข้าพเจ้าผ่าน บางที่มีถนนคอนกรีตตัดผ่านตั่งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ สิ่งเหล่านี้ ความรู้สึกอย่างนี้ มันจะไม่มีทางได้คิดหรือได้สังเกตุเห็น หากเพราะเราได้ขับรถเร็วเกินไป หรือไม่ได้สัมผัสด้วยการเดิน

การเดินเท้า...แม้จะถึงจุดหมายได้ช้า แต่เราก็จะได้รับรู้ อิ่มเอิบกับธรรมชาติข้างทาง หลาย ๆ คนตั้งใจอย่างเดียวที่จะไปให้ถึงจุดหมาย โดยที่ไม่สนใจสภาพแวดล้อมข้างทางที่น่าดู เช่น ขับรถกลับบ้านเพื่อให้ถึงกรุงเทพ ฯ ให้ใช้เวลาเร็วที่สุด ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นอะไรมากมายขนาดนั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเดินทางกลับบ้าน หรือ เข้ากรุงเทพฯ จะใช้เวลาทั้งวัน ทั้งที่ขับรถจริง ๆ แค่ ๔ ชั่วโมง (เพราะมักจะแวะพักแถว ๆ วัดข้างทางหรือภูเขา ท้องน้ำ เป็นต้น)

คราวนี้ลองมามองดูการพัฒนาบ้านเมืองและเศรษกิจที่กำลังเป็นปัญหากันบ้าง เราต่างมุ่งหวังตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดี โดยไม่สนใจสภาพปัจจัยพื้นทางสังคมว่ามันจะย่อยยับป่นปี้ หรือ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมจะพังพินาศอย่างไร เราเร่งอย่างเดียวเพื่อจะให้ถึงจุดหมายคือ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยหรู บางครั้งก็อยากจะบอกว่า เราเดินช้าลงกว่านี้ได้ไหม เราจำเป็นมากแค่ไหนกับการแข่งขัน โดยที่เรายังไม่มีความพร้อมทางปัจจัยพื้นฐานทางสังคมที่แข็งแรงพอ

ลองกลับไปช่วยกันพิจารณา ถึงแม้สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดอาจจะขัดกับความรู้สึกของบางคน แต่เชื่อเถอะ หากคุณมีเวลา คุณลองเดินทางด้วยเท้าดูในบริเวณหมู่บ้าน หรือสวนสาธารณะใกล้ ๆ หรือตามคลอง แม่น้ำ แทนที่จะใช้รถ คุณอาจจะพบอะไรบางอย่างที่สามารถจะทำให้คุณมีความสุขและรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก...ก็เป็นไปได้


สารบัญ


ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.forrunnersmag.com ครับ




 

Create Date : 16 กันยายน 2555    
Last Update : 16 กันยายน 2555 10:36:20 น.
Counter : 502 Pageviews.  

๓๘๖ - ออกแบบความตาย




ในคราวที่มีใครสักคนหนึ่งพูดถึงเรื่องความตายขึ้นมาในวงสนทนา เชื่อได้ว่ามีน้อยคนที่อยากจะรับฟัง ยิ่งเรื่องราวความตายของคนที่เรารักแล้ว พวกเราคงไม่ยากได้ยินเรื่องพวกนี้

พระพุทธองค์สอนให้เราระลึกถึงความตายให้เป็นปกติ จริง ๆ แล้วเราต้องระลึกถึงความตายกันทุกลมหายใจด้วยซ้ำ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนไม่ให้เราประมาทในการดำเนินชีวิต และหมั่นกระทำความดี แต่สำหรับบางคนแล้วการระลึกถึงความตายดูเป็นเรื่องที่ต้องผลักไสออกไป เพราะไม่อยากพบหรือได้ยิน ทั้งที่ความจริงแล้วเราเองก็ไม่อาจจะหนีสิ่งนั้นได้พ้น

ความตายนั้นจะพรากเราไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมาในอดีต ไม่ว่าความรักหรือทรัพย์สินเงินทองสมบัติ ไม่ว่าจะมากน้อยสักเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจจะตามติดตัวเราไปได้เลยสักอย่าง แม้แต่คนที่เรารัก หรือรักเรามากที่สุด จะมีสักกี่คน ที่เราตายแล้วจะขอมานอนร่วมโลงกับเราด้วยจริง ๆ

ความตายแม้จะเป็นสัจธรรมบทสุดท้ายของชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย แต่สัจธรรมนั้นยังไม่ท้ายที่สุดจริง มันยังคงหมุนเวียนไปตามวัฎจักรแห่งกรรม และสร้างการเกิดในภพใหม่ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย เราจึงต้องชดใช้กรรมที่เราทำไว้ไม่ว่ากรรมนั้นจะดีหรือชั่วก็ตามที

การออกแบบความตายไม่ได้ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อให้คนอยากฆ่าตัวตาย หรือทำอย่างไรให้เราตายเร็วขึ้น แต่หมายถึงการรู้จักวางแผนความตาย เตรียมเสบียงอาหารคือ บุญกุศล เพื่อต่อภพภูมิอันดีในเบื้องหน้า อย่างนี้เรียกว่าการออกแบบความตายและการเกิดใหม่ที่สมบูรณ์ การหมั่นเจริญภาวนาทางด้านปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะการเจริญทางด้านปัญญานี้ ทำให้เรามองเห็นความเป็นจริง เมื่อเห็นความจริง เราก็จะถูกความปรุงแต่งหรือสิ่งที่เรียกว่ามารเข้าครอบงำได้ยาก ซึ่งสิ่งนี้เองจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราตกต่ำ ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี


การออกแบบความตายอย่างมีศิลปะ...



ความตายแม้จะเป็นสิ่งที่น่ากลัว ก่อนตายของแต่ละคนนั้น จะต้องประสบเหตุต่าง ๆ กัน ตามวาระกรรม บางคนนอนตายอย่างสงบท่ามกลาง ญาติ พ่อ แม่ พี่ น้อง บางคนต้องตายกลางถนน เครื่องบินตก ถูกฆาตกรรม ถูกไฟไหม้ ความป็นโรค เป็นต้น การออกแบบความตายอย่างมีศิลปะนั้น ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ทุกคนอย่างไม่น่าเจ็บปวดหรือเรียกว่าศพไม่สวย แต่การตายอย่างมีศิลปะคือ การตายด้วยอาการสงบ ไม่ว่าก่อนตายเราจะประสบเหตุ อันเจ็บปวดทรมาณสักเพียงใดก็ตาม สิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ การระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำนั่นเอง เพราะเมื่อคราวใดความตายมาถึงเรา เราก็จะไม่ตื่นตระหนก มีสมาธิ ซึ่งหลังจากเสี้ยววินาทีของความตายนั้นแล้ว เราจะได้เกิดในภพภูมิที่ดีอย่างแน่นอน

ศาสตร์หรือศิลปะแห่งความตายอย่างถูกวิธี เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ฝึกปฏิบัติกัน ไม่ต่างกับความรู้ทางวิชาชีพที่เราใช้ทำมาหากิน เพราะความรู้ทางวิชาชีพในปัจจุบัน ก็สามารถลี้ยงชีพเราได้เพียงชั่วคราว มันไม่อาจจะช่วยเราได้เมื่อครั้งที่เราตายจากไปแล้ว การสร้างบุญกุศลและการเจริญภาวนาทางปัญญาจะเป็นตัวช่วยเหลือเราได้อย่างแท้จริง

สารบัญ


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://day4nite.files.wordpress.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 09 กันยายน 2555    
Last Update : 9 กันยายน 2555 15:38:27 น.
Counter : 1020 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.