ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๕๐ - ทุกข์ก็ต้องทน...สุขก็ต้องทน



หลายวันก่อนได้มีโอกาสฟังรายการธรรมะทางวิทยุ เป็นการบรรยายธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา สุภทฺโท มีหนึ่งประโยคท่านสอนว่า "ทุกข์ก็ต้องอดทน สุขก็ต้องอดทน" แต่ท่านไม่ได้อธิบายขยายความ ฟังแล้วก็ทำให้คิดต่อไปอีก

ในเรื่องความทุกข์คือ สิ่งที่ต้องอดทน อย่างนี้เราก็พอเข้าใจได้ แต่สุขนี่ เราจำเป็นต้องอดทนด้วยหรือ...?

เป็นคำถามค้างคาใจอยู่นานหลายวัน พยายามตีความไปต่าง ๆ นา ๆ สุดกำลังของสติปัญญาจะค้นคว้าตรึกนึกเอาเองได้ในตอนนั้น

ลองมาคิดต่อดู บางที หากเรามองอารมณ์ที่มากระทบอย่างเป็นกลางที่สุด เราก็จะสามารถเข้าใจประโยคที่ท่านพูดไว้ก็เป็นไปได้ ทุกวันนี้เราทั้งหลายอาจจะกำลังใช้กำลังสุดขีดในการหลีกหนีความทุกข์และทะยานหาความสุขตามที่ตัวเองเข้าใจ กลายเป็นว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องผลักไส ส่วนความสุขเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหา นั่นจึงเป็นการกระทำที่สุดขั้วทั้งสองฝ่าย เป็นความไม่สมดุล หากเราพยายามผลักไสความทุกข์ โดยที่เราไม่ได้ใช้ความเข้าใจความทุกข์นั้น ๆ ว่า ทุกข์ เป็นเพียงธรรมชาติที่มีความเกิด ความสุขก็เป็นธรรมชาติที่มันเกิดเช่นกัน มันมีวงจรสลับหมุนเวียนกันอย่างนี้

เมื่อเกิดความทุกข์ก็ต้องอดทน และเมื่อเกิดความสุขก็ต้องอดทน อดทนในที่นี้ หมายถึง การรู้จักระงับไม่ยินดีกับความสุข ไม่มัวเมากับความสุขที่ได้รับมากเกินไป ไม่ลืมมองย้อนกลับไปดูความทุกข์ของตัวเองในอดีต และไม่ลืมอีกว่าในอนาคตข้างหน้า เราก็ย่อมมีโอกาสที่จะประสบความทุกข์เช่นเดิม ๆ นี้ได้อีกอย่างแน่นอน

ความสุขโดยแท้ของโลกีย์ อาจจะไม่มีโดยความแท้จริง คงมีแต่ความเพลินไปตามอารมณ์หนึ่ง ๆ แล้วเกิดความพอใจ ก็ยึดเอาว่า "นี่เป็นความสุข" ความสุขนี้มันก็แปรไปตามอัตภาพ ภพ ในที่ที่ตนอิงอาศัยอยู่ เช่น เราเห็นหนอนมันกินอุจจาระก็คงพอจินตนาการได้ว่า หนอนมันคงมีความสุขของหนอนที่ได้กินอาหารอย่างนั้น เราเป็นคน เราก็เกิดความรังเกียจขยะแขยงเพราะเราอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่า แต่หนอนมันคงไม่คิดเช่นนั้น ในทางกลับกัน หากเรามีโอกาสเกิดเป็นหนอนบ้าง เราก็จะพบว่า อุจจาระ กองนั้นเป็นอาหารชั้นเลิศที่จะเสกสรรความสุขให้เราก็เป็นไปได้

คราวนี้หากเราบังเอิญได้เกิดเป็นเทวดา หากมีโอกาสได้มองเห็นการดำรงชีพของมนุษย์ ก็คงต้องเวทนาต่อการดำรงชีพของมนุษย์ที่กินซากศพของสัตว์เป็นอาหาร ดูแล้วน่าขยะแขยงสิ้นดี ไม่เหมือนอาหารทิพย์ของพวกเทวดา ที่ดูสะอาดบริสุทธิ์กว่าเป็นไหน ๆ

ภพ ภูมิ จึงเป็นเสมือนเขตแดนที่ตีกรอบ และเสกสรรความสุข ความทุกข์ตามปัจจัยแวดล้อมที่จะพึงมี แต่ทุกอย่างที่สัตว์หรือมนุษย์แม้แต่เทวดาทั้งหลาย ล้วนมีเหมือนกัน คือ ความเพลินในความพอใจและไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสากลแห่งจักรวาลของเหล่าสัตว์ ทุกอย่างไหลรวมมาตอบสนองทางใจด้วยกันทั้งสิ้น

คราวนี้คงพอที่จะทำให้เรามองเห็นได้บ้างว่า เราจะต้องรู้จักอดทนไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือสุขมากมายไปเพื่ออะไร เราจะอยากเกิดเป็นหนอน เป็นมนุษย์หรือเทวดา ก็อยู่ที่การกระทำของเรา หากเราคิดแต่เพียงว่าชีวิตนี้มีไว้เพียงหาความสุขเพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนั้น การได้เกิดเป็นแมลงสาป เป็นหนอน ก็สามารถหาความสุขได้เช่นกัน เผลอ ๆ อาจจะมีความสุขมากมายกว่ามนุษย์เสียอีก ลองคิดอัตราส่วนจำนวนแมลงต่อประชากรบนโลกดูก็แล้วกัน...


Thank you image from ''http://2.bp.blogspot.com '




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2556 23:38:59 น.
Counter : 581 Pageviews.  

๔๔๙ - คำตอบของความจริง?





มีคนมากมายตั้งคำถามต่อความจริงว่า แท้จริงแล้วความจริงมันคืออะไร ศาสนาทุกศาสนาล้วนกล่าวอ้างความจริงในฐานของตัวเอง และชักนำศรัทธาให้คนเชื่อในคำสอนนั้น ๆ มนุษย์ผู้ศรัทธาในความจริงที่ตัวเองได้รับ เคยนำความจริงแท้นั้นมาใช้งานบ้างหรือเปล่า หรือปล่อยให้ความจริงที่ตนเชื่อถืออยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าความตายไปแล้ว และหาประโยชน์ใด ๆ ไม่ได้ตอนที่มีชีวิตอยู่ นอกจากความศรัทธาอันว่างเปล่า

พุทธศาสนานั้นแตกต่างจากศาสนาอื่นตรงที่ไม่ได้นับถือเทพเจ้า หรือกราบไหว้อ้อนวอนขอโดยไร้เหตุผล และสอนความจริงของชีวิตที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาและการพิสูจน์ความจริงแท้ ก็ทำได้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องรอภพหน้าหรือชาติหน้าให้เสียเวลา ขึ้นอยู่กำลังใจของผู้ปฏิบัติเองว่าจะมีความเพียรพยายามมากน้อยสักเพียงใด

การบรรลุธรรม อาจจะหมายถึงการเข้าถึงธรรมชาติโดยแท้ของจิตวิญญาณ การรับรู้สภาวะที่พ้นจากการครอบงำของการปรุงแต่งจิตทั้งหลาย เป็นการคลายกลุ่มควันของอวิชชาให้จางหายไป ที่เหลืออยู่ก็คือความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งไม่ใช่รู้ทุกอย่าง เพียงแต่เป็นการรู้ในสิ่งที่ชีวิตจำเป็นต้องรู้ และสามารถใช้ความรู้นั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้อย่างสูงสุดเรียกว่า การไม่กลับมาเกิดอีก

คราวนี้พอกล่าวว่า จะไม่ได้กลับมาเกิดอีก คนทั่วไปก็ใจหาย รู้สึกหวิว ๆ เพราะยังไม่อาจจะรับรู้ถึงสภาวะแห่งโลกุตรธรรมได้ว่า สภาวะเช่นนั้นมีอยู่ เป็นอยู่อย่างไร ธรรมชาติของชาติก็คือ การแสวงหาการเกิด มันจะพยายามเรียกหาแดนที่อยู่คือ ภพเสมอ ๆ พอไม่มีภพมารองรับ เพราะจิตมันเคยชินมานานนับไม่ถ้วน มันก็ไม่มีทางออก มันก็ตั้งคำถามและข้อกังขามากมายเกี่ยวกับการมีอยู่ของสภาวะของโลกุตรธรรม แม้ในกาลที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ก็ยังมีข้อกังขา และจะยิ่งเลวร้ายเพียงใด หากเกิดนอกยุคสมัยของพระพุทธเจ้า รับรองว่าเราจะจินตนาการไม่ออกถึงความมืดมนโง่เขลาของตัวเองไม่ออกทีเดียว ความมืดบอดโง่เขลานั้นจะเป็นตัวชักพาให้เราทำบาปทำอกุศลได้โดยง่าย และต้องชดใช้กรรมวนเวียนอยู่ในวัฏฏะอย่างยาวนานแสนนาน

หลาย ๆ คนนับถือพุทธศาสนาแต่ก็ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ทั้งที่ประเด็นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเป็นหัวข้อสำคัญ และเป็นสาเหตุสำคัญพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสสอน เพราะหากเราเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีศาสนา ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ไม่ต้องมีศาสนาพุทธ แต่จะอ้างเหตุผลอย่างไร คนไม่เชื่อก็เถียงหัวชนฝาอยู่วันยังค่ำ กล่าวอ้างว่าพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าขำต่อความคิดคนเหล่านั้นมาก ๆ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ แต่คนพวกนั้นก็ไม่กล้า เอาเข้าจริงคนเหล่านี้ทนต่อการพิสูจน์ไม่ได้ ตัวเองมีความอดทนต่ำ เจ็บนิดปวดหน่อยก็เลิก สู้กลับไปเถียงข้าง ๆ คู ๆ เอาหัวชนฝาต่อ มันชนจนเลือดไหลเต็มหัว คนพวกนี้ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะความโง่ดักดานที่สั่งสมมานานหลายภพ มันหนาเกินกว่าคำสอนบาง ๆ จะทะลุไปได้

ความเชื่อความงมงายในความจริงโดยไร้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ซึ่งมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นตัวนำ มันมักจะชักพาให้ชีวิตเราดิ่งลงเหวได้โดยไม่ยากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การทำบุญโดยหวังผลบุญจะช่วยตัวเองให้ร่ำรวยกว่าเดิม หรือพ้นจากสภาวะทุกข์ เป็นสิ่งที่เราพบเจอกันโดยมาก การทำบุญแน่นอนว่าจุดประสงค์โดยแท้คือการชำระความตระหนี่หรือความโลภที่มีอยู่ในจิตใจ แต่ปัญหาอยู่ที่ธรรมชาติมันจะไม่ยอมให้เราชำระความบริสุทธิ์ได้โดยง่าย เมื่อเราทำบุญมากเท่าใด ประโยชน์งอกเงยในผลบุญก็มากเท่าทวีคูณเมื่อผ่านภพนั้น ๆ ไป เมื่อเห็นในผลบุญก็เกิดความอยากมากขึ้นไปอีก เป็นอย่างนี้มากเท่าผลทวี แต่หากบุคคลผู้ทำบุญด้วยปัญญา เขาจะไม่ติดในผลแห่งบุญนั้น เพราะการติดในผลของบุญนั้นไม่ใช่จึงจุดมุ่งหมายของบุญที่มีเป้าหมายของการชำระความบริสุทธิ์ของจิตใจ มันเป็นเพียงกับดักล่อระหว่างภพเท่านั้น ใครหลงใหลได้ปลื้มในผลบุญมากเกินไปก็ติดอยู่ในบุญ จะไม่มีโอกาสหลุดพ้นไปได้

ดังนั้นการแสวงหาคำตอบของความจริง จึงจำเป็นต้องใช้ปัญญาเป็นตัวนำในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ กระบวนการวิธี และต้องมีมุมมองที่ยาวไกล มองเห็นโลกที่มีที่เป็นอยู่ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหากเราทำถูกวิธีตามที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์แนะนำ เราก็อาจจะพบคำตอบของความจริงหนึ่งเดียวในธรรมชาติของจิตวิญญาณนั้น ก็เป็นไปได้ ...

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก ' http://www.dhammasatta.org/private_folder/lotus.jpg'




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2556 20:54:09 น.
Counter : 381 Pageviews.  

๔๔๘ - ความยึดถือบนความปรวนแปร




“จ๋อม ๆ ...” เสียงก้อนหินตกลงในสระน้ำ ดังมาเป็นระยะ ๆ สร้างความฉงนใจให้กับภิกษุหนุ่มที่อยู่ใกล้ ถึงกับต้องตามหาแหล่งที่มาของเสียง ไม่ช้าก็พบที่ไปที่มาของเสียงนั้น

“โยม ๆ มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ ” ภิกษุหนุ่มเอ่ยปากถาม เมื่อมองเห็นหนุ่มวัยกลางคน รุ่นราวคราวเดียวกัน นั่งทอดหายใจอยู่ริมสระน้ำ

“นมัสการครับหลวงพี่ ผมแค่มานั่งทอดอารมณ์เฉย ๆ รู้สึกเบื่อ ๆ เคว้ง ๆ ยังไงชอบกล ” ชายหนุ่มพูดเปรย ๆ

“อ้าว ๆ แสดงว่าโยมกำลังมีปัญหาชีวิตใช่ไหม...” พระหนุ่มพอจะเดาได้จากอาการ

“ครับ คือ ผม...” ชายหนุ่มกระอักใจที่จะเล่าสาเหตุของปัญหาให้ฟัง แต่ก็ยังไม่อาจไว้ใจใครได้ง่าย ๆ

“คนรุ่นโยมและอาตมา ก็คงมีปัญหาไม่พ้น เรื่องความรัก หรือไม่ก็การงานการเงินน่ะ ใช่ไหม...”

“หน้าผมมันฟ้องขนาดนั้นเลยหรือครับ...”

ภิกษุหนุ่มยิ้มก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“มันเป็นปัญหาเบสิกขั้นพื้นฐานของปุถุชนน่ะโยม ไม่ว่าใครก็ย่อมเจอปัญหาเหล่านี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าใจและหาวิธีทางแก้ปัญหาได้อย่างไร...”

“ผมมีปัญหาทั้งสองข้อพร้อมกันเลยล่ะครับ ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี ขับรถมาเรื่อย ๆ ก็มาแวะที่วัดนี้ แล้วก็เดินไปเดินมาจนอยู่ที่ตรงนี้แหละครับ” ชายหนุ่มเริ่มเล่าที่มาให้ฟัง

“โยมกำลังเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความยึดถือว่า สิ่งเหล่านั้นจะต้องเป็นเช่นนั้น เราต้องได้อย่างนั้น ทำอย่างนั้น ผลลัพธ์ต้องเป็นอย่างนั้น ทั้งที่จริงชีวิตของคนเราล้วนถูกปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยมากมาย และปัจจัยนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน หรือเรียกอีกอย่างก็คือทุกสิ่งล้วนมีแต่ความไม่แน่นอน ปรวนแปรได้เสมอ หากเราไม่ได้เตรียมใจรับกับความปรวนแปรนั้น เราก็จะเกิดความทุกข์ ทุกข์เพราะความต้องการบีบบังคับให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ใจเราปรารถนา เป็นอย่างนั้นไหมโยม...” ภิกษุหนุ่มถาม

“แต่คนเราก็ต้องมีความอยากไม่ใช่หรือครับหลวงพี่...โลกนี้จะเป็นอย่างไร หากทุกคนปล่อยวางกันหมด...”

“จริง ๆ แล้ว อาตมาไม่ต้องการให้ทุกคนปล่อยวางเสียทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใคร ใส่บาตรอาตมาแน่ ๆ เพียงแต่เราต้องใช้ชีวิตโดยความรู้ทันของสิ่งทั้งหลายที่มากระทบ และไม่ยึดถือหลงใหลกับสิ่ง ๆ นั้นมากเกินไป หลงได้แต่อย่านาน เมื่อสิ่ง ๆ นั้นจากเราไป ก็ต้องเตรียมใจสำหรับการสูญเสีย การได้มาของสิ่งของบางสิ่ง กับการสูญเสียของบางสิ่ง แท้จริงมันก็มีอาณุภาพเท่า ๆ กัน เพียงแต่อยู่กันคนละขั้ว หากเราเอนเอียงไปเสียข้างใดข้างหนึ่ง ชีวิตเราจะสมดุลได้อย่างไร ทุก ๆ อย่างก็ต้องอยู่ตรงกลาง คือ ทำใจอยู่ตรงกลางเข้าไว้ ไม่ยินดีหรือยินร้ายมากเกินไป”

“ก็จริงอย่างที่หลวงพี่พูดมานะครับ แต่ผมยังทำไม่ได้...” ชายหนุ่มออกสีหน้าเศร้าขึ้นมา

“ต้องฝึกสิโยม ไม่มีใครเกิดมาแล้วทำอะไรได้ทุกสิ่ง โดยไม่ได้รับการฝึกฝนอบรม จำไว้ว่าความปรารถนาของมนุษย์เรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด ออกนอกโลกได้ก็อยากไปดวงจันทร์ ไปดวงจันทร์แล้วก็อยากไปดาวอังคาร ไปดาวอังคารแล้วก็อยากไปดาวดวงอื่น ๆ อีก หากเราไม่ฝึกฝนสติให้เท่าทันความอยาก จิตมันก็จะเพลินไปกับการปรุงแต่งที่ไร้สาระ ผลพวงของมันปลายทางก็จะมีแต่ความทุกข์อย่างที่โยมกำลังประสบอยู่ยังไงล่ะ...”

ชายหนุ่มรู้สึกถูกกระทบใจอย่างแรง ความรู้สึกของเขาที่ผ่านมาไม่ต่างอะไรกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในน้ำ มันกำลังจมดิ่ง ๆ ลงสู่ก้นสระอย่างไม่มีวันลอยกลับขึ้นมา คำพูดของภิกษุหนุ่ม ประหนึ่งหยุดก้อนหินนั้นไม่ให้จมลงก้นสระ เขารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด

“ผมรู้สึกดีขึ้นมามากเลยครับ ที่ผ่านมาผมอยากได้นั่น โน้น นี่ มากมาย จนผมกดดันตัวเอง มีแฟนทั้งคนก็บังคับให้เขาทำตัวอย่างที่ผมต้องการ แม้แต่การงาน มีลูกน้องก็อยากได้อย่างที่ผมต้องการอีก พอไม่ได้อย่างใจ ผมก็โกรธอย่างไร้สติ งานก็เสีย ลูกน้องก็เสียความรู้สึกผมเองก็เสียเหมือนกัน ผมคงยึดถือกับความปรารถนามากเกินไปจริง ๆ จนไม่ได้เตรียมใจรับกับความผิดหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น...”

“คิดได้ก็ดีแล้ว อาตมาไม่ได้หวังให้โยมปล่อยวาง อย่างที่โยมเข้าใจในตอนแรกหรอก เพียงแต่อย่างให้โยมเข้าใจธรรมชาติของความเป็นไป และความเปลี่ยนของสรรพสิ่ง แล้วยอมรับอยู่กับความเปลี่ยนแปลงโดยที่ตัวเราเองเป็นทุกข์น้อยที่สุดก็เท่านั้น...” ภิกษุหนุ่มพูดทิ้งท้าย ก่อนที่จะเดินจากไป

-จบ-

Thank you image from 'http://deusemaior.com.br/wp-content/uploads/2011/06/gota.jpg'




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2556 11:00:26 น.
Counter : 449 Pageviews.  

๔๔๗ - กระสุนแห่งความอยาก




หลาย ๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องวุ่นวายให้แก้ไขมากมาย จนบางครั้งก็ทำให้ได้ความคิดบางอย่างและมองเห็นตัวตนท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ๆ

ความอยาก...
ความสุข...
ความทุกข์...


สิ่งเหล่านี้วุ่นวนอยู่ในจิตใจอย่างไม่อาจจางคลายลงได้ ความอยากเป็นสิ่งที่ถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิตหรือสิ่งนั้น ๆ จะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นไปแล้ว ทุกวันนี้เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะสามารถแยกแยะเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากสิ่งที่จำเป็นของชีวิตได้ หรือต่อให้สามารแยกแยะได้ แต่ก็ไม่อาจจะทำได้โดยง่าย โดยเฉพาะสังคมเมืองที่ชีวิตมีแต่ความรีบเร่ง และการเสพโฆษณาสิ่งบันเทิงอย่างบ้าคลั่ง จนสมองพวกเราไม่ได้หยุดพักจากการดึงดูดของโฆษณา อาจจะพูดอีกนัยก็คือ เป็นการสะกดจิตจากอำนาจลัทธิวัตถุนิยมก็เป็นไปได้

มีโอกาสได้นั่งรถสาธารณะในกรุงเทพ ฯ บางทีก็พยายามจะหลีกเร้นจากพวกโฆษณาที่ผ่านเข้ามาทางหู ตา แต่ก็ไม่เคยพ้น อย่างน้อยก็มีเสียง ซึ่งหลบได้ยากอยู่แล้ว หรือหากจะผินสายตามองไปทางอื่น ก็มีโฆษณาเต็มไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งบนพื้นทางเดิน

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่ต่างอะไรกับกระสุนแห่งความอยากที่ยิงกระตุ้นเราตลอดเวลา ขนาดเราหมั่นฝึกฝนสติ ก็ยังเผลอออกไปมาก แล้วคนทั่วไปจะถูกครอบงำมากมายแค่ไหน

ต่อมาคือความสุข เดือนที่ผ่านมา ความสุขที่ได้มากที่สุด คือ ความสุขจากการระงับกาม คือ ความส้องเสพทางอารมณ์ยินดีร้ายในเพศ แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะยังมีอยู่แต่ก็เบาบางกว่าก่อนมาก เพราะเหตุของการฟังธรรมในทุก ๆ วัน ทุก ๆ คืน ที่ช่วยดึงจิตให้สูงขึ้นอีกหน่อย เป็นการคานอำนาจของกิเลสฝ่ายต่ำ ซึ่งตอนนี้นับว่าได้ผลเป็นอย่างมาก นั่นอาจจะเป็นเพราะได้พบได้ฟังครูบาอาจารย์ที่เทศนาธรรมได้ถูกจริตของเรา

ต่อมาอีกอย่างคือความทุกข์ หลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา ความทุกข์ที่มากที่สุดก็คือเรื่องงาน เพราะลาออกจากงานประจำตั่งแต่ต้นปี มีเรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทและการรับงานเอง เรื่องการเงินก็เริ่มขัดสน ซึ่งเป็นเรื่องหนักหนาที่สุดตั่งแต่ชีวิตของการทำงาน ซึ่งผลพลอยได้มันก็คือความทุกข์ และการนอนไม่ค่อยหลับก็ตามมา แต่ก็ไม่ได้เป็นไปทุกวัน มันเป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่มีความจำเป็น เป็นสิ่งที่ต้องเลือก และทำใจได้ว่าเราจะต้องพบเจออะไรในภายหน้า หากวันนี้เรายังทำงานประจำ เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ มันก็มีความทุกข์อีกแบบหนึ่งที่เราต้องเผชิญรับอยู่ดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ขึ้นอยู่กับเราจะรับมือและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร

บางทีสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังเผชิญ อาจจะเป็นกระสุนแห่งความอยาก มันเป็นเหตุแห่งการเกิด ความสุข ความทุกข์ และความเศร้าเสียใจจากความพลัดพรากผิดหวังตามมา ทุกวันนี้เราต่างเผชิญรับกับกระสุนแห่งความอยากทั้งหลายนั้น ทั้งเป็นฝ่ายตั้งรับ และบางครั้งก็เป็นฝ่ายยิงกระสุนแห่งความอยากนั้นไปสู่คนอื่น หรือบางพวกก็สาดกระสุนใส่กันอย่างเมามันบ้าคลั่ง โดยวัน ๆ หนึ่งไม่ได้มองดูเลยว่าเราทั้งหลายต่างบาดเจ็บจากกระสุนแห่งความอยากนี้มากน้อยเพียงใด พิษบาดแผลจากระสุนอาจจะไม่ได้มองเห็นเป็นรูปธรรม แต่มันเป็นแผลที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตใจ หากสะสมมาก ๆ โดยไม่ได้รักษามันก็จะแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ในไม่ช้า อย่างน้อยมันก็ต้องแปรรูปเป็นน้ำตาให้คนอื่นได้เห็นบ้างสักวัน...


Thank you image from 'http://www.shooting.com.a'




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2556    
Last Update : 3 มิถุนายน 2556 21:20:40 น.
Counter : 327 Pageviews.  

๔๔๖ - ดินแดนสีเลือด (ตอนที่ ๓ จบ)



ต่อจากตอนที่ ๒


หลังจากพิธีอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธ์สิ้นสุดลง หัวหน้าคณะตวงน้ำ ก็เดินลงมาพบกับชายนักเดินทางตามสัญญา เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีตวงน้ำอีกมากมาย และเชิญให้ชายนักเดินทางเข้าพักยังบ้านของเขา ประหนึ่งว่าชายนักเดินทางเป็นแขกคนสำคัญ ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไม เขาจึงได้รับการต้อนรับที่ดีเช่นนี้

หลังจากที่ผ่อนคลายจากความตึงเครียดของพิธีอัญเชิญน้ำ หัวหน้าคณะตวงน้ำก็มีโอกาสผ่อนคลายและเริ่มเล่าเรื่องราวต่อเนื่องและสอดคล้องกับที่ชายนักเดินทางได้ฟังมาดังนี้

หลังจากบุรุษผู้มีวิชาเข้ามาในเมือง ชาวเมืองก็ได้กำลังใจอยู่มาก และพร้อมเป็นแรงหนุนสำคัญในการโค่นล้มอำนาจไสยศาสตร์ดำ โดยการวางแผนล้มอำนาจจากภายในเมือง และการสนับสนุนกองกำลังจากเมืองต่าง ๆ ภายนอก เป็นแผนการที่วางไว้ในชั้นแรก หากแต่ความเคลื่อนไหวใด ๆ ของอำนาจต่อต้านการปกครอง ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของบุรุษไสยศาสตร์ดำไปได้ มันพยายามส่งคนมาลอบทำร้ายบุรุษผู้มีวิชาอยู่หลายครั้งหลายคราว แต่บุรุษผู้นั้นก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ จนในที่สุดทั้งสองก็ได้ต่อสู้กันอย่างซึ่งหน้า ตัวต่อตัว วิชาต่อวิชา การต่อสู้ครั้งนั้นเป็นการต่อสู้สมศักดิ์ศรีมากที่สุด และยาวนานกินเวลาถึง ๓ วัน ๓ คืน จนทั้งคู่อ่อนแรงลง แต่ก็ไม่มีใครยอมแพ้ใคร แต่ในที่สุดบุรุษไสยศาสตร์ดำก็พลาดพลั้งถูกบุรุษผู้มีวิชาฆ่าตายจนได้ เป็นการปลดแอกอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นธรรมได้ในที่สุด

แต่เรื่องราวนั้นก็ไม่ได้จบด้วยดีดั่งเช่นละคร ทุกสิ่งที่ได้ที่มีในปัจจุบัน ล้วนแต่แลกมาด้วยความสูญเสีย แม้ว่าบุรุษผู้มีวิชาจะเป็นฝ่ายชนะ แต่เขาก็บาดเจ็บและบอบซ้ำจากการต่อสู้อย่างมาก และสุดท้ายก็สิ้นชีวิตลง ที่ต้นสายแห่งแม่น้ำสีเลือดนั่นเอง

ต่อมาอีกหลายปีหลังจากอำนาจการปกครองถูกโค่นล้มลง ชาวเมืองก็อยู่กันอย่างผาสุก แม่น้ำสีเลือดได้เหือดแห้งไปแล้ว กลายเป็นแม่น้ำที่มีสีเขียวปนฟ้าขึ้นมาแทน ชาวเมืองเชื่อกันว่า นี่เป็นเลือดของวีรบุรุษของพวกเขา บุคคลผู้เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อทวงคืนความอยุติธรรม แม้ว่าบ้านเมืองนี้จะไม่ใช่บ้านเกิดของเขาเองก็ตามที จึงเป็นที่มาของการบูชาเทวดาในทุก ๆ ปี ซึ่งเทวดาก็คงหมายถึงบุรุษผู้นั้นและเหล่าวิญญาณอารักษ์ นี่เป็นเรื่องเล่าที่ชาวเมืองจะพูดให้คนต่างถิ่นฟังมากที่สุด และพวกเขาก็จะยินดีต้อนรับคนต่างถิ่นเสมอ ๆ เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นที่มา

จากเรื่องเล่าที่ชายนักเดินทางได้ฟังมา จึงพอจะเข้าใจว่าทำไม ชาวเมืองจึงเป็นมิตรต่อคนต่างถิ่น เพราะอย่างน้อยก็เป็นการตอบแทนบุรุษผู้นั้น ที่เป็นคนต่างถิ่นต่างเมือง แต่ก็สละชีวิตเพื่อปลดปล่อยชาวเมืองจากอำนาจมืด

จบเรื่องประวัติของเมือง ชายนักเดินทางตั้งใจมองขึ้นไปยังหอคอยสูง บางทีเขาอาจจะกำลังสัมผัสได้กับวิญญาณเทวดาอารักษ์ก็เป็นไปได้ เขาอาจจะไม่ได้ซึ้งใจกับวีรกรรมของบรรพบุราของเมืองนี้มากมาย แต่ก็ได้รับรู้ถึงความมีสำนึกบุญคุณของคนรุ่นก่อนที่เสียสละชีวิตตนเองแลกกับความไม่ถูกต้องและการถูกกดขี่จากอำนาจมืด

ชายนักเดินทางใช้เวลาอยู่กับเมืองนี้อีก ๓ วันก่อนที่จะลาจากไปตามเส้นทางเดิน เพื่อไปยังดินแดนที่มีชื่อว่า นิพพาน ต่อไป

- จบ -

ผ่านการเดินทางไปอีกหนึ่งตอน ตั่งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็พอที่จะทำให้เรานึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราชของบรรพบุรุษของเราในอดีต รวมทั้งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็เชื่อว่ายังคงมีอยู่ เพียงแต่รูปแบบอาจจะเปลี่ยนไปตามเครื่องมือในแต่ละยุค บุรุษไสยศาสตร์ดำนั้น ปัจจุบันนี้อาจจะไม่ได้มีเวทมนต์เสกนี่บันดาลนั่นได้ แต่หากว่าก็พอเปรียบเทียบได้กับบุคคลผู้มีอำนาจ มีเงิน มีความร่ำรวย แต่ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย มีความประพฤติไม่ชอบธรรม ฯ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเหมือนอำนาจมืด เป็นอำนาจเงียบ และมีความน่ากลัวกลัวไสยศาสตร์ใด ๆ ในอดีตเสียอีก

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก ' https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTpGszxX-YprfWsiQsfa4zjuVKeXfHg2CJMzzM1Ft8291xoQt-HEQ '





 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2556 20:34:26 น.
Counter : 282 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.