ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๐๐ - ค้นหาตัวตน




บางช่วงเวลาของชีวิต บางคนอาจจะเคยตั้งคำถามว่า

"แท้จริงแล้ว...อะไรคือตัวตนของเรา...และตัวตนของเรามีอยู่จริงไหม...?"

แม้ศาสนาพุทธจะสอนเรื่องตัวตนว่าเป็นอนัตตา แต่คำสอนเรื่องตัวตนนั้น เป็นหมวดคำสอนที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำความเข้าใจให้ได้

ทุกวันนี้เรามีตัวตนกันอยู่หรือ...?

ที่จริงแล้ว หากตัวตนมีความหมาย คือ รูปกาย ก็ต้องตอบว่าเรามีตัวตนของเราในเชิงกายภาพอยู่ แต่พุทธศาสนาก็ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า ตัวตนของเราที่เรายึดมั่นว่าเป็นของเรานั้น มันใช่ตัวตนของเราจริงหรือเปล่า หลายคนอาจจะตอบว่า "ใช่" เพราะทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเรา ความรู้สึกนึกคิดก็ยังเป็นเรา ไม่ได้ตื่นนอนขึ้นมาแล้วกลายร่างเป็นคนอื่น หรือสูญหายไปอย่างไร้ร่องลอยหรือไม่มีเหตุที่มาที่ไป

คราวนี้คำถามต่อไปคือ หากร่างกายเป็นของเราจริง ๆ เราก็ควรจะสามารถควบคุมบังคับบัญชาได้ทุกอย่าง แต่ความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่สามารถบังคับควบคุมร่างกายหรืออวัยวะเราได้เต็มที่ เช่น เราไม่อยากแก่แต่ก็ไม่สามารถบังคับได้ เราไม่อยากนอนหลับ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับได้ หรือเราไม่อยากป่วยก็ไม่สามารถบังคับได้ ทำให้มีข้อที่น่าสังเกตว่า อาจจะมีกลไกอะไรบางสิ่งบางอย่างเหนือการควบคุมของเราเป็นแน่

แล้วสิ่งนั้นคืออะไร...?

กลไกนั้นอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติที่เป็นผู้สร้างร่างกายของเรานี้ ตามรูปแบบของธรรมชาติแล้ว มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมบนโลกมนุษย์ มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจนพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูง เช่น มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งนับได้ว่าต้องใช้เวลายาวนานเป็นพันล้านปี เป็นเวลาที่ยาวนานมาก รูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ จะต้องมีระบบป้องกันตัวเองแบบอัตโนมัติ เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตที่ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานนั้น จะไม่สูญพันธุ์ไปโดยง่าย เช่น การพยายามหยุดหายใจเอง (ซึ่งเราทราบกันดีว่า เราไม่สามารถฆ่าตัวตายโดยการกลั้นหายใจได้) หรือการนอนหลับ แม้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายจะได้หยุดพัก แต่กระบวนการหายใจของเรายังทำงานต่อ หรือเมื่อมือเราสัมผัสความร้อนอย่างกระทันหัน ก็จะถูกดึงกลับอย่างอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องคิดเลย เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าระบบร่างกายของเรา ก็ยังมีระบบอะไรบางอย่างควบคุมอยู่ และอยู่เหนือการบังคับบัญชาของเราเสียด้วย

ถ้าเช่นนั้น เราเป็นใครภายใต้ร่างกายของเราเอง...?

เป็นคำถามที่น่าสนใจอีกครั้ง หากเราลองทำใจให้ว่าง พิจารณาแยกแยะให้ดี จะค่อย ๆ ค้นพบว่า
แท้จริงแล้ว ร่างกายของเราเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่ง และจิตใจ ความนึกคิด ความรู้สึก มันก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเรารู้จักกันดีว่ามันคือ รูปกับนาม

รูปในที่นี้ ขอให้เข้าใจความหมายว่าเป็นร่างกายของเราในเบื้องต้นก่อน ส่วนนามนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ความรู้สึก นึกคิด เป็นตัวตนอย่างหนึ่ง ซึ่งซ้อนทับอยู่กับรูปที่เป็นของหยาบคือ ร่างกายเรา สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาในโลก ที่มีความรู้สึก ตอบสนองต่อสิ่งเร้า และรู้จักการหาอาหารและเคลื่อนไหวได้อิสระจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะสองประการนี้ เรียกตามภาษาธรรมว่า ขันธ์ ซึ่งแปลว่า กอง ในส่วนของนามนั้น ยังสามารถแบ่งย่อยออกได้อีก คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อรวมกับรูปที่กล่าวไว้ก่อนหน้า จะได้เป็น ๕ กอง ท่านเรียกว่า ขันธ์ ๕



เราทำความรู้จักรูปคือ ร่างกายของเราไปแล้ว แต่ความหมายของรูปยังมีเยอะกว่านั้น แต่จะไม่ขออธิบายในขั้นนี้ เดี๋ยวจะสับสนไปเสียก่อน ตัวตนจริง ๆ ของเราที่อาศัยรูปอยู่ คือ นาม ซึ่งจะเรียกว่าตัวตนให้ชัดเจนแจ่มแจ้งไปเลยก็ไม่ได้ เพราะมันยังถูกประกอบด้วย ๔ ส่วนย่อยไปอีกคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เวทนา คือ ความรู้สึกต่อการปรุงแต่ง สุข ทุกข์ เฉย ๆ
สัญญา คือ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์
สังขาร คือ ความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิต
วิญญาณ คือ การรับรู้แจ้งทางอารมณ์

ทั้ง ๔ ส่วนที่มันประกอบกันเป็นนาม ขอตั้งสมมติฐานก่อนว่า มันอาจจะเป็นตัวตนที่เราเข้าใจและซ่อนอยู่ในกายนี้ มันเกี่ยวพันต่อเนื่องสืบสายกันอย่างลึกซึ้งมาก เหมือนกับด้ายยาว ๆ ๔ เส้นที่พันนัวจนเป็นก้อนเดียวกัน เราไม่สามารถแยกแยะออกได้โดยง่าย ว่าจริง ๆ แล้ว มันเป็นคนละเส้นกัน สัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อไม่เข้าใจ มองไม่เห็นด้วยปัญญา ก็มีความคิดว่า สิ่งนี้เป็นเรา กายนี้เป็นของเรา เรามีอยู่ในกายนี้



จะเห็นได้ว่าตัวตนแท้จริงของเรานั้น แทบจะไม่มีหรือหาจับต้องได้อย่างชัดเจนเลย แต่ที่เรายังมีความรู้สึกว่ามีตัวตน ก็เพราะการเกิดดับของรูปนามนั้นรวดเร็วมหาศาล และต่อเนื่องอย่างแนบเนียน คล้าย ๆ กับหลอดไฟนีออน ที่มันส่องสว่าง ดูเหมือนไม่มีการกระพริบใด ๆ เลย แต่แท้จริงแล้วมันมีการเกิดดับจากการไหลของกระแสไฟฟ้าสลับที่รวดเร็วเกินกว่าสายตาเราจะรับรู้ได้ราว ๆ ๕๐ รอบต่อวินาที ซึ่งยังเทียบไม่ได้เลยกับรูปนามที่เกิดดับในฐานวัดเวลาเดียวกัน

ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า เราต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตา แม้แต่ตาของเราก็ยังถูกหลอก สมองเราก็ยังถูกหลอก แล้วจิตใจของเราที่สับสนวุ่นวาย ผ่านร้อนผ่านหนาวจากสังสารวัฏมาอย่างมากมายล่ะ จะไม่ถูกกิเลสมันหลอกเอาเชียวหรือ...?

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.zapcoint.com http://www.oknation.net http://www.alive-house.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2555    
Last Update : 25 ตุลาคม 2555 21:39:38 น.
Counter : 587 Pageviews.  

๓๙๙ - เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลง




ทุกวันนี้สังคมมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีทางการสื่อสารก็รวดเร็ว ทุก ๆ อย่างมันเหมือนจะดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า ความรวดเร็วดังกล่าวแทนที่มันจะทำให้เรามีเวลาว่างกับชีวิตมากขึ้น แต่กลับมีอะไรมากมายวิ่งเข้ามาหาเราได้แทบตลอดเวลา ความว่างและการใช้ชิวิตแบบเรียบง่ายสบาย ๆ ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น มานั่งคิดดูแล้วก็พิจารณาชีวิตประจำวัน เรานี่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้า ที่มัวรอคอยบางอย่างจากเพื่อนที่อยู่หน้า Wall ของ Facebook หรือโปรแกรมแชทต่าง ๆ ทั้งที่สามารถโทรไปคุยได้โดยตรง แต่ทุกวันนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนเรามักจะเก็บความรู้สึกทางอารมณ์กันโดยมาก อาจจะเพราะเหตุของความเครียด ความกังวลจากภาระเศรษฐกิจหรืออะไรก็ตามที การคุยกันหรือการแสดงอารมณ์ผ่านคำพูดดูจะน้อยลง มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ แน่นอนว่าอาจจะไม่เกิดกับทุก ๆ คน แต่เชื่อว่าอย่างน้อยคุณจะต้องพบเจอคนประเภทนี้มากขึ้น ทั้งในที่ทำงานหรือที่ห้องเรียน หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม

สังคมเราอาจจะกำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนถ่ายก็ได้ เปลี่ยนถ่ายทางวิถีชีวิต เราพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องการเดินทาง สมัยก่อนเราต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเพื่อถามทาง แต่ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยี เรามีแผนที่ที่อยู่ในมือถือ มันสามารถทำหน้าที่พาเราไปสู่จุดหมายได้โดยไม่หลงทาง โดยที่ไม่ต้องง้อใคร เรามีช่องทางการสื่อสารมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารไหลเข้ามาหาเราโดยบางครั้งเราอาจจะไม่ได้ต้องการมัน และสิ่งที่ตามมาคือ เวลาที่มันสูญเสียไป เมื่อคนพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น คุณสามารถคุยและเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ ผ่านอินเตอร์เนต เราอาจจะมีเพื่อนในนั้นสักพันหรือหมื่นคน แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากคุณมีเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วไม่ยอมคุยด้วย

จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีทางการสื่อสารมันช่วยเชื่อมต่อคนจำนวนมากจริงหรือ ?

คำตอบนั้นอาจตอบได้ไม่ยาก เพราะมันสามารถเชื่อมต่อคนเข้าหากันได้ แต่บางครั้งมันก็ไม่อาจจะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ที่แท้จริงของเราได้ แท้จริงโลกในนั้นอาจจะเป็นโลกมายาอีกโลกหนึ่งที่หลอกให้คนจำนวนมากไปติดกับ ด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจ เราอาจจะกำลังตกเป็นเครื่องมือและเหยื่อในเวลาเดียวกัน โดยอาศัยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทางด้านการต้องการการยอมรับ หรือการต้องการเรียกร้องความสนใจ เรื่องนี้นักจิตวิทยาน่าจะตอบคำถามได้ดีมากกว่าข้าพเจ้า

โดยส่วนตัวข้าพเจ้าก็เป็นติดเทคโนโลยีคนหนึ่ง แต่มันการติดตามเทคโนโลยีเชิงลึก คือมันมีโจทย์ว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อให้สามารถเรียนรู้ก้าวทันเทคนิคของอุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์ ซอฟแวร์ เวลาว่างส่วนใหญ่ของข้าพเจ้าอาจจะหมดไปกับการทดสอบ หรืออ่านค้นคว้าเรื่องเหล่านั้น มันก็เป็นอะไรที่สนุกและบันเทิงสมองดี แล้ววันหนึ่งมันก็จะค่อย ๆ มองออกว่า โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่เรา ๆ ใช้กันมันทำงานอย่างไร โปรแกรมนี้ใช้เทคนิคอะไร มองทะลุไปถึงโครงสร้างการทำงาน และเครื่องแม่ข่าย ระบบต่าง ๆ จนกระทั่งบางครั้งมันก็อิ่มตัว และไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับสิ่งแปลกใหม่ทางเทคโนโลยี แต่ก็ยังติดตามอยู่



สำหรับคนทั่วไปคงไม่มีใครสนใจในแบบของข้าพเจ้า เพราะพื้นทางความคิดและความรู้มันต่างกัน คนทั่วไปคือผู้บริโภค เขาไม่สนว่าสิ่งนี้มันทำงานอย่างไร ขอแค่ตอบสนองการใช้งานโดยไม่ติดขัด และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดก็เป็นพอ แต่ประเทศนี้มันต้องมีคนถามและคนที่สามารถอธิบายได้ เพื่อมองให้ทะลุถึงความเป็นไปและเป้าหมายของเทคโนโลยีที่เราใช้กัน เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะทันสมัยสักเพียงใด แต่คนใช้งานมันไม่เป็น วัน ๆ เอาแต่นั่งเล่นเกมส์บนโทรศัพท์ แล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีตัวพ่อ ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกเรื่องหนึ่งที่ในประเทศนี้จะพึงมี...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://hatyaiok.com http://www.matichon.co.thมากมาย ครับ




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2555    
Last Update : 24 ตุลาคม 2555 8:42:06 น.
Counter : 926 Pageviews.  

๓๙๘ - กรอบของวิชาชีพ



เคยถามตัวเองว่า

“ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ มันช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง?”

แน่นอนว่าคำตอบหนึ่งคือ ช่วยให้เราสามารถทำมาหากิน เลี้ยงชีพได้ แต่พอลองนึกไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า หากสถานะการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เราไม่ได้มีโรงงานหรือบริษัท ห้างร้านที่เอื้ออำนวยให้เราสามารถทำอาชีพที่เราถนัดได้ แล้วเราจะทำอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าคิด คนทุกวันนี้อาจจะมีอาชีพที่ตัวเองสร้างกรอบ(ขีดจำกัดของความสามารถ) สร้างพื้นที่(มูลค่าทางความรู้ ฝีมือแรงงาน)เอาไว้ และมีคนอื่นต้องการกรอบหรือพื้นที่ของเรา เราจึงเอาสิ่งนั้นไปเสนอขาย ทำให้เรามีงานทำ ต่อมาก็ได้เงินมาจุนเจือตัวเองและครอบครัว

ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ แน่นอนว่าต้องมีความฝันเรื่องการทำงานมาเป็นลำดับแรก การเรียนจบวิศวกรไฟฟ้า นับว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจ และรู้สึกว่าได้รับความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง ยิ่งเราสามารถทำงานให้กับบริษัทได้ และมีคนชื่นชมในความรู้ความสามารถของเราก็ยิ่งน่าประทับใจ จนกระทั่งการได้มาบวช ณ วัดใกล้บ้าน ซึ่งยอมรับว่าตื่นเต้นพอสมควรกับการบวช และการนอนวัดครั้งแรกในชีวิต ในกุฏิที่ใช้นอนเป็นห้อง ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย มีเพียงมุ้งและเสื่อปูนอน หลอดไฟก็ยังไม่มี รักษาการเจ้าอาวาสก็แนะนำให้ไปหาหลอดไฟมาต่อเอง คราวนี้ก็เลยรู้สึกว่างานเข้า เพราะถึงแม้จะเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่การต่อไฟโดยที่ไม่มีเครื่องมืออะไรเลย จะทำยังไง ข้าพเจ้าเองก็งึก ๆ งัก ๆ อยู่พักหนึ่ง พอดีพระพี่เลี้ยงเห็นว่าท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว ก็เลยเข้ามาช่วยติดหลอดไฟ เดินสายไฟ ต่อสาย จั้มไฟจากตัวเบรคเกอร์ โดยใช้เครื่องมือเพียงมีดเล็ก ๆ และไฟแช็ค แล้วก็ลนถุงพลาสติกเพื่อหุ้มสายไฟตรงรอยต่อ (ตามธรรมดาต้องใช้เทปพันสายไฟ แต่ไม่มี) สักพักหนึ่งหลอดไฟหลอดนั้นก็สามารถใช้งานได้ ตอนนั้นรู้สึกหน้าซาปนขายหน้านิด ๆ ไม่ยอมคุยกับหลวงพี่อีกเลยว่าเราทำอาชีพอะไร

“เอ๊ะ...เราเป็นวิศวกรนี่หว่า เรื่องแค่นี้เอง ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สู้พระลูกวัดที่จบเพียงประถมหกไม่ได้เลย...” มันว่ารู้สึกความทะนงตน ความคิดว่าตัวเราเก่งหายไปในทันที ภาพของวิศวกรจบใหม่ไฟแรงก็หายไปด้วย ทำให้กลับมานั่งคิดและเป็นอุธาหรณ์ให้กับตนเองจนถึงปัจจุบัน

จริง ๆ แล้วเรื่องความเก่ง ความชำนาญที่พวกเรามี บางทีมันก็ใช้ได้กับสังคม ๆ หนึ่งที่เขายอมรับกันเท่านั้น แต่พอเราไปอาศัยกับสังคมใหม่หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ ความชำนาญทางวิชาชีพที่เรามีก็อาจจะใช้ไม่ได้เลย หรือบางครั้งต้องเรียนรู้ใหม่โดยเริ่มจากหนึ่งเลยทีเดียว ในเมืองหลวงเราอาจจะเก่งในการใช้เทคโนโลยีทุก ๆ อย่าง แต่หากว่าการเอาชีวิตรอดในป่า ที่ไม่มีเตาแก๊ส โทรศัพท์มือถือ หรือ ร้านสะดวกซื้อ7-11 เราก็อาจจะทำอะไรไม่เป็นสักอย่างเลยก็ได้ เพราะความเก่งของเรา มันจึงมีข้อจำกัด ที่ใช้ได้เพียงกรอบ ๆ หนึ่งของสังคมเท่านั้น คุณสามารถออกแบบยานอวกาศได้หรือสร้างมือถือชั้นนำของโลกได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะได้รับการยอมรับยกย่องในทุก ๆ สังคม

หลังจากผ่านการบวชเรียนและได้เรียนรู้บางอย่าง ก็ทำให้สมองเราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับความสามารถของคนที่มีความรู้น้อยกว่า แต่มีความชำนาญมากกว่า เรื่องนี้เป็นเป็นเรื่องที่สามารถสอนตัวเองได้ดีเรื่องหนึ่งในชีวิตทีเดียว

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://lh4.ggpht.comมากมาย ครับ

สารบัญ





 

Create Date : 22 ตุลาคม 2555    
Last Update : 23 ตุลาคม 2555 9:22:03 น.
Counter : 470 Pageviews.  

๓๙๗ - มหาศาลความทุกข์





วันหนึ่งอยู่ดี ๆ ข้าพเจ้าก็เกิดความรู้สึกและพูดออกมาว่า

"วันนี้เรามีความสุขจัง..." หลังจากพูดออกมา ในหัวมันก็ผุดคำถามขึ้นมาอีกว่า จริง ๆ แล้วเรามีความสุขอย่างที่พูดจริงหรือ
หลายคนอาจจะคิดว่า มีความสุขมันก็แค่นั้นจะต้องตั้งคำถามอะไรให้เปลืองสมองอีก ในวินาทีต่อมา คำตอบหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอีก

"ไม่ใช่...ฉันยังมีทุกข์อยู่ มันไม่ใช่ความสุข" เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าทำไม เวลาที่เราพูดว่าตัวเองมีความสุขออกมา ในอีกไม่กี่วินาที

ความคิดบางอย่างมันก็คัดค้านกัน ก็เลยตั้งคำถามอีกประเด็นขึ้นมาว่า เราหลอกตัวเองหรือเปล่า ทุกวันนี้เราหลอกตัวเองว่าเรามีความสุข
หรือคนทุกคนอาจจะมีความสุขกัน แต่เราไม่เคยย้อนถามตัวเองว่า ความสุขที่เราได้รับมันจริง หรือมันเที่ยงแท้แน่นอนสักเพียงไหน

มีคนบอกว่าการที่เราจะสามารถละความทุกข์ได้ เราจะต้องละความสุขก่อน หรืออย่างน้อยก็ต้องกระทำไปพร้อม ๆ กัน ความสุขที่ว่านี้อาจจะเป็นความสุขที่เกิดจากการแสวงหาบางอย่างมาเพื่อตอบสนองกิเลส ที่เราเข้าใจกันโดยมาก ว่าความอยากนั่นเอง การละความสุขการไม่ปรารถนาความสุขทางกายภาพ เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ และทำการเข้าใจมากกว่าการละความทุกข์ เพราะความสุขทางกายภาพที่ว่ามาเป็นเรื่องของความสบาย ความรู้สึกปลอดภัย เมื่อคนโดยมากต้องการมัน และไม่เข้าใจมันตามความเป็นจริง สิ่งที่มาพร้อมกับความสุขทางกายภาพโดยแอบแฝงมานั้น มันก็คือความทุกข์นั่นเอง ซึ่งเราอาจจะดิ้นรนละความทุกข์กันแทบตายได้ แต่ไม่เรียนรู้ที่จะละความสุข
ชาตินี้ทั้งชาติเราก็ไม่อาจจะเข้าใจพบความสุขที่ถาวรได้ จะได้เพียงแต่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น คล้ายกับคำสอนในพุทธศาสนา เรื่องการติดในฌาน คือการติดสุข
ติดความสงบ เป็นการข่มกิเลสชั่วคราว เหมือนกับเอาก้อนหินมาวางทับหญ้าไว้ กิเลสมันยังไม่ได้ตาย วันหนึ่งเมื่อมีปัจจัยพร้อมกันก็แสดงฤทธิ์แสดงเดชของมันออกมา เป็นต้น

คราวนี้จะพอเห็นได้ว่าโลกนี้ล้วนแต่มีความทุกข์ เป็นทุกข์ก้อนใหญ่มหาศาลอีกด้วย ความทุกข์นี้ โดยทั่วไปที่เราเข้าใจกันอาจจะเป็นสภาวะที่เราไม่ต้องการ หรือสภาวะบีบคั้นบางอย่าง ความทรมาณ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ฯ เรียกว่าทุกข์ แต่ความหมายหนึ่งของทุกข์ที่เราน่าจะเรียนรู้ไว้ว่า ทุกข์ เป็นคำนิยามเรียก สภาวะ ๆ หนึ่งซึ่งทนอยู่ได้ยาก



สมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ คนร่วมสมัยนั้นอาจจะเข้าใจทุกข์ในความหมายนี้ จึงสามารถที่จะบรรลุธรรมได้โดยมาก แต่สมัยนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเรายังเข้าใจคำว่าทุกข์ในอีกแบบหนึ่ง คือ สภาวะที่เราไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา สิ่งที่เราผลักไส สิ่งที่เราไม่ต้องการ เมื่อสิ่งนั้นเกิดกับเรา เราจึงเรียกสิ่งนั้นว่าทุกข์ ความจริงก็ถูกต้องเพราะมันเป็นทุกข์ประเภทหนึ่งเช่นกัน เรียกว่า ทุกขเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เราไม่ชอบ มันยังไม่ใช่นิยามของคำว่าทุกข์ทั้งหมด สิ่งนี้เองอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่กั้นไม่ให้เราสามารถเข้าใจคำสอนของพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริง

ความทุกข์ที่เป็นสภาวะแห่งการทนอยู่ได้ยากเป็นอย่างไร คำตอบคงไม่ยาก เพราะอะไรที่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือทุกข์ ความสุขทางกายภาพก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เช่น หากเราคิดว่าอิริยาบถนอนทำให้เราสบายที่สุด งั้นลองนอนสัก สามวัน สามคืน โดยที่ไม่ลุกนั่งเลยจะไหวไหม หรือเราคิดว่าการนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ทำให้เราสบายที่สุด งั้นลองนั่งสัก สามวันสามคืน โดยที่ไม่เปลี่ยนท่าอื่นจะไหวไหม การนั่ง หรือนอนนาน ๆ เมื่อได้เปลี่ยนอิริยาบถอื่น ก็ทำให้เราสบายขึ้นมา


ความสุขที่เราเข้าใจ มันอาจจะเป็นเพียงช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ จากสภาวะหนึ่งไปอีกสภาวะหนึ่งก็ได้ เพียงแต่มันต้องการเปลี่ยนแปลงจึงจะสามารถมองเห็นได้และสัมผัสได้ เมื่อเราสัมผัสได้ก็ยึดเอาช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงสั้น ๆ นั้น แล้วนิยามว่านี่เองคือความสุข


ลองเปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งดู เช่น เราได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มา ซึ่งโทรศัพท์เครื่องนี้มีคุณสมบัติที่ดีมาก ๆ และทันสมัยที่สุดในท้องตลาด มีคนกล่าวถึงมาก เราได้มาก็จะรู้สึกมีความสุขกับมัน และใช้มันอย่างมีความสุข แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง เริ่มมีโทรศัพท์รุ่นใหม่เข้ามาในท้องตลาดอีก คนก็จะพูดถึงกันมากอีกเช่นกัน เรารู้สึกอยากได้อีก และรู้สึกว่าโทรศัพท์เครื่องเก่าของเรามันยังไม่ทันสมัยพอ จะต้องหาเงินมาซื้อเปลี่ยน ซึ่งก็เกิดความทุกข์คุกรุ่นอยู่ในใจ เมื่อสามารถเปลี่ยนโทรศัพท์ได้ ก็จะมีความสุขและวนอยู่อย่างนี้อีกเรื่อย ๆ นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน

คราวนี้ลองมามองชีวิตอีกฉากหนึ่งบ้าง เช่น การแต่งงาน ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนที่กำลังอยู่ในช่วงกำลังจะแต่งงานคงมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ที่เราจะไม่ต้องอยู่คนเดียว เปลี่ยนมาเป็นการมีชีวิตคู่ หลังจากแต่งงาน ก็จะมีความสุขอีกประเภทหนึ่งตามขึ้นมา คือการมีลูก แล้วก็อีกมากมายหลายเรื่อง ทุกอย่างมันล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง หากการเปลี่ยนแปลงนั้น เราพอใจ เรายินดี มันก็ถูกนิยามว่าสุข ขอเรียกเต็มว่า สุขเวทนา แต่หากเป็นตรงข้ามก็เรียกว่าทุกข์ ขอเรียกเต็ม ๆ อีกว่า ทุกขเวทนา ซึ่งทั้งสองก็ตกอยู่เป็นส่วนประกอบของคำว่า ทุกข์ นั่นเอง คือเป็นสภาวะที่มันต้องเปลี่ยนแปลงและทนอยู่ได้ยาก

เมื่อเราเข้าใจ ก็จะพบว่า จริง ๆ แล้ว โลกใบนี้มันล้วนมีแต่ทุกข์ แล้วเราก็เริ่มมองแสวงหาสิ่งที่จะละไปจากความทุกข์นั้น เพราะคำว่าทุกข์ไม่ว่าจะอยู่ในแง่มุมไหน หรือส่วนมุมใดของจักรวาล มันจะต้องสร้างความยากลำบากให้เราแน่แท้ แต่ต้องอธิบายกันสักหน่อยเมื่อเรามองว่าล้อมรอบตัวเรามีแต่ทุกข์

การมองทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่ได้ต้องการมุ่งเน้นให้เรารู้สึกหดหู่ในชีวิต หรือว่ารู้สึกหมดอะไรตายอยาก เกิดความท้อแท้ในใจ แต่ต้องการเพื่อให้เรามองอย่างคนเข้าใจโลก มองธรรมชาติอย่างที่มันควรจะเป็น เราจะยิ้มกับมันได้ เมื่อสิ่งนั้นโคจรมาเกิดกับเรา เราก็จะมีสติรับมือกับมันได้อย่างเข้าใจ และสามารถใช้ชีวิตทั้งชีวิตจนจบได้ด้วยความไม่ประมาท


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.dhammada.net http://visboo.com http://www-bgr-com.vimg.net มากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2555    
Last Update : 21 ตุลาคม 2555 11:38:35 น.
Counter : 521 Pageviews.  

๓๙๖ - พื้นที่ชีวิต





โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ตามงานทางโทรทัศน์มากนัก จะมีเพียงรายการวาไรตี้และละครซิตคอมโปรด ๆ อยู่สาม สี่ เรื่อง ก็มีละครหลังข่าวบ้าง แต่ก็นานครั้ง ส่วนใหญ่ที่ดูละคร มักจะหามุมมองและแง่คิดเกี่ยวกับเนื้อหาละครที่เราดูเสมอ ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับข้าพเจ้าไปแล้ว การดูละครแม้บางเรื่องจะน้ำเน่าแต่ก็สามารถหาแง่คิดให้กับตัวเองได้เสมอ เมื่อปลายเดือนก่อนมีโอกาสได้ดูรายการพื้นที่ชีวิตทางไทยพีบีเอส ซึ่งยอมรับการมีอยู่ของรายการนี้มานานพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ดูอย่างจริง ๆ จัง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าในใจเราอยากดูรายการธรรมะแบบหนัก ๆ หน่วงกว่านี้ เลยมองข้ามรายการพื้นที่ชีวิตไป

ที่จริงแล้วรายการพื้นที่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นรายการธรรมะหรือศาสนาแบบตรง ๆ แต่พยายามเสนอมุมมองของชีวิตในมุมต่าง ๆ ในด้านปรัชญา ความเชื่อ ความคิดของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทั้งที่มีอยู่ในประเทศไทยหรือที่ต่าง ๆ ในโลก มานำเสนอผ่านการเล่าเรื่องของ ๔ พิธีกร ที่เรียกว่าอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว วัยที่มีความคิดสร้างและอาจจะเป็นวัยที่กำลังหาคำตอบ ต้องการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้กับชีวิต

เรื่องหรือประเด็นที่นำมาถ่ายทอด ในสายตาของข้าพเจ้าในช่วงแรกไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก แต่เมื่อลองดูไปเรื่อย ๆ จนจบกลับรู้สึกว่า

"อืม...ใช้ได้แฮะ..” โดยเฉพาะการดำเนินรายการของคุณศราวุธ(นิ้วกลม) ทำให้ข้าพเจ้าได้มุมมองของชีวิตในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักหรือติดตามผลงานของเขามาก่อนเลย แต่พอได้ฟังเขาพูดก็ทราบทันทีว่า คน ๆ นี้ต้องเป็นนักเขียนแน่ ๆ เพราะฟังจากน้ำเสียงและเทคนิคในการเล่าเรื่องมันคล้าย ๆ กับว่าผมกำลังอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งมาทราบภายหลังก็เป็นจริงตามนั้น นอกจากนั้นพิธีกรคนอื่นก็สามารถดำเนินรายการได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคุณวรรณสิงห์ ซึ่งดูจากมุมมองและเหลี่ยมของความคิด ข้าพเจ้าว่าคน ๆ นี้มีความคิดที่ลึกซึ้งเกินอายุจริง แม้ว่ากิริยาท่าทางจะดูทะเล้นไปบ้าง ส่วนผู้ดำเนินรายการหญิง คุณศิรพันธ์ (นุ่น) ข้าพเจ้าไม่ได้ตามผลงานของผู้หญิงคนนี้นัก(มีเพียงละครบ่วง) แต่นุ่นก็สามารถแสดงมุมมองของตัวเอง และดำเนินรายการได้อย่างน่าสนใจ จึงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ภายนอกก็อย่างนั้น แต่ความคิดสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นสวยงามกว่าอีก และ คุณชลณัฏฐ์ (ปาล์ม) แม้ว่าจะเพิ่งมารับบทพิธีกรของพื้นที่ชีวิตไม่กี่ตอน ดูจะเป็นหญิงที่ลุย ๆ มาก ผิดกับรูปร่างหน้าตาอย่างสิ้นเชิง

พื้นที่ชีวิตเป็นเป็นรายการเพื่อค้นหาและนำเสนอ ดังนั้นจึงไม่ใช่รายการที่เชิญคนนั้นคนนี้มาพูดคุยในห้องสตูดิโอ แต่ผู้ดำเนินรายการต้องออกไปเรียนรู้ สัมผัสกับเนื้อหาและเรื่องที่จะนำเสนอด้วยตัวเอง บางตอนก็ให้แง่คิดให้กับสังคมมากมาย

จริง ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ค่าหัวสำหรับการเขียนรีวิวรายการอะไร เพียงแต่มีความรู้สึกว่า สังคมมันต้องการรายการประเภทนี้บ้าง รายการโทรทัศน์ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงข่าว ละคร โฆษณา แล้วให้คนดูเคลิ้มตามโดยที่ไม่มีส่วนได้ให้แง่คิดใด ๆ หรือเกิดกระตุ้นความคิดอะไรให้กับสังคมเลย ลองคิดดูว่าทุกวันนี้เราเองก็แทบจะมีชีวิตไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์(Android) ที่ถูกโปรแกรมมา ให้เสพให้ดูให้หาเงินแล้วก็เสพวนกลับไปอีกครั้ง จากนั้นก็บอกว่าสิ่งนี้แหละคือความสุข จงเสพมันและใช้มันไปเถอะ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่บ้านเราโทรทัศน์จึงเต็มไปด้วยรายการโฆษณา(รวมทั้งริมถนนหนทาง ฯ) เราตั้งหน้าตั้งตารอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น อุปกรณ์ไฮเทค มือถือ จนบางวันแทบไม่เป็นอันทำงาน มีอันที่ดีอยู่แล้วแต่ถูกสื่อประโคมข่าวว่ามีอันที่ดีกว่า ก็อยากเปลี่ยนใหม่ และเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งข้าพเจ้ามานั่งคิดว่า แล้วเมื่อไหร่ที่มันจะถึงจุดสิ้นสุดกับเรื่องพวกนี้กันเสียที

ที่สำคัญทุกวันนี้เราแทบไม่ต้องคิดอะไรมากเสียด้วย วิจารณญาณ ความเชื่อ ความคิดของเรา เหมือนว่ามันจะเริ่มได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่อยู่ใน Google หรือ Facebook มากกว่าที่จะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงของเรา ดังนั้นการได้นั่งดูรายการพื้นที่ชีวิต ก็เป็นการเปิดมุมมองการมองเห็นของคุณไปอีกขั้นหนึ่ง ไม่ต้องปล่อยวางทั้งหมดตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมา เพียงแต่วางจากรายการที่คุณเข้าใจว่ามีสาระของคุณอยู่แล้ว มาดูรายการที่มีสาระมากกว่าบ้างเถอะ...จะดีไหม?

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://program.thaipbs.or.thมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2555    
Last Update : 19 ตุลาคม 2555 22:27:25 น.
Counter : 672 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.