ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๘๐ - เสมอกันของสังขาร




เคยได้ยินคนพูดกันถึงเรื่องศัลยกรรม ตกแต่งให้หน้าตา รูปร่างคล้าย ๆ บรรดาพวกดารากัน หลายคนที่เกิดมาไม่ค่อยพอใจกับรูปร่างหน้าของตัวเองสักเท่าไหร่ เมื่ออาทิตย์ก่อนข้าพเจ้าไปตัดผมมา ช่างตัดผมซึ่งเป็นผู้หญิงบอกว่า รากผมของข้าพเจ้าไม่ค่อยแข็งแรง หวีเพียงนิดเดียวก็หลุด ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ใจหนึ่งก็รู้สึกปลงต่อสังขาร องค์ประกอบของร่างกายที่ต้องล่วงหล่นไปเป็นธรรมดา ใจหนึ่งก็เสียดายที่จะหัวล้านเร็วกว่ากำหนด(+555) แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไรมากมาย ออกมาจากร้านก็ยังแอบดีใจด้วยซ้ำ เพราะยิ่งร่างกายไม่สวย ไม่หล่อมากเท่าไหร่ เราก็คงไม่ต้องวุ่นวาย ไปเป็นที่หมายปองให้ชีวิตใครต้องเดือดร้อน และก่อเวรก่อกรรมกันอีกไม่รู้จักจบสิ้น

บางครั้งข้าพเจ้ายังแอบคิดไปว่าคนที่รวย และเกิดมาหน้าตาดีนั้น ก็ไม่ใช่จะเป็นเคราะห์ดีเสมอไป ดอกไม้ที่สวยงาม หรือ นกที่สวยงามมักจะเป็นที่หมายปองจากคนอื่นเสมอ และจะเป็นการนำอันตรายมาสู่ตนโดยไม่รู้ตัว

การศัลยกรรมให้หน้าตาดูดีคล้ายกับดาราก็เช่นกัน เพราะคนเราไม่ค่อยหมั่นพิจารณา ลองคิดว่าเราเสียค่าหมอผ่าตัดไปเท่าไหร่ เพื่อรักษาหน้าตา ร่างกายอันไม่จีรังนี้ หากเอาดาราที่หน้าตาดีที่สุดในประเทศ กับคนธรรมดา ซึ่งมีรูปร่างความสูง ผอมเท่า ๆ กัน และบังเอิญตายพร้อมกัน เอามาฝังไว้ใกล้ ๆ กัน อีก ๒ อาทิตย์ขุดขึ้นมาก็ยังแยกไม่ออกว่าคนไหนดารา คนไหนเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องไปศัลยกรรมที่ไหนให้เสียเวลา สุดท้าย เราก็มีจุดจบของชีวิตและรูปร่างเหมือนกันทุกคน คือกลายเป็นเถ้าดิน คืนสู่ธรรมชาติ ไป

สิ่งเหล่านี้คนโดยทั่วไปรับได้ยาก เพราะกามราคะนั้น ได้ห่อหุ้มความเป็นจริงของชีวิตไปเสียหมดสิ้น คนเราฆ่ากันได้ก็เนื่องด้วยรสแห่งกามก็มี โดยไม่รู้เลยว่าไม่เพียงเราได้ฆ่าคนตาย หากแต่เรายังฆ่าตัวเองอีกด้วย คือ ฆ่าความดีความงามที่ได้สั่งสมมาในอดีต จนมีชีวิตเกิดมาเป็นคนในชาตินี้

ความเสมอกันของสังขารก็คือ การที่เราต่างมีชีวิตขึ้นมาจากธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือน ๆ กัน และอาศัยธาตุเหล่านั้นอุ้มชูหล่อเลี้ยงกายหยาบของเราอีกที เพื่อให้จิตวิญญาณได้มีที่ตั้งอาศัย ไม่ว่ารูปนั้นจะหยาบ หรือปราณีตสวยงามเพียงใด ก็ย่อมมีความเสื่อมและสูญสลายไปเป็นธรรมดา (ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้านี้อย่างแน่นอน) ควรหรือหาสาระจากร่างอันเกิดจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้ ไปห้ำหั่นหักล้างกัน เปรียบเทียบ ดูถูกกัน เหยียดหยามซึ่งกันและกัน ทำลายชีวิตกันเองประหนึ่งสัตว์เดรัจฉาน ที่อาศัยสัญชาติาณดิบมากกว่าสติปัญญาในการตัดสินปัญหา

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://img.online-station.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2553    
Last Update : 20 ธันวาคม 2553 22:22:31 น.
Counter : 334 Pageviews.  

๒๗๙ - โจทย์ของชีวิต



ช่วงนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้เขียน blog เพิ่มเติมมากนัก (ทำให้จำนวนที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้) และทิ้งช่วงไว้นานพอสมควร เหตุนั้นไม่ใช่เพราะไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะมีเรื่องก่อกวนและความกังวลใจมากกว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าจะตั้งกฎให้กับตัวเองว่า หากมีเรื่องกังวลสิ่งใด จะไม่ทำสมาธิ หรือ เขียนข้อความอะไรลง blog เพราะทำไปก็ได้รับประโยชน์น้อย มีแต่เรื่องฟุ้งซ่านมองดูจิตของตัวเองเต็มไปด้วยความกังวลมากมาย ไม่สงบ อีกอย่าง ถึงแม้จะสติจะเกิดขึ้นได้บ่อย จึงมองเห็นจิตของตัวเองเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน หาความสงบได้ยาก ปัญญาในเรื่องธรรมะกลับถูกเบียดเบียนจากปัญญาในทางโลก แม้ว่าตัวเองจะทราบวิธีแก้ไข แต่ก็ไม่อาจจะแก้ได้สำเร็จในตอนนี้ จึงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยไปก่อน ส่วนทางออกที่คิดได้ช่วงนี้ คือการเข้าไปสะสางเรื่องราว ที่กังวลใจให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยลงมือทำอย่างอื่นดีกว่า

สองเดือนที่ผ่านมามีจึงความกังวลและความเครียดมากกว่าปกติ เพราะต้องพัฒนา software ตัวสำคัญตัวหนึ่งให้เสร็จทันกำหนด เดือน เมษายน ปีหน้า มันเป็น software ในฝันเลยกว่าว่าได้ เพราะเราตั้งใจตั้งแต่เรียนจบแล้ว(8 ปีที่ผ่านมา) ว่าอยากทำ software ประเภทนี้ ซึ่งเป็นความประทับใจส่วนตัว แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ที่ทำนี้ล้วนแต่เป็นงานอดิเรก ไม่ใช่งานประจำ แต่ก็ใช้เวลาหลังเลิกงานมาพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องค้นหามาจากเวบทางอินเตอร์เนต และแน่นอนว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เองมันจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก กว่าที่จะทำให้สำเร็จ ก็ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างมาก

อีกทั้งยังใช้เครื่องมือพัฒนาก็ไม่เคยใช้งานมาก่อนอีกด้วย และกว่าจะผ่านด่านสำคัญมาได้ก็เรียกว่าเหนื่อยแทบแย่ ทั้งร่างกายก็เกิดอาการแพ้อากาศถึงสองครั้งในรอบเดือน (ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน) ชี้ให้เห็นถึงอาการของคนพักผ่อนน้อย และหักโหมมากเกินไป (ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง) แต่ก็นั่นแหละที่ทำทุกอย่างก็เพื่อต้องการเอาชนะตัวเอง และมีความสุข ได้หัวเราะกับตัวเองเมื่อสามารถเอาชนะกำแพงของความรู้มาได้

ส่วนการเอาชนะความโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ หรืออาจจะเรียกอีกอย่างคือการวางเป้าหมาย และไปให้ถึงมัน บางครั้งการวางเป้าหมายเอาไว้ และกำลังดำเนินไปตามแผน แต่ก็อาจจะถูกบางสิ่งทำให้มันล้มเลิกโครงการนั้น ๆ ไป แต่สิ่งที่ได้กับไม่สูญเปล่า หากแต่เป็นเชื้อไฟให้โครงการต่อ ๆ ให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ และหวังว่าในหนึ่งวันข้างหน้าโปรเจคนี้จะต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม เราก็ต้องมีโจทย์มีเป้าหมาย ในการปฏิบัติ โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน ค่อย ๆ ศึกษาหาความรู้ไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงทางตัน และคิดว่าเส้นทางที่เดินมันยากเกินไป เราก็หยุดและแสวงหาหนทางเดินใหม่จนถึงจุดหมายที่ยิ่งใหญ่คือ นิพพาน ส่วนการล้มเหลวจากการปฏิบัตินั้น ก็ไม่ได้สูญเปล่าเช่นกัน หากแต่มันเป็นดั่งเชื้อไฟ ที่คอยจุดให้แสงสว่างแห่งธรรมสว่างขึ้นอีกครั้งในอนาคต หากเรายังมุ่งมั่นเดินทางอยู่ในครรลองแห่งธรรม

การตั้งโจทย์ให้กับชีวิต ไม่ว่าโจทย์นั้นจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม...การเดินไปตามโจทย์ที่ตั้งไว้ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่ง และเมื่อได้ไปถึงเป้าหมาย เราก็จะพบความสุข ที่เกิดจากความสำเร็จ แม้ความสำเร็จนั้น คนภายนอกอาจจะไม่มีใครรู้ก็ตามที
เพราะเสียงหัวเราะที่ดังที่สุด ก็คือเสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากหัวใจของเรา...นั่นเอง




ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2553    
Last Update : 15 ธันวาคม 2553 21:10:34 น.
Counter : 247 Pageviews.  

๒๗๘ - การเปลี่ยนแปลง




สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมมีจุดเริ่มต้นและจุดจบด้วยกันทั้งนั้นในทางพุทธศาสนากล่าวไว้เป็นนัยโดยกว้าง ๆ ว่า "อนิจจัง" คือ ความไม่เที่ยง ความไม่สามารถคงอยู่สภาพเดิมได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีสิ่งใดหยุดอยู่กับที่

สิ่งที่กว้างใหญ่เช่นจักรวาล ก็มีการเปลี่ยน สิ่งที่เล็กที่สุดเช่น อะตอม ก็มีการเปลี่นแปลง มนุษย์เราเองก็มีการเปลี่ยนแปลง นับตั่งวันแรกที่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดา จวบจนวันคลอด ก็มีการเปลี่นแปลงเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ มีผู้กล่าวไว้ว่า นับตั่งแต่วันแรกที่เราเกิด วันตายก็ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน หากเพียงแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราจะสามารถสังเกตุเห็นสิ่ง ๆ นั้นได้หรือไม่ การมองเห็นก็ยังถูกแบ่งออกเป็น การมองเห็นด้วยตาของเราเอง(ตาภายนอก) และการมองเห็นโดยปัญญา(ตาภายใน)

การมองเห็นด้วยตาเนื้อ เป็นการมองเห็นตามปกติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และเราจะสามารถตอบสนองกับสิ่งที่มองเห็นนั้น ตามประสบการณ์ หรือ สัญชาตญาณบ้าง การตอบสนองต่อสิ่งกระทบไม่ว่าจะด้วย กาย วาจา หรือ ใจ เป็นการกระทำ (กรรม) ไม่ว่ากระทำดังกล่าวเป็นเหตุของกุศลหรืออกุศลก็ตาม

การมองเห็นด้วยตาใน เป็นการมองด้วยโยนิโสมนสิการ คือการมองโดยแยบคาย มองโดยการน้อมเข้ามาใส่ตัว ซึ่งไม่ใช่การมองเห็นผี เห็นเทวดา หรือ นรก สวรรค์ อันใด แต่การมองด้วยปัญญาเป็นการมองดูสรรพสิ่งด้วยความไม่เที่ยง แม้สิ่ง ๆ นั้นทั่วไปจะมองเห็นว่ามันเที่ยงก็ตามที หากพูดตามหลักของวิทยาศาสตร์ น่าจะเทียบเคียงได้กับการมองแบบอยู่นอกกรอบที่กำลังเคลื่อนที่ เช่น เรากำลังเคลื่อนที่บนรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถูกปิดบังไม่เห็นภูมิทัศน์นอกหน้าต่าง และหากรถไฟวิ่งด้วยความเร็วคงที่ เราจะไม่ทราบได้เลยว่ารถกำลังเคลื่อนที่ การใช้ชีวิตก็จะดูคล้ายเป็นปกติ จนกว่าเราจะเปิดหน้าต่างดูโลกภายนอก เราก็จะพบการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ ไปเรื่อย ๆ หากจินตนาการต่อไปอีกนิดหน่อยว่า คนที่เปิดหน้าต่างนั้น เขาไม่เคยออกนอกรถไฟเลย เพราะอยู่ในรถไฟมาตั่งแต่เกิด เขาจะคิดอย่างไร...?

เขาย่อมมองว่ารถไฟนั้นหยุดนิ่ง แต่ภูมิทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ภูเขา กำลังเคลื่อนที่อยู่ สถานการณ์ที่ข้าพเจ้ายกมานี้ แม้จะเป็นเรื่องสมมติ แต่ก็ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่ เพราะมันกลายเป็นเรื่องจริงมาแล้วในอดีตที่ผ่าน ในสมัยที่มนุษย์เริ่มมองจักรวาลเป็นครั้งแรก และมองเห็นการเคลื่อนที่ของดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ก็สรุปไปว่า โลกนั้นหยุดอยู่กับที่ ดวงดาว จักรวาลนั้นกำลังหมุนรอบโลก ความเชื่อเหล่านี้ ติดอยู่กับมนุษย์ยุคต้นประวัติศาสตร์หลายร้อยหลายพันปี จนกระทั่งวิทยาการสมัยใหม่ได้ไขปริศนา ว่าความเชื่อดังกล่าวนั้นผิดโดยสิ้นเชิง โลกไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่กำลังหมุนรอบตัวเอง และในขณะที่หมุนรอบตัวเองนั้น โลกก็หมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่ด้วย ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน และฤดูกาลต่าง ๆ เป็นต้น



การมองด้วยปัญญานั้นจึงยากพอสมควร เพราะต้องฝืนกับสัณชาติญาณเดิมของสัตว์นั้น ๆ และซับซ้อนกว่าการมองเห็นด้วยตาเนื้อปกติ ต้องอาศัยการฝึกอบรมมานานแสนนาน

คราวนี้หากเรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นธรรมดา สิ่งที่ยากกว่าของมนุษย์นั้นคือ การยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ให้ได้ เช่นการสูญเสีย ทรัพย์สิน หรือคนที่เรารักในครอบครัวอย่างกระทันหัน เราก็ย่อมมีความเสียใจอยู่เป็นธรรมดา เพราะไม่ได้เตรียมใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงมาก่อน มนุษย์จึงมีความทุกข์เป็นโรคประตัวอยู่ทุกยุคทุกสมัย


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://mblog.manager.co.th มากมายครับ




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2553    
Last Update : 4 ธันวาคม 2553 12:36:55 น.
Counter : 234 Pageviews.  

๒๗๖ - ความตายเรื่องปกติ...?



คนเราทุกวันนี้เห็นและได้รับข่าวสารความตาย การเกิด อยู่บ่อยจนมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยไม่มองหาหนทางแห่งความไม่เกิด ความไม่ตายกัน อีกทั้งยังใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งความประมาท สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นนิสัยส่วนรวมของคนที่เกิดมาในยุคนี้กระมัง
เพราะกาลเวลาที่จะไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ มีอยู่ 2 ช่วงด้วยกันคือ อายุขัยโดยเฉลี่ยของมนุษย์มากเกินกว่า หนึ่งแสนปี และ น้อยกว่าหนึ่งร้อยปี ซึ่งยุคปัจจุบันเป็นยุคที่มนุษย์มีอายุขัยต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี (ในสมัยพุทธกาล อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ หนึ่งร้อย ปี)
เหตุที่สองยุคจะไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นั้น เพราะเป็นยุคที่มนุษย์ต่างตกอยู่ในความประมาท มองไม่เห็นความเสื่อม มีความใคร่หลงอยู่ในกามคุณ

อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ในยุคที่มนุษย์มีอายุเกินกว่าหนึ่งแสนปี มนุษย์จะไม่ค่อยมีโรคภัยเบียดเบียน อยู่กันโดยสันติ ไม่ค่อยมีความตาย ความเสื่อมให้เห็นกัน หากมีใครพูดเรื่องความตายก็มองเห็นได้ยาก เพราะคนมีอายุยืนยาว ใช้ชีวิตอย่างสบาย ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเทวดาชั้นต้น

ในยุคที่มนุษย์มีอายุต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี อายุขัยของมนุษย์นี้ก็สั้นเกินไป คนจำนวนมาก ยังไม่เสื่อมคลายจากกามคุณ ก็ต้องถึงวาระแห่งชีวิตเสียแล้ว การหาเวลาศึกษาเรียนรู้ธรรม เพื่อพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดจึงเป็นเรื่องยากกว่า ด้วยเหตุของการเกิด การตายของมนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์ในยุคนั้นจึงมองเป็นเรื่องปกติ และเห็นชินตา ได้ยืนชินหู จนกลายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา และขาดปัญญาในการน้อมเข้ามาพิจารณาเข้ามาสู่ตัว ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราเองก็ต้องตายเช่นกัน (ควรเร่งสร้างบุญ กุศลให้มากที่สุด)

ไม่ต้องบอกก็ทราบกันโดยทั่วไปว่า เรากำลังอยู่ในช่วงมนุษย์ยุคไหน และอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ก็จะลดลงเรื่อย ๆ พอ ๆ กับศีลธรรมที่เสื่อมถอยลงทุกวัน ไม่ต้องกล่าวอ้างว่าเรามีการแพทย์ที่ทันสมัย แล้วชีวิตมนุษย์จะยืนยาวได้ เพราะยิ่งโลกทันสมัยมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะพบโรคติดต่อประหลาด ๆ และร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เอดส์ มะเร็ง ไข้หวัด ฯ ซึ่งโรคเหล่านี้ หากค้นหาสาเหตุที่แท้จริงก็มาจากกิเลส ความไม่รู้จักพอ การทำลายธรรมชาติ ซึ่งล้วนมาจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นหากมนุษย์ยังสะสมกิเลสมากขึ้นเพียงใด ก็จะมีโรคประหลาดเกิดขึ้นมาทำร้ายชีวิตมนุษย์มากเท่านั้น หรือนี่จะเป็นดุลของธรรมชาติอย่างหนึ่ง




ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก เวบพลังจิตครับ




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2553 8:34:31 น.
Counter : 215 Pageviews.  

๒๗๕ - ถ้ำส่องจิต



ชายนักเดินทางยังคงเดินทางอยู่ แม้ว่าปลายทางที่เขาตั้งไว้นั้นยังอยู่อีกไกลแสนไกล แต่จากประสบการณ์ระหว่างทางนั้น ทำให้เขาเข้มแข็งและมีมุมมองโลก ได้รอบด้านมากขึ้น ถึงแม้การเดินทางที่ผ่านมานั้น อาจจะทำให้เขาเกือบสูญเสียชีวิตไปก็ตาม แต่ด้วยแรงปรารถนา และบุญกุศลที่เคยทำไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ก็สามารถทำให้เขาผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ นั้นมาได้

และในวันนี้ เขาก็ได้มาเดินทางมาถึง ดินแดนแห่งกระจกเงา สถานที่แห่งนี้ ประกอบด้วยป่าไม้อันร่มรื่น มีน้ำตก มีหมู่บ้านของคนพักอาศัย และมีถ้ำ ผา จำนวนมากมาย ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งกระจกเงานี้ ก็เพราะภายในถ้ำแต่ละแห่งนั้นจะมีสารเรืองแสงชนิดหนึ่ง มีความใส จนสามารถสะท้อนแสงได้คล้ายกระจก หากใครเข้าไปแล้ว สามารถเห็นตัวเองในมิติต่าง ๆ กัน คล้ายกับปริซึมที่สามารถแยกแสงออกเป็นสีต่าง ๆ ทำให้ตาของมนุษย์มองเห็นได้

ชายนักเดินทางฉงนใจกับความแปลกประหลาดของถ้ำเหล่านี้ เขาหยุดพักที่บริเวณหน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีชายหนุ่มรุ่นราวใกล้เคียงกันเดินทางผ่านมา

“ท่าทางคุณไม่ใช่ คนในดินแดนแห่งนี้ใช่มั้ย...” ชายหนุ่มคนที่เดินทางผ่านมาถาม

“ใช่ครับ ผมเป็นนักเดินทางกำลังเดินทางไปยังดินแดนนิพพาน บังเอิญผ่านมายังสถานที่แห่งนี้ และได้เห็นถึงความงดงาม ร่มรื่น ก็เลยหยุดพักผ่อนชั่วคราว ...” ชายนักเดินทางตอบ

“อย่างนี้เอง ยินดีต้อนรับครับ มีคนเดินทางหลายคนมาพักยังดินแดนแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่สงบ อากาศบริสุทธิ์ สำหรับนักเดินทางบางคน ก็ยอมยกเลิกการเดินทาง เปลี่ยนใจทำมาหากินมีครอบครัวอยู่ที่นี่ก็มีเยอะ ” ชายคนดังกล่าวพูดไปพลางหัวเราะไป

“ไม่ทราบว่าถ้ำแห่งนี้คือ ถ้ำอะไรครับ ข้างในดูงดงามยิ่งนัก ”

“อ๋อ... ถ้ำนี้ชื่อว่าถ้ำส่องจิต ข้างในจะมีสารลักษณะพิเศษชนิดหนึ่ง มีความใสคล้ายกระจกหลาย ๆ บานเรียงต่อกัน และจะสะท้อนกลับไปกลับมา คนที่เข้าไปแล้วจะสามารถรู้สภาพจิตของตัวเองใน ขณะนั้นได้ ” ชายคนนั้นอธิบาย

“พิเศษขนาดนั้นเลยเหรอครับ ” ชายนักเดินทางพูด

“ใช่ ๆ ปกติ บุคคลจำพวกนักบวช หรือนักเดินทางจะแวะเวียนมาที่นี่บ่อย เพื่อสำรวจความสวยงามของจิตตัวเอง ”

“แล้วผลที่ได้ล่ะครับ จะเป็นอย่างไร” ชายนักเดินทางถาม

“คนที่เดินเข้าไป จะสามารถมองดูตัวเองในอีกมิติหนึ่ง หากจิตใจเข้มแข็ง บริสุทธิ์ ก็จะมองเห็นร่างตัวเองมีความสว่าง สดใส งดงาม หากอยู่ในอารมณ์ขุ่นเขืองก็จะเห็นร่างของตัวเองเป็นสีม่วงหรือสีเทา หากมีอารมณ์โกรธก็จะเห็นร่างของตัวเองเป็นสีแดง สีเหลือง บางคนก็เห็นร่างของตัวเองมีเปลวไฟลุกโชนก็มี หากอยู่ในอารมณ์แห่งความหลง เคลิบเคลิ้ม ก็จะมองเห็นร่างตัวเองเป็นสีฟ้ามัว ๆ หรือ สีขาวปนเหลือง ยังไม่อีกมากมายหลายอารมณ์ที่ภายในถ้ำจะสะท้อนออกมา ซึ่งคนที่เข้าไปก็สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง ”

“แล้วคนอื่นก็สามรถมองเห็นได้เช่นกันใช่มั้ยครับ” ชายนักเดินทางถาม

“ไม่หรอก คนที่จะมองเห็นได้ก็มีแต่เจ้าตัวเท่านั้น คนอื่นไม่สามารถมองเห็นภาพในมิติอื่นที่ถ้ำสะท้อนออกมาได้ เขาจะมองเห็นคุณเหมือนคุณกำลังส่องกระจกอยู่เท่านั้น ”

“อย่างนี้นี่เอง น่าสนใจมาก ผมอยากจะลองเข้าไปดูในถ้ำนั้นบ้าง ” ชายนักเดินทางพูด

“ลองเข้าไปดูก็ได้ครับ ”

ชายนักเดินทางเดินเข้าไปในถ้ำส่องจิต ภายในถ้ำนี้ แม้ว่าจะไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่ผนังถ้ำมีความแวววาว เต็มไปด้วยสารสะท้อนแสงอยู่เต็มไปหมด โขดหินมีความมันวาว ส่องประกายดูคล้ายว่าจะเป็นเพชรมากกว่า ชายนักเดินทางรู้สึกประทับใจกับธรรมชาติที่สร้างสรรค์ถ้ำที่วิจิตงดงามเช่นนี้ เขาค่อยเดินเข้าไป ยังใจกลางถ้ำ ซึ่งมีแผ่นหินคล้ายกับกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ รูปของเขาเริ่มปรากฎบนผนังถ้ำชัดขึ้นเรื่อย ๆ และสะท้อนกลับไปกลับมา ยังผนังถ้ำฝั่งตรงข้าม จึงทำให้ดูคล้ายกับในถ้ำแห่งนี้มีตัวตนของชายนักเดินทางอยู่นับร้อยคน ซึ่งทุกคนมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ เขายืนหยุดอยู่ และจ้องมองไปที่แผ่นหินแผ่นนั้น มองเห็นตัวเองในอีกมิติหนึ่ง ภาพสะท้อนร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา ค่อย ๆ ซีดจากลง อีกพักหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นสีขาว สว่างไสว ไม่นานก็กลับกลายเป็นสีเทาเช่นเดิม สลับกันไปอย่างนี้ จนชายนักเดินเข้าใจความหมายแห่งภาพสะท้อนนั้น แล้ว เขาจึงค่อยพาร่างกายของเขาเดินออกมานอกถ้ำ

ซึ่งก็ไม่ได้พบชายคนที่แนะนำคนนั้นยืนอยู่อีกต่อไป....
- จบ -

ธรรมชาติของจิตใจเรา ต่างประสบต่ออารมณ์ที่มากระทบทั้งภายนอกและภายใน อย่างมากมายในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่เรากลับไม่ค่อยคิดเข้ามาสำรวจดูภายในจิตของเรา ว่าวันหนึ่ง ๆ เราประสบกับอารมณ์อะไรบ้าง มีความโลภ โกรธ หลง มากเท่าไหร่ การไม่ได้เข้าไปสำรวจจิตของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการขับรถ โดยไม่ได้มองเข็มวัดความร้อนของเครื่องยนต์ ว่าสภาพของรถยนต์ที่ตัวเองขับ มีความร้อน เย็นเพียงใด และจะขับต่อไปได้อีกไกลเท่าไหร่ หรือเมื่อใดควรหยุดพัก หรือควรขับต่อไปด้วยความเร็วเท่าไหร่จึงจะพอดี

แผ่นหินใสในถ้ำ จึงหมายถึง จิตที่อยู่ภายในจิต ที่สะท้อนอารมณ์แห่งการปรุงแต่งนั้น ๆ ออกมา
ถ้ำส่องจิตจึงหมายถึง การรู้จักหยุดและสำรวจ อารมณ์ของตัวเอง อาจจะด้วยการนั่งสมาธิ หรือ การเจริญสติในขณะประกอบกิจวัตรประจำวัน หากเราไม่เข้าไปสำรวจ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ถึงแม้ถ้ำแห่งนั้นจะอยู่ใกล้ตัวเราเพียงใดก็ตาม

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://images.travelpod.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2553 20:54:58 น.
Counter : 228 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.