ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๘๐-กลลวง(ตอนที่ ๒)-จบ-



เช้าวันรุ่งขึ้น ชายนักเดินทางรีบเดินทาง ไปยังสถานที่ที่ได้รับคำแนะนำเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็มาถึงภูเขาสองลูกนั้น เส้นทางที่เดินนั้นเริ่มบีบแคบลงตามระยะทางที่มากขึ้น จนในที่สุดเหลือเพียงช่องแคบ ที่คนสามารถเดินทางได้ลำพังเพียงแค่คนเดียว ชายนักเดินทางรู้สึกอึดอัดต่อเส้นทางการเดินมากที่สุด ตั่งแต่ที่เขาเดินทางมาก็ยังไม่รู้สึกอึดอัดมากขนาดนี้มาก่อน

เมื่อสายตาของเขามองขึ้นไปบนฟ้าก็เห็นเพียงช่องเขาสูง มีขอบฟ้าสีครามเป็นเส้นตัดผ่านเพียงเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความลึกของช่องเขานี้

เขาเดินทางไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็พบทางออก มันเป็นทุ่งโล่งแจ้ง สุดปลายสายตามีแม่น้ำแห่งหนึ่งไหลพาดผ่านอยู่ ชายนักเดินทางคิดว่าต้องเป็นแม่น้ำที่ได้รับคำแนะนำมาแน่ ๆ เขารู้สึกตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางเริ่มใกล้เข้าทุก ๆ ที

ในทุ่งโล่งนี้ไม่มีแม้ต้นไม้สักต้นเดียว มีเพียงกอหญ้าที่ขึ้นปกคลุมอยู่หนาตา จึงทำให้การเดินทางของชายนักเดินทางต้องลำบากมากขึ้ นเนื่องจากพงหญ้านั้นรกเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ลดละความพยายาม ยังคงเดินทางไปยังแม่น้ำแห่งนั้น

แสงแดดในตอนบ่ายเริ่มทวีความร้อนขึ้นอย่างมาก ท้องทุ่งในเวลานี้แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นมาอย่างผิดปกติ สายน้ำที่อยู่เบื้องหน้าของชายนักเดินทาง มีไอน้ำพุ่งขึ้นเป็นกลุ่มก้อนขึ้นไปบนฟ้า น้ำในแม่น้ำกำลังเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว

ชายนักเดินทางรู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ดังกล่าว สถานที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่ คำบอกเล่าของชายคนเมื่อคืนต้องมีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน มันไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ เขามองไปยังหุบเขาที่เขาเดินผ่านมา ช่องเขาซึ่งเป็นทางแคบ ๆ กำลังถูกปิดลงเนื่องจากเกิดการถล่มของภูเขา อีกทั้งความร้อนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชายนักเดินทางรู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก ที่แห่งนี้ไม่มีแม้ต้นไม้ที่จะให้ความร่มเย็น อีกทั้งแม่น้ำข้างหน้าก็กำลังเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

เขาต้องตายแน่หากไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ทุ่งหญ้าที่แห้งกรอบ เมื่อได้รับความร้อนถึงขั้นหนึ่งก็ถึงจุดติดไฟ เปลวไฟถูกจุดติดจากหญ้ากอหนึ่งลุกลามไปยังอีกกอหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบจะไม่มีเวลาตั้งตัว เปลวไฟได้ลุกลามติดต่อกันจนทุ่งหญ้ากลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงสด บรรยากาศเริ่มครึ้มเนื่องจากกถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควัน ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือ ศีรษะของชายนักเดินทาง

“นี่ ๆ มันอะไรกัน...” ชายนักเดินทางอุทาน

เขากำลังจะถูกย่างสด จากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องหน้า เขาไม่มีเวลาคิดมากนัก ชายนักเดินทางตัดสินใจวิ่งกลับไปยังทิศทางเดิม แม้รู้ว่าเส้นทางนั้นถูกหุบเขาถล่มปิดทางแล้วก็ตาม เพราะมันไม่มีทางที่ดีกว่านี้นอกจากกลับไปทางเดิม

เขาวิ่งไปอย่างสุดกำลังแรงเพื่อหนีทะเลเพลิง แต่ทำไมกัน...ทั้งที่เขาเกลียดและกลัวมหาไฟบัลลัยกัลป์อย่างมาก และพยายามหนีอยู่ตลอดเวลา แต่ทำไมมันจึงเกิดขึ้นยังสถานที่แห่งนี้ได้ อีกนิดเดียวก็จะข้ามไปยังฝั่งนิพพานได้แล้วทีเดียว

ดินแดนนิพพานเป็นสถานที่ห่างไกลจากไฟบัลลัยกัลป์ หรือ เพลิงความร้อนใด ๆ แต่ทำไมมันจึงเกิดขึ้นได้ในที่ ๆ ที่อยู่ใกล้นิพพานแห่งนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็คง...

“ใช่แล้ว ถูกหลอก...” ชายนักเดินทางพูดกับตัวเองเบา ๆ รู้สึกเจ็บใจอย่างมาก

“ฮ่ะ ๆ รู้ตัวแล้วเหรอนี่ ยังไม่หายสนุกเลย” เสียงของชายลึกลับดังขึ้น
“แกคือคนเมื่อคืนนี้ใช่ไหม...” ชายนักเดินทางร้องถาม
“ถูกต้องแล้ว แกนี่มันโง่จริง ๆ รู้ไหมว่าแรงปรารถนาอันร้อนแรงของแก มันทำให้แกตาบอดไปชั่วขณะ ความอยากที่พอกพูนอยู่ในสันดานจิตของแกเองนั่นแหละ ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นเปลวเพลิงที่จะมาเผาตัวแกเองรู้ไหม ”

ชายนักเดินทางพยายามมองหาร่างของชายคนดังกล่าว แต่เขาก็หาไม่พบ มันคงจริงอย่างที่ชายคนนั้นว่ามา เขามุ่งมั่นมากเกิน มันเกินความพอดี และรีบร้อนมากเกินไป มีความตึงมากเกินไปขาดการพักผ่อน ร่างกายของเขาจึงซูบผอมลงเรื่อยมา แต่นี่คงไม่ใช่เวลาที่ต้องมาสำนึกได้ เขาควรเร่งหาวิธีหนีออกไปจากทะเลเพลิงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ร่างกายของเขาจะสูญสลายไป และจิตก็ต้องไขว่ขว้าหาภพใหม่ หากเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับ เขาต้องตั้งต้นเดินทางกันใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชายนักเดินทางยอมรับไม่ได้

เขาวิ่งมาถึงภูเขาสองลูก ซึ่งบัดนี้ทางออกได้ถูกปิดลงด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ความร้อนและควันไฟเริ่มโหมกระห่ำเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทุกวินาทีมีแต่ความตายที่คืบคลานเข้ามา ชายนักเดินทางนึกเพียงว่าอยากให้เรื่องในวันนี้เป็นเพียงความฝัน เขายังไม่อยากตาย เขายังต้องเดินทางอีกไกล

“ไม่มีใครช่วยเจ้าได้อีกแล้ว...มันจบแล้ว สำหรับการเดินทางของแกในคราวนี้ ฮ่า ๆ ๆ...”เสียงของชายคนนั้นดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

ในนาทีนั้นเอง ความมีสติ และจากประสบการณ์ที่ผ่านในอดีตทำให้ชายนักเดินทางฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาผ่านเจอเจ้าที่เจ้าทางมามาก ทุกคนต่างมีลักษณะและความสามารถเฉพาะตัว ที่จะกักขังสัตว์ให้อยู่ในวังวน และอำนาจของตัวเอง เจ้าที่แห่งนี้ก็คงเช่นกัน

เขานึกย้อนคำพูดของชายคนดังกล่าวที่ว่า

'ถูกต้องแล้ว แกนี่มันโง่จริง ๆ รู้ไหมว่าแรงปรารถนาอันร้อนแรงของแก มันทำให้แกตาบอดไปชั่วขณะ ความอยากที่พอกพูนอยู่ในสันดานจิตของแกเองนั่นแหละ ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นเปลวเพลิงที่จะมาเผาตัวแกเองรู้ไหม '

เปลวเพลิงแห่งนี้แท้จริงเกิดมาจากตัวเราเอง มันคือเพลิงของความปรารถนาที่มากเกินพอดี เพลิงโลภะนั่นเอง เจ้าเพลิงเหล่านี้มันได้เผาไหม้เจ้าของมานับภพ นับชาติไม่ถ้วน การที่จะดับเพลิงนี้ได้ต้องใช้สติ และสมาธิ ชายนักเดินทางนึกได้อย่างนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิกับพื้น ไม่ยินดียินร้ายกับความตายที่จะเยือนภายหน้า เกิดจิตอันตั่งมั่นในเวลาเพียงไม่นาน ระงับความหวาดกลัว ความร้อนใจ ความปรารถนาไปเสียได้ ไม่ช้าก็เกิดฝนตกลงมาดับไฟในทุ่งเสียจนสนิท แม่น้ำที่กำลังเหือดแห้งก็กลับมามีน้ำเต็มเหมือนเดิม หญ้าที่ดูแห้งเกรียมก็ออกใบสีเขียวในเวลาไม่นาน ความสงบร่มเย็นก็บังเกิดขึ้นชั่วขณะ

“เป็นไปไม่ได้ ๆ” เสียงชายคนนั้นร้องดังขึ้น
“ไม่บ่อยเลยที่จะมีคนรู้เล่ห์กลของสถานที่ที่ข้าดูแลอยู่ ” เสียงชายคนนั้นพึมพัมต่อ
“แกพลาดเองที่เผลอบอกความลับแก่ข้า” ชายนักเดินทางพูด
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ นับว่าข้าประมาทสติ ปัญญาของเจ้ามากไปหน่อย เอาเถอะยกนี้เจ้าชนะแล้ว ทางออกอยู่ที่ทางที่เจ้าเข้ามา แต่อย่าได้ด่วนดีใจไป นิพพานนั้นสำหรับเจ้ายังต้องเดินทางอีกไกลแสนไกล ระหว่างทางก็มีพี่น้องของข้ารอต้อนรับ และทดสอบความสามารถของเจ้าอยู่แล้ว โชคดีแล้วกัน ลาก่อน” เสียงของชายคนนั้นหายไป พร้อมกับก้อนหินที่ปิดทางออก คล่อย ๆ เคลื่อนออกไปทำให้เห็นทางเดินเส้นเล็ก ๆ เส้นที่เขาก้าวขาเข้ามาเพราะถูกกลลวง หลอกเอาว่า 'มีทางลัดไปนิพพาน' นั่นเอง

-จบ-

วันนี้เรื่องราวของชายนักเดินทางจบลงอีกตอน เป็นตอนที่ยาวและต้องเผชิญกับกลลวงของพญามาร ที่แสร้งบอกทางนิพพาน โดยอาศัยความศรัทธาและแรงปรารถนาของชายนักเดินทางที่มากเกินไป โดยไม่ได้มีสติในการควบคุมว่า นิพพานนั้นไม่มีทางลัด ทุกคนต้องเดินทางเพื่อเสริมสร้างบารมีด้วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้มาง่าย ๆ เราต้องไขว่ขว้าดิ้นรนด้วยตัวเราเอง ในครั้งพุทธกาลมีคนบรรลุธรรมมากมาย แม้เพียงได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าเทศน์เพียงสอง สาม คำ นั่นไม่ใช่เพราะอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหารย์ของพระองค์ หากแต่คนเหล่านั้นได้สั่งสมบารมีมาแล้วในอดีตชาติ มีความรัก ความปรารถนา และการปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงนิพพาน ส่งเป็นปัจจัยมาก่อนหน้าทั้งสิ้น

เราทั้งหลายก็ไม่พึงท้อแท้สิ้นหวัง ตราบเท่าที่เวลาในโลกนี้ยังมีและชีวิตนี้ยังดำเนินอยู่ เรายังสามารถไขว่ขว้า สร้างบารมีกันตามจริตนิสัยของตัวเองต่อไปได้เรื่อย ๆ นะครับ



ปล.ตอนนี้ยาวหน่อยครับ




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2552    
Last Update : 21 สิงหาคม 2552 8:22:19 น.
Counter : 245 Pageviews.  

๑๗๙-กลลวง(ตอนที่ ๑)




พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า ความหนาวเย็นตามฤดูกาลเริ่มมาเยือน พร้อมกับความมืดที่ค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามทุกขณะ เสียงหมู่นกเริ่มร้องกลับรัง เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดลงของช่วงเวลากลางวัน

ชายนักเดินทางมาถึงยังชายป่าแห่งนี้ได้สามวันแล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะสามารถออกไปจากป่านี้ได้สักที อันตรายในยามค่ำคืน เป็นตัวคอยย้ำเตือนให้เขาหาที่พักที่มั่นคงโดยเร็ว เขาชำเรืองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งพอประทังจะใช้เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคืนนี้ได้

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเริ่มเหนื่อยล้ากับการเดินทาง ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จึงจะเดินทางถึงปลายทาง ผู้คนที่เขาพบระหว่างทางนั้นแม้จะมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถหาคนร่วมเดินทาง ร่วมอุดมการณ์เช่นเขาได้เลย หรือเส้นทางนี้จะถูกลิขิตมาแล้วให้ต้องเดินคนเดียว

บางครั้งเขานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต ภาพคนรักที่ต้องจบชีวิตลง เพราะไฟบรรลัยกัลป์ย้อนเข้ามาในความรู้สึกของเขาอีกครั้ง ชายนักเดินทางคิดว่าตัวเองสามารถตัดความรักความห่วงหาได้แล้ว แต่ความเป็นจริงกับไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมเขายังคงอาลัยต่อเธอผู้นั้น ทั้งที่ร่างอันเป็นความรู้สึกอาลัยต่อโลก มันได้แยกออกจากตัวเขาไปแล้ว

สัญญาคือ ความจำได้หมายรู้นี่เอง มันเป็นตัวเก็บข้อมูลชั้นดี บางครั้งตัวสัญญาเองก็ปั้นแต่งเรื่องราวมาหลอกหลอนเจ้าของได้ไม่จบไม่สิ้น ชายนักเดินเริ่มแยกแยะเห็นความเป็นจริงของชีวิตและจิตวิญญาณมากขึ้น เขาจะทำอย่างไรกับตัวสัญญานี้ดี

เขาจะทำอย่างไรจึงจะสามารถสลัดเอาสายใยแห่งตัณหาออกไปจากจิตเขาได้เสียที ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยล้าทุก ๆ ที และช่วงนี้ร่างกายของเขาก็ซูบผอมลงอย่างมากมาย เหตุเพราะการเร่งความพากเพียรในการเดินทางมากเกินไป
ช่วงนี้เขาจึงรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

เขาควรจะพักการเดินทางบ้างใช่ไหม...

หากฝืนต่อไปร่างกายของเขาต้องเดินทางต่อไปไม่ไหวแน่ ๆ แต่ทุกครั้งที่เขาหยุดพัก ภาพไฟบรรลัยกัลป์ก็มักจะลอยเข้ามาเตือนเสมอ ๆ แล้วเขาจะทำอย่างไรดี

ในกาลนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น และมุ่งหน้าเดินเข้ามาหาชายนักเดินทาง
“ท่านเป็นใครกัน...” ชายนักเดินทางถามบุรุษผู้ที่มีร่างกายขาวผุดผ่อง
“เราเป็นคนที่ดูแลสถานที่แห่งนี้”ชายผู้นั้นตอบ
“อย่างนั้นเหรอครับ ผมเป็นนักเดินทางกำลังเดินทางไปยังดินแดนที่มีชื่อว่านิพพาน ท่านพอจะรู้จักไหม” ชายนักเดินทางถาม
“รู้สิ...มีคนมากมายเดินทางแล้วผ่านมายังที่แห่งนี้ และมาพักผ่อนที่นี่ก่อนจะถึงดินแดนนิพพาน” ชายผู้นั้นตอบทำให้ดวงใจของชายนักเดินทางสว่างไสวขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็อีกไม่ไกลใช่ไหมครับ” ชายนักเดินทางถามต่อ
“ไม่ไกลหรอก วางใจได้เลย หลายคนที่ไปนิพพานก็จะมาพักยังสถานที่แห่งนี้ก่อนเสมอ ๆ ” ชายผู้นั้นตอบ
“เหรอครับ แต่ทำไมผมไม่เห็นมีใครเลย” ชายนักเดินทางสงสัย
“แน่นอนเพราะช่วงนี้ผู้เดินทางน้อยลงทุกที ในยุคนี้คนที่จะเดินทางต้องเด็ดเดี่ยวมาก ส่วนใหญ่จะเดินทางลำพัง อย่างเช่นเธอนี่แหละ”
“จริงเหรอครับ”
“เธอคงเหนื่อยล้ามากใช่ไหม และเราพอจะช่วยให้การเดินทางของเธอสั้นลงได้ เธอจะยอมรับคำแนะนำของเราไหม” ชายผู้นั้นเสนอ
“ได้ ๆ ครับ เพราะผมอยากเดินทางให้ถึงนิพพานเร็ว ๆ ”ชายนักเดินทางรีบตอบรับทันที
“เหนือชายป่าด้านโน้น มีภูเขาติดกันสองลูก ในระหว่างภูเขาก็มีซอกเขาเล็กพอเป็นทางเดินได้เพียงคนเดียว ให้เธอเดินไปตามเส้นทางนั้น เมื่อพ้นภูเขาสองลูกนั้นก็จะพบลำธาร ให้เธอหาทางข้ามไปให้ได้ และใช้เวลาเดินทางอีกไม่กี่วันก็จะถึงปลายทางแล้ว” ชายผู้นั้นแนะนำก่อนที่จะลาจากไป

ชายนักเดินทางรู้สึกดีใจอย่างมาก ที่การเดินทางของเขากำลังจะจบสิ้นลง ในเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้คืนนั้นทั้งคืนดูยาวนานที่สุด เขาแทบจะข่มตานอนไม่หลับเพราะคิดอยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถหลับลงได้ เพราะความอ่อนเพลียจากการเดินทางของวันที่ผ่านมา

แต่ทุก ๆ ครั้งที่ชายนักเดินทางขยับตัว ก็ปรากฎมีสายตาของชายคนนั้น คอยจ้องมองอยู่ด้วยสีหน้าของผู้มีชัย...อยู่ตลอดเวลา

-ติดตาม กลลวงตอนที่ ๒ ครับ







 

Create Date : 19 สิงหาคม 2552    
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 8:36:25 น.
Counter : 215 Pageviews.  

๑๗๘-ปิศาจร้ายกับดาบผ่าฟืน



ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งหนึ่ง ช่วง ๓ – ๔ วัน นี้ ฝนเริ่มตกบ่อยขึ้นทำให้ตอนนี้เราคิดไม่ออกมากำลังอยู่ฤดูไหนกันแน่ ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนถ่ายฤดูจากหน้าร้อนสู่หน้าฝน (เขียนตอน กลางเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๒)

ในครั้งหนึ่งมีชายชราคนหนึ่งปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง อยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้านเชิงเขาชายป่า ทุก ๆ ปี จะมีปิศาจฝูงหนึ่งตื่นขึ้นมาทำร้ายชาวบ้าน และบ้านเรือน ไร่นา สวนผักอยู่เสมอ ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งบ้านของชายชราผู้นั้นเอง

เสียงอึงคนึงราวกับฟ้าถล่มดังมาจากชายป่าทางทิศใต้ อันเป็นสัญญาณที่รู้กันดีถึงการมาเยือนของบรรดาเหล่าปิศาจ ชายชราเตรียมพร้อมรับมือในการต่อสู้อย่างเต็มที่ เขาถือด้ามจอบเก่า ๆ ไว้เป็นอาวุธสำหรับต่อสู้กับเหล่าปิศาจซึ่งมีรูปร่างครึ่งผีครึ่งมนุษย์เหล่านี้

ประตูหน้าต่างของบ้านถูกลงกลอนสนิท ภายในห้องเงียบสนิท ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหัวใจของชายชราที่เต้นถี่เร็วขึ้นทุกขณะ กี่ครั้งแล้วที่เขาลุกขึ้นต่อสู้กับเหล่าปิศาจด้วยด้ามจอบอันนี้ และผลสุดท้ายก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บ้านของเขาต้องถูกทำลายลงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แม้ชีวิตของตัวเองจะอยู่รอดมาได้ แต่ต้องบาดเจ็บเพราะฤทธิ์ของบรรดาสมุนปิศาจเหล่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น เขาเองก้ไม่ยอมแพ้ ยังสามารถลุกขึ้นมาก่อสร้างบ้านขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ภายในเวลาไม่นาน และอยู่อย่างสงบ ณ ที่แห่งนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ วันที่ถึงการมาเยือนของเหล่าปิศาจอีกครั้งหนึ่ง

ชายชราเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง เป็นที่แน่ชัดว่า อาวุธที่เขาถืออยู่ในเวลานี้ ไม่อาจจะช่วยเหลือให้เขาสามารถพ้นไปจากการรุกรานของเหล่าปิศาจได้อีกต่อไป แต่กระนั้นเขาเองก็ยังถือเอาไว้ ไม่สามารถทิ้งด้ามจอบอันนั้นลงได้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เขาถนัดมากที่สุด และใช้เป็นอาวุธมาตลอดชีวิต

แม้ว่าจะรู้แน่ชัดไม่สามารถสู้กับปิศาจได้ด้วยด้ามจอบ เขาจึงนึกถึงอาวุธชิ้นใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่า

นั่นคือ ดาบ!...

ชายชรานึกขึ้นได้ว่ามีดาบอยู่เล่มหนึ่ง เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะใช้ดาบเล่มนี้อย่างไร เพราะทุกเย็นมันมีประโยชน์เพียงการใช้ผ่าฟืนสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ในการทำอาหารเท่านั้น

“ดาบเล่มนี้จะสามารถฆ่าเหล่าปิศาจได้จริงเหรอ...” เขาครุ่นคิดสงสัยอยู่นาน เพราะตลอดชีวิตของเขาที่ผ่านมา มันเป็นเพียงอุปกรณ์ในการหุงหาอาหารเท่านั้น และบ้านหลังอื่น ๆ ก็ไม่มีใครใช้ทำอย่างอื่นนอกจากผ่าฟืนหุงข้าวกัน

เขาคิดต่อไปว่า แม้ท่อนฟืนด้นใหญ่ อาวุธนี้ก็ยังสามารถทำให้ขาดได้ แล้วทำไมจะใช้สังหารเหล่าปิศาจไม่ได้ เขาตัดสินใจโยนด้ามจอบทิ้งลงพื้น พร้อมกับหยิบอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมา เตรียมพร้อมที่จะสู้กับเหล่าปิศาจที่อยู่ข้างนอก

เสียงของเหล่าปิศาจใกล้เข้ามาทุกที ชายชราไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปจากตัวบ้าน พร้อมตั้งหลักสู้กับเหล่าฝูงปิศาจอย่างอาจหาญ หัวหน้าปิศาจตนหนึ่ง สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติของชายชรา มันจึงสั่งให้ลูกน้องทั้งฝูงหยุดอยู่กับที่ก่อน

“เจ้ามนุษย์หน้าโง่ เจ้าคิดจะทำอะไร อยากจะสู้กับพวกข้าเหรอ” หัวหน้าปิศาจถาม แต่ชายชราไม่ตอบ เขากวาดสายตามองเหล่าปิศาจทุกตัวอย่างเอาจริง
“จะบอกให้น่ะ ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่สามารถสู้พวกข้าได้หรอก คอยดูน่ะ...วันนี้พวกข้าจะถล่มบ้านของแกให้เรียบไปเลย คอยดู...” หัวหน้าปิศาจตนนั้นพูดอย่างมั่นใจ พร้อมกับกระโจนเข้าหาชายชราเพื่อทำร้ายทันที

จังหวะนั้นเอง ชายชราซึ่งเตรียมตัวรับมืออยู่แล้ว เขาผงะตัวหลบการโจมตีของหัวหน้าปิศาจได้อย่างทันท่วงที และมีจังหวะที่ใช้ดาบเล่มนั้นฟันไปที่ขาของเจ้าหัวหน้าปิศาจ ทำให้ขาของมันขาดกระเด็นภายในดาบเดียว สร้างความเจ็บปวดให้กับหัวหน้าปิศาจอย่างรุนแรง ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าสมุนปิศาจทั้งหลาย

“เจ้าบังอาจทำร้ายข้าเหรอ...” หัวหน้าปิศาจพูดอย่างโกรธแค้น ทั้งที่ตัวเองยังไม่สามารถทรงตัวให้ยืนตรงอยู่ได้แม้แต่น้อย

ลูกสมุนปิศาจเมื่อเห็นหัวหน้าถูกทำร้าย ก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างไว้ไม่ให้ล้มลงกับพื้น และช่วยกันแบกหัวหน้าปิศาจเข้าไปอย่างทุลักทุเล ทุกตัวเริ่มรู้สึกหวาดกลัวต่อดาบที่ชายชราถืออยู่ในมือ แม้จะเป็นดาบเล่มเล็กแต่ก็มีฤทธิ์มาก เพราะมันสามารถตัดขาของหัวหน้าปิศาจได้เพียงดาบเดียว เหล่าปิศาจทั้งหลายจึงต้องหลบหนีเข้าไป เพื่อเตรียมการโจมตีใหม่อีกครั้งในปีหน้า

ชายชราผู้ค้นพบดาบซึ่งสามารถ ทำร้ายปิศาจได้ เขารู้สึกดีใจอย่างมากที่สามารถเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ ต่อจากนี้ไปเขาจะวางด้ามจอบลงและหันมาใช้ดาบต่อสู้กับเหล่าปิศาจแทน ซึ่งเขาก็มั่นใจว่าในอนาคตข้างหน้าจะสามารถกำจัดเหล่าปิศาจเหล่านั้น ไม่ให้เข้ามาก่อกวนและทำร้ายตัวเขาได้อีกตลอดกาล

-จบ-


เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาอย่างง่าย ๆ เพียงเพื่อเป็นตัวสื่อสารให้เข้าใจเทียบเคียงกันว่า
ปิศาจคือเหล่า กิเลส ตัณหาทั้งหลายที่อยู่ในสันดานจิตของสัตว์ทั้งหลายต้องเผชิญ
บ้านหมายถึง ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งธาตุ ๔ มันได้แตกดับ สูญสลายไปเพราะเหล่าตัณหาเหล่านั้น แต่ก็ยังสามารถสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ
จอบเป็นอาวุธ คือ มิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นผิดที่สะสมมาอย่างยาวนาน และมีความเชื่อมั่นผิด ๆ ว่ามันสามารถที่จะช่วยเหลือให้รอดพ้นจากเวรภัยได้

แต่เหตุที่เราสามารถวางจอบ(มิจฉาทิฏฐิ)ลงได้ นั่นเพราะการพิจารณาตามความเป็นจริง โดยความแยบคายว่า สิ่งนี้ไม่สามารถช่วยเหลือให้รอดพ้นจากเวรภัยได้อีกต่อไป

ดาบคือ ตัวปัญญาที่นอนเนื่องอยู่ในมุมที่ลึกที่สุด มันไม่เคยถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มที่เต็มความสามารถของมันเลย เราใช้มันเพียงเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีพในแต่ละวันเท่านั้น ทั้งที่มันมีความสามารถมากกว่านั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายก็มองข้ามไป เหตุเพราะขาดการใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล ตามความเป็นจริง

อย่างนี้ไม่ต่างอะไรกับคนในยุคปัจจุบันทั้งหลาย หลายคนเกิดมามีปัญญาดี แต่ก็ใช้ปัญญาในทางที่เพื่อเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ขาดการศึกษาทำความเข้าใจ พัฒนาเพื่อการหลุดพ้นไปจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เพื่อการพ้นภัยจากเหล่าปิศาจ(กิเลส อาสวะ)ไปตลอดกาล

สุดท้ายบ้านซึ่งหมายถึงร่างกายหรือสังขารของเรานี้ ก็จะถูกปิศาจคือ กิเลส ตัณหา ทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า และเราก็ยังปลงใจคิดจะเอาด้ามจอบสู้กับเหล่าปิศาจอีก ทำให้เราต้องพ่ายแพ้อยู่อย่างนี้ต่อไปทุกภพ ทุกชาติ อย่างไม่จบไม่สิ้น (เหนื่อยนะครับ)...






 

Create Date : 16 สิงหาคม 2552    
Last Update : 21 สิงหาคม 2552 16:07:51 น.
Counter : 353 Pageviews.  

๑๗๗-ผลไม้สุกต้นนั้น



ค่ำคืนของวันหนึ่ง ข้าพเจ้ามีโอกาสได้คุยสนทนากัยเพื่อนคนหนึ่ง ตอนแรกเราก็คุยเรื่องสัพเพเหระ ตามประสาเพื่อนสนิท กันธรรมดา

“วันหยุด นี้ จะไปเที่ยวไหนเหรอ...” ข้าพเจ้าถาม
“ก็วางแผนว่าจะไปเที่ยววัดที่อยุธยา แต่ไม่รู้ว่าจะได้ไปจริงๆ หรือเปล่า ต้องตรวจดูตารางงานอีกทีก่อน” เพื่อนตอบ
“ก็ดีน่ะ...เที่ยววัด แต่เราอยากปวัดที่ปฏิบัติธรรมมากกว่า” ข้าพเจ้าพูด
“จะไปทำไมว้า ก็ไปดูวัด ดูพระพุทธรูปเก่า ๆ สิ สบายใจ” เพื่อนข้าพเจ้าพูด
“ก็อยากไปน่ะ แต่พระพุทธรูปท่านพูดไม่ได้ ถามอะไรท่านก็ไม่ตอบ เราเลยอยากไปถามถามหลวงปู่ที่วัดดีกว่า เพราะท่านโต้ตอบได้”
“เฮ้อ ๆ จะต้องไปถามไปสงสัยอะไรมากมายขนาดนั้น ก็แค่ทำบุญ ไหว้พระพุทธรูป ให้สบายใจก็พอแล้ว” เพื่อนข้าพเจ้าว่าอย่างนั้น
“ก็เพราะว่าเรายังโง่อยู่น่ะสิ เราจึงต้องถามให้หายสงสัย” ข้าพเจ้าตอบไป

เป็นอันว่าการสนทนาระหว่างเพื่อนเรื่องนี้ต้องจบลงก่อน ด้วยจุดจบของศรัทธาบนเส้นขนาน โต้เถียงกันไปก็พลอยจะทำให้เราทะเลาะกันเปล่า ๆ

นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ที่คนทั่วไปมักจะมีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดว่าตัวเองถูก หรือว่าเพื่อนข้าพเจ้าผิด เพราะเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันว่าใครผิดใครถูก เราทั้งสองคนต่างก็มีศรัทธาเช่นเดียวกัน แต่มีมุมมอง ความเห็นที่ตื้นลึกไม่เท่ากัน คนทั่วไปเชื่อว่าการทำบุญ ปิดทอง สร้างโบสถ์ ปล่อยนก ปลา เต่า ฯ หรือได้ถ่ายรูปติดกับพระพุทธรูปเก่า ๆ สักรูปก็เพียงพอแล้วในชีวิตนี้

การเที่ยวไปแสวงหาธรรม หาความหลุดพ้นซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าอุดมคติ และจินตนาการของคนทั่วไปนั้นไม่ค่อยเป็นที่สนใจกัน แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีส่วนที่ดีอยู่บ้าง ที่วันหยุดเขายังมีความคิดที่จะเข้าวัด แม้จะเป็นไปเพื่อการจุดประสงค์ของการท่องเที่ยว เพื่อสร้างศรัทธา และไม่ได้เป็นไปเพื่อลดละเลิกกิเลสก็ตามที

หากแต่อย่างน้อยในชาตินี้ ก่อนตายเขานึกถึงบุญกุศลที่เคยทำไว้ ก็สามารถเปิดประตูสุคติภพได้ไม่ยาก เรื่องนิพพาน เรื่องเหนือโลกนั้นก็ค่อยเอาไปว่ากันอีกทีในภพชาติ ต่อ ๆ ไป

กาลครั้งหนึ่ง มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน เดินทางร่อนเร่เข้าไปในป่าใหญ่ ชายคนที่หนึ่งซึ่งเดินนำหน้า ได้เข้าไปเก็บผลไม้สุกงอมที่ร่วงหล่นอยู่กับพื้นเป็นอาหาร ซึ่งผลไม้เหล่านั้นเริ่มเน่าเสียแล้ว และมีรสชาติที่หวานงอมจนเกินไป บางลูกก็มีหนอนมีแมลงแทะกินอยู่มาก

ชายคนที่สอง ซึ่งเดินตามชายคนที่หนึ่งมาเขาก็ทำอย่างเดียวกัน แต่เขาพิจารณาว่า มีเพียงผลไม้ที่หล่นตามพื้นนี้เท่านั้นหรือ ที่เราจะกินได้ ชายคนที่สองเงยหน้ามองไปที่ต้นไม้ใหญ่ เห็นผลไม้ที่สุกแล้ว แต่ยังไม่หล่นลงพื้น มีความสดกว่าผลไม้ที่หล่นลงมาแล้วมาก

เขาชักชวนให้เพื่อนคือชายคนที่หนึ่ง ช่วยกันปีนขึ้นไปเก็บผลไม้บนต้นนั้น แต่ชายคนที่หนึ่งบอกว่า ผลไม้ที่หล่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว เขาพอใจแล้ว จะต้องไปไขว่ขว้าหาผลไม้บนต้นอีกให้ยุ่งยากทำไม

เรื่องนี้อุปมาเปรียบเทียบได้อย่างเดียวกัน ชีวิตบางคนก็หยุดนิ่ง ไขว่คว้าหาความสุขที่วนเวียนอยู่กับที่ ไม่ได้ปรารถนา เสาะหาความสุขสงบ สวยงามที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก แม้เราจะชี้แนะให้เห็นสิ่งที่ดีกว่า เอาผลไม้บนต้นนั้นลงมาป้อนใส่ปากให้ หากแต่เขาคนนั้นไม่ยอมรับ ไม่ยอมเคี้ยว ไม่ยอมกลืน และยังปรารถนาผลไม้ที่หล่นอยู่กับพื้นนั้น ก็สุดวิสัยที่จะช่วยเหลือใด ๆ ได้จริงๆ ครับ...




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2552    
Last Update : 10 สิงหาคม 2552 20:08:49 น.
Counter : 232 Pageviews.  

๑๗๖-ความเสื่อมศรัทธา




เคยบ้างไหมที่เราทำบุญแล้วเรารู้สึกไม่ค่อยดี ที่เมื่อภายหลังทราบข่าวการโกงกินเงินทำบุญของวัด
เคยบ้างไหมที่เรากราบไหว้พระ แล้วรู้สึกหมองใจเพราะมีข่าวว่าพระปลอมอยู่บ่อย ๆ
เคยบ้างไหมที่เราไปวัดแล้วต้องถูกตั้งเงินขั้นต่ำในการทำบุญ
เคยบ้างไหมที่เราไม่อยากเข้าวัด เพราะข่าวความเสื่อมเสียทางพุทธศาสนา
เคยบ้างไหมที่เรารู้สึกลังเลใจว่าพุทธศานากำลังเสื่อมถอย เหตุเพราะพระภิกษุประพฤติมิชอบ ไม่อยู่ศีลและพระวินัย
เคยบ้างไหมที่เรา....

ข่าวสารทุกวันนี้มันมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ประจำวันของเรามากมาย ข่าวคราวเรื่องพระภิกษุในพุทธศาสนา ประพฤติมิชอบ มีออกมาบ่อยตามข่าวหน้าหนึ่ง ส่วนมากเรื่องเหล่านี้จะเป็นที่สนใจก็บคนโดยมาก ทำให้อาศัยอยู่บนข่าวหน้าหนึ่งได้หลายวัน บางคราวเป็นเดือนก็มี

สิ่งเหล่านี้มีบ้างครับที่ทำให้คนเราเสื่อมไปจากศรัทธา ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีมากแน่ ๆ คนเหล่านี้ลังเลต่อคุณงามความดีของศาสนาอยู่แล้ว เมื่อเจอข่าวประเภทนี้ก็ย่อม ตื่นข่าวไปกันใหญ่ และไม่อยากทำบุญอีก เพราะเหตุว่าทำไปเท่านั้น ขนาดพระเองก็ยังเอาดีไม่ได้...

ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีอยู่จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนพระทั้งหมด แต่ถ้าได้ชื่อว่าปลาเน่า แล้วก็ย่อมเหม็นทั้งเข่ง บุคคลถ้าไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิ โดยพื้นฐานแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหวในศาสนาเป็นธรรมดา เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ ในพุทธกาลนั้นรุนแรงกว่านี้มากครับ ในยุคนั้นคนมีความกล้าหาญกว่ายุคนี้ หมายถึงมีความกล้าในการทำดีอย่างสุด ๆ หรือ แม้กระทั่งทำชั่วอย่างสุด ๆ ก็มี เช่น การวางแผนปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เป็นต้น คนสมัยนี้จะว่าไปแล้ว ก็ยังดีสู้ไม่ได้ แม้จะเลวก็ยังเลวสู้ไม่ได้อีก แล้วเราจะหวั่นไหวกันทำไมแค่ข่าว พระมั่วสีกา พระโกงกิง พระนอกรีต ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาก

ยกตัวอย่างนะครับ
ท่านต้องการขับรถไปยังสถานที่ตากอากาศมีชื่อว่า "บ้านบึง” ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศ สมมติว่าคุณไม่มีแผนที่ใด ๆ เลย คุณมีเพียงป้ายบอกทางว่าให้ขับรถตรงไปทางทิศเหนืออย่างเดียว ไม่ต้องเลี้ยว ในขณะนั้นเองคุณก็มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกันจำนวนมาก

เมื่อขับไปเรื่ือย ๆ คุณรู้สึกว่าระยะทางยิ่งไกลขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งก็ยังไม่มีป้ายบอกทางอย่างอื่น คุณจะรู้สึกอย่างไร?...

แน่นอนว่า เราย่อมต้องมีความลังเลสงสัยแน่ ๆ ว่าสถานที่แห่งนั้นมีจริง ตามคำบอกเล่าหรือเปล่า คุณสังเกตุเห็นรถหลายคันที่ร่วมเดินทางมา เริ่มจอดข้างทางและถามทางคนแถวนั้น บ้างก็สอบถามกันเอง บางคันเริ่มท้อใจ ขับรถเลี้ยวกลับ บางคันก็เลี้ยวออกนอกเส้นทางและเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทาง

เหลือเพียงรถไม่กี่คันที่ยังคงเดินทางเดิม คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อคนส่วนใหญ่เลี้ยวออกนอกเส้นทางเดิมกันหมด
คุณยังอยากจะไปยัง บ้านบึงต่อหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ตากอากาศ ?

คุณต้องคิดและจำเป็นต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

การขับรถตรงไปเรื่อย ๆ เป็นความเชื่อและศรัทธา ซึ่งบางครั้งหากเราไม่แน่วแน่จริงก็ย่อมหวั่นไหวไปตามกระแสโลกบ้าง หากแต่คนที่มุ่งมั่นจริง ๆ แล้วย่อมไม่หวั่นไหวต่อเส้นทางนี้ แม้จะมีใครสักกี่คนมาพูดให้ฟัง ว่าบ้านบึงไม่มีจริงหรอก...ซึ่งก็ไม่สำคัญอะไร เพราะถึงอย่างไรก็ขอไปพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนล่ะกันครับ




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2552    
Last Update : 5 สิงหาคม 2552 13:05:23 น.
Counter : 366 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.