ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๖๐ - เมล็ดพันธุ์ของการกระทำ



การเกิดของเรานี้ไม่ต่างอะไรกับการงอกของเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ ซึ่งจะสมบูรณ์เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของเมล็ดนั้นและสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ อาหาร ฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เอื้อในการเจริญเติบโตของต้นไม้

สำหรับเมล็ดพันธุ์ไม้ที่เจริญงอกมาได้นั้น มีทั้งลำต้นที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี แต่บางต้นก็แคระแกรน ตายไปตั่งแต่รากแก้วยังไม่แข็งแรง เปรียบดั่งสัตว์ทั้งหลาย ที่สิ้นอายุไปเสียแต่เยาว์วัย บางจำพวกแม้รอดมาได้ก็ไม่สมบูรณ์ทางด้านร่างกาย

นั่นเป็นเพราะกรรม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่จะเสกสรรค์บันดาล ให้เป็นไปตามอำนาจของมัน แต่สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ของกรรมในปัจจุบันนี้ก็คือ การคิดและตัดสินกระทำในอดีต เช่นกันสิ่งที่เกิดขึ้นใกับเราในอนาคต ก็ต้องมาจากการกระทำของเราในปัจุบัน การทำปัจจุบันให้ดี ก็เท่ากับ การที่เราสามารถกำหนดอนาคตของเราได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ต้องพึ่งพิงการช่วยเหลือจากเทพ เทวดาองค์ใดเลย

เมื่อย้อนนึกดู ข้าพเจ้าชอบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า เหตุของความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น ล้วนมีที่มาจากความไม่รู้ ซึ่งรวมได้ถึงความไม่รู้ในกรรมของตน เหตุของความเป็นไปทั้งในอดีตและปัจจุบัน ความไม่รู้นี้เองได้ปิดกั้นทำให้ สัตว์ทั้งหลายต่างลองผิดลองถูก อยู่นับชาตินับภพไม่ถ้วน และกระทำกรรมอันดีชั่วมากมาย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ก็ทำให้ประสบความทุกข์ยากไปต่าง ๆ นา ๆ แม้ในบางครั้งจะได้รับความสุขบ้าง แต่ความสุขที่ได้นั้นก็ไม่อาจจะอยู่เที่ยงแท้ถาวร หาไม่ ความสุขนั้นกลับเป็นเชื้อ ในการแสวงหาสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองในอนาคตอีกก็มี

สำหรับบางคนที่ชอบโทษโชคชะตาที่ชีวิตของตัวเอง ว่าต่ำต้อยไร้ค่าเมื่อเทียบกับคนอื่นซึ่งมีฐานะดีกว่า และสร้างแรงกดดันบีบเค้นน้อยใจ จนไม่สามารถสร้างความสุขให้กับชีวิตได้เลย นั่นเพราะเรามัวแต่เงยหน้ามองสิ่งที่อยู่สูงกว่า หากแต่ไม่เคยง้มหน้ามองดูสิ่งที่ต่ำกว่าตามพื้นดินบ้าง ว่าเราโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ มีสัตว์เดรัจฉานมากมายตามพื้นดิน ที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บางจำพวกมีชีวิตเพียงเป็นอาหารให้กับมนุษย์ และก็ลาจากโลกนี้ไป โดยที่ไม่ได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าอิสระภาพ เหมือนกับที่มนุษย์ได้รับ

เวลาของมนุษย์บนโลกนี้ ช่างน้อยนักท่านทั้งหลาย อย่าพึงใช้เวลาอันน้อยนี้ดูถูกตัวเองและผู้อื่น จงดิ้นรนไขว่ขว้าหาสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดในกรอบของศีลธรรม ให้การช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ด้วยความเมตตาบ้าง เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์ของการกระทำที่ดีงามต่อกันเถิด...นะ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก
http://www.treehugger.com
มากมาย ครับ





 

Create Date : 11 สิงหาคม 2553    
Last Update : 29 กันยายน 2554 9:08:52 น.
Counter : 379 Pageviews.  

๒๕๙ - ความหลงราคาแพง



ช่วงนี้ฝนตกค่อนข้างบ่อย ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะอยู่ในช่วงหน้าฝน มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ อากาศจะไม่ร้อนมาก ในบางวันก็มีท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างน่ากลัว ราวกลับว่าได้ย้ำเตือนให้มนุษย์ทั้งหลาย รับทราบถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ธรรมชาติก็จะต้องเป็นฝ่ายชนะ ความทะเยอนอยากของมนุษย์อยู่ดี

อย่างน้อย ๆ สิ่งที่มนุษย์เราไม่สามารถเอาชนะได้ นั่นคือความตายนั่นเอง มนุษย์เราต่อสู้กับความตายมาอย่างหลายรูปแบบ เท่าที่ประวัติศาสตร์บันทึกให้ศึกษา เช่น มีการแสวงหายาอายุวัฒนะ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุด เมื่อรู้ว่าไม่สามารถยืดอายุของตัวเองได้ ก็หาวิธีรักษาร่างของตัวเอง ให้คงอยู่ยาวนานที่สุด โดยความเชื่อที่ว่า วันหนึ่งวิญญาณนั้นจะกลับเข้าสู่ร่างเดิม และกลับมาเสวยสุขอีกครั้งหนึ่ง และ ในยุคปัจจุบันก็ยังมีการแสวงหา ความหลุดพ้นไปจากความตายกันอยู่ แต่อาจจะเปลี่ยนไปตามสมัย เช่น การหาวิธีสร้างเซลล์ให้ร่างกายใหม่ เพื่อทดแทนเซลล์ของอวัยวะที่เสื่อมอายุ การหาอวัยวะมาเปลี่ยนเมื่อบางส่วนของเสื่อมสภาพไปเป็นต้น แต่ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ก็ยังไม่อาจจะหนีพ้นไปจากความตายไปได้

ด้วยเหตุนี้ ก็เพราะมีที่มา มาจากความหลงเป็นเหตุ ความหลงในตัวตน ความหลงในสมบัติ ความหลงในกามทั้งหลายทั้งมวล มันเป็นความหลงที่ราคาแพงที่สุด เท่าที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราใช้เงินทองมากมายในการยืดอายุของผิวพรรณ ในทุก ๆ ปีมีการใช้ยา เครื่องสำอาง มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เพียงเพื่อหนีความจริงไปวัน ๆ

มนุษย์ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อ รักษารูปพรรณอันไม่เที่ยง ชื่อเสียงอันเป็นสิ่งจอมปลอมหลอกลวง ยินยอมใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อรักษาสมบัติอันเป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เปล่า ๆ ของโลก ซึ่งมีแก่นสารเพียงน้อยนิด ไม่ได้รู้จักวิธีในการที่จะนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อต่อบุญกุศล เมื่อยามที่ต้องลาจากโลกนี้ไปแล้ว

บางคนอาจคิดไปว่า เราเกิดมาก็ควรแสวงหาความสุขทางโลกีย์ให้กับชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งชอบธรรมแล้ว ในฐานะมนุษย์ก็ควรหาความสุขตามกำลังของมนุษย์ที่จะพึงปรารถนาได้ หากแต่นั่นกลับกลายเป็นมุมมองที่คับแคบ เป็นมุมมองของคนที่ไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด หรือหากเชื่อ ก็มักจะพูดปลอบใจตัวเองว่า "เกิดมาเสียชาติเกิดเปล่า ๆ นะ ...ต้องหาความสุขให้เต็มที่สิ...”

และนั่นเป็นที่มาของการประกอบผิดศีลธรรมจรรยากันเสียโดยมาก

เรื่องราวของความหลงนี้มันไม่มีบทสรุป ไม่มีขอบเขต ตราบใดที่เรายังไม่สามารถละหรือตัดความหลง จนเข้ากระแสพระนิพพานไปได้ ตราบนั้นความหลงราคาแพงก็จะยังคงอยู่คู่กับโลกอยู่เช่นนั้นแล



ขอขอบคุณ รูปภาพงามและไม่งาม จาก
http://www.worth1000.com
มากมาย ครับ


ปล.
"ที่ใดขาดธรรมะ ขาดผู้ปฏิบัติธรรม ที่นั่นก็ย่อมมีแต่ความวุ่นวาย "





 

Create Date : 06 สิงหาคม 2553    
Last Update : 6 สิงหาคม 2553 8:21:19 น.
Counter : 315 Pageviews.  

๒๕๘ - ปลาเผาตัวนั้น





คุณช่วยลองจินตนาการดูว่า ขณะที่นั่งรับประทานอาหารกับเพื่อนร่วมงาน ประมาณว่าเป็นงานเลี้ยงเล็ก ๆ ในร้านลาบอีสานแห่งหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งสั่งปลาเผามากิน ในขณะนั้นเอง เขาก็ชิมรสชาติของเนื้อปลาเผา แล้วก็หัวเราะชอบใจ กับเนื้อปลาเผาตัวนั้น แล้วก็เยาะเย้ยเจ้าปลาตัวนั้น ไปต่าง ๆ นา ๆ

คุณเคยเจอเหตุการนี้บ้างไหม แล้วคุณรู้สึกอย่างไร...?

สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งต้องสังเวยชีวิต มาเป็นอาหารของมนุษย์ โดยที่มันก็ไม่เต็มใจเลยแม้แต่น้อย เหตุใดมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐกว่า ปริโภคเนื้อของมันไม่พอ ยังไม่ให้เกียรติ์ ในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของสัตว์เหล่านั้น

ลองนึกดูตัวเราเองบ้างจะเป็นไร สนุกอะไรหนักหนากับการกินดื่ม สนุกอะไรกับการกินซากศพของสัตว์เหล่านั้น...

มันล้มตายก็เนื่องด้วยตัณหาของมนุษย์ พญามารที่ร้ายกาจทีสุดคือ ลิ้นของมนุษย์ ผู้ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่ม นั่นล่ะ...

แล้วฝีปากของมนุษย์ล่ะ...มีไว้เพื่อขอพร ภาวนา หรือ ใช้เยาะเย้ยถากถาง สัตว์ที่ด้อยกว่ากันแน่ ถึงแม้ว่าสัตว์ตัวนั้นได้ตายแล้วกลายเป็นอาหารไปแล้วก็ตามที

วันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก ทำไมมันรู้สึกเวทนาอย่างบอกไม่ถูก จึงทำให้คิดว่า "มนุษย์หนอ มนุษย์ ต่างคนต่างสร้างเวรสร้างกรรม ทางกาย วาจา ใจ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีเบื้องต้นหรือเบื้องปลาย พอที่จะสิ้นสุดจบสิ้นได้ เพราะเหตุของความไม่รู้ในธรรมอันเป็นกุศลและอกุศลนั่นโดยแท้เชียว ….”


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://edweb.sdsu.eduมากมาย ครับ




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 สิงหาคม 2553 8:30:09 น.
Counter : 407 Pageviews.  

๒๕๗ - เรียนรู้ความหิวโหย



นานมาแล้ว สมัยยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงวัยรุ่นอย่างแท้จริง ๆ เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้โลก เป็นโลกที่สดใส หรือ กับคนที่เพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างมากมาย

แต่เวลานั้นก็ได้คำนึงถึงเรื่องบางอย่างว่า ชีวิตหังจากผ่านวัยเรียนไปแล้ว คงหมดสนุกเป็นแน่แท้ ดังนั้นหากมีเวลาว่างจากเรียน เช่น ช่วงวันหยุดยาวช่วงปิดเทอมก็พยายามชวนเพื่อนไปเที่ยวป่าเขา ลำเนาไพรเสมอ

เป็นเรื่องแปลกที่ข้าพเจ้าชอบท่องเที่ยวป่ามาก จนบางครั้งเพื่อนในกลุ่มคิดรั้นข้าพเจ้า ให้พาไปทะเลบ้าง แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงชอบป่า ชอบภูเขาอยู่ดี ไม่คิดว่าอยากไปเที่ยวทะเล เหมือนคนอื่น

ในช่วงกลางฤดูร้อนปีหนึ่ง หลังจากสอบเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เพื่อน ๆ หลายคนต่างทยอยกันเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดกันหมด ด้วยความที่เราอยากเที่ยวมาก และอยากลองเดินทางคนเดียวดูบ้าง ก็เลยคิดว่าครั้งนี้จะไม่ยอมชวนใครเดินทางไปด้วย (จริง ๆ ต่อให้ชวน ก็ไม่มีใครไปเพราะกลับบ้านกันหมด)

เขตป่าในจังหวัดสุโขทัย ยังคงเป็นที่น่าเสาะหา เพราะยังไม่เคยไปมาก่อน เพียงแต่ได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังบ้างเท่านั้น ข้าพเจ้านึกได้ก็ตัดสินใจออกเดินทางไปสุโขทัยโดยลำพัง เข้าไปนอนพักยังอุทยานแห่งชาติ ที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัด ซึ่งสมัยนั้นต้องเดินทางขึ้นรถโดยสารเกือบครึ่งค่อนวันกว่าจะถึง

ด้วยความที่ตัวเองไม่ได้วางแผนมาก่อนนั้นเอง ก็เลยทำให้ลืมซื้อเสบียงอาหารติดมาด้วย ไม่มีแม้กระทั่งน้ำเปล่า

เมื่อไปถึงอุทยาน ความคาดหมายไว้ตอนแรก ว่าต้องเจอนักท่องเที่ยวมากมาย กลับกลายเป็นว่า ข้าพเจ้าเป็นเพียงนักท่องเที่ยวเพียงผู้เดียว ที่ตั้งใจมาพักค้างคืนที่นี่ นอกนั้นเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ แบบไป-กลับ

หลังจากเสียค่าธรรมเนียมเรียบร้อย เจ้าหน้าที่แนะนำกระท่อมหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งให้ ขนาดพื้นที่ภายใน เพียงพอสำหรับนอนเพียงคนเดียว ซึ่งสำหรับข้าพเจ้าในตอนนั้น ก็นับว่าโชคดีอย่างมากมายแล้วที่มีที่ซุกหัวนอน

สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผืนป่าขนาดใหญ่ มีน้ำตกอยู่ประมาณ ๔ – ๕ แห่ง แต่ต้องเดินเข้าไปในป่าอีกหลายกิโล ข้าพเจ้าจึงเลือกเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติสั้น ๆ ตามภูเขาเล็ก ๆ ก็คงเพียงพอสำหรับบ่ายวันนั้น

มองดูตะวันก็ค่อย ๆ คล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ ข้าศึก คือความหิว ก็เริ่มสร้างปัญหาให้ข้าพเจ้า แลซ้ายมองขวาเพื่อหาร้านอาหารก็ยังไม่มีวี่แวว ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เห็นเด็กตัวน้อย ๆ มากับครอบครัว ถือขนมกิน ก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก แต่ก็ไม่หน้าด้านพอที่จะเข้าไปขอหรือแย่งขนมเด็กกิน จึงพยายามเดินกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง เพื่อหาอาหารป่า เหมือนเช่นในหนังภาพยนต์ อย่างน้อยก็มีกล้วย หรือ ผลไม้ที่พอกินได้ก็น่าจะดี แต่ทว่ากล้วยภูเขานั้น ต้นสูงชะลูดยิ่งกว่าต้นมะพร้าว อีกทั้งก็ไม่มีหวีกล้วยให้ได้เก็บเกี่ยวกินเลย

ความหิวในตอนนั้นมันรู้สึกทรมาณอย่างมาก เหมือนกับมีใครกำลังบีบลำไส้ของข้าพเจ้าให้ขาดสะปั้น ทั้งที่ก็เคยอดอาหารมาสามมื้อยังไม่หิวเท่านี้ เป็นความหิวของที่สุดในชีวิตที่เกิดมาเลยกว่าได้ เหมือนกับมีใครสักคนกำลังแกล้งทรมาณเราอย่างบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ความหิวครั้งนั้นก็ยังอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม

ทุกวันนี้หลาย ๆ ครั้งที่ทานอาหาร ข้าพเจ้ามักจะนึกความหิวโหยในครั้งนั้น เรายังมีข้าวปลากินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ บางคนกินทิ้งกินขว้าง กินโดยความไม่พอดี โดยไม่คำนึงว่าวันข้างหน้านั้น เราอาจจะไม่มีอะไรกินแบบนี้อีกก็ได้ ทั้งที่ในโลกนี้มีผู้อดอยากอีกมากมาย ที่กำลังรอความช่วยเหลือ

ทุกครั้งที่กินอาหารจึงพยายามกินหมดทั้งจาน และขอขอบคุณข้าวทุกเมล็ด อาหารทุกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยงอยู่ได้ จนถึงวันนี้




ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก

http://www.oknation.net
มากมาย ครับ




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2553 8:17:22 น.
Counter : 182 Pageviews.  

๒๕๖ - จากเสียงเบสสู่เสียงระฆัง



เมื่อวานได้ยินข่าวเพื่อนไปเที่ยวผับ ดื่มกินฉลองกันตามประสาวัยรุ่น แล้วนำเรื่องราวมาคุยแข่งกันว่า ''ใครเมาแค่ไหนอย่างไร'' ''ใครกินเยอะ กินเก่งกว่ากัน'' คุยข่มกัน หัวเราะชอบใจจนเป็นเรื่องสนุกปาก ซึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตามประสาวัยรุ่นวัยสนุก

ทั้งที่ตัวข้าพเจ้าเอง พักหลังมานี่ก็ฝีปากค่อนข้างไว จะพูดดักคอชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ แต่คราวนี้กลับรู้สึกเห็นต่างออกไป รู้สึกไม่อยากพูด แม้แต่การชื่นชมหรือติเตียนแต่อย่างใด มันทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเอง เมื่อสัก ห้า หก ปีที่แล้ว ก็เลยไม่อยากตำหนิดูแคลนคนอื่น เพราะในคราวอดีตที่ผ่าน ตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับคนเหล่านั้นเลย

อาจจะร้าย หรือหนักกว่าด้วยซ้ำไปในบางครั้ง แต่นั่นมันเป็นอดีต ปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าเราผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาแล้ว จะไม่กลับไปดื่มกิน หรือ เข้าไปในสถานที่อโคจรเช่นนั้นอีกแล้ว

ความชื่นชอบเสียงดนตรี แม้ปัจุบันก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ลดน้อยลงจากแต่ก่อนมาก ทุกครั้งที่ว่าง ๆ ก็จะเปิดเพลงฟัง แต่ก็ฟังได้ไม่นานนัก ก็รู้สึกเบื่อ ยิ่งเป็นเพลงวัยรุ่นก็ยิ่งเบื่อ รู้สึกเนื้อหาของเพลงสมัยใหม่ที่เขาแต่งมา มันให้ความหมายน้อยลงกว่าอดีตมาก ถ้าจะฟังได้ก็คงเลือกฟังเพลงเก่า ๆ มากกว่า

ข้าพเจ้าคงเริ่มแก่แล้ว อายุก็เยอะขึ้นทุกที ยิ่งนับวันก็ยิ่งรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ จึงเป็นเหตุเป็นผลของที่มา

จนกระทั่งได้มีโอกาสมาฝึกปฏิบัติและเรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า การดื่มกิน สังสรรค์ ความสนุกสนานทางโลก ก็เริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับการระวังรักษาศีลที่เพิ่มมากขึ้นจนน่ากลัว จนบางครั้งเพื่อนสนิทเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง และมักจะพาดพิงว่าข้าพเจ้าเสมอว่า "เปลี่ยนไป ยังกับหน้ามือกับหลังเท้า" ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเพื่อน ๆ เพราะคงเป็นคำพูดที่ล้อกันสนุก ๆ

ยังจำได้ดีว่าคืนหนึ่ง ถูกเพื่อนลากให้เข้าผับแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเราเคยมาสนุกกัน แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธเลือกที่จะนอนรออยู่ในรถ เกือบ ๆ สี่ ชั่วโมง ในสายตาของเพื่อนนั้นคงอึดอัดใจไม่น้อย คงรู้สึกว่า 'ไม่น่าชวนมันมาเลย' จนเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า




'จากเสียงเบสสู่เสียงระฆัง'

เสียงเบสเป็นสัญลักษณ์แทนความสุข สนุกสนานทางโลกที่เต็มไปด้วยโลกีย์
เสียงระฆังเป็นสัญลักษณ์เสียงแห่งธรรม เป็นความสุข สงบร่มเย็นทางจิตใจ

ซึ่งทั้งสองเสียงนี้ เราเองก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ย่อมมีความอ่อนไหวโอนอ่อนไปตามกิเลส(เสียงเบส)ก็เป็นเรื่องธรรมดา หากแต่เราทั้งหลายก็ไม่พึงเพิกเฉยที่จะศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมกัน หันมาฟังเสียงระฆังกันบ้าง

และหากคุณฝึกปฏิบัติธรรมไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่ง เมื่อคุณได้ยินเสียงเบส คุณก็จะได้ยินเสียงระฆังดังแทรกอยู่ด้วยเสมอ ๆ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก พี่ก๋า (ค้นหาเจอโดยบังเอิญ แสดงว่าหมื่นตานี่ดังจริง ๆ อิอิ)

http://www.bloggang.com
มากมาย ครับ






 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 8:49:49 น.
Counter : 771 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.