ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๗๐-การอุบัติของพระพุทธเจ้า



สิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นสัจธรรมความจริงที่อธิบายได้ และพิสูจน์อย่างที่ไม่มีอะไรมาคัดค้านไปได้ จนกระทั่งในยุคปัจจุบัน แต่อนิจจาการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติรอบตัวนี้ ก็เปลี่ยนแปลงให้เราเห็นรวดเร็วเหลือเกิน มารวดเร็วและมากมายเกินกว่าที่มนุษย์ทั้งหลายจะเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ ในที่สุดก็กลายเป็นความเคยชิน เราจึงต้องตกอยู่ในบ่วงแห่งความประมาทต่อไป

ยุคสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ คือ
1.ยุคที่มีความเจริญทางศีลธรรมอยู่แล้ว คือ เมื่อมนุษย์เริ่มคิดได้และประกอบคุณงามความดีกันมาก สังเกตจากอายุขัยของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น(ยุคที่เป็นขาขึ้นของศีลธรรม)
2.ยุคที่อายุของมนุษย์เกินกว่าหนึ่งแสนปีขึ้นไป เหตุเพราะไม่เห็นถึงความเสื่อมสลาย ไม่สามารถมองเห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ชัดเจน
3.ยุคที่มนุษย์มีอายุขัยต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี เหตุเพราะมีความเสื่อมทางศีลธรรมมากเกินไป คนเกิดแล้วตายมากเกินไป จนดูเป็นเรื่องปกติ หมายถึงมันปกติเกินไป จนกระทั่งยากที่จะเหนี่ยวนำให้คนมา เห็นโทษแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้

โดยสรุปยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ คือ ยุคที่บรรดามนุษย์ทั้งหลายมีความประมาทอยู่มาก และไม่สามารถน้อมนำธรรมมาพิจาณาให้เกิดมรรค ผล นิพพานได้ ถึงได้ก็มีเพียงส่วนน้อย เป็นต้น

ดังนั้นการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่สุด ในบรรดาข่าวสารทั่วไป หากแต่เราทั้งหลายกับมองไม่เห็นความสำคัญอะไรกับเรื่องนี้ เหตุนั้นก็เพราะขาดความใส่ใจในการศึกษาและทำความเข้าใจในพุทธรรม อย่างจริงจัง

ประหนึ่งชาวนายากจน ผู้ไม่รู้ว่ามีขุมทรัพย์ฝังอยู่ใต้บันได ซึ่งตัวเองใช้เดินขึ้นลงอยู่ทุกวันอย่างนั้น

มันเป็นเรื่องจริงที่น่าใจหายมาก ขุมทรัพย์คือ พุทธศาสนานี้ ไม่ได้เกิดหรือมีกันโดยง่าย หรือแม้กระทั่งใครสักคนตั้งความปรารถนาให้สามารถเกิดทัน พุทธศาสนาในกาลต่อไป หากแต่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้ประกอบในความเพียรในการกระทำกุศลกรรม ก็ยากที่จะเกิดทัน หากทันก็ไม่อาจจะทรงสภาวะความเป็นมนุษย์ได้ อาจจะกลายเป็น เดรัจฉาน หรือ สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นที่ยากต่อการอบรมสั่งสอน ซึ่งก็เป็นการตัดโอกาสของตัวเองไป เป็นต้น

วันนี้กล่าวถึงเรื่องพระพุทธเจ้า และความศรัทธาที่มีต่อพระองค์นั้นก็มากมายอยู่ แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้เกิดร่วมสมัยกัน หรือ อาจจะเคยแล้วแต่ก็ไม่สามารถระลึกได้ นั่นก็เพราะอกุศลในเบ้าตาคือ มโนจิตมันปิดบังไม่ให้เห็นชาติ ภพ ที่ผ่านมา แต่อย่างไรเสีย ก็ยังโชคดีที่ศาสนาพุทธได้สถิตอยู่ ณ ดินแดนประเทศไทยแห่งนี้ และมีผู้ปฏิบัติตามหลักวินัยที่พระศาสดาวางไว้อย่างเคร่งครัด

ขอบรรดาเหล่าเทวา และอมนุษย์ทั้งหลายที่รวมกันปกป้องศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ จงช่วยบรรดาความร่มเย็นแห่งยุคสมัย บรรเทาภัยอันตรายอันเกิดจากธรรมชาติเองก็ดี หรือ ฝีมือมนุษย์ที่หนาไปด้วยกิเลสก็ดี และคุ้มครองผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้มีศีลธรรม เพื่อให้โลกนี้สงบสุขอีกคราวหนึ่งด้วยเถิด




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2552    
Last Update : 28 มิถุนายน 2552 20:29:17 น.
Counter : 359 Pageviews.  

๑๖๙-เกมบันไดงู



สมัยที่เรายังเป็นเด็กคงเคยเล่นเกมบันไดงูกันมาบ้าง มันเป็นเกมส์สำหรับเด็กที่สนุกเกมหนึ่ง ในยุคสมัยที่เรายังไม่มีเกมคอมพิวเตอร์เข้ามาแพร่หลาย การฝึกทอดลูกเต๋าให้ได้แต้มที่เราต้องการ เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง และจะสะใจทุกครั้งที่เกมจบลงแล้วเราเป็นผู้ชนะ ซึ่งไม่ต่างอะไรกบเกมการแข่งขันทั่วไป

แต่ท่านที่เคยเล่นและลองสังเกตดูว่าในช่วงที่เราจะถึงเส้นชัยนั้น มักจะมีกับดักร้ายแรงรอเราอยู่เสมอ เช่น ก่อนจะถึงเส้นชัยประมาณหนึ่งช่อง จะมีบันไดพาดให้เราตกไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง วนเวียนอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่าเราจะสามารถจบเกมได้

หรือบางช่วงของการเดิน สามารถก้าวข้ามขั้นขึ้นบันได ไปได้อีกหลายช่อง ขึ้นอยู่กับแต้มที่เราโยนได้ในแต่ละครั้ง สิ่งเหล่านี้เหมือนจะเป็นการสอนเราอยู่ในตัวตั่งแต่เด็ก ว่าชีวิตเราเกิดมาก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมบันไดงู บางช่วงบางคราวเราเดินทางดี ก็ประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีสถานะทางการเงิน สังคมดี แต่บางครั้งบางช่วงการเดินก็อาจจะมีเหตุทำให้เราต้องประสบกับความทุกข์ยากได้เช่นกัน

นี่คงเป็นการสอน เป็นอุบายของคนคิดเกมที่สามารถแฝง และมีแง่มุมของความเป็นจริงของชีวิตซ่อนอยู่ แล้วแต่ใครจะยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เห็นกัน

คงเป็นตัวอย่างเล็กที่เราสามารถหาเทียบเคียงได้ในชีวิตประจำวัน แต่หากเราลองเปรียบเทียบการเดินเกมที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

สังสารวัฏอันเป็นสนามแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์นั้น ไม่ต่างอะไรกับเกมบันไดงู แต่ผู้เล่นที่อยู่ในโหมดปกติ จะไม่มีสิทธิ์ในการทอดลูกเต๋า ทุกย่างก้าวที่เขาเดินจะเป็นความคิดและการตัดสินใจของเขาเองด้วย ชีวิตของเขาติดข้องวนเวียนอยู่ภายในเกมส์ที่ซับซ้อน และยาวนานเกินไป นานจนเราลืมจุดหมายปลายทาง หรือแม้กระทั่งเส้นทางที่ผ่านมาในอดีต

การเดินทางแต่ละครั้งนั้นมีกับดัก รอเราอยู่เสมอ ทุก ๆ อย่างก้าวเป็นไปด้วยกับดักที่ฉาบทาไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นไปเพื่อความใคร่และความติดข้องอยู่ในเกม ทำให้เราบางครั้งเราลืมจุดหมายปลายทางไปเสียสิ้น กับดักเหล่านี้เองที่เป็นตัวฉุดดึงทำให้เราต้องตกบันได และเริ่มต้นเกมส์ใหม่อีกครั้ง อย่างไม่มีวันจบสิ้น

เส้นทางที่ก้าวเดินไปในเกมแต่ละก้าว จริงอยู่บางครั้งก็มีหลุมพรางทำให้เราพลัดตกไปได้ง่าย แต่ในกลไกแห่งเกมมันก็ไม่ได้ สร้างความทุกข์ให้กับเราเสมอไป บางช่วงบางเวลาก็จัดสรรความสุขอันชั่วคราวมาตอบสนองให้ เพื่อหลอกล่อให้บรรดาผู้เล่นยังคงสนุกที่จะเล่นเกมต่อไป นี่เองที่เป็นเล่ห์กลของสังสารวัฏซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้นำมาอธิบาย เพื่อให้เหล่าสาวกที่ปรารถนาความหลุดพ้นเข้าใจกัน และเพื่อทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อความเป็นมายา ที่ถูกสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นจากเกมบันไดงูแห่งวัฏสงสารนี้ครับ





 

Create Date : 25 มิถุนายน 2552    
Last Update : 25 มิถุนายน 2552 21:45:27 น.
Counter : 5843 Pageviews.  

๑๖๘-สิ่งมีชีวิตนอกใจ




เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรม ยังมีมากมายนัก แต่ถึงจะอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการพิจารณากาย และ ใจ สองสิ่งเท่านั้น สิ่งมีชีวิตนอกใจ ไม่ได้หมายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคู่ สามีภรรยา อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่สิ่งมีชีวิตนอกใจก็คือ สิ่งทั้งหลายทั้งมวลที่อยู่รอบกายของเรา ซึ่งหมายรวมเอาเพียงสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า"คน"ก่อน

คนเรามักจะมองเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเป็นที่ตัดสินอยู่เสมอ เมื่อเกิดเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น น้อยคนที่จะยอมรับในความผิดของตัวเองก่อน มักจะกล่าวโทษฝ่ายที่เป็นมนุษย์ตรงข้ามเสมอ แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายที่ผิดก็ตามที สิ่งเหล่านี้เป้นความเห็นแก่ตัวที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน

สิ่งมีชีวิตนอกใจ เป็นการรู้จักพิจารณาชีวิต ความต้องการ และตัณหา ราคะ ของผู้อื่น เพื่อให้นำมาเปรียบเทียบกับจิตใจของเรา เพื่อให้เรารู้ว่า ในวันหนึ่ง ๆ เราต้องการอะไร คนอื่นก็คงต้องการไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น ขึ้นรถเมล์ เราต่างต้องการที่นั่ง คนอื่นก็ต้องการที่นั้งไม่ต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่งหากท่านทั้งหลายเคยฝึกแนวทางปฏิบัติตามหลักแห่งสติปัฏฐาน ๔ มาบ้างแล้ว ก็มักเคยได้ยินการพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง ซึ่งอยู่ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปของร่างกายอันเป็นของไม่น่ายินดี ไม่น่าใคร่ แม้กายของตัวเองไม่อาจจะยึดติด เช่นเดียวกับกายภายนอกอันเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งจะเอาสิ่งใดมายึดติดได้

เรื่องราวเหล่านี้เป็นองค์ธรรมซึ่งต้องใช้ สติ และปัญญามาพิจารณากันมาก เพียงแต่ผู้เริ่มต้นนั้นไม่อาจจะที่น้อมใจให้พิจารณาหรือ คิดตามได้ ก็เพราะธรรมที่พระศาสดากล่าวไว้แล้วนั้นเป็นของยาก เป็นของบัณฑิต ที่รู้จักหมั่นพิจารณาใคร่ครวญ มิใช่ของสาธารณะที่ใครจะเข้ามาหยิบฉวยไปพิจารณาแล้ว บรรลุธรรมได้เลยในทันที

หากแต่ทุกอย่างต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "เวลา" ในการบ่มฟักทั้งสิ้น


การรู้จักพิจารณาความปรารถนาและกิเลสตัณหาของผู้อื่น ก็ทำให้เราท้อแท้เหนื่อยหน่าย ได้ง่าย ๆ เช่นกัน ชีวิตมนุษย์นี้จะเอาอะไรกันมากมายหนอ
มีอย่างนี้แล้วก็ยังปรารถนาสิ่งอื่นอย่างไม่จบไม่สิ้น ได้ดวงจันทร์ แล้วก็จะเอาดาวอังคาร ดาวพุธ ไปเรื่อย หรือแม้กระทั่งจักรวาลนี้ทั้งจักรวาล ก็ไม่อาจจะถมความปรารถนาของมนุษย์ให้เต็มให้พร่องได้เลย

นี่แหละโบราณท่านจึงเรียกมนุษย์นี้ว่า คน คือความที่มัน คละคน กันด้วยความเห็นผิด ความโลภ กิเลสตัณหา นานาประการ โดยแยกแยะเอาดีเลวไม่ออก เขาจึงเรียกว่า "คน"

อีกความหมายหนึ่งของสิ่งมีชีวิตนอกใจ ก็คือกายของเรานั่นเอง จิตที่อาศัยกายเป็นที่อยู่ที่อาศัย เป็นเรือนพักชั่วคราว เป็นเหมือนกับนักเดินทางที่อาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลทราย ถึงเวลาย้ายที่อยู่ใหม่เมื่อพายุทะเลทรายพัดพาให้เกาะสูญหายไป นี่แหละเรือนกายอันเป็นที่พักพิงที่อยู่ที่ชั่วคราว ไม่นานก็ต้องสูญต้องขาด ต้องเสื่อมสลายไปเมื่อถึงเวลา

เราจะหาสาระอะไรได้บ้างกับกายอันเป็นที่มีชีวิตที่อาศัยของจิตนี้ เรายังปรารถนา ดิ้นรนค้นหา สิ่งใดมาตกแต่งเรือนร้างว่างเปล่าที่กำลังผุพังนี้อีก แล้วกายอันเป็นสิ่งมีชีวิตอกใจจะถูกใช้ประโยชน์อันเป็นประโยชน์อย่างสุดด้วยประการใดบ้างเล่า มีใครจะตอบคำถามเหล่านี้ได้บ้างไหม หรือต้องรอให้เรือนว่างนี้ต้องสูญสลายไปก่อน แล้วค่อยพิสูจน์กันอีกที




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2552    
Last Update : 22 มิถุนายน 2552 20:28:30 น.
Counter : 211 Pageviews.  

๑๖๗-อดีตที่ค่อย ๆ เลือนหายไป




ข่าวกำหนดพิธีแต่งงานของเพื่อนสาวคนสนิทของข้าพเจ้า มีมานานก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้ว ก่อนที่ข้าพเจ้าและเธอผู้นั้นจะมาสนิทกันได้ ก็เป็นเรื่องราวความรักที่ยาวนานฝังใจมาก กว่าที่ข้าพเจ้าจะตัดใจยอมรับเขาในฐานะเพื่อนได้ ก็ใช้เวลาที่ผ่านมาหลายปีทีเดียว แต่อย่างน้อยเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก สามารถเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้กันฟังได้เสมอ ๆ เมื่อต่างคนได้ประสบเรื่องราวทุกข์ใจ สิ่งนี้มันมีค่ามากกว่ากว่าการที่เราได้ครอบครองใครสักคนตลอดกาลอีก

แน่นอนมันถึงเวลาที่จะใช้คำพูดของเพื่อนพระเอกที่ว่า "เป็นเพื่อนกันนี่แหละดีที่สุด”

มาถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็บอกกับตัวเองได้อย่างมั่นใจว่า เราเป็นเพื่อนกัน และยินดีที่เพื่อนได้เป็นฝั่งเป็นฝาคราวนี้ ข้าพเจ้ายินดีที่เธอได้เจอคนที่เหมาะสมที่จะดูแลกันไปทั้งชีวิต เธอก็ได้เจอคนที่มีค่าในสายตาของเธอไปแล้ว

แต่ข้าพเจ้าเองก็ได้พบได้เจอสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นอีก นั่นคือธรรมของพระพุทธเจ้า แม้เรื่องราวจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย ระหว่างความสุขทางโลกกับความสุขทางธรรม มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่คนเรามักจะเอามาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ ๆ และมักจะมองความสุขแต่เพียงด้านเดียว นั่นคือการปรุงแต่งและสัมผัสจากภายนอก แต่ธรรมที่เป็นของละเอียดเป็นความสุขที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งแต่อย่างใด ดังนั้นมันจึงเอามาเทียบกันไม่ได้ มันสวนทางกันกลับความเข้าใจและแรงปรารถนาทางโลกนั้น ๆ

“ฉันเชื่อว่าทุกชีวิต ต้องเดินทางเข้าสู่นิพพานในสักวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้ เดือนนี้ หรือแม้กระทั่งชาตินี้ ” เธอคนนั้นกล่าวไว้ ซึ่งก็นานหลายปีแล้ว แต่มันยังจำคำพูดเหล่านั้นได้อยู่ เราโต้เถียงกันในเรื่องธรรมอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยคบกันมา

ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดชักนำเธอได้อีกต่อไป ในเมื่อความเห็นของเธอนั้นเป็นเช่นนี้ ซึ่งก็นับว่ายังอุ่นใจอยู่บ้างที่ยังเห็นว่านิพพานมีจริง ซึ่งเธอก็คงจะได้มันในอนาคตกาลข้างหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะทำนายได้ แต่ในความเห็นของข้าพเจ้าแล้วมันต่างออกไป มันเข้มข้นกว่ามาก และปรารถนาการจบภพชาติ ในชาตินี้ แม้หนทางที่ว่านี้ ใครหลาย ๆ คนจะบอกว่า

"ประตูมันปิดไปแล้ว มรรค ผล นิพพาน ยุคนี้มันปิดไปแล้ว ไม่มีโปรโมชั่นของพระพุทธเจ้าอีกต่อไปแล้ว" ซึ่งใครจะว่าอย่างนั้นก็ตามทีเถอะครับ ตัวเราเองก็ยังดื้ออยู่และจะพิสูจน์ให้ได้ในชาตินี้

ซึ่งมีตรงกันข้ามกับเธอผู้นั้น ที่ปรารถนาการมีครอบครัว มีความสุขอยู่ตามอัตตภาพแบบที่มนุษย์โลกเขาทำกัน ไม่บ้าบิ่นหลุดโลกเหมือนข้าพเจ้า ซึ่งผู้อ่านหลาย ๆ คนคงคิดเช่นกัน

อีกอย่างหนึ่งเพศที่เป็นหญิงก็ลำบากพอสมควรในการปฏิบัติธรรมในขั้นปรมัตถบารมี หรือแบบเอาเป็นเอาตายในอนาคต (แต่ผู้หญิง ก็มีทำได้หลายคน) เช่นการออกธุดงด์ หรือ การอยู่ผู้เดียวในที่เปล่าเปลี่ยว รกร้าง ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่สมควรแก่เหตุ แต่จะว่าไปข้าพเจ้าเองก็คิดไปข้างเดียว ใครเขาที่อยากจะทำอย่างนั้นกัน จึงเป็นเรื่องฟุ้งซ่านไปตามเหตุปัจจัย(+๕๕๕)

นี่เองเป็นอดีตที่ค่อย ๆ ลบเลือน เป็นอดีตที่เราเคยมีความรักกับใครสักคนแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่บัดนี้มันได้กลับกลายมาเป็นความรักอีกประเภทหนึ่ง ความรักในการปรารถนาช่วยเหลือให้คนรอบข้างมีความสุขในภพชาติข้างหน้า แม้นิพพานเธอจะไม่ได้ปรารถนาในชาตินี้ แต่ก็ขอให้เธอได้สวรรค์ในชาติต่อไปก็เพียงพอแล้ว และหากธรรมที่เคยสนทนากัน มีโอกาสได้ติดแน่นอยู่ในสัญญาขันธ์บ้าง ภพหน้าฟ้าใหม่ก็ขอให้เธอได้ถึงซึ่งนิพพานเร็ว ๆ กัปป์* ด้วยเถอะครับ






 

Create Date : 20 มิถุนายน 2552    
Last Update : 20 มิถุนายน 2552 19:52:59 น.
Counter : 205 Pageviews.  

๑๖๖-เรื่องหวย ๆ




วันสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวัน มีหตุการณ์บ้านเมือง และเรื่องราวความวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน และไม่รู้ว่าจะจบลงกันเมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย ต่อให้เราเกลียดกันมากเท่าไหร่เราก็ยังต้องอยู่ ยังต้องเจอ ยังต้องเผชิญหน้ากันอยู่ และร่วมทุกข์สุขด้วยกันภายใต้ ดินแดนขวานทองแห่งนี้

วันหยุดแม้จะเป็นที่ปรารถนาของใครต่อใครหลาย ๆ คน ข้าพเจ้าเองก็ต้องการวันหยุดมาก ๆ เช่นกัน การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ แม้จะดูว่าไม่มีอะไรแตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านมา จะต่างก็เพียงว่าข้าพเจ้ามีเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปด้วย ทำให้เวลาขับรถก็ผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้บ้าง

ในตอนแรกตั้งใจจะแวะนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาแต่เนื่องด้วยอะไรก็ไม่ทราบทำให้ข้าพเจ้า ตัดสินใจยกเลิกการกำหนดการดังกล่าวและมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว

การจราจลในช่วงนี้ไม่ค่อยติดขัดนัก อาจจะเป็นเพราะมีวันหยุดก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้างแล้ว ทำให้ลดจำนวนความหนาแน่นของรถบนท้องถนนไปได้บ้าง

จากการเปลี่ยนแปลงกำหนดการที่จะแวะไปนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี ข้าพเจ้าเลือกที่จะแวะไปวัดป่าแห่งหนึ่ง เพื่อไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่แทน เพราะนี่ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้แวะมาเยี่ยมที่วัดเลย การงานในกรุงเทพฯ ก็ยุ่งบีบรัดตัวเองอย่างมากมาย ทำให้เรารู้สึกมีเวลาว่างให้กับศาสนา วัดวาน้อยลง แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่ามีเวลามากกว่าคนอื่นแน่นอน

เส้นทางที่เข้าวัดยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ดินลูกรังสีแดงสด ฟุ้งกระจายไปตามเส้นทางที่รถผ่าน
อาจจะมีถนนคอนกรีตบ้างในช่วงสั้น ๆ ซึ่งก็นับว่าคงจะดีกว่าแต่ก่อนหน้านี้มาก บรรยากกาศรอบข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี เพราะได้กลิ่นไอฝนมาหลายวัน แม้ว่าผืนป่าข้างทางจะดูไม่หนาแน่นมากนัก แต่ก็นับว่ายังหลงเหลือธรรมชาติ ความร่มรื่นให้เราได้สมผัสกัน

ข้าพเจ้านำรถมาจอดในที่เดิมที่เคยจอดในปีที่แล้ว ครูบาพระหนุ่มคนเคยรู้จักกันเดินตรงมาทักทายต้อนรับ ข้าพเจ้าสนทนากับท่านอยู่นานพอสมควร ไตร่ถามสาระทุกข์กันบ้างพอสมควร ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่ท่านยังจำข้าพเจ้าได้

บรรยากาศที่วัดดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนินเขาเตี้ย ๆ ถูกปรับพื้นที่เพื่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม มีกุฏิรูปร่างแปลกตาผุดขึ้นมา เนื้อที่วัดมีอาณาเขตเพิ่มมากขึ้น สระน้ำหน้าวัดถูกลอกเพื่อสร้างและตกแต่งพื้นที่ใหม่ และนี่เองจึงเป็นที่มาของเรื่องราวของชาวบ้านกับต้นตะเคียนยักษ์ และหวย

ก็บังเอิญมีตอตะเคียนขนาดใหญ่ จมอยู่ก้นสระ เมื่อมีการลากขึ้นมาข้างบนก็มีนักข่าวมาทำข่าวกันหลายสำนัก และสิ่งที่ติดตามมาก็คือบรรดาชาวบ้านผู้มีอาชีพทำหวยกันนั่นเอง แม้เรื่องราวจะผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนแต่ กลิ่นไอแห่งความตื่นหวยยังไม่ขาด

มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมมารอ หลวงปู่ตั่งแต่เช้า เพื่อจะให้หลวงปู่บอกใบ้หวย ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็ได้แต่นั่งถอดใจ และปรึกษากันกับครูบาพระหนุ่ม

"บุญ บารมีไม่รู้จักสร้างสมกัน เทวดาที่ไหนจะมาช่วยเหลือได้ นานั้นตัวเองไม่ได้หว่าน ไม่ได้ปลูกแล้วมาชุบมือเปิบ เก็บเกี่ยวเอา มีที่ไหนเขาจะให้กัน"

แม้ครูบาพระหนุ่มจะพูดกันรุนแรงพอควรแต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านสำนึกได้ พวกเขายังคงรอคอยอยู่อย่างนั้น ด้วยความหวังที่จะเก็บเกี่ยวในสิ่งตัวเองไม่ได้หว่านขึ้นมา ข้าพเจ้าฟังแล้วก็เห็นตามอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องราวของคนขอหวยกับพระ ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก แม้พระผู้สอนธรรมจะสอนอย่างไร ก็ไม่อาจจะเข้าถึงจิตถึงใจของชาวบ้านได้เลยแม้แต่น้อย

มันจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจดีแท้หนอ




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2552    
Last Update : 16 มิถุนายน 2552 21:10:22 น.
Counter : 345 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.