ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๐๘๐-เหตุผลของความรัก



เราสามารถหาเหตุผลได้อย่างมากมายจากความรัก ขึ้นอยู่กับแง่คิดและมุมมองของคุณที่ได้ประสบมา แต่นั่นมันไม่มีคำว่าผิดหรือถูก เหมือนเคย
สามปีมาแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าชอบตั่งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แม้ว่าเราจะคุยกันบ้างทางโทรศัพท์ แต่ด้วยเหตุของสังคม งาน หรืออะไรบางอย่าง มันได้ทำให้้เราต้องเบนเข็มห่างจากันไปเรื่อย ๆ
ไม่มากนักที่จะมีความรู้สึกดี ๆ กับใครสักคน และไม่มากนักที่ข้าพเจ้าจะรู้สึกรักใครสักคน ถ้าเป็นแ่ง่มุมของพระพุทธเจ้า ท่านก็คงบอกว่าเคยร่วมกันสร้างบารมี มาแต่ในอดีตชาติ แต่แรงกำลังแห่งบารมีนั้น มันส่งผลไม่ถึง และไม่แรงพอที่จะทำให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกัน หรือครองคู่กันแบบคนอื่น ๆ จึงกลายเป็นว่าเราเป็นคน

อกหัก…นั่นแหละ มันเจ็บปวดเสมอสำหรับวัยรุ่น มันแสดงถึงความผิดหวัง พลาดหวัง ความล้มเหลวในความรัก โลกทั้งโลกมันหวุนเคว้ง กลับตาลปัตร สิ่งที่วาดฝันไว้แบบเด็ก ๆ ได้พังทลายลงอย่างไม่เหลือซาก

แต่ถึงอย่างไรตอนนั้น ข้าพเจ้าก็ยังมีความหวังอยู่ ได้แต่รออยู่ภายในใจลึก ๆ หวังว่าโอกาสนั้นคงกลับมาหาตัวเราเองบ้าง แม้จะได้แค่คำว่าเพื่อนสนิท…ก็ตาม การได้เป็นเพื่อนสนิทก็ไม่เลวมากนัก อย่างน้อยเราก็ได้คุยได้ปรึกษาหารือกัน แบบไม่ต้องเกรงใจในความรู้สึกของกันและกัน ไม่ต้องมีการง้อ ไม่ต้องมีการวิตกว่าจะถูกใจ หรือผิดใจกัน ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้เราได้คบกันได้อยู่อย่างสนิทใจ

ข้าพเจ้ามักจะถามปัญหาตัวเองอยู่เสมอว่า ยังรักเขาอยู่ใช่มั้ย คำตอบก็คือ ‘ใช่’ ข้าพเจ้าถ้าได้รักใครแล้วก็จะรักตลอดไป ซึ่งก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน หลายต่อหลายครั้งที่มีคนมาบอกว่า เธอเป็นคนไม่ดี เจ้าชู้ ไม่คู่ควรที่จะเป็นแม่ของลูก แต่ข้าพเจ้าก็รับฟังและพยายามมองข้ามสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายแหล่ นั่นไปอย่างไม่ใยดี การชอบใครสักคน ถ้าเรามัวแต่มองหาประเด็นในข้อเสียของเขาอยู่ตลอดเวลา นั่นก็แสดงว่าคุณจะไม่มีคนรักเลย การมองโลกหรือคนในแง่ดี เป็นนิสัยที่ติดตัวข้าพเจ้ามาตั่งแต่เด็ก และมันได้ช่วยให้ชีวิตของข้าพเจ้าสงบขึ้นมากจนถึงปัจจุบันนี้

สองปีที่แล้วเธอวางแผนจะแต่งงานกับแฟน นั่นเป็นข่าวดี หรือข่าวร้ายสำหรับข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ยังไม่แน่ใจนัก ข่าวดีคือเธอจะได้เจอคนที่คู่ควรและสร้างอนาคตด้วยกัน ข่าวร้ายคือความหวังลึก ๆ ของข้าพเจ้าต้องดับสนิทอย่างไม่มีวันต่อขึ้นมาติดอีก ชาตินี้เราคงเป็นได้แค่เพื่อนกันจริง ๆ มันเป็นความผิดของข้าพเจ้าเองที่ไม่ได้เรียนรู้ความรักให้ดีพอ ไม่ได้เอาใจใส่เขามากพอตั่งแต่ต้น หรือมันเป็นเพราะอะไรกันแน่

ปฏิบัติธรรม?...
เมื่อข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติธรรม นั่นไม่ใช่เหตุผลของความรักเป็นส่วนชักนำ แต่เหตุผลอันใหญ่คือความอิ่มจากความสุขในทางโลก อยากไขว่ขว้าสิ่งที่ยั่งยืนกว่านั้น และวันหนึ่งข้าพเจ้าก็อาจจะค้นพบความรักที่แท้จริงก็เป็นไปได้

จนในที่สุดก็มีคำตอบบางอย่างขึ้นมา มันเป็นความรู้สึก ที่บอกไม่ได้อธิบายไม่ถูก ว่าเราเกิดมาครั้งนี้ไม่ได้มาสร้างครอบครัว ไม่ได้มาสร้างความสุขให้แก่เฉพาะตนเอง คนที่เราเจอ คนที่เราพบที่ผ่านมานั้น เป็นคนที่มีความสัมพันธ์ กันมาก่อนในอดีตชาติทั้งนั้น สายใยแห่งความผูกพันนี้มันไม่อาจจะตัดให้ขาดด้วยวัตถุใด ๆ ในโลก นี่เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทำไมข้าพเจ้าเจอหน้าเธอครั้งแรก ถึงได้รู้สึกรักขึ้นมาอย่างไม่อาจจะตัดใจได้(ในตอนนั้น)

การศึกษาธรรมะมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้ค้นพบแง่มุมบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติไปจากโลก ข้าพเจ้าเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายได้เป็นคำพูดหรือตัวอักษร ข้าพเจ้าสงสารแม้กระทั่งหมาข้างถนน แมว แมลงสาปที่น่าเกลียด ด้วงในดินร่วน ผีเสื้อ หอย แมลงปอ แม้แต่หมาตาย ข้าพเจ้าเตรียมจะเอาไปฝัง บนศพของมันมีมดแดงขึ้น ข้าพเจ้ายังต้องเอามดออกก่อน เพราะทราบดีว่า เราต่างรักชีวิตของเรา มดก็รักชีวิตของมันเช่นกัน

การเข้าใจความรักในมุมนี้เองจึงเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้เข้าใจเรื่องราวของชีวิตเพิ่มเติมมากขึ้น การพยายามถอดรหัสชีวิต ถอดรหัสความรัก และการดำเนินชีวิต ทุกอย่างมันเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

เมื่ออาทิตย์ก่อน(ปลายเดือนกันยายน ๕๑) เธอคนนั้นโทรมาและนัดกับข้าพเจ้าไปกินข้าวด้วยกัน พร้อมกับแฟนของเธอ ตามธรรมดาแล้วข้าพเจ้าก็น่าจะปฏิเสธ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เจอกันมานานถึงสามปี จึงอยากเจอหน้าบ้าง อย่างน้อยก็จะได้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกันและกัน

วันนั้นเองก็ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า เขาทั้งสองคนคือเนื้อคู่กัน เขาทั้งสองนั้นเหมาะสมกันอย่างมาก ข้าพเจ้าเองกลับรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้เห็นคนที่ข้าพเจ้ารักมีความสุข ความรู้สึกนี้มันประหลาดดีแท้ มันเป็นความหวังดีที่ออกมาจากใจ ไม่ได้เป็นความอิจฉาริษยาเหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าก็อวยพรให้โชคดีกันทั้งคู่ หากแต่งงานเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะไปอย่างไม่ลังเลใจ ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าก็คงต้องหันหลังให้กับเส้นทางแห่งความรักแบบโลก ๆ และมุ่งหวังกับความรักอันเป็นนิรันดร์ ตามแนวทางของพระศาสดาท่านวางไว้ แม้ว่าวันข้างหน้าจะมีอุปสรรคขวางกั้นมากมายเท่าไหร่ก็ตาม




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2551    
Last Update : 13 ตุลาคม 2551 8:14:03 น.
Counter : 208 Pageviews.  

๐๗๙-การเดินบนเส้นลวด…เส้นที่ ๒(เรียนรู้วิธีเดิน)



การได้เกิดเป็นมนุษย์เปรียบเหมือนการได้ตั๋วใบหนึ่ง ที่จะนำพาเราไปสู่แดนแห่งความสุขสงบอันถาวร ตั๋วใบนี้มันไม่ได้มาอย่างง่าย ๆ เลยท่านทั้งหลาย ต้องใช้ความ มานะ อุตสาหะ พากเพียร มาแล้วหลายต่อหลายชาติ กว่าเราจะได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ธรรมชาติเองกลับเล่นตลก มันได้ปิดบังสิ่งที่สะสมมาแล้ว ไม่ให้เรารู้ ไม่ให้เราเห็น จึงทำให้เราต้องเดินทางผิด วนกลับมายังจุดเริ่มต้นใหม่ จนนับครั้งไม่ถ้วน

มีชายผู้หนึ่งยื่นตั๋วใบใบเล็ก ๆ ให้ข้าพเจ้า บอกว่า
“นี่เป็นตั๋วแห่งความเป็นมนุษย์ คุณได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว”
ข้าพเจ้าคว้าตั๋วมาไว้ในมืออย่างลังเล
“ผมไม่อยากเป็นมนุษย์…เพราะที่อยู่ในปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว” ข้าพเจ้าตอบ
“คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป คุณต้องเลือก ถ้าไม่เป็นมนุษย์ คุณก็ต้องกระโดดลงเหว กลายร่างเป็นสัตว์นรก แล้วปีนขึ้นมาใหม่ …จะเอายังไง” น้ำเสียงของชายคนนั้นดูจริงจัง

ข้าพเจ้าถือตั๋วไปนั้น เดินก้มหน้าไปตามทางเดินระหว่างหุบเขาแคบ ๆ เบื้องหน้าของข้าพเจ้าปรากฎเป็นหุบเขาขนาดใหญ่ มีเส้นลวดที่สั่นไหวไปมาด้วยแรงลม พาดผ่านถึงกันเป็นจำนวนมาก

เมื่อก้มหน้ามองไปด้านล่าง ก็พบแต่ความมืดมิด ดูไม่ออกเลยว่าหุบเหวนี้ลึกประมาณเท่าใด บางช่วงข้าพเจ้าก็ตกใจกับเสียงกรีดร้อง โหยหวนอย่างทรมาณดังขึ้นมาจากหุบเหวเบื้องล่างนี้ เป็นอันเข้าใจว่าหากมีใครสักคนตกลงไป คงต้องทรมาณ อย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

“ทำไงดี…” ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลอีกครั้ง

จะเดินกลับหลังไปก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะหนทางที่ผ่านถูกความมืดปกคลุมหมด หากเดินผิดทางก็ต้องตกเหวตายแน่นอน
ความมืดมิดที่ไล่หลังมาบีบบังคับให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป

“คุณคะ…ขอดูตั๋วหน่อยค่ะ” หญิงสาวร่างเล็ก น่าตาน่าเอ็นดู ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน
จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจนิดหน่อย เมื่อรวบรวมสติได้ จึงค่อยส่งตั๋วใบเล็ก ๆ นั้นให้เธอไป
“ยอดไปเลย คุณได้ตั๋วมนุษย์” หล่อนพูดอย่างชื่นชม
“มันมีอะไร พิเศษนักหรือครับตั๋วใบนี้…”ข้าพเจ้าถามอย่างสงสัย
“คุณคงนอนหลับนานไปเกินไปแล้วมั้ง ฉันจะทบทวนความจำให้นะคะ”หล่อนพูด
ข้าพเจ้าพยักหน้ารับ

“ตั๋วใบนี้เรียกว่าตั๋วมนุษย์ เป็นตั๋วพิเศษที่ไม่ค่อยมีใครได้กันมากนัก คุณจะต้องถือตั๋วใบนี้และต้องเดินไปบนเส้นลวดที่เห็นข้างหน้านี้ หากคุณผ่านไปได้คุณจะได้รับรางวัลคือสถานที่พักผ่อน ตามกำลังความสามารถของคุณเอง หากคุณพลาดคุณจะต้องตกเหว และใช้กำลังกายทั้งหมดปีนขึ้นมาเพื่อชิงตั๋วมนุษย์ใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาหรอก เพราะมันจะนานมากจนกระทั่งคุณลืมมันไปเลยทีเดียว

ดังนั้นฉันจึงมาที่นี่ มาเพื่อแนะนำคุณยังไงล่ะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ ที่ฉันจะแนะนำได้ บางคนก็ไม่ยอมฟัง บางคนก็ฟังแต่ไม่ใส่ใจ คนที่ใส่ใจจริงนั้นก็ได้รางวัล คือสถานที่พักผ่อน ที่ยาวนานเลยทีเดียว ” หล่อนอธิบาย

“แล้วผมต้องทำไงครับ…”
“คุณมีหน้าที่คือประคองตัวเองไม่ให้ตกเหวเท่านั้นเอง…ง่ายมั้ยคะ” หล่อนหัวเราะเบา ๆ
“คุณแนะนำทุกคนที่ผ่านมาแค่นี้หรือ” ข้าพเจ้าสงสัย
“บางคนก็มากกว่านี้คะ แต่สำหรับคุณ...ฉันว่าน่าจะพอช่วยได้”
“ยังไงครับ…”
“การเดินบนเส้นลวดให้ผ่านนั้น สำคัญอยู่ที่สติคะ คุณต้องมีสติตลอดเวลา บางครั้งเส้นลวดจะสั่นไหวไปตาแรงลมบ้าง คุณต้องไม่ขาดสติ รักษาการเดินไว้ให้มั่น บางช่วงคุณสามารถหยุดพักได้นะคะ ตามเกาะแขนงต่าง ๆ มีที่พักและอาหารสำหรับคุณอย่างเหลือเฟือ แต่ก็นั่นแหละคะ ถ้าคุณมัวเพลิดเพลินกับอาหาร ตั๋วคุณจะหมดอายุเสียก่อน ถึงเวลานั้นคุณก็ต้องพลัดตกเหวไป นี่เป็นกติกาสากลค่ะ…”เธออธิบายอย่างชำนาญ
“แล้วถ้าผมผ่านไปได้ละครับ ผมจะได้อะไร…”
“คุณก็จะหยุดวงจร แห่งการเดินทางอย่างถาวร ไม่มีหุบเหว ไม่มีเส้นลวด และไม่ต้องปีนป่ายอีกต่อไป ฉันคงอธิบายคุณได้แค่นี้ค่ะ…” เธอรีบตัดบทเมื่อรู้ว่าพูดมากเกินไปแล้ว
“แค่นี้เองหรือครับ ผมยังไม่ค่อยมั่นใจเลย…”
“หมดเวลาสำหรับฉันแล้วค่ะ นี่ตั๋วของคุณ…”หล่อนยื่นตั๋วคืนให้ข้าพเจ้า
“โชคดีกับการเดินทางน่ะคะ”
“เอ่อ…เดี่ยวก่อนครับ…คือผม” ข้าพเจ้าพยายามจะถามอีกสักสองสามคำถาม แต่ภาพหญิงสาวคนนั้นกำลังเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา

“จำไว้อีกอย่างนะคะ พยายามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอครั้งละแปดก้าว แล้วหยุดพักนิดหนึ่งทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็ถึงเอง” เสียงของเธอแนะนำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากไปเหลือเพียงความว่างเปล่า

ข้าพเจ้ามองไปที่เส้นลวดขนาดใหญ่ข้างหน้า มันมีขนาดใหญ่พอดีกับเท้าข้างเดียวของข้าพเจ้า ในมือยังคงกำตั๋วไว้แน่น พยายามเดินไปอย่างไม่รีบเป็นจังหวะ ครั้งละแปดก้าวแล้วหยุดพัก แล้วค่อยเดินใหม่ พยายามคองสติให้อยู่กับตัวเองเสมอ

บางช่วงมีลมพัดมา ทำให้เส้นลวดเกิดอาการสั่นไหว จนข้าพเจ้าขาดจากสติ และก้าวผิดจังหวะ ลำตัวเอนไปด้านข้างเกือบจะตกจากเส้นลวด แต่ก็สามารถทรงตัวให้กลับมายังตำแหน่งเดิมได้ นี่เป็นเรื่องหวาดเสียวเรื่องแรก ของการเดินทางบนเส้นลวดเส้นนี้ ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีเหตุการณ์อะไรรออยู่อีก




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 17:17:31 น.
Counter : 227 Pageviews.  

๐๗๘-การเดินบนเส้นลวด…เส้นที่ ๑(ติดสุข)



การดำเนินชีวิตประจำวันของเราทั้งหลายนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเดินบนเส้นลวด ที่ขึงพาดระหว่างหุบเหว ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็ขอรับรองว่ามันไม่ไกลจากความเป็นจริงมากนัก
ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายผู้มีความประมาทอยู่ อบายภูมิ ๔ จึงเป็นที่มั่นหมายของสัตว์เหล่านั้น
ถ้าถามว่าเขาเหล่านั้น มีความผิดด้วยหรือ ทำไมกฎแห่งกรรมจึงได้ลงโทษ รุนแรงต่อการกระทำของเขาเหล่านั้นอย่างไม่ปราณี

ในแง่นี้ ข้าพเจ้าเชื่อทุกชีวิตเกิดมาไม่มีใครผิด หรือ ถูก มีแต่คนที่รู้และไม่รู้เท่านั้นเอง
การรู้คือรู้ทกข์ และไม่รู้คือไม่รู้ทุกข์ ในมุมมองของคนปกติ การสัมผัสทุกข์ในชีวิตประจำวันนั้นง่ายกว่า ความรู้สึกทุกข์ในความหมายหนึ่ง คือการไม่ประสบความชอบใจทั้งหลาย เช่น ทุกขเวทนาต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจหรือต้องการของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย การปวดเมื่อย เจ็บป่วย เหล่านี้เป็นทุกข์ ผู้ที่ประสบแล้วเท่านั้นจึงจะทราบความเจ็บปวดนี้ดี

แต่ทุกข์ในอีกนัยหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของอารมณ์ที่มาจากสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา คือความทะเยอนอยากนั่นเอง ทุกข์ประเภทนี้ บางครั้งก็เป็นที่ชอบใจของสัตว์ทั้งหลาย เขาก็ใช้บัญญัติว่า สุข แต่ไม่ว่าสุขและทุกข์ มันก็ต่างอยู่ภายได้กฎแห่งความเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้คุณอาจจะติดสุข ข้าพเจ้าเองก็ติดสุข แต่ก็ให้รู้ไว้ว่าอีกไม่นานหรอก ความสุขของเราทั้งคู่ มันจะต้องอันตทานสูญหายไป เหลือไว้เพียงคราบน้ำตาที่ทิ้งไว้ให้กับโลกเท่านั้น




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 17:24:16 น.
Counter : 199 Pageviews.  

๐๗๗-ฉันผิดอะไร…



ฉันผิดอะไร ที่ฉันตัวเล็กกว่าพวกเธอ
ฉันผิดอะไร ที่ฉันชอบนั่งหลังห้อง ซึ่งไกลจากพวกเธอเสมอ
ฉันผิดอะไร ที่บางครั้งต้องสั่นไหว และเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง
ฉันผิดอะไร ที่ฉันเดินช้ากว่าคนอื่น
ฉันผิดอะไร ที่ฉันสร้างทางเดินของฉันเอง มากกว่าที่จะเดินทับรอยพวกเธอ
ฉันผิดอะไร ที่ร่างกายฉันที่ดูจะหนาวเหน็บ แต่ข้างในนั้นมันก็ร้อนระอุเช่นเดียวกับพวกเธอ

วันนี้ฉันอยากถามพวกเธอบ้างว่า ถ้าเธอเป็นฉัน เธอจะรู้สึกอย่างไร
ที่ต้องถูกพลักไส ออกจากกลุ่มของพวกเธอไป
โดยที่ในอดีตเราก็เึคยเป็นเพื่อนสนิทกันมา
และเคยสร้างวีรกรรมร่วมกันมามากมาย
แต่นั่นก็ช่างเถอะ…ไม่ว่าพวกเธอจะคิดอย่างไร
ฉันก็จะดำเนินชีวิตของฉันอยู่แบบนี้
ฉันจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิตของฉันเพื่อเข้ากลุ่มกับพวกเธออีก
และต่อจากนี้ไป ฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ฉันคือคนสำคัญ
คนสำคัญที่สามารถอยู่ในจักรวาลนี้ได้อย่างลำพัง…ด้วยลำแข้งของตัวเอง
ฉันชื่อ…ดาวพลูโต




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2551    
Last Update : 9 ตุลาคม 2551 18:46:57 น.
Counter : 336 Pageviews.  

๐๗๖-ปุยเมฆ



หลายครั้งมากที่ข้าพเจ้าชอบเหม่อมองท้องฟ้า ที่มีปุยเมฆสีขาวบ้าง เทาบ้าง เคลื่อนที่ไปช้า ตามทิศทางของลม ทุกครั้งที่มองข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก อาจจะเป็นเพราะท้องฟ้านั้นดู เวิ้งว้าง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขตกั้น ไม่มีการหวงห้าม กระมัง

หลายท่านอาจจะมองว่าคนอย่างข้าพเจ้า คงเป็นคนมีนิสัยอ่อนโยน มีอารมณ์สุนทรี เป็นกวี สันโดษ เรียบง่าย อะไรทำนองนั้น

วันนั้นนั่งมองดูก้อนเมฆลอยตามลมขึ้นไปทางทิศเหนือ แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ก้อนเมฆนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของคนเรา ที่มีแรงกรรมเป็นตัวเกื้อหนุน ผลักดันให้ชีวิต เราดำเนินตามไป แล้วแต่ว่าจะเจอเรื่องอะไร และตัดสินใจจะทำอะไรต่อ เหมือนกับก้อนเมฆที่ลอยไปรวมกัน เจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็พากันกลั่นตัวลงมาเป็นเม็ดฝน หรือบางครั้งก้อนเมฆก็ลอยทิศทางที่โดดเดี่ยว ไปกระทบกับแสงแดดที่ร้อนแรง ต้องสลายตัวจากกันไปเช่นนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารแน่นอน

ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับสลายไป ตามเหตุตามปัจจัยที่มากระทบ เราไม่สามารถที่จะเฝือน หรือดิ้นรนไม่ให้มันเป็นอย่างนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางครั้งหลายเหตุการณ์ เราอาจจะทำได้โดยเพียงแค่ประวิงเวลาต่อไปชั่วคราว แต่ไม่นานก็ต้องดับสลายไปในที่สุด

ทุกคนทราบและยอมรับในกฏความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่มีน้อยคนที่จะทำใจยอมรับกับมันได้จริง ๆ โลกนี้จึงเต็มไปด้วยน้ำของคนที่โศกเศร้า…




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2551    
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 17:39:44 น.
Counter : 2883 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.