ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๔๐ - ความผิดหวังบนเหรียญทั้งสองด้าน




หลังวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งติดกับแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนทั้งเมือง หลังจากที่ประชาชนพากันทำบุญในตอนเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็พากันเดินทางกลับผ่านประตูด้านหลัง และใกล้ ๆ กันนั้น บริเวณสนามหญ้าซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่น มีชายวัยกลางคนกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่เพียงผู้เดียว

“ไม่มีสิ่งใดจีรัง ๆ ….” เสียงบ่นของชายผู้นั้นวนไปวนมาหลายรอบ เขาเป็นผู้ซึ่งเคยประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่วันนี้ทุกอย่างแปรผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ธุรกิจของเขาล่มสลายลง จากการโกงของเพื่อนร่วมลงทุน และการวางแผนธุรกิจที่ผิดพลาด

หนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาพบเข้าอย่างบังเอิญ แววตาอันเหม่อลอยของชายผู้ล่มสลายคนนั้น สร้างความเวทนาให้กับหนุ่มน้อยผู้เพิ่งเกิดมาดูโลกยังไม่ถึง ๒๐ ปี

“ลุง ๆ เป็นอะไรครับ ทำไมมานั่งเศร้าคนเดียวอยู่ตรงนี้...” หนุ่มน้อยถามอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย มีเพียงเพียงใบหน้าที่หันมามองผู้ถามอย่างเลื่อนลอยที่สุด

“ลุงสบายดีใช่ไหม...” หนุ่มน้อยถามอย่างใส่ใจอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงนั้นทำให้สติของชายผู้นั้นรู้สึกถึงความหวังดี

“เอ่อ ลุงไม่เป็นไรหรอก พอดีคิดอะไรเพลิน ๆ นานไปหน่อยนะ เธอเป็นใคร บ้านอยู่แถวนี้เหรอ...” ชายผู้นั้นตอบ

“บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง ลุงเพิ่งเคยมาทำบุญที่วัดนี้หรือครับ ผมไม่ค่อยคุ้นหน้าลุงสักเท่าไหร่...”

“ใช่แล้ว ลุงมาทำบุญเพื่อขอพรให้ชีวิตการงาน และฐานะทางการเงินมันดีขึ้น เพราะอีกไม่นาน ลุงก็จะโดนฟ้องล้มละลายแล้ว หนทางสุดท้ายก็ต้องอ้อนวอนขอเทวดาฟ้าดินให้เห็นใจนี่แหละ...ไม่น่าเลย” ชายคนนั้นเผลอเล่าอย่างไม่ตั้งใจ

“แย่เลยนะครับ แล้วลุงเชื่อไหมว่า เทวดามีอยู่จริง ๆ ” น้ำเสียงหนุ่มน้อยดูจริงจังราวกับเพิ่งกลับออกมาจากดินแดนอีกมิติหนึ่ง

“ลุง...ก็บอกไม่ถูกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี แต่คิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เพราะโลกนี้มีอะไรที่อธิบายไม่ได้เยอะแยะ...”

“ผมจะพิสูจน์ให้ลุงดูว่าเทวดามีอยู่จริง...” พูดจบหนุ่มน้อยก็หยิบเอาเหรียญห้าบาทมาวางในมือ



“ผมจะโยนเหรียญ แล้วให้ลุงทายนะครับ ว่าออกหัวหรือก้อย ถ้าลุงตอบถูก ลุงก็จะได้เห็นเทวดาเลยล่ะ..” หนุ่มน้อยพูดต่อ แม้ชายผู้นั้นจะรู้สึกตลกกับท่าทางที่หนุ่มน้อยแสดงออก ก็เดาได้ว่าเด็กคนนั้นต้องการให้เขาหายกังวล และอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบตกลง เพื่อจะดูว่าเด็กคนนี้จะเล่นมุขตลกอะไร

หนุ่มน้อยบรรจงโยนเหรียญให้ชายคนนั้นทาย น่าประหลาดใจว่า ทุกครั้งเขาเอ่ยปากทายออกไป เขาจะเป็นฝ่ายทายผิดเสมอ จนกระทั่งครั้งที่ ๒๐ เขาก็ยังไม่สามารถทายหน้าเหรียญถูกแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งจำนวนครั้งดังกล่าว มันได้ทำลายกฎของความน่าจะเป็นลงอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาเริ่มประหลาดใจกับมายากลของเด็กมากขึ้น

“เธอเล่นกลอะไร ทำไมลุงทายไม่ถูกเลย ทั้งที่เหรียญก็มีอยู่ ๒ หน้าแค่นี้ ” ชายคนนั้นถามย่างสงสัย พร้อมกับหยิบเหรียญขึ้นมาพิจารณาดู

“ลุงคงไม่มีบุญพอจะเจอเทวดาแล้วมั้ง...” หนุ่มน้อยพูดแหย่แกมหัวเราะ

“งั้นลุงขอลองอีก...” หลังจากทดลองทายต่ออีก ๒๐ ครั้ง เขาก็ไม่สามารถทายถูกเช่นเคย ทำให้เขารู้สึกท้อใจกับชีวิต แม้แต่ปัญหาเด็ก ๆ เขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ สีหน้าของชายคนนั้นดูเครียดขึ้นมาอีกครั้ง น่าแปลกใจว่าเกมนี้กดดันเขามากพอ ๆ เกมชีวิตเลยทีเดียว

“นี่ลุง ผมถามหน่อย ทุกครั้งที่ลุงทายเหรียญ ไม่ว่าหัวหรือก้อย ลุงคิดถึงอะไร” เด็กน้อยถาม

“ก็นึกภาวนาให้มันออกตามที่ลุงทายนะซิ...” ชายผู้นั้นตอบ

“แล้วถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้นล่ะ...” เด็กน้อยย้อนถาม

“ก็...!” ชายคนนั้นหยุดนิ่งกับคำพูดของตัวเอง เขาอยากจะตอบว่า 'ก็ลองใหม่' แต่ไม่ได้พูดออกไป

เหรียญนั้นทำให้เขาคิดถึงชีวิตของตัวเอง ชีวิตมันก็คงเป็นอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเราเพียงแค่อยากฝืน อยากได้อย่างที่เราอยากให้เป็น หากไม่ได้ ไม่เป็นไปอย่างนั้น เราก็เกิดความทุกข์ใจ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ความสมหวังจากความปรารถนาและความผิดหวังมันก็มีคู่กันเสมอ ชีวิตบางคนอาจจะทำถูกเสมอ ๆ เหมือนกับการทายเหรียญแล้วไม่เคยผิดพลาดเลย แต่เมื่อใดวันหนึ่งเกิดทายผิดขึ้นมา เขาก็จะทุกข์ใจไม่สบายใจทันที และอยากให้ชีวิตเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น แต่ไม่เคยเผื่อใจไว้ลองรับความผิดหวังที่อยู่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

“เอ่อ ลุงไม่เล่นแล้วล่ะ ลุงไม่อยากเจอแล้ว...เทวดา” ชายคนนั้นพูด ก่อนจะลุกเดินจากไป

เทวดาอาจจะไม่ได้อยู่ไกลตัวเรานัก เพราะแค่ทำความเข้าใจชีวิตว่า บางครั้งทุกสิ่งทุกอย่าง มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ มีสมหวังผิดหวัง มีสุขไม่ติดสุข มีทุกข์ไม่ติดทุกข์ เตรียมใจยอมรับความผิดพลาด และจิตไม่กังวลกับความผิดพลาดนั้นมากเกินไป แค่นี้ตัวเราก็เป็นเทวดาแล้วครับ...


Thank you image from 'http://farm3.staticflickr.com' and 'http://vistapa.bloggang.com'




 

Create Date : 07 เมษายน 2556    
Last Update : 7 เมษายน 2556 21:47:39 น.
Counter : 510 Pageviews.  

๔๓๙ - สิ่งพึ่งพิง




ที่ใดเป็นเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงตาแห่งโลก ในครั้งตรัสรู้ใหม่ ๆ นั้น ด้วยพระญาณอันสุดประมาณ ท่านแสวงหาที่พึ่งอันประเสริฐ พบว่าไม่มีที่พึ่งใดเสมอเหมือนเท่า พระธรรม ที่พระองค์ทรงค้นพบ ธรรมที่มีมาตามธรรมชาติ ธรรมที่เป็นเครื่องเกื้อกูลจิตใจ ธรรมที่เป็นเครื่องคลายความเศร้าหมอง ธรรมเป็นเครื่องดำรงอยู่หรือวิหารธรรมของอริยะบุคคล ธรรมเป็นเครื่องเส้นทางของผู้ค้นหาตามทางแห่งมรรควิถี สิ่งใดที่เสมอเหมือนธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่มี

การสรรเสริญธรรมของพระพุทธเจ้านั้น จะสาธยายอย่างไรก็ไม่อาจจบสิ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร ใจความสำคัญก็มีว่า ทุกอย่างล้วนจบลงอยู่ตรงกฎธรรมดาของธรรมชาติมีการเกิดขึ้น สืบต่อ และดับสูญสลายไป ทุกสิ่งที่ทุกอย่างรวมอยู่เหตุด้วยเพราะปัจจัยที่มันประกอบขึ้น หากปัจจัยใดสูญไปก็กระทบกับปัจจัยอื่นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลับสู่สมดุลทางธรรมชาติเช่นเดิม

ธรรมชาติที่อาศัยการเกิดและสืบต่อกันเป็นห่วงโซ่อย่างไม่จบสิ้น ด้วยอาศัยเชื้อแห่งความไม่รู้ธรรมชาตินั้นตามความเป็นจริง และหลงเข้ายึดถือสิ่งนั้น ๆ ไว้ว่าเป็นเรา ของเรา เสมอ ๆ โดยไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วธรรมชาติมีการแยกส่วนประกอบกันมาจากธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ และเกิดการรวมตัวกันเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และก็แยกสลายไปตามธรรมดา

ในส่วนของธาตุ ๖ นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ทางพุทธศาสนาไม่ได้จัดแบ่งคุณสมบัติของธาตุตามโครงสร้างอะตอมอย่างที่วิทยาศาสตร์เขาทำ แต่แบ่งโดยคุณลักษณะหรือสภาวะของธาตุนั้น ๆ ซึ่งไม่ว่าแห่งใด ๆ ในสากลจักรวาลหรือทั่วทั้งโลกธาตุ ก็มีลักษณะเดียวกัน ได้แก่ ปฐวีธาตุ(ดิน) มีลักษณะแข้นแข็ง, อาโปธาตุ(น้ำ) มีลักษณะเอิบอาบ, เตโชธาตุ(ไฟ) มีลักษณะร้อน, วาโยธาตุ(ลม) มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง, อากาสธาตุ(อากาศ) มีลักษณะเป็นที่ว่างโปร่งเป็นช่อง, วิญญาณธาตุ(วิญญาณ) เป็นสภาวะแจ้งทางอารมณ์ หรือเรียกว่าเป็นธาตุรู้ก็ได้

ธาตุ ๖ นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นอยู่ในกายของเรา และเราสามารถสัมผัสได้ตลอดเวลา แต่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับสิ่ง ๆ นี้มากนัก หรือหากสนใจก็ไม่อาจจะทำความเข้าใจได้ถ่องแท้นัก เพราะไม่รู้ว่าหากรู้ไปจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หากแต่เป็นส่วนสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเรียนรู้และเข้าใจในธาตุ ๖ นี้อย่างดี เพื่อเป็นฐานในการต่อยอดทางวิปัสสนาและการเจริญภาวนาในขั้นหลุดพ้นไปได้

จากธาตุ ๖ ข้างต้นที่อธิบายมานั้น เมื่อมาประชุมรวมกันอยู่ในกายนี้ และปัจจัยแห่งการชุมนุมที่สมบูรณ์ คือ เกิดการร่วมกันของวิญญาณธาตุ สิ่งต่อมาก็เรียกว่าการเกิดหรืออุบัติของสัตว์ในภพนั้น ๆ การดำเนินเติบโตของสัตว์ที่เกิดแล้วนั้น ก็อุปถัมภ์ด้วยกรรมหรือการกระทำที่ส่งต่อมากจากชาติภพที่ผ่านมา และจะเจริญเติบโตหรือดับสูญลงก็ด้วยผลแห่งกรรมจากอดีตชาติและกรรมในปัจจุบัน ณ ชาติ เป็นตัวชี้นำสำคัญ กรรมเมื่อกระทำแล้วไม่อาจจะลบล้างได้ แต่สามารถเบียดเบียนแทรกแซงบรรเทากรรมนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าฝ่ายดีหรือฝ่ายไม่ดีก็ตาม

การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเป็นธาตุ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถมองโลกทุกอย่างยุติธรรม และเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริงของมัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะบรรเทาเบาบาง นั่นเพราะเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งหลาย ๆ ทั้งมวล มันก็เช่นนั้นเอง หาใช่สิ่งที่จะสามารถยึดถือได้จีรังยั่งยืน เป็นต้น

เป็นตัวอย่างธรรมะข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งพึ่งพิงทางจิตวิญญาณ ไม่ให้เราตกต่ำไปสู่โลกที่ชั่ว ธรรมะไม่ได้สร้างให้ใครยากจนหรือร่ำรวยได้อย่างแท้จริง แต่ช่วยให้ฐานะทางจิตเราสูงขึ้น ผจญภัยกับความทุกข์น้อยลงจนถึงขั้นดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง หรือหากยังไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนั้น ธรรมะก็ทำให้เรามองเห็นชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และทำนายความเป็นไปในอนาคต และสามารถวางแผนเส้นทางเดินของชีวิตในวัฏฏะสงสารนี้ได้อย่างมั่นคงต่อไป


ดังเช่นบุรุษผู้ติดอยู่ในเขาวงกต แต่มีแผนที่อยู่ในมือ การหลงทางย่อมไม่มีแก่เขา หากเขาสนใจแผนที่ และเดินตามเส้นทางนั้น ๆ

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก ' http://www.buddhabucha.net/'




 

Create Date : 05 เมษายน 2556    
Last Update : 5 เมษายน 2556 11:34:44 น.
Counter : 358 Pageviews.  

๔๓๘ - รอยรั่วของความรู้สึก





หลายครั้งหลายคราวที่นั่งเหม่อลอยปล่อยใจให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ความรู้สึกหนึ่ง ๆ ที่มากระทบ ทั้งอารมณ์ปรุงแต่งฝ่ายดีและไม่ดี บางครั้งก็อยู่กับอารมณ์นานจนเกิดความเพลิน (นันทิ) ของอารมณ์ปรุงแต่งในเวลานั้น

เมื่อสติระลึกได้ก็มีคำถามอีกเช่นกันว่า ทำไมเราต้องจมแช่อยู่กับอารมณ์นั้นด้วย ทั้งที่ความเป็นจริง สิ่งนั้นมันไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ใด ๆ แต่เราก็ไม่สามารถควบคุมความปรุงแต่งนั้นได้ อีกทั้งยังต่อเสริมเติมอารมณ์ให้พลุกพล่านไปอีก

ความรู้บางอย่างมันบอกว่า

'เอ่อ... นั่นเป็นขยะอารมณ์อันไร้ประโยชน์ มันชักพาเอาแต่ความฟุ้งซ่านมาเยือน...'

ฟุ้งซ่านก็คือ ความคิดฟุ้งเฟ้อไปกับอารมณ์หนึ่ง ๆ และเพลินติดอยู่กับอารมณ์นั้น ๆ ไม่ยอมถอนออกจากอารมณ์นั้น ๆ โดยง่าย หรือถอนจากอารมณ์นั้นแล้วก็สืบต่ออารมณ์ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ เหตุนั่นเพราะการขาดสติ หรืออุบายบางอย่างสำหรับระงับยับยั้ง

แต่การใช้สติระลึกรู้ทันก็ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย หากขาดการฝึกฝนอย่างดี ดั่งเช่น คนที่ขับรถขึ้นเขาไต่หุบเหวบ่อย ๆ ย่อมรู้ทางและระวังภัยได้อย่างดี ต่างกับคนที่ขับรถแต่ทางลาบ หากวันหนึ่งต้องขับรถขึ้นเขาในทางที่อันตราย โอกาสพลาดพลั้งตกเหวตาย ย่อมมีสูงกว่า คนทั้งสองที่ยกมา มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ สามารถขับรถได้ แต่ต่างกันที่การฝึกฝนจนความชำนาญ เช่นเดียวกัน 'สติ' ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทุก ๆ คน แต่คนที่ฝึกฝนบ่อย ๆ ก็ย่อมได้เปรียบ เป็นต้น

การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น คำบริกรรม โดยมีสติคอยกำกับระวังความเคลื่อนไหวทางความนึกคิด แม้จะเป็นการยาก เพราะข้าพเจ้าเองก็อยู่ในขั้นฝึกฝน แต่ก็พยายามทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งเดียวในตอนนี้ที่พอจะสู้รบกับความฟุ้งและรอยรั่วของความรู้สึกนั้นได้

คล้าย ๆ กับเรามีถังน้ำใบใหญ่มาก ๆ มีน้ำเต็มอยู่ตลอดเวลา และรอบ ๆ ถังน้ำก็มีรูรั่วเต็มไปหมด ตอนนี้ตัวเราไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะอุดรอยรั่วรอยซึมนั้นได้ ก็ใช้นิ้วมือค่อย ๆ อุด อุดรู้นี้ก็โพล่รู้นั้น อุดรู้นั้นก็โพล่รูนี้ เป็นอย่างนี้เสมอ คราวนี้พอทำบ่อย ๆ มันก็รู้สึกเบื่อ และคิดได้ว่าน่าจะมีวิธีการอุดรูรั่วที่ดีกว่า จึงคิดหาเครื่องมือที่จะซ่อมแซมถังน้ำ

ถังน้ำก็เปรียบเหมือนจิตใจของเรา ที่ถูกปรุงแต่งตลอดเวลา น้ำก็เป็นตัวแทนแห่งการปรุงแต่ง การมองเห็นรอยรั่วซึม ก็คือการมีสติเฝ้าสังเกต ส่วนการพยายามอุดรอยรั่วไม่ให้มีการปรุงแต่งเลยก็ทำได้ยากจนถึงไม่สามารถทำได้เลย เพราะไม่รู้จักเครื่องมือ ส่วนเครื่องมือในเวลาต่อมาก็เช่น คำบริกรรม หรืออุบายธรรมต่าง ๆ ที่พอจะทำให้จิตของเราเชื่องหงอยตัวลงไปได้ เป็นต้น

นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่อาจจะพอทำให้เห็นภาพของกระบวนการทำงาน และการเฝ้าระวังความรู้สึกนึกคิดได้ แต่อย่างไรเสีย การฝึกฝนปฏิบัตินั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

Thank you image from ' http://www.wvfashionshow.com/'




 

Create Date : 27 มีนาคม 2556    
Last Update : 27 มีนาคม 2556 10:19:15 น.
Counter : 525 Pageviews.  

๔๓๗ - กับตัวตนที่มี...




ชีวิตของเรานั้น ทุก ๆ วัน เราอาจจะกำลังค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเราอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าการงาน ความชอบนิสัยของเราในอดีตจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันนี้มันจะสะท้อนความเป็นไปแห่งตัวตนของเราอยู่อย่างนั้น เพียงแต่สภาพแวดล้อมนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ที่กล่าวมานี้ก็หมายถึง สันดานหรือนิสัยดั้งเดิม ที่ติดตัวมาแต่ครั้งอดีตหนหลัง หมายรวมเอาครั้งอดีตชาติเลยก็ว่าได้ นิสัยเหล่านี้มันไม่เคยจางคลายหายไปไหนได้โดยง่าย แม้ว่าจะผ่านขุมนรกอันเผ็ดร้อน หรือความสุขเหนือสุขบนสวรรค์มามากมายเพียงใด นั่นเพราะเราต่างผ่านชาติภพอันยาวนาน ประหนึ่งแห่งหินที่มีสนิมเหล็กเกาะหนาแน่น ยากที่จะกะเทาะออกได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า นิสัยนั้นเปลี่ยนกันได้ แต่สันดานเดิมนั้นเปลี่ยนยาก แม้แต่พระอรหันต์ก็ไม่อาจทิ้งวาสนาหรือนิสัยเดิมที่ผูกติดตัวมาได้ (อ่านต่อ จริยาของพระอรหันต์-โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หากแต่ผู้บรรลุคุณธรรมถึงขั้นอรหันต์แล้วนั้น กิริยานั้นก็เป็นเพียงอาการ ไม่ประกอบด้วยอกุศลใด ๆ

ทุกวันนี้เราต่างก็มีชีวิตที่อยู่กับตัวตน ตัวตนหนึ่งก็คือร่างกายของเรา ที่เราอาบน้ำแต่งตัว หาข้าวปลาเลี้ยงดูอยู่ทุกวัน วันหนึ่ง ๆ ก็หลายมื้อเสียด้วย อีกตัวตนหนึ่งก็คือ ความรู้สึกนึกคิด ที่ปรุงแต่งจนกลายเป็นความยึดติด ว่ารูปเป็นของเรา เรามีในรูป รูปมีในเรา สิ่งนั้นเป็นของเรา เราเป็นของสิ่งนั้น

แท้จริงแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งมวลนั้น ไม่ใช่ธรรมชาติแห่งการรวมกันอยู่หรือยึดอยู่ได้ถาวร จะต้องมีความเสื่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างนั้น แม้กายของเรานี้ก็รวมอยู่ในกฎธรรมดาข้อนั้นด้วย การยึดถือว่าผู้อื่นต้องเป็นของเรา เช่น คนที่เรารักหนักหนา เมื่อครั้งคนที่เรารักจากไปก็ระทมเสียใจ หากเพราะความผูกพันอันกอปรด้วยรัก เมตตา ก็น่าจะอนุโลม แต่หากความเสียใจอันกอปรด้วยความยึดติดถือมั่นในรูปกายก็น่าเวทนายิ่งนัก

แม้ตัวตนของเราก็ใช่ว่าจะเป็นของเราแท้จริง แล้วใยเลยตัวตนของบุคคลอื่นภายนอกจะกลายเป็นของเราไปได้ หากเราเข้าใจธรรมชาติพื้นฐานข้อนี้ สังคมน่าจะเรียบร้อยและสงบมากกว่าที่เป็น หากแต่ความรู้ความเข้าใจนี้ เป็นสิ่งที่ยากต่อคนทั่วไป ที่กล่าวนี้ก็ไม่ได้ดูถูกสติ ปัญญาของแต่ละคน หากเพราะแต่ละคนอบรมนิสัยสันดานมาต่างกัน เหมือนที่กล่าวไว้ตอนต้น คนสมัยพุทธกาลทำไมพระพุทธเจ้าตรัสธรรมะแค่สอง สามคำก็สามารถบรรลุธรรมได้ สิ่งที่เขาทำได้ง่าย เพราะได้อบรมธรรมะมามากในอดีต และในครั้งพุทธกาลเช่นกัน คนบางกลุ่มฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามาก แต่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมก็มี

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของวาสนาการอบรมตน และความพากเพียรในปัจจุบันเป็นสำคัญ จนกว่าเราจะสามารถละความเห็นเรื่องความมีตัวตนของเราได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นความสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนานี้ ก็จะจางคลาย และนำเราไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด

Thank you image from ' http://www.artbangkok.com'





 

Create Date : 25 มีนาคม 2556    
Last Update : 25 มีนาคม 2556 13:24:58 น.
Counter : 424 Pageviews.  

๔๓๖ - กรงขัง... (ตอนที่ ๓ - จบ)



ต่อจากตอนที่ ๒

ประหลาดนัก ชายนักเดินทางไม่เคยพบเจอเมืองที่มีลักษณะนี้มาก่อน แม้ว่าจะมีอิสระบ้าง แต่ก็ต้องทนอยู่ในห้องแคบถึงห้าสิบปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรับได้ยาก เขาต้องหาทางหนีออกให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหน ยกเว้นแลกนิ้วมือกับลิ้นเท่านั้น

วันเวลาผ่านไปอย่างช้านาน พ้นผ่านไปเกือบสามสิบปี สังขารร่างกายของชายนักเดินทางดูซูบผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก แต่ทุก ๆ วันเวลาเขาก็ยังคงครุ่นคิดหาวิธีหนีออกจากคุกนี้อย่างไม่หยุดหย่อน แต่เนื่องจากเขาไม่ใช่พระเอกในละครและไม่มีสติปัญญาวาทศิลป์เลิศเลอเพียงพอที่จะขับกล่อมเจ้าเมืองได้ ที่ทำได้เพียงรอเวลาและโอกาส

ในครั้งหนึ่งที่เขามีโอกาสออกไปเดินข้างนอก เขาได้ยินพวกทหารพูดถึงการขุดพบบ่อน้ำใต้ดินแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องพักที่เขาอยู่ น่าแปลกอยู่ว่า ท่ามกลางปล่องภูเขาไฟจะยังมีลำธารใต้ดินได้อย่างไร บางทีมันอาจจะเป็นโพลงของช่องว่างจากลาวาที่ยุบตัวจากการกลัดกร่อนทางธรรมชาติ และบางทีแม่น้ำที่ชายนักเดินทางถูกจับตัวก็อาจจะเป็นสายน้ำเดียวกันก็ได้ เขาจินตนาการเป็นภาพเชื่อมโยงแผนภูมิศาสตร์และที่ตั้งพร้อมทั้งเก็บข้อมูลเส้นทางของทางน้ำ พยายามหาหลักฐานและร่องรอยของโพลงน้ำไหลอย่างละเอียดเท่าที่จะเป็นไปได้ และก็ต้องใช้เวลานานหลายปี กว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นมา และพัฒนาเป็นแผนในการหลบหนีในที่สุด น่าดีใจที่โพลงน้ำใต้ดินมันไหลผ่านใกล้ห้องที่เขาพักอยู่พอดี แต่ปัญหาคือ เขาต้องขุดพื้นซึ่งเป็นหินแข็งได้อย่างไร เพราะไม่มีเครื่องมือใด ๆ ที่ใช้ขุดเจาะ นอกจากจะมีมนต์วิเศษเท่านั้น

ตลอดเวลาอีกหลายปี เขาพยายามขุดเจาะพื้นห้องแต่ก็ไม่มีผลสัมฤทธิ์ เพราะหินภูเขาไฟนั้นแข็งเกินไป คงใช้เวลาอีกหลายล้านปี กว่ามันจะกร่อนตัว ซึ่งเวลานั้นเขาคงต้องตายไปก่อนเป็นแน่ ความพยายามของเขาที่ดูไร้ผลนั้น มันผ่านไปนานมาก จนกระทั่งเขาคิดว่าคงต้องรอเวลาที่ออกจากคุกแคบ ๆ นี้ และหากมีโอกาสออกไปข้างนอก ก็น่าจะพอมีหนทางหนีได้ง่ายกว่า

ธรรมชาติมักจะสอนเราเรื่องการรอคอย ไม่มีอะไรได้อย่างใจเราทุกอย่าง การรอคอยจะทำให้เรารู้จักอดทน และใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ

เมื่อครบเวลาผ่านไปห้าสิบปี อิสรภาพก็เริ่มปรากฏให้เห็น เขาถูกนำตัวออกจากคุกแคบ ๆ ย้ายเข้ามาสถานที่เรียกว่าบ้านพัก มีอาหารเพียงพอ มีงานทำคือ เป็นกรรมกรการก่อสร้างอาคาร ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาต้องการมากที่สุด เพราะอย่างน้อยก็ยังพอมีเครื่องมือที่ใช้ในการหลบหนีบ้าง เขาทำงานอยู่อีกหลายปี การใช้ชีวิตมีความสะดวกกว่าแต่ก่อนมาก แม้จะถูกจำกัดเรื่องบริเวณ แต่ก็ยังดีกว่าคุกแคบ ๆ ซึ่งแทบไม่มีอิสระอะไรเลย การได้ออกมาจากที่นั่น ไม่ต่างอะไรกับการได้ออกมาจากขุมนรก แต่ข้างนอกนี้มันยังไม่ใช่สวรรค์ที่แท้จริง โลกที่เขาจากมาต่างหากคือสวรรค์และเขากำลังจะไปหามัน

"โลกข้างนอกเป็นอย่างไรหรือ..." เพื่อนนักโทษด้วยกันถาม เพราะเพื่อนคนนั้น อยู่ในคุกนั้นนับพันปีมาแล้ว จนกระทั่งลืมโลกภายนอก อายุของพวกเขา ณ ดินแดนแห่งนี้ยืนยาวอย่างน่าใจหาย ความตายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนักในสถานที่แห่งนี้

"มันเป็นโลกที่มีอิสรภาพ จะเดินเที่ยวกิน ไปไหนก็ได้ แต่นั่นก็ยังไม่ค่อยปลอดภัยนัก มันยังมีภัยอื่น ๆ อีกมาก แต่ก็ยังพอหาวิธีหนีหรือต่อสู้ได้ " ชายนักเดินทางอธิบาย

"แล้วทำไมพ่อหนุ่มถึงถูกจับได้" เพื่อนนักโทษคนนั้นถาม แม้จะเป็นคำถามซ้ำเดิมในรอบหลายปี แต่ก็ต้องเข้าใจว่าในที่กักกันเช่นนี้ จะหาเรื่องใหม่ ๆ คุยได้อย่างไร ชายนักเดินทางอธิบายการเดินทางของเขาให้ฟัง และจุดหมายปลายทางคือดินแดนนิพพาน แต่ดูเหมือนคู่สนทนาจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่



ณ กลางดึกของคืนหนึ่งในฤดูแล้ง ชายนักเดินทางคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการหลบหนี เขาเตรียมเครื่องมือขุดเจาะหินเท่าที่จำเป็น และคาดการณ์ได้ว่า เป็นช่วงเวลาน้ำใต้ดินจะต้องลดระดับลงอย่างมาก เพียงพอที่จะหนีได้ เขาลอบลงไปในบ่อน้ำแห่งใหม่ ในช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหาร บ่อน้ำนั้นแม้ว่าไม่ลึกมาก มองเห็นเส้นทางน้ำได้ชัดเจน มีกระแสน้ำเย็นไหลอยู่ตลอดเวลา ชายนักเดินทางเดินลัดเลาะไปตามทางน้ำ บางพื้นที่ก็ต้องดำน้ำเป็นเวลานาน และต้องดูจังหวะของกระแสน้ำเพื่อไม่ให้ตนเองติดกับชะง่อนหิน เขาใช้เวลาทั้งคืนกว่าจะสามารถออกมากจากอุโมงค์น้ำ และต้องซุ่มรอและหนีบรรดาหน่วยทหารลาดตระเวรอีกหลายชุด ในที่สุดเขาก็สามารถหนีออกมาจากเมืองแห่งคุกศิวิไลซ์มาได้ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมสำหรับเขาจริง ๆ รวมเวลาทั้งสิ้นก็เกือบหนึ่งร้อยปีที่เขาติดอยู่ในคุกนั้น หลังจากที่พักเหนื่อย เขาก็ออกเดินทางไปยังดินแดนนิพพานต่อไป

- จบ -

จบไปอีกหนึ่งตอนการเดินทาง ตอนนี้นับว่าเป็นตอนที่น่าอึดอัดและน่ากลัวสำหรับการเดินทางตอนหนึ่ง

ปกติการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางของมนุษย์โลก เราย่อมหลงติดกับดักของความหลงไปบ้าง และเมื่อหลงไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการติดคุกของโลกียวิสัย ซึ่งมันจะผูกตัวเราให้ติดยึดยาวนานมากขึ้น จะหนีก็ทำได้ยาก และบางคนก็ไม่ได้คิดเรื่องการหนีด้วยซ้ำ เพราะความเคยชิน และความไม่รู้จักโลกตามความเป็นจริง โลกนั้นบันดาลทั้งความทุกข์และสุขปนเป จนทำให้เราคิดว่าไม่มีสิ่งอื่นนอกจากนี้ ความสุขอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่มี ความทุกข์นอกเหนือจากนี้ก็คงไม่มี

ช่วงแรกชายนักเดินทางติดอยู่ในคุกแคบ ๆ เปรียบเหมือนความทุกข์ การได้ออกจากห้องแคบ ๆ ก็เปรียบได้กับการได้พบความสุข ความสุขที่ได้รับก็ไม่ใช่ความสุขที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงมันเป็นเพียงความทุกข์ที่ผ่อนคลายลงเท่านั้น คนโดยมากก็ยึดเอาความสุขประเภทนี้ ถือเอาว่าเป็นสุขแล้ว เขาจึงไม่ได้เสาะหาความสุขอย่างอื่นที่ยั่งยืนกว่า

การหลบหนีนั้น ก็เปรียบกับการหนีออกจากความทุกข์สุขอันคับแคบ และมุ่งแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนยาวนานกว่า...นั่นเอง


Thank you image from ' http://www.clipart.dk.co.uk ' , ' http://www.khaoyaizone.com '




 

Create Date : 22 มีนาคม 2556    
Last Update : 22 มีนาคม 2556 9:22:41 น.
Counter : 448 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.