ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๕๐-การเสื่อมสลาย




พอตั้งหัวข้อของบทความบทนี้ก็เริ่มเป็นปัญหาขึ้นมาพอสมควร การเสื่อมสลาย เป็นหัวข้อที่เขียนได้ยากหัวข้อหนึ่ง ในทางพุทธศาสนาถ้าหากเรามองคำสอนในอีกมุมมองหนึ่ง ก็จะพอทราบและจับประเด็นใจความสำคัญของคำสอนได้พอสมควร หนึ่งในคำสอนที่เป็นหลักใหญ่คือ สามัญญลักษณะ หรือ กฎไตรลักษณ์ที่เราท่องกันจนขึ้นปากว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากแต่คำเพียงสามคำนี้ ว่าโดยนัยของความหมายกลับมีรายละเอียดลึกซึ้งยิ่งนัก มันเป็นบทสรุปของสภาวะที่พระอริยบุคคลทั้งหลายมองเห็นตรงกัน และตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ทั้งสิ้น

แต่ทว่าคำสามคำนี้หากเราสังเกตให้ดีจะมีสมบัติร่วมตัวหนึ่งปนอยู่เป็นคุณสมบัติเดียวกัน นั่นคือความเสื่อม ความสลาย ความแปรเปลี่ยนไป นั่นเอง ถ้าจะบอกว่าศาสนาสอนให้เราเข้าใจหลักความจริงขั้นพื้นฐานของธรรมชาติ ก็คงจะไม่เกินความจริงไปมากนัก และหลักความจริงโดยหัวข้อใหญ่คือหลักของการเปลี่ยนแปลง มีความเสื่อมสลาย เปลี่ยนรูปร่างในเบื้องปลาย

การมองดินโดยความไม่ได้เห็นว่าเป็นดินก็จำเป็นต้องอาศัยหลัก ธรรมชาติแห่งการเปลี่ยนแปลงนี่แหละมาประกอบความเข้าใจ เพราะธรรมชาติของดินนั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนของธาตุที่มารวมกันอยู่ชั่วคราวภายใต้สภาวะ ๆ หนึ่ง เมื่อสภาวะนั้นเปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ดินโดยความเป็นดินก็จำต้องเสื่อมสลายแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เช่นอาจจะสลายตัวเป็นอากาศธาตุ เป็นไฟ เป็นน้ำก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยที่จะเข้ามาปรุงแต่งดินก้อนนั้น

หรือในอีกมุมมองหนึ่งเราพิจารณาให้ละเอียดขึ้นไปอีก ในหนึ่งกลุ่มก้อนดินนั้น ยังมีองค์ประกอบของอนุภาคของของเหลว(น้ำ) ของความร้อน(ไฟ) และมีช่องว่างหรือรูพลุนที่อากาศ(ลม) สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ได้

ดังนั้นการมองว่าดินเป็นดิน หินเป็นหิน ว่าโดยส่วนเดียวจึงไม่ถูกต้องนัก แต่ในชีวิตปัจจุบันที่เราดำรงอยู่ คงไม่มีใครสามารถพิจารณาและน้อมใจเข้าหาก้อนหินก้อนดินกันได้ทั้งวันอย่างนี้ ที่เราทำได้ก็เพียงใช้เป็นเครื่องมือในการเทียบเคียงกับร่างกาย ที่เราต่างยึดมั่นยึดถือว่าเป็นของเรา ของเขา มีความงดงามอย่างนั้น ไม่ช้าไม่นานสิ่งที่เรามั่นใจว่างดงามนั้นก็ต้องสลายแปรรูปไปตามเหตุปัจจัย แม้แต่จิตของก็ยังไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อกายนี้สูญสายไป มันก็พยายามดิ้นรนของภพ ของภูมิ เข้าไปสิงสู่อาศัยอย่างไม่มีวันเบื่อวันพร่อง และการที่จะสร้างรูปงดงามเช่นเดิมอย่างที่เราเคยปรารถนาก็ทำไม่ได้ จำเป็นดำรงอยู่ตามวิถีของกฎแห่งกรรมนั้น ๆ ที่ซัดเซให้จุติไปอย่างนั้น

เมื่อถึงจุดที่ทุกอย่างต้องเสื่อมสลายไป หากเป็นดินเป็นอากาศ เราคงไม่มีอารมณ์ร่วมมากนัก แต่ถ้าหากสิ่งเป็นสัตว์ที่มีภพ ภูมิเดียวกัน สามารถสื่อสารหรือมีเคยมีความเห็นอกเห็นใจต่อกัน มีเมตตาต่อกัน สัตว์ตัวนั้นเมื่อถึงวาระที่ต้องเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ สัตว์ตัวอื่นที่เคยอยู่ร่วมกันย่อมมีความอาลัยเป็นธรรมดา สัตว์บางตัวถึงกลับสูญเสียน้ำตา ร้องไห้ฟูมฟายจนเสียสติไปเลยก็มี

นี่แหละมีเป็นผลมาจากความไม่ได้เข้าใจเหตุและผล อันเป็นธรรมชาติของโลก และไม่ได้เข้าใจในหลักแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้น้อมจิตมาคิดว่าสักวันหนึ่งเราเองก็ต้องเสื่อม ต้องสูญสลายไปเฉกเช่นเดียวกัน

การเสื่อมสลาย แตกดับจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวของบรรดาสัตว์ที่ไม่ได้พิจารณาธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์เป็นประจำเสมอ ๆ




 

Create Date : 25 เมษายน 2552    
Last Update : 25 เมษายน 2552 13:39:45 น.
Counter : 284 Pageviews.  

๑๔๙-ว่าด้วยเรื่่่องบุญ



เคยมีใครสักคนพูดให้ฟังว่า การทำบุญที่น่าจะให้ผลดี และมีอานิสงส์ที่สุดคือการทำบุญต่อผู้ที่ยากไร้ หรือแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่ตกยาก แทนที่จะทำบุญกับพระสงฆ์ผู้ทีมีปัจจัยครบสมบูรณ์อยู่พร้อมแล้ว

ข้าพเจ้าก็พยายามแก้ความเห็นผิด อันเกิดจากความเข้าใจในเรื่องบุญนี้ และไม่อยากจะให้เขาเหล่านั้นมองพุทธศาสนาหรือพระในมุมมองที่คลาดเคลื่อนไปมากกว่าที่่เป็นอยู่

อนึ่ง จริงอยู่ที่บุคคลทั้งหลายอาจจะมีแนวความคิดความเชื่อ เป็นไปตามข้อความข้างต้น อันว่าอดีตที่ผ่านมาข้าพเจ้าก็เชื่ออย่างนี้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อ สาม ถึงสี่ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปร่วมกินเลี้ยงกับน้องสายรหัสที่เพิ่งลาสิกขามาหมาด ๆ เขาเองก็บวชอยู่นานร่วมหนึ่งพรรษา ก่อนที่จะออกมาหางานทำ เขาพูดให้ฟังว่าการทำบุญที่มีอานิสงส์มากที่สุดคือการทำบุญกับพระในพุทธศาสนานี้ และอธิบายต่อไปว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ก็เพราะพระสงฆ์เป็นตัวแทนแห่งความดีงาม เป็นผู้รักษาพระธรรมคำสั่งสอน ที่พระพุทธเจ้า ผู้อนุเคราะห์โลกให้คงอยู่ หากชนเหล่าใด สมัยใดได้ปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้นแล้ว โลกก็จะสงบร่มเย็น มีความเจริญรุ่งเรือง บรรดามนุษย์ทั้งหลายก็จะมีเมตตาต่อกัน เป็นต้น

เหตุนี้การทำบุญกับพระที่บวชในพระพุทธศาสนาจึงมีอานิสงส์มากกว่าการทำบุญประเภทอื่น ๆ

ถ้าหากเรานำเรื่องนี้มาพิจารณาให้ดี ๆ แบบไม่เอนเอียงเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง การมองในแนวของพุทธศาสนาเป็นการมองทั้งสาย คือต้องมองให้ทะลุทั้งเหตุปัจจัยในอดีต ปัจจุบันและอนาคต หากท่านมองออกก็จะเข้าใจในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่ามีค่ามากแค่ไหน

แต่หากเรายังมองอยู่ติดอยู่แค่เพียงปัจจุบัน เราก็จะติดข้องอยู่เท่านั้นไม่ได้พัฒนาความคิด ไปได้ไกลกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

เราให้วัตถุ สิ่งของแก่ผู้ที่ทุกข์ยากนั้น เหตุเพราะมี เมตตา สงสาร ใช่หรือไม่
แล้วคิดบ้างไหมว่าเราจะช่วยเขาได้อย่างนั้นตลอดไป หรือตลอดชีวิตของเขาได้หรือไม่ หรือช่วยให้เขาพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ มีชีวิตที่ดีกว่านั้นต้องทำอย่างไร หากเรามีเมตตาแล้วก็ต้องช่วยเหลือเขาให้ถึงที่สุดใช่ไหม แล้วที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร หรือต้องเอาเงินไปให้ทุก ๆ เดือน จะเป็นตัวรับประกันว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีต่อไปจริง ๆ หรือเปล่า

สิ่งเหล่านี้เองที่เราทั้งหลายต่างติดข้องอยู่ในความคิด คือ คิดว่าการทำบุญคือการให้ ให้แล้วก็จบ และคิดว่าเขาก็คงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วก็ไม่สนใจเหลียวแลกันอีก

แต่การให้ที่มีค่าที่สุดและสามารถช่วยเหลือเขาได้ระยะยาว มั่นคงที่สุดคือการให้ธรรมทาน คือการสอนวิธีการทำมาหากินอย่างสุจริต ตั่งมั่นอยู่ในหลักธรรม อันประกอบด้วย ศีล ๕ ประการเป็นเบื้องต้น มีทาน และสมาธิ เป็นองค์ประกอบช่วยหนุน อย่างนี้จึงเป็นการช่วยเหลือที่ดีและถูกต้องที่สุด เพราะในภายภาคหน้า หากกรรมในปัจจุบันชาติได้สิ้นสุดลง ผลจากการประพฤติธรรมก็จะส่งผลให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น อาจจะเกิดเป็นเทวดา หรือ มนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาและการปฏิบัติของเขาเหล่านั้นด้วย แต่อย่างน้อยเราก็ได้ชื่อว่าให้สิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐแก่เขาแล้ว

จึงต่างจากการให้วัตถุทาน หรืออาหาร ซึ่งก็สามารถบรรเทาความทุกข์ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่นานเขาก็ต้องได้รับความเดือดร้อนอีก เราก็ต้องให้เขาอีกอย่างไม่มีวันจบสิ้น การให้ธรรมะ และให้เขาได้รู้ธรรมประพฤติธรรมจึงเป็นการให้ที่ยั่งยืืนและมั่นคงที่สุด

สิ่งเหล่านี้ก็คุยกันได้พูดกันได้เฉพาะผู้ที่มีพื้นฐาน มีความเชื่อในกฎแห่งกรรมอย่างเหนียวแน่นมาก่อนแล้วเท่านั้น แต่สำหรับคนธรรมทั่วไป ที่ไม่ได้ให้ความสนใจก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะการที่จะคิดเปลี่ยนทิฏฐิของคน ๆ หนึ่งได้นั้น ข้าพเจ้ายอมเข็นภูเขาขึ้นครกยังง่ายกว่าเลยครับ...

หมายเหตุ การช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก หรือ ผู้ได้รับความเดือดร้อนเราก็ยังคงต้องทำกันอยู่ครับ ไม่ใช่ละเลยไป แต่ทำด้วยสติอันระลึกอย่างนี้เป็นประจำ อันประกอบด้วย หลัก พรหมวิหาร สี่ ซึ่งจะก่อประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างมากครับ




 

Create Date : 23 เมษายน 2552    
Last Update : 23 เมษายน 2552 8:29:53 น.
Counter : 189 Pageviews.  

๑๔๘-กลับมายืนที่เดิม ที่ที่เคยคุ้นตา...



การได้กลับบ้านมาในช่วงวันปีใหม่ และกลับมายังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ทำงานและฟังธรรมในทุก ๆ วันของข้าพเจ้า เมื่อก้าวไปเหยียบยังที่แห่งนั้น การผุดขึ้นของอดีตก็เริ่มต้นขึ้น ทุกฝีก้าวที่เดินไป ในหูกับมีเสียงแว่วดังจากคำสอนของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ดังมาเป็นระยะ ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาคือความจำได้หมายรู้จากสิ่งที่เคยได้รับฟังมาแล้วในอดีีต การกลับมายังสถานที่ที่เคยฟังธรรม จึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้เราย้อนไปรับรู้และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

ไม่น่าเชื่อว่าธรรมะจะเปลี่ยนให้คน ๆ หนึ่งกลับกลายเป็นอีกคนได้อย่างน่าประหลาด ข้าพเจ้าไม่เบื่อไม่พล่องที่จะฟังธรรมเสมอ ฟังได้ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เบื่อไม่อิ่ม บางคนเข้าใจสิ่งนี้ว่าเป็นตัณหาหรือความอยากประเภทหนึ่ง แต่เป็นความอยากในฝ่ายกุศล แต่เราไม่ค่อยพูดถึงความอยากประเภทนี้กันเท่าไรนัก และมักจะเอาไปเจือปนกับความอยากแบบโลก ๆ จึงทำให้การฟังธรรมบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนปกติ

แต่ข้าพเจ้ากับมองไปอีกแบบหนึ่ง การได้มีโอกาสฟังธรรมเสมอ เป็นโอกาสที่เราจะได้รู้ความจริงของชีวิต จิต วิญญาณ และตัวตนของตัวเอง การที่ได้อยู่กับความจริง หรือได้ฟังความเป็นจริงของชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าเบื่อและไม่มีวันเบื่อ ผิดกับพวกที่ยังลุ่มหลงอยู่กับโลกหรือเสียงเพลงหรือภาพมายาจากหน้าจอสี่เหลี่ยม แล้วสร้างอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปกับมัน และบอกว่าสิ่งนี้เป็นสุข ได้เสพภาพ เสพเสียงที่อ่อนโยนไพเราะก็เป็นสุข ทั้งที่เราเองก็รู้อยู่ทั้งอยู่ว่ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมา เราก็ยังไปหลงงมงายกันอยู่ และก็ปฏิเสธคือหันหลังกับธรรมะคือความจริงของธรรมชาติไปเสีย ในทางพุทธท่านกล่าวว่าเป็นสัญญาวิปลาส คือมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความแท้จริงของชีวิต เห็นสิ่งที่ไม่ดีกลับมองว่าดี เห็นสิ่งที่ดีกลับมองว่าไม่ดี แม้สิ่งที่เสพจะไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือขวางทางต่อมรรค ผล นิพพาน แต่สิ่งเหล่านี้หากเราส้องเสพไปโดยขาดสติ ก็สามารถเป็นแนวทางอยู่อบายภูมิได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน

เคยฟังธรรมตั่งแต่เช้าจรดเย็นยันค่ำ ก็เคยมาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเราอ่อนต่อสมาธิ ก็จะฟังธรรมเอามาก ๆ แต่ถ้าช่วงไหนทำสมาธิมาก ๆ ก็จะฟังธรรมน้อย ๆ จะสลับกันไปอย่างนี้ ไม่บ่อยนักที่จะสมดุลกันในบางวัน สิ่งเหล่านี้เป็นจริต คืออุปนิสัยส่วนตัว มันมีเหตุและผลส่วนตัว คุณอาจจะแนะนำข้าพเจ้าได้ ซึ่งข้าพเจ้าก็พร้อมจะน้อมใจยอมรับ หากสิ่งที่กล่าวที่แนะนำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ขัดต่อจริต คือนิสัยพื้นฐานของข้าพเจ้าเอง

ประเด็นที่อย่างจะสื่อสารและทำความเข้าใจ คงเป็นเรื่องของการฟังธรรมตามกาลมากกว่า ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่ออวดอ้างความดี ความวิเศษอะไร เพราะมันไม่มีประโยชน์ แต่ที่เขียนได้ก็เพราะเราเคยทำมาแล้ว ผ่านมาแล้ว คนที่เคยผ่านมาเหมือนกันจะเข้าใจดี ต่างจากคนที่ไม่เคยสัมผัส และรับรู้รสแห่งธรรมก็จะขัดจะคัดค้านอยู่ภายในจิตในใจลึก ๆ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะเรื่องเหล่านี้เขียนมากเท่าไหร่ก็กลายเป็นเรื่องที่รับรู้เฉพาะตนอีก ไม่ต่างอะไรกับเรื่องทางโลก หรือเรื่องทางเพศซึ่งคนโดยมากสนใจกัน เมื่อพูดถึงกันก็เข้าใจ และรับรู้กันได้ เพราะคนในกลุ่มสนทนาก็ผ่านประสบการณ์ลิ้มรสความสุขทางเพศมาเช่นเดียวกันเป็นรสเดียวกัน เมื่อมีใครพูดขึ้นมาสักคำหรือประโยคก็นึกออกกันหมดไม่ต้องอธิบาย ต่างจากคนที่ไม่เคยยสัมผัสก็จะนึกไม่ออก

ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน ความสุขของการได้ฟังธรรม ได้รับรู้และใกล้ชิดกับสิ่งที่เรียกว่าความจริง ก็เป็นรสอีกแบบหนึ่ง เป็นสิ่งที่ละเอียด เป็นกุศล ตรงข้ามกับความสุขทางโลกีย์ทั้งหลายแบบสุดขั้ว ใครที่ได้ผ่านได้สัมผัสมาแล้ว ก็จะรับรู้เป็นรสเดียวกัน พูดกันประโยคเดียวหรือแค่ดูจากแววตาก็เข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ต่างจากคนที่ไม่ได้รับ รู้หรือเคยสัมผัสก็จะจินตนาการความสุขประเภทนี้ไม่ออก และก็มักจะเอาฐานของความสุขที่เป็นความสุขแบบโลกีย์มาเป็นตัววัดทำความเข้าใจเสมอ ซึ่งก็ทำให้เราเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงไม่ใช่น้อย เช่นการคิดเอาว่านิพพานคงเป็นเมืองแก้วเมืองสวรรค์ เป็นต้น

หมายเหตุ อนึ่งคำสอนที่ว่านิพพานเป็นเมืองแก้วเมืองสวรรค์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นอุบาย ของพระผู้สอนศาสนาเพื่อให้ชาวบ้านจินตนาการมองเห็นตาม จะเป็นเพียงการอุปมาให้เห็นตามเท่านั้น เป็นการนำเอาความสุขทางโลกุตร มาเทียบเคียงกับความสุขทางโลกียก็แค่นั้นเอง




 

Create Date : 21 เมษายน 2552    
Last Update : 21 เมษายน 2552 7:51:54 น.
Counter : 282 Pageviews.  

๑๔๗-พ้นผ่านไปอีกหนึ่่่งฤดูกาล



อากาศในวันนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ความหนาวเย็นเมื่อวานก่อนเริ่มเลือนหายไป เปลี่ยนเป็นความร้อนชื้นเข้ามาทดแทน ข้าพเจ้ามักจะมีเหงื่อออกที่มือบ่อยครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง การมีเหงื่อที่มือมาก ๆ มีคนบอกว่าเป็นอาการของคนกำลังจะมีโรคบางอย่าง ข้าพเจ้าก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน โรคเหล่านั้นมันคงกำลังนอนเนืองอยู่ภายในร่างกายข้าพเจ้า การรู้จักใช้ชีวิตไม่ประมาทในทุกวันทุกวินาทีนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าโรคร้ายที่เรามองไม่เห็นมันจะไม่มาเยี่ยมเยือนเราได้ การเตรียมรับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ ๆ

ความทุกข์ยากที่กำลังเริ่มเข้ามาพร้อมกับฤดูร้อนนั้น กำลังทำให้ข้าพเจ้าหนักใจมากขึ้น ค่าใช้จ่ายเริ่มเจียนตัว อาหารการกินแม้ไม่สามารถลดได้ แต่อุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกบางอย่างก็จำเป็นต้องลดลงไปตามสภาวะ แม้แต่หนังสือตำราทางพุทธศาสนาก็ต้องเลือกที่จะหาอ่านตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย หรือร้านหนังสือแทน ซึ่งก็เป็นการประหยัดไปอีกทางหนึ่งซึ่งได้ผลดี

ฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ดวงอาทิตย์เริ่มเบนกลับมาทิศเดิม กลางวันที่ยาวนานขึ้น และอากาศตอนกลางคืนท่ีร้อนอบอ้าว ทำให้ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงอดีตในปีที่แล้ว ความสุขที่ได้กลับบ้าน อยู่กับบ้านอย่างสงบ แม้ความร้อนจากภายนอกนัั้นจะร้อนมากเพียงใด ก็ยังไม่อาจจะเทียบเท่าความร้อนที่แฝงอยู่ภายในใจของเราได้

แม้ในปัจจุบันรวมถึงอนาคตจะมีเครื่องมือวัดที่มีประสิทธิภาพมากเพียงใด ก็ไม่อาจจะหามาเทียบวัดความร้อนจากเพลิงกิเลสของมนุษย์ได้ การศึกษาและปฏิบัติธรรมจึงเป็นเครื่องมือวัดชั้นดีที่จะบ่งบอกถึงความร้อนที่อยู่ภายในที่ว่านี้

แต่ใครกันที่อยากจะสร้างเครื่องวัดประเภทนี้ เพราะทุกคนก็ดูมีความสุขกับชีวิตกับโลก แล้วเราจะมุ่งหน้าใฝ่หาปฏิบัติธรรมกันทำไมใช่ไหม ซึ่งอย่างน้อยคุณก็คงเคยมีความรู้สึกประเภทนี้ก็ได้ ซึ่่่่งก็ไม่แปลกและไม่ผิดอะไร ข้าพเจ้าก็ไม่ห้ามที่จะให้ให้คิดอย่างนั้น เพราะมนุษย์เราต่างที่มา ต่างที่ไป เราฝืนใจตัวเองไม่ได้ก็อย่างหวังเลยที่จะให้คนอื่นเขาเชื่อตามและคิดตามได้(จริงมั้ย)

ฤดูกาลที่ผ่านไปนั้น ทำให้เตือนเราอยู่เนือง ๆ กับความไม่ประมาทในชีวิต อายุเรามากขึ้นทุกนาที ซึ่งสวนทางกับเวลาที่เราจะอาศัยอยู่บนโลกเริ่มลดน้อยลง ร่างกายที่เคยดูแข็งแรงกลับทรุดโทรมลง

โอ้หนอ ชีวิต...

มันมีเพียงเท่านี้เองกระนั้นหรือ ธรรมชาติคงสร้างสรรค์ฤดูกาลมาเพื่อสอนให้สัตว์ทั้งหลายเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง ว่าทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนั้นเอง ไม่มีใครอยู่ถาวรได้ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้




 

Create Date : 16 เมษายน 2552    
Last Update : 16 เมษายน 2552 8:33:18 น.
Counter : 204 Pageviews.  

๑๔๖-กาแฟแก้วนั้น...



นานมาแล้วครับที่ข้าพเจ้าเลิกดื่ม เหล้า สุราของมึนเมาต่าง ๆ ไม่เพียงแต่เว้นจากเหล้า สุรา เท่านั้น การเที่ยวกลางคืน ในสถานที่อโคจรก็งดไปด้วย เหตุผลหนึ่งก็คือ ความเบื่อหน่าย จิตใจมันเริ่มที่จะต่อต้านกับเรื่องพวกนี้แล้ว นี่ข้าพเจ้าเริ่มแก่ตัวแล้วใช่มั้ย...ตอนนี้อายุยังไม่ถึงสามสิบปีเลย แต่ความคิดก็ไปไกลเสียแล้ว พอ ๆ กับศีรษะ ที่เส้นผมและหนังศีรษะเริ่มไม่ยอมสามัคคีกัน มันอยากจะแยกจากกันไปทุกที ๆ

นับวันเข้าไปข้าพเจ้าเริ่มท้อที่จะทำให้เส้นผมมันอยู่คงทนบนศีรษะได้ ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า

“เออ ดี ร่วงมาให้หมดเลย...สังขารมันไม่เที่ยงอย่างที่พระพุทธองค์นั่นล่ะ ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ดี ๆ ...” ก็เรียกว่าประชดมันซะเลยก็หมดเรื่องไป

ธรรมดาคนเรามักจะสนใจแต่เรื่องราวภายนอก ข้าพเจ้ามักจะโดนล้อเลียนเรื่องศีรษะ มากกว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่ม ไม่เว้นแม้กระทั่งญาติพี่น้องด้วยกัน แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มชินชาแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปโกรธหรือว่ากล่าว กลับไปให้เจ็บปวดซึ่งกันและกัน ในเมื่อความจริงมันเป็นเช่นนี้ ก็ต้องปล่อยไป คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมองเห็นหรือสนใจสิ่งที่อยู่ในหัวสมองของข้าพเจ้านัก ทั้งที่ทุกวินาทีมันมีเรื่องมีแนวคิด มีธรรมะอยู่ภายในมากมาย แต่ก็ไม่อาจจะแสดงออก หรือทำให้คนอื่นเชื่อหรือคิดตามได้ ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตัวเอง ธรรมะนั้นจึงเป็นสิ่งที่อธิบายตัวธรรมะได้เองอย่างดีที่สุดแล้ว ผู้ปฏิบัติและน้อมใจเข้าหาเท่านั้นจึงจะมองเห็นตาม

ย้อนกลับมาเข้าเรื่่องที่เป็นประเด็นในหัวข้อ ตามท้องเรื่องที่ตั้งไว้ดีกว่า หากพูดถึงศีรษะเดี๋ยวก็จะยาวไปอีก ตามที่เกิ่นเอาไว้ว่าข้าพเจ้าเลิกเหล้ามานานพอสมควรแล้ว และรู้สึกไม่สบายใจมากเมื่อมีใครสักคนชวนกินเหล้า หรือพูดถึงสุรานารีอีก การเลิกเหล้าได้เป็นสิ่งที่ดีและน่าภูมิใจมากที่สุด แต่ในที่สุดก็หันมาติดกาแฟแทน (+555)

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ยาเสพติดที่ให้โทษขนาดนัก แต่นับวันข้าพเจ้าเริ่มขาดมันไม่ได้ และเสาะหามาดื่มกินเสมอ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวันที่ทำงานมากกว่าวันปกติ อาจจะเป็นเพราะการทำงานติดต่อกันนานทำให้เราเครียดก็เป็นไปได้

วันนี้ก็เช่นกันข้าพเจ้าไม่พลาด ที่จะสั่งกาแฟเย็นมาลองท้องหลังอาหารกลางวันตามปกติ ทั้งงานที่รีบเร่งและการเดินทางในกรุงเทพ ฯ ก็ต้องเผชิญกับรถติดตลอดเวลา ทำให้กาแฟแก้วนั้นข้าพเจ้าไม่ค่อยได้รสชาติของมันสักเท่าไหร่ และก็ทิ้งไว้ที่หน้ารถอย่างนั้นจนกระทั่งถึงตอนเย็น จึงนึกขึ้นได้ว่ายังกินกาแฟยังไม่หมดแก้วเลย

กลับมาดูอีกที กาแฟเย็นก็สลายตัวเป็นน้ำขุ่น ๆ สีน้ำตาล ดูน่าสะอิดสะเอียนมากกว่าที่จะทานลงไปได้

ธรรมดาของทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งคงไม่ต่างกันนัก เราชื่นชมยินดีกับวัตถุ สิ่งของรูปลักษณ์ก็เฉพาะตอนที่มันยังใหม่ ยังหวานชื่นอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวานความใหม่ ก็กลับกลายเปลี่ยนเป็นความจืดชื่น สีที่เคยน่าชวนลิ้มลองก็ซีดลง เราจะหาสาระอะไรกับสิ่งเหล่านั้นได้ ในเมื่อไม่นานมันก็ต้องเสื่อมสลาย ต้องดับไปตามธรรมชาติ ตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง

ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลก ทุกคนไม่ต่างอะไรกับแก้วกาแฟแก้วนั้น วันใดวันหนึ่ง ที่ความหวาน ความหอมของมันได้จืดชื่นลง และไม่มีวันที่จะหวนคืนกลับมาใหม่ วันนั้นก็จะไม่มีใครปรารถนาที่จะชื่นชมดูดกินอีก ทุกคนก็ต้องถูกทอดทิ้งลงบนพื้น กลายเป็นขยะเน่าเปื่อยลงไปตามธรรมชาติ

ดังนั้นการมีชีวิตอยู่อย่างรู้ค่า อย่างมีสติ พยายามสร้างสรรค์ ไขว่ขว้าหาแต่สิ่งที่ดีงามและมีประโยชน์เหมาะสมกับตัวตน เพื่อหาความสงบสุขยั่งยืนแก่ตัวเองได้อย่างมั่นคงถาวร และรู้จักแบ่งให้ผู้อื่นบ้าง
เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ปรารถนาจะเป็นดั่งแก้วกาแฟ ที่จืดชื่นและถูกทอดทิ้งไว้ อย่่างไม่มีใครสนใจหรอกใช่มั้ย...




 

Create Date : 08 เมษายน 2552    
Last Update : 8 เมษายน 2552 7:50:41 น.
Counter : 215 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.