ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๑๐-เส้นทางนั้น



ในยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเทคโนโลยี ซึ่งมีความก้าวหน้าไปไกลกว่าที่เราคาดการณ์กันมาก ในอีกมุมหนึ่ง มนุษย์เองก็ยังไม่สามารถตัดขาดจากความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น ยังพิสูจน์ไม่ได้อยู่ดี

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มคนที่คัดค้านในสิ่งที่ศาสนาพุทธสั่นสอนไว้ เช่น เรื่อง นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องวิญญาณ ผี เปรต เป็นต้น

รวมทั้งความเชื่อที่เกี่ยวกับการตายแล้วสูญ หรือ ที่เราเคยได้ยินกันว่า เกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียวนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องตายแล้วสูญนั้นหากยังยึดถือความเห็นนี้ตลอดชีวิต ท่านจัดไว้ว่าเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิอย่างเต็มขั้น คือ มีความเหนียวแน่นทางด้านความคิดนี้อย่างมาก คนเหล่านี้น่าสงสารมากกว่าพระเทวทัตถ์ ซึ่งขณะนี้ยังตกอยู่ในขุมนรกเสียอีก เหตุเพราะทิฏฐินี้เอง เป็นตัวกีดกันไม่ให้พบสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่ดีงาม(สูงสุด) ชีวิตเขามักจะวนเวียนอยู่เพียง มนุษยโลก และ อบายภูมิ เท่านั้น ไปสวรรค์ นิพพาน นั้นยากแสนยาก

คนเหล่านี้ส่วนมากมักยากต่อการสั่งสอน แม้สอนมากเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยรับ เพราะความเชื่อที่ฝังแน่นอยู่ในหัวจิตหัวใจ มันหนาแน่นมานานแสนนาน นับภพ นับชาติไม่ถ้วน บางพวกเกิดทันสมัยพุทธกาล ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่อาจจะละลายทิฏฐิดังกล่าวไปได้

แล้วใยเลยกับคนสมัยในยุคปัจจุบันนั้น จะมีความเหนี่ยวแน่นหนาลึกสักเพียงใด...

แม้คนนั้นจะปรารถว่านับถือศาสนาพุทธ หากแต่นั้นก็เป็นเพียงแค่นั้น มองพุทธศาสนาเป็นเพียงความเชื่อซึ่งหาสาระประโยชน์ได้เพียงเล็กน้อย ตนเองจะนับถือหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ยังไงชีวิตนี้เราเกิดมาครั้งเดียวแล้วก็ตาย แล้วสูญสลายไปเอง คนที่คิดเช่นนี้ก็นับว่าน่ากลัวมากครับ

ข้าพเจ้าก็มีเพื่อนที่คิดเช่นนี้อยู่พอสมควร แม้จะตักเตือนกันอย่างไร เขาก็รับไม่ค่อยได้ จะว่าสงสารก็สงสารอยู่ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ชีวิตคนเราในอดีตที่ผ่านภพกันมามากมาย ใครจะไปรู้ว่าแต่ละคนต่างเคยพบเคยสัมผัส เคยถูกอบรมสั่งสอน กันมาอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ใช่คนที่เคยสนิทสนมกันมาในอดีตชาติ หรือ ไม่เคยเป็นคนที่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีศรัทธาอย่างเดียวกันมาก่อน ก็ไม่สามารถเข้าไปสั่งสอนเขาได้

ดังนั้นคนในยุคปัจจุบันนี้ ถ้าจะจำแนกประเภทแล้วก็คงไม่ต่างกันกับยุคพุทธกาลนัก การที่จะชี้นำให้คนเหล่านี้เชื่อ หรือ ศรัทธาได้ ก็ต้องเคยมีช่วยเหลือเกื้อหนุนกันมาในอดีตเป็นพื้นฐานปัจจัย หรือ ไม่ก็คน ๆ ก็ต้องมีพื้นฐานอยู่บนสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวกัน จึงจะเดินทางร่วมกันได้...ครับ

ขอบคุณรูปจาก http://picdb.thaimisc.comมากมายครับ




 

Create Date : 11 มกราคม 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2555 23:18:55 น.
Counter : 283 Pageviews.  

๒๐๙-บั้นปลายชีวิต



กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกปี กลับบ้านต่างจังหวัดไปคราวใด ข้าพเจ้ามักจะได้ยินคำพูดของตา ที่มักจะพูดเปรย ๆ ว่า

“กาลเวลาล่วงเลยไป มัวทำอะไรอยู่...”

คำพูดนี้มักวนเวียนอยู่ในหัวข้าพเจ้าเสมอ แม้รู้ชัดเจนในความหมาย หากแต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือทำตัวประมาทไปกับชีวิต เหมือนเช่นเคยมาในอดีต ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยวางแผนที่จะเข้าวัด หากได้บวชก็อยากพาตาไปอยู่ด้วย และใช้ชีวิตในบั้นปลายที่มีแสงแห่งธรรมนำทาง บางทีนี่คงเป็นบั้นปลาย ที่มีความสุขมากกว่าการที่ตายังคงเดินวนเวียนไปหาลูกหลาน เข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ไปวัน ๆ

หากแต่นั่นก็เป็นไปได้เพียงความคิดเท่านั้น มันยังไม่สามารถสานต่อได้สำเร็จ นั่นอาจจะเหตุผลอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "กรรม" เข้ามาบดบังไว้ เรื่องกรรมนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนไม่อาจจะคิด ตรึกนึกเอาได้ เป็นเรื่อง อจินไตย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงให้คิดที่มาของกรรม ว่าใครเป็นผู้สร้าง จุดจบ จุดสิ้นสุดนั้นอยู่ที่ไหน เพียงแต่ให้รู้และเชื่อในเหตุและผลของกรรมนั้น ๆ ก็พอ หากใครยังฝืนที่จะขบคิดเรื่องที่ไปที่มาของกรรม ผลที่ได้รับอาจจะฟุ้งซ่านจนกลายเป็นคนเสียสติไปก็ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกินวิสัย เกินสติ ปัญญาของมนุษย์จะเข้าไปค้นหาทั่วถึงได้หมด

เคยมีรุ่นน้องคนหนึ่ง ถามว่าอนาคตข้างหน้าอยากจะทำอะไร...?

หากนี้เป็นคำถามในวิสัยของโลก ข้าพเจ้าก็มักจะตอบคำถามโดยอิงพื้นฐานของวิสัยทางโลก นั่นคือ อยากกลับไปทำการเกษตร อยากอยู่กับชีวิตชนบท และใช้ชีวิตที่สงบในบั้นปลาย

“โห พี่ อายุแค่นี้เองนะ คิดได้แล้วเหรอ” น้องคนนั้นทำท่าทางตกใจ

คำว่า "อายุแค่นี้เอง" นั่นแหละทำให้ข้าพเจ้าต้องวนกลับมาคิดทบทวน ลองนึกดูสิว่า

เราอายุเท่าไหร่กันแน่
เราต่างก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่นับไม่ถ้วน
หากมองย้อนข้ามชาตินี้กลับไป ข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถคะเนอายุของจิตได้เช่นกัน ว่ามันจะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวงเวียนของกิเลสมานานแสนนานเท่าไหร่ ดังนั้นจึงไม่ต้องไตร่ถามหรอกว่า คนเราจะคิดได้เมื่ออายุเท่าไหร่


เด็กเจ็ดขวบ บางคนในสมัยพุทธกาลนั้น ก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้

นั่นเพราะบารมีธรรมนั้นได้ผ่านการอบรมมาอย่างเต็มที่แล้วในอดีตชาติ สิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นเหตุเป็นผลที่สอดคล้องกัน หากไม่มีชาติก่อนชาติหลัง ถ้าอย่างนั้นเด็กเจ็ดขวบทุกคนก็ต้องสามารถบรรลุธรรมได้เท่ากัน หากได้มีโอกาสฟังธรรมอย่างเดียวกันทุกคน แต่หากความเป็นจริงมันก็ไม่เป็นเช่นนั้น

ดังนั้นท่านทั้งหลายอย่าพึงได้คิดเลยว่า การใช้ชีวิตในบั้นปลายนั้น ไม่ใช่จะต้องอยู่ในวัยชราเสมอไป หากแต่คน ๆ นั้น แม้ว่าเป็นเด็กแต่ได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านกิเลส ผ่านการอบรมธรรมะมาแล้วอย่างโชกโชนในอดีตชาติ มาถึงชาตินี้ถึงจะมีอายุแค่เพียงเจ็ดขวบ ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นบั้นปลายของชีวิตในวัฏฏะสงสารไปเรียบร้อย...โรงเรียนพระพุทธเจ้าแล้ว

ขอบคุณรูปงาม ๆ จาก http://xn--12c6cez7ezb.com มากมายครับ




 

Create Date : 06 มกราคม 2553    
Last Update : 6 มกราคม 2553 8:30:52 น.
Counter : 219 Pageviews.  

๒๐๘ - ติดกับดักเวลา



ใกล้เข้าวันปีใหม่ ๒๕๕๓ ทุก ๆ ที ย้อนเวลากลับไปสักสิบปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเองก็กำลังอยู่ในช่วงการเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย มาถึงวันนี้รู้สึกว่าเวลานั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วมากพอที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งรู้สึกสะท้อนใจต่อกลไกของเวลายิ่งนัก

เราได้รู้จักกับใครสักคนหนึ่งก็เพราะเวลาเป็นตัวชักนำ เช่นเดียวกัน เวลาก็พรากคน ๆ นั้นให้จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ นี่เป็นธรรมชาติของเวลา ที่แม้แต่เราก็ไม่อาจจะฝืนได้เลย

แท้จริงเวลาก็เป็นสิ่งสมมติ แม้ว่ามันจะเคยมีอยู่จริงแต่เมื่อล่วงเลยไป เวลาก็ไม่อาจจะย้อนหวนกลับมาได้ เหมือนลมที่พัดผ่านร่างกาย เราเพียงชุ่มเย็นกับช่วงเวลาที่ดี ๆ ชั่วแป๊บเดียวสิ่งเหล่านั้นก็ลอยหายจากเราไป อีกอย่างเวลาของแต่ละคนที่อาศัยอยู่บนโลกก็ยังไม่เท่ากัน แม้แต่เวลาบนผืนโลก จักรวาล ดาวเคราะห์ และการเคลื่อนที่ที่ความเร็วต่างกัน เวลาที่อยู่ในขอบเขตสมมตินั้น ๆ กับเวลาสัมพัทธ์จากเขตสมมติ อื่นก็ไม่เท่ากัน

นี่เป็นกฎข้อพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ที่เราสามารถพิสูจน์ได้ในปัจจุบัน อย่างเดียวกับมิติเวลาของภพ ภูมิ ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น สวรรค์ในแต่ละชั้นก็มีอายุไม่เท่ากัน เพราะอยู่กันคนละมิติของเวลา เมื่อเอามาเปรียบเทียบสัมพัทธ์กันก็ย่อมไม่เท่ากันเป็นธรรมดา

ลองพิจารณาดูว่า ชีวิตของแมลงปอนี้สั้นไหม...

ตอบให้ก็ได้ว่า 'สั้น'

นั่นเพราะเราเอาอายุของเราไปเปรียบเทียบ แต่ในชีวิตของแมลงปอด้วยกันเอง หากมีแมลงปอตัวหนึ่งเกิดก่อนตายทีหลัง มันอาจจะภูมิใจว่าตัวเองอายุยืนก็ได้ ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่อายุเกิน ๑๐๐ ปี ที่ยังแข็งแรงก็ย่อมภูมิใจเป็นธรรมดา ว่าเรามีอายุยืนกว่าใคร ๆ แต่มุมมองของเทวดาแล้ว เขาเวทนาต่ออายุของมนุษย์เรายิ่งนัก เพราะว่า หนึ่งร้อยปีโลกมนุษย์ เท่ากับ หนึ่งวัน หนึ่งคืน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น ชีวิตบนโลกมนุษย์นั้นจึงสั้นแสนสั้น(ในมุมมองของเทวดาชั้นนี้)

ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เรายิ้มเยาะเย้ยแมลงปอ ที่มันมีวงจรชีวิตที่แสนสั้นนั่นแหละ เพราะไม่มีใครเคยไปถามแมลงปอมันดูหรอก
แมลงปอตัวนั้นมันอาจจะกำลังเบื่อชีวิตของมันก็ได้ เพราะมันเข้าใจผิดคิดว่าชีวิตของมันนั้นเกิดมานานกว่าแมลงปอทั่วไป

นี่เป็นเรื่องของการไม่เข้าใจกลไกของเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมา เพื่อให้เราหลงวนเวียนอยู่กับการเข้าใจผิด คิดว่าชีวิตนี้ยืนยาว เที่ยงแท้ หากแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลยทีเดียว


นอกจากเวลาเป็นสิ่งสมมติแล้ว มนุษย์เองก็ยังรู้จักการแบ่งรอบของเวลา เป็น วัน เดือน ปี ตามรอบของฤดูกาล อันมีผลมาจากการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เรามีวันปีใหม่ขึ้นมา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วันปีใหม่น่าจะเป็นวันที่กำหนดการสิ้นสุดของฤดูกาลเก็บเกี่ยว จนมีการเฉลิมฉลองกัน ตกทอดต่อกันมาเป็นประเพณี

จนมาถึงยุคนี้สมัยนี้ การฉลองปีใหม่จึงเป็นเทศกาลที่แสนจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยงานรื่นเริง มัวเมา หาสาระไม่ได้ และจุดจบคืออุบัติเหตุ ความตาย มีคนต้องสังเวยเทศกาลปีใหม่หลายร้อย ศพ ทุก ๆ ปี แล้วเทศกาลแบบนี้ เราจะบัญญัติให้เป็นเทศกาลของความสุขหรือความทุกข์กันดี มีทรัพยากรมากมายที่สูญเสียไปกับงานเฉลิมฉลอง ทั้งที่อีกมุมหนึ่งของโลกก็มีคนจำนวนมากมยกำลังอดอยาก ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน

ลองมาสังเกตุอีกมุมของความดี ความชั่วกันบ้าง เพราะการมีปีใหม่นี้ก็เป็นกลยุทธ ที่สอนให้คน ๆ หนึ่งได้รู้จักเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่ รู้จักทบทวนชีวิตที่ผ่านมาในแต่ละปี ว่าเราทำดี ทำชั่วมากมายสักเพียงไหน อย่างไหนเป็นบุญ อย่างไหนเป็นบาปมากกว่ากัน แล้วเราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความตั้งใจ ที่จะทำตัวเองให้ดีกว่าที่เป็นมาในอดีตครับ

หมายเหตุ: บทนี้คงเป็นบทสุดท้ายประจำปี ๒๕๕๒ แล้วครับ ปีหน้าก็จะเป็นการเริ่มต้นกันใหม่ แม้จะเปลี่ยนพุทธศักราชใหม่แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือ เส้นทางที่เดินยังเป็นเส้นทางเดิม ข้าพเจ้าขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข ปราศจากทุกข์ภัยไข้เจ็บ แคล้วคลาดจากอันตรายใด ๆ ทั้งปวง ตลอดปี ๒๕๕๓ ทั้งปีครับ

ฝากคำถามอย่างหนึ่งซึ่งตัวเองยังหาคำตอบไม่ได้นะครับ
ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า พุทธศักราช นี่เริ่มนับตั่งแต่ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ใช่มั้ยครับ ถ้าอย่างนั้นการเริ่มต้นพุทธศักราชใหม่ ก็ควรเป็นหลังวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ของทุก ๆ ปี มากกว่า แต่ก็อย่างเพิ่งคิดมากดีกว่า เพราะข้าพเจ้าคิดว่าคงมาปรับฐานเวลาวันที่กันภายหลัง เพื่อให้เข้ากับหลักฝรั่งสากลมากกว่า แต่เราในฐานะชาวพุทธก็ไม่ควรหลงลืม ละเลยกันไปนะครับ

สุขสันต์วันอายุพุทธศาสนาสั้นลงอีก ๑ ปีครับ

ขอขอบคุณรูปสวย ๆ จาก http://byfiles.storage.live.com มากมายครับ




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 14:51:17 น.
Counter : 183 Pageviews.  

๒๐๗-ไก่กับไข่



สมัยก่อนตอนที่เริ่มต้นทำงานปีแรก ๆ ข้าพเจ้าแทบจะไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย เหตุผลเพราะนอนดึก และตื่นสาย แต่เมื่อได้ย้ายที่ทำงาน และรู้จักแบ่งสรรบันส่วนเวลาทำงานกับเรื่องส่วนตัวเป็น ก็มีเวลามากพอ ที่จะเริ่มเข้านอนเร็วและตื่นเช้า เพราะการตื่นเช้า ๆ นี่เอง ทำให้อาหารเช้า เป็นปัจจัยสำคัญที่เราขาดไม่ได้ (เพราะกว่าจะถึงช่วงพักเที่ยงก็อีกหลายชั่วโมงทีเดียว)

เมื่อประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไปทานอาหารที่ร้านประจำ ซึ่งก็มีแม่ครัวรุ่นราวคราวเดียวกับน้องแม่ ๓ คนคอยบริการตักข้าวอยู่ จู่ ๆ ก็มีแม่ครัวคนหนึ่งร้องขึ้นมาว่า

“ไข่กับไก่อะไร เกิดก่อนกันนะ” แม่ครัวคนนั้นเปรยขึ้นมา พอดีกับที่กำลังจัดไข่ต้มลงในถาด
“ฉันว่าไก่นะ...”แม่ครัวคนหนึ่งบอก
“ฉันว่าไข่...” แม่ครัวคนนั้นสวนกลับ
“ฉันว่าไก่ ถ้าไม่มีไก่จะมีไข่ได้ไง...”
“อ้าว...ถ้าไม่มีไข่ แล้วจะมีไก่ได้ไงฮ่ะ... ”


ข้าพเจ้าฟังดูแล้วยิ่งน่าขบขันมาก ที่แม่ครัวอายุขนาดนี้แล้วยังโต้กันกับเรื่องเด็ก ๆ

แต่ทว่าเรื่องนี้มันเรื่องเด็ก ๆ จริงเหรอ...?

ผู้อ่านคงเคยสงสัยเรื่องราวเหล่านี้มาบ้างแน่ ๆ อย่างน้อยก็สมัยเด็กคงถูกใครสักคนถามว่า "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" ใช่มั้ย

สำหรับบางคนบอกมันเป็นปัญหาโลกแตก ไม่มีทางออกหรอก ไม่ว่าอะไรก็ถูกทั้งนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว

ในทางพุทธศาสนานั้น ได้ระบุแน่นอนลงไปเลยว่า "กิเลสนั่นแหละเกิดก่อนเสมอ" ไม่ใช่ทั้งไก่ หรือ ไข่

เพราะสิ่งสำคัญหากไม่มีกิเลส ก็ไม่มีทั้งไข่ และ ไก่ เป็นความดับไม่มีเหลือจริง ๆ

นี่เอาหลักความเป็นไปของสายปฏิจจสมุปบาท(อย่างย่อ ๆ)มาพิจารณา ซึ่งมี อวิชชา เป็นเบื้องต้น มีเวทนา ตัณหา อุปาทาน เป็นท่ามกลาง และ มีชาติ การเกิด ความเศร้าใจเป็นเบื้องปลาย

อย่างนี้แหละเป็นหลักธรรมดาของการเกิด ซึ่งเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกันดั่งสายโซ่แห่งชีวิต หากใครรู้และสามารถทำลายห่วงโซ่ของการเกิดนี้ได้ เมื่อเราละโลกนี้ไปแล้ว เราก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดเพื่อเถียงกันว่า 'ไก่ กับ ไข่' อะไรเกิดก่อนกันอีก...(นะครับ)

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก Thisisbroken.com มากมายครับ




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2552    
Last Update : 25 ธันวาคม 2552 8:11:49 น.
Counter : 393 Pageviews.  

๒๐๖-กระติกวิเศษ



ความชุ่มชื่นจากการดื่มน้ำในกระติกนั้น มากพอที่จะทำให้ชายคนหนึ่ง ได้ผ่อนคลายจากความร้อนของอากาศภายนอกได้บ้าง

เพราะการเดินทางเส้นนี้ช่างแสนยาวไกลนัก ต้องผ่านทะเลทราย ป่าไม้ แม่น้ำ และทางทุรกันดารมากมาย เขามีเพียงกระติกใบเล็ก ๆ ที่บรรจุน้ำ และอาหารไว้เท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เขาต้องการรับประทานสิ่งใด ก็จะปรากฎอาหารสิ่งนั้นในกระติกใบนี้เสมอ ๆ
เขาจึงเรียกกระติกใบนี้ว่า 'กระติกวิเศษ'

วันหนึ่ง ชายคนนั้นได้เดินทางมาถึงเกาะกลางทะเลทรายแห่งหนึ่ง มีชื่อที่เราเรียกขานกันว่า "โอเอซีส" ซึ่งเป็นสถานที่สร้างความร่มเย็นให้กับนักเดินทางมากมาย เขายินดีที่จะพักผ่อนยังสถานที่แห่งนั้น
แต่สิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าของเขานั้น คือ ฝูงคนจำนวนมาก ต่างก็ร่ายรำ ร้องเพลง กันอย่างสนุกสนาน ทุกคนต่างดื่มด่ำกับรสชาดของน้ำอะไรบางอย่าง ที่มีอยู่ในกระติกของแต่ละคน
เขารู้สึกสงสัยจึงเดินเข้าไปถามหญิงคนหนึ่ง ซึ่งท่าทางคงจะให้คำตอบแก่เขาได้

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ากำลังฉลองอะไรกันอยู่เหรอ”

“สวัสดีค่ะ คือ พวกเรากำลังฉลองกับความสำเร็จที่ได้มาถึงเกาะสวรรค์แห่งนี้ไงล่ะค่ะ” หญิงคนนั้นตอบ

“เหรอครับ คือ ผมเพิ่งจะเดินทางมาถึงเลยอดแปลกใจไม่ได้ครับ ว่าแต่น้ำในกระติกของเรานี่ เก็บไว้เพื่อการดื่มกินระหว่างทางไม่ใช่เหรอครับ”

“คุณเพิ่งมาถึงที่นี่ คงยังไม่รู้อะไรใช่มั้ย ที่ชายป่าทางโน้นมีสระน้ำขนาดใหญ่มาก พวกเราเอากระติกน้ำส่วนตัวไปตักมาดื่มกิน กินเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่หมด แถมเวลาตักน้ำใหม่ลงไปในกระติก รสชาดของน้ำก็จะเปลี่ยนไปตามที่ใจเราปรารถนาอีกด้วย เห็นไหมคะ ว่าพวกเราต่างก็ติดน้ำในสระกันงอมแงมเลย รสชาดมันหาที่ติไม่ได้เลยล่ะ แล้วยิ่งเราดื่มเท่าไหร่เราก็ยิ่งอยากสนุกสนานมากขึ้นเท่านั้น ว่าแต่คุณจะลองหน่อยมั้ย ” หญิงสาวเชิญชวน

ชายคนนั้นมองดูน้ำในกระติกของตัวเองที่กำลังพร่องลงไป และหวนคิดถึงการเดินทางที่แสนยากลำบากที่ผ่านมา หากเขาไม่ได้น้ำและอาหารที่อยู่ในกระติกนี้ เขาก็คงตายไปแล้วในระหว่างเดินทาง

ไฉนเลยจะมัวมาสนุกสนานรื่นเริงอยู่ได้ ดังนั้นเขาจึงรีบเดินไปยังสระน้ำที่หญิงสาวบอก และตักตวงน้ำในสระน้ำใส่กระติกให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ดีกว่า
แต่เมื่อเขาเองได้ดื่มกินน้ำในสระนั้น จากกระติกของตัวเองบ้าง
ก็พบว่ารสชาดนั้นช่างหอมหวน ชวนติดใจยิ่งนัก ไม่แปลกเลยที่คนอื่น ๆ จะติดใจในรสชาดของน้ำวิเศษนี้กันอย่างมากมาย

ชายคนนั้นอดใจที่ไม่กินดื่มน้ำต่อ และพยายามตักตวงเอาอาหารและสิ่งจำเป็น สำหรับการเดินทางใส่ลงไปในกระติกวิเศษนี้ด้วย เพื่อหวังว่าการเดินทางข้างหน้า อาหารและสิ่งจำเป็นนี้จะช่วยให้เขาไม่ต้องลำบาก หากต้องเดินทางจากเกาะกลางทะเลทรายนี้ไป

-จบ-

กระติกวิเศษ หมายถึง การรู้จักเก็บบรรจุบุญ กุศล คุณงามความดี

การเดินทาง หมายถึง การท่องเที่ยวไปในวัฎฎะ หรือ การเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเป็นธรรมดาที่เราต้องไปพบเจอสถานที่แห้งแล้งกันดาร ที่ไม่มีการสร้างอาหาร เราจะอาศัยเพียงบุญเก่าที่เก็บสะสมเอาไว้ มาเป็นเสบียงเลี้ยงตัว

ความสนุกสนาน ร้องรำทำเพลง หมายถึง ความประมาท แม้มีเวลามากมายที่สามารถเก็บเกี่ยวเสบียง แต่ก็เอาเวลานั้นไปเพื่อผลาญสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคต

เกาะกลางทะเลทราย หมายถึง โลกมนุษย์ ซึ่งเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ในการสร้างบุญ สร้างกุศล ท่ามกลางความร้อนและแห้งแล้งของทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพรศาล

มีคนเปรียบเทียบว่า โลกเราเป็นดั่ง โอเอซีส ของจักรวาล ถ้าอย่างนั้นเราพึงสำเหนียกไว้เถอะว่า พุทธศาสนา' ก็เป็นดั่ง โอเอซีสแห่ง วัฎฎะสงสาร

เวลานี้ โอเอซีสทั้งสองได้กำเกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว เราพึงหาประโยชน์จาก โอเอซีส ทั้งสองแห่งนี้ไว้ เพราะอีกไม่นานพายุตามธรรมชาติก็จะพัดพา หอบเอาเกาะกลางทะเลทั้งสองนี้สูญหายไป

และก่อนที่จะถึงวันนั้น ขอให้คุณลองสำรวจดูน้ำในกระติกของคุณตอนนี้เถอะ ว่ามีปริมาณมากพอสำหรับการเดินทางข้ามทะเลทราย ไปยังเกาะกลางทะเลทรายแห่งใหม่...ได้หรือไม่?


-Thank you http://iasos.com for this picture very much




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 21 ธันวาคม 2552 22:38:02 น.
Counter : 205 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.