ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๑๐ - ทำไมทำงาน...?




ช่วงนี้ข้าพเจ้ามักจะถามคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ กับตัวเองบ่อย ๆ จนบางครั้งก็เพลอถามเพื่อน ๆ ร่วมงานไปบ้างว่า

"ทุกวันนี้เราทำงานมากมายไปเพื่ออะไรกัน...?”

บางคนอาจจะคิดว่าเป็นคำถามโง่ ๆ ที่ไม่ต้องตอบก็ยังรู้ แต่ข้าพเจ้ามักย้อนคิดกลับไปในอดีต กลับไปยังสมัยเรียน สมัยที่เรายังเป็นเด็ก เท่าที่จำได้ก็ไม่มีใครบอกให้ทราบว่า โตขึ้นเราต้องทำงานเพื่ออะไร หรือว่าบางทีก็เป็นสิ่งที่ทราบกันโดยพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น "คุณก็รู้อยู่แล้วว่าทุกวันเราต้องกินข้าว การทำงานก็เหมือนกันนั่นแหละ"

แต่คำถามของข้าพเจ้าที่อยู่ในหัวนั้น มันต้องการคำตอบที่คมคายกว่านั้น
หากคิดว่าคำตอบของคุณคือ เพื่อปากท้อง เพื่อหาอาหารแล้วล่ะก็ ในประเทศที่สมบูรณ์อย่างประเทศไทย หากเราทำงานเพียงเพื่อหาอาหารให้ชีวิตคงอยู่ได้จริง ๆ เราจะใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงต่อวันในการทำงานประเภทนี้ เช่นการทำกสิกรรม ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เป็นต้น

แต่ทุกวันนี้ที่เรายุ่งวุ่นวายเพราะเราหลงทำงานรับใช้ต่อความต้องการที่เกินความจำเป็นต่อชีวิต หรือเรียกให้ชัดเจนมากขึ้นก็คือ ทำงานเพื่อรับใช้กิเลส ความอยากมีอยากเป็น ความทะเยอนอยาก การถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้า การโฆษณา ลองคิดดูว่าหากเพื่อนคุณซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดมา เราก็มักจะต้องซื้อตามกัน เป็นกระแสแห่งการบริโภคนิยม เพื่อไม่ให้ตัวเองดูด้อยค่าในสายตาเพื่อน ๆ หรืออย่างน้อยจะได้อยู่ในกระแส ในส่วนกรณีของใช้อื่น ๆ ก็เหมือนกัน ลองคิดดูว่าหากเราอยู่คนเดียวในโลก เราก็คงไม่ต้องดิ้นรนในการไขว่ขว้า หาสิ่งที่เกินความจำเป็นต่อชีวิตมากมายขนาดนั้น

บางครั้งเราเองคงต้องหันหลังกลับมาคิดถึงตัวเราเองบ้าง ลองไตร่ตรองหาสิ่งที่จำเป็นของการมีชีวิตอยู่จริง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ในชีวิตจริง ๆ แม้แต่ตัวตนที่แท้จริงของเราเองก็ยังไม่อาจจะยึดถือได้ แล้วจะเอาอะไรกับวัตถุหรือบุคคลที่อยู่นอกกายของเรา

ที่สาธยายมานี้ ข้าพจ้าเองไม่ได้หวังให้ทุกคนต้องปล่อยวาง ไปเสียทุกสิ่ง ทุกอย่าง หรือไม่เอาเสียแล้วทุกอย่างในชีวิต แต่ต้องการบอกว่า หลาย ๆ สิ่งที่เกินความจำเป็นนี้ ถ้ามันยังต้องมี ก็ปล่อยมันมีไป แต่อย่าไปยึดติดกับสิ่ง ๆ นั้นว่าจะต้องเป็นของ ๆ เรามากจนกระทั่งชีวิตทั้งชีวิตของเราต้องวุ่นวายวิ่งวนตามกิเลสตัณหาอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น...



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://overtworld.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2554    
Last Update : 16 สิงหาคม 2554 8:52:06 น.
Counter : 231 Pageviews.  

๓๐๙ - หลุมดำ (หลุมที่ ๒ - จบ-)




ต่อจากหลุมดำ (หลุมที่ ๑)

“ทำไมคุณถึงสามารถทำใจรับได้ง่ายนักครับ” ชายนักเดินทางถาม

“ไม่ง่ายหรอก แต่กาลเวลาคงพอจะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น สุดท้ายเราก็จะยอมรับมันได้เอง การดิ้นรนหาทางออกจากที่แห่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการดิ้นเมื่อถูกเชือกมัดแน่นหนา ยิ่งดิ้นรนเท่าไหร่เชือกนั้นก็มัดตัวเราแน่นขึ้นทุกที ๆ ” ชายหนุ่มคนนั้นอธิบาย

“ที่แห่งนี้มีไฟบัลลัยกัลป์หรือเปล่า ” ชายนักเดินทางถามอีกเพื่อเป็นการแน่ใจ เพราะเหตุของไฟบัลลัยกัลป์ในครั้งก่อน ทำให้เขาต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งแล้ว

“ไม่มีหรอก สถานที่แห่งนี้เป็นที่ลึกลับ พวกข้าอยู่นานก็ไม่เคย หนาวหรือร้อนจากไฟใด ๆ ทั้งสิ้น ”

“ผมเข้าใจมากขึ้นแล้วครับ ขอบคุณมากสำหรับการเป็นห่วง ” ชายนักเดินทางพูด

จากนั้นเขาก็ขอตัวปลีกออกมาอยู่ลำพัง พยายามคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาอย่างละเอียด เผื่อจะพบประเด็นที่เขาได้ทำผิดพลาดไป อันเป็นเหตุให้ต้องหลงเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ เขาทอดตัวนั่งลงกับพื้น มองดูพระอาทิตย์ดวงโตสีแดง ซึ่งมันลอยเด่นอยู่เหนือหุบเขานานแสนนานมาแล้ว ต้นไม้ทุกต้นมีกิ่งเอียงโน้มไปในทิศทางของแสงอาทิตย์ดวงนั้น สำหรับการบอกเวลา ที่แห่งนี้จึงต้องใช้ดวงจันทร์เป็นเกณฑ์ในการนับ

'เราจะทำอย่างไรดี หรือจะต้องทำใจอย่างที่เขาว่าเมื่อสักครู่กัน' ชายนักเดินทางนึก

ในขณะนั้นเองเขานึกถึงความพากเพียร อุตสาหะเท่านั้นที่จะเอาาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้

เขาได้ออกเดินทางอีกครั้ง ไปตามทิศต่าง ๆ เดินผ่านสายตาของเหล่าชนผู้ยังติดข้องอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยัน กับการพยายามครั้งนี้ แต่บางคนก็เห็นใจและเข้าใจเขา พร้อมกับการให้บริจาคอาหารให้บ้าง ทำให้ชายนักเดินทางมีกำลังใจในการเดินทางเพื่อหาทางออกมากขึ้น

ทุกครั้งที่เขาเดินทางก็จะวนกลับมาที่เดิมทุกครั้งเสมอ และเขาก็ทำการเริ่มต้นสำรวจเส้นทางใหม่ที่ยังไม่เคยไป ซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยจนขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มอ่อนล้าในบางวัน

วันเวลาในโลกอันเป็นสิ่งสมมติผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดวงจันทร์เคลื่อนที่ขึ้นลงรอบดวงดาวผ่านไปแล้วนับหมื่นรอบ ซึ่งนับเวลาตามดินแดนได้มากกว่าห้าร้อยปีแล้ว ชายนักเดินทางก็ยังคงมุ่งมั่นเดินทางอยู่เสมอ แม้ร่างกายของเขาจะซูบผอมลงมาก เส้นผม และหนวดเคราที่ยาวดูรกตา เสื้อผ้าที่ขาดเป็นริ้ว ๆ แต่ทว่ามีแต่ดวงตาของเขาเท่านั้นที่ยังคงเปร่งประกายแห่งความหวังในการหาทางออก

ทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว เขาได้เหยียบย่ำมาหมด และเป็นอย่างนั้นมากมายกว่าหลายสิบ หลายร้อยรอบ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววทางลับที่จะเป็นทางออกจากดินแดนแห่งนี้ได้

ความเพียรนั้นมีหลายแบบ ความพากเพียรที่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น จึงเป็นความพากเพียรที่น่านับถือบูชา แต่สิ่งที่ชายนักเดินทางทำนั้น สายตาของคนอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่โง่เขลามุทะลุยิ่งนัก เป็นความเพียรที่ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้
หรือไม่อาจจะระบุวันเวลาแห่งความสำเร็จได้เลย นอกจากวันสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น

แต่ทว่าสิ่งต่างที่เกิดขึ้นกับเราในแต่ละวันนั้น ล้วนแต่มีหลายเรื่องที่ต้องใช้บททดสอบ ทั้งทางด้านกำลังใจ กำลังกายและสติปัญญา บางอย่างปัญญาอย่างเดียวก็ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จได้หากขาดความพากเพียร หรือ ความพากเพียรอย่างเดียวก็สำเร็จได้ช้าหากขาดปัญญา

สำหรับคนที่เหมาะสำหรับที่จะอยู่ต่อในวัฏฏะหรือไม่ ความพากเพียรสิ่งนี้เองจะเป็นเครื่องทดสอบ และคนที่หาทางหนีออกจากวัฏฏะ ย่อมรู้ชัดรู้เช่นเห็นความทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด และพยายามหาทางออกจากวังวนนี้ทุกวิถีทาง แม้ว่าเส้นทางหรือการกระทำนั้นจะขัดแย้งต่อความรู้สึกของคนทั่วไปที่ยังไม่เห็นภัยต่อวัฏฏะสงสารก็ตาม



ในกาลเวลาล่วงไปเข้าปีที่หกร้อย เป็นสมัยที่สามภพเบื้องล่างต้องประสบกับ ลมพายุมหาบัลลัย ซึ่งแม้ว่าจะมีอาณุภาพเทียบไม่ได้กับความรุนแรงจากไฟบัลลัยกัลป์ในครั้งก่อน แต่มันก็ทำให้สามภพต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง และเกิดความแปรปรวนของธรรมชาติทั่วทั้งจักรวาล

สัตว์ทั้งหลายที่ชุ่มไปด้วยกิเลส โดยเฉพาะในภพภูมิที่ต่ำต้องถูกลมพายุพัดเกรียวหมุนวน ได้รับความทรมาณไม่ต่างอะไรกับทุกขเวทนาในนรก ส่วนสัตว์นรกที่ได้ทุกขเวทนาจากความร้อนอยู่แล้ว ก็ถูกลมพายุทำให้ไฟนรกลุกโชติช่วงยิ่งขึ้น เพิ่มความร้อนมากขึ้นเป็นทวีคูณสร้างความเจ็บปวดให้กับสัตว์นรกทั้งหลายเป็นอย่างมาก บางช่วงเกิดพายุไฟหมุนวน กวาดร้างสัตว์นรกให้เจ็บปวดขึ้นอีก แม้ทรมาณจะอยากตายสักเพียงใดก็ไม่อาจจะตายได้ ณ เวลานั้นทั่วทั้งนรก จึงเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของสัตว์ผู้อาภัพทั้งหลาย ส่วนสัตว์ที่มีภพภูมิที่สูงกว่า แม้จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะบุญกุศลได้เอื้ออำนวยให้สามารถหนีภัยจากพายุได้โดยง่าย ยกเว้นผู้ที่ทำแต่อกุศลเท่านั้นที่ไม่อาจจะรู้จักวิธีหลบภัย และถูกกระลมพัดพาไปสู่ความตาย และพลัดดวงวิญญาญไปทรมาณต่อยังภพที่ต่ำกว่าจนถึงนรกขุมที่ลึกที่สุด

กระแสแห่งลมบัลลัยกัลป์สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสามโลก ในขณะที่ดินแดนที่ชายนักเดินติดขังอยู่กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ นี่อาจจะเป็นภพพิเศษที่แยกตัวออกจากสามภพกระนั้นหรือ...?



หากแต่ว่ากลไกของลมพายุบัลลัยกัลป์ครั้งนี้ มีศูนย์กลางอยู่ที่ดินแดนที่ชายนักเดินทางติดข้องอยู่ คำโบราณที่ว่าใจกลางพายุมักจะสงบ ก็เห็นจะจริงในคราวนี้ ที่แท้ดินแดนแห่งนี้เป็นเหมือนหลุมดำที่ดึงดูดสรรพสิ่งเข้ามา และมันก็เก็บสะสมพลังงานเข้าไว้ในตัว เมื่อพลังงานถูกบีบคั้นจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะถูกปลดปล่อยออกมา ในบางช่วงเวลาจะแปรรูปเป็นพายุบ้าง ลมบ้าง ไฟบ้าง เป็นต้น ซึ่งทุกครั้งก็มีผลให้โลกทั้งสาม ได้รับผลกระทบอย่างมาก

และทุกครั้งที่มันปล่อยพลังงานออกมา จะเกิดช่องว่างของพลังงาน สัตว์ที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ หากมองเห็นช่องว่างนี้ก็จะสามารถหลุดออกจากดินแดนนี้ไปได้

ชายนักเดินทางผู้เดินสำรวจดินแดนแห่งนี้ แทบทุกตารางนิ้ว เขารู้สึกและมองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และเชื่อมั่นว่านี่เองคือทางออกทางเดียวที่รอมานานนับหลายร้อยปี
ดินแดนแห่งนี้เกิดสั่นสะเทือนเล็กน้อย ทำให้เกิดช่องว่างของพลังงาน เป็นเกรียวลมพายุขนาดเล็ก บิดวนอยู่ทั่วดินแดน ธรรมชาติของคนในอยู่ในดินแดนนี้ ต่างกลัวภัยอยู่แล้วต่างคนต่างวิ่งหนี เพราะเกรงกลัวแก่ความตายจะมาถึงตัว เมื่อช่องทางเปิดออกในเวลาอันรวดเร็ว เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะออกจากที่แห่งนี้ เขาจึงไม่รอช้าที่จะรีบวิ่งเข้าไปยังพายุหมุนนั้น แล้วร่างของเขาก็ถูกพัดหายไปจากดินแดนที่เป็นหลุมดำของวัฏฏะตั่งแต่วินาทีนั้นเอง...

- จบ -

หลุมดำเปรียบเหมือน วัฏฏะภพที่กักขังดึงดูดให้สัตว์ทั้งหลายติดข้องอยู่ในวังวน และหาทางออกไปได้ยาก ทางออกมีเพียงน้อยนิด คือในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ และเราได้เรียนรู้ธรรมอันเป็นไปเพื่อออกจากวัฏฏะ ท่านอุปมาการกำเนิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธศาสนา ประหนึ่งดั่งสายฟ้าแลบ เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ใครที่มัวเพลินเผลอเลอก็ต้องพลาดไป และจะรอให้เกิดอีกครั้งก็ไม่อาจประมาณเวลาได้

ในเรื่องชายนักเดินทางหลงเข้าไปในดินแดนที่ไม่มีทางออก เขาพยายามหาทางอออกทุกวิถีทาง และก็โชคดีและจังหวะที่เกิดกระแสลมที่จะพัดพาออกไปได้ ซึ่งเป็นจังหวะสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งคนที่เฝ้าสังเกตุและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าใจได้
ในพุทธกาลก็จะเปรียบดั่งคนที่เฝ้ารอการกำเนิดของพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะพาเขาออกไปจากวัฏฏะ คนเหล่านี้เขามีศรัทธา และความพากเพียรเป็นทุนเดิม เรียนรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้าเพียงเล็กน้อยก็บรรลุได้ง่าย แต่พวกเราเกิดมาไกลจากพระพุทธเจ้ามาก แต่ยังดีที่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ยังคงอยู่ หากเราต้องศึกษาและปฏิบัติพากเพียรเสมอ ๆ เชื่อว่าวันหนึ่งเราก็จะหนีออกจากดินแดนอันเป็นที่ว่ายวนนี้ไปด้วยกันได้...




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2554    
Last Update : 8 สิงหาคม 2554 8:44:52 น.
Counter : 654 Pageviews.  

๓๐๘ - หลุมดำ (หลุมที่ ๑)



ชายนักเดินทาง เดินมาถึงยังปลายทางของเส้นทางหนึ่ง หากแต่เส้นทางนี้ก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุดแห่งการเดินทางเสียทีเดียว สิ่งที่เขาพบนั่นคือ "ทางตัน"

ขอบฟ้าข้างหน้าดูเวิ้งว้างเบื้องหน้า มีดวงอาทิตย์ซึ่งมองดูว่ากำลังอัสดง หากแต่ว่า มันได้ลอยเด่นอยู่เหนือหุบเขาเบื้องหน้า และอยู่อย่างนั้นมานับหลายหมื่นปี ที่แห่งนี้เหมือนขั้วโลกที่ดวงอาทิตย์ไม่มีวันขึ้นหรือตก และมันจะลอยอยู่ตำแหน่งนั้นเสมอ ๆ เป็นที่อัศจรรย์ใจต่อผู้พบเห็นซึ่งมาใหม่

สถานที่แห่งนี้หรือ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดของการเดินทางของผู้เดินทางสำหรับหลาย ๆ คน ?

สายตาของชายนักเดินทางมองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งเหม่อมองพระอาทิตย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เขายืนอยู่นัก

“สวัสดีครับ...” ชายนักเดินทางทักทาย

“สวัสดีพ่อหนุ่ม เธอมากจากไหนล่ะ เพิ่งมาถึงที่นี่ใช่มั้ย,..” ชายชราผู้ที่มีอายุมากกว่าทุกคนกล่าวทักตอบ

“ครับ ผมเป็นนักเดินทางกำลังเดินทางไปหาดินแดนนิพพานครับ ” ชายนักเดินทางตอบ ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจต่อทุกคนทันที

“นิพพานเหรอ...ดินแดนในตำนาน...สิน่ะ” ชายชราพูด

“ดินแดนในตำนาน หมายความว่าอย่างไรครับ ” ชายนักเดินทางสงสัย

“เฮ่อ ๆ ๆ ...” ชายชราหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อน

“หลายคนก็แสวงหาดินแดนอย่างที่เจ้าว่ามา หลาย ๆ คนก็ต้องมาหยุดเดินทางที่แห่งนี้แหละ เพราะนิพพานนั้น เป็นเพียงตำนานมันไม่ได้มีจริงหรอก ทุกคนมาถึงจุดนี้ก็บอกได้เลยว่าสิ่งที่เขาแสวงหามานั้น กลายเป็นทางตัน ที่แห่งนี้จึงเรียกอีกชื่อว่า ทางตัน ยังไงล่ะ...” ชายชราพูดต่อ

“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม หลายพันปีแล้วที่จำนวนหนึ่งในพวกเรา เสาะแสวงหานิพพาน แต่สุดท้ายยิ่งเดินทางหาเท่าไหร่ ก็วนกลับมาอยู่ที่เดิม ซึ่งคือสถานที่แห่งนี้นี่แหละ ” ชายอีกคนซึ่งดูหนุ่มกว่าเสริม

“เป็นไปได้ไงครับ ก็อาจารย์บอกกับผมว่า ดินแดนนิพพานนี้มีจริง ๆ...ไม่ใช่ตำนาน” ชายนักเดินทางค้าน

“ก็เป็นไปแล้วพ่อหนุ่ม ชีวิตของคนก็อย่างนี้เอง ไขว่ขว้าหาสิ่งที่เลื่อนลอย ไร้ค่า พวกเราก็เคยคิดเคยเป็นอย่างพ่อหนุ่มมาก่อน เสียเวลาอยู่นานแสนนานแต่ก็ไม่ได้อะไรเลย เฮ่อ ๆ ๆ ”ชายชราพูดพรางหัวเราะ

เสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก ชายนักเดินทางเดินทางร่อนเร่มาไกลแสนไกล แต่สุดท้ายก็พบทางตันอย่างนั้นหรือ ที่แห่งนี้ เมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเขาวงกต ไม่ว่าจะเดินไปทิศทางไหนก็ต้องกลับมาพบทางเดิมอีก ประหนึ่งว่าโลกใบนี้ทั้งใบคับแคบ และเล็กลงอย่างบอกไม่ถูก

“พอจะมีทางออกจากที่แห่งนี้หรือเปล่าครับ...” ชายนักเดินทางถาม

“เฮ้อ เราอาศัยอยู่ที่นี่กันมานาน คนที่ออกจากที่ได้ คือ คนที่ตายแล้วเท่านั้น และอีกไม่กี่พันปีก็จะถึงเวลาของข้าแล้ว” ชายชราตอบ

“เป็น...เป็นไปไม่ได้” ชายนักเดินทางร้องอุทาน

'นี่เราหลงเข้ามายังดินแดนที่เป็นกับดักของวัฏฏะอย่างนั้นหรือ...' ชายนักเดินทางคิด เพราะว่าอาจารย์เขาไม่เคยแจ้งบอกเรื่องนี้กับเขา อาจเป็นเพราะ สิ่งคนที่เข้ามายังที่แห่งนี้แล้วไม่มีใครสามารถกลับออกไปได้เลย

ชายนักเดินทางนั่งทอดลงกับพื้น สีหน้าแสดงถึงความหดหู่อาลัยอย่างเหลือประมาณ ชีวิตทั้งชีวิตที่ผ่านมา รอนแรม ลำบากมามากมาย บางครั้งก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ตอนนี้ต้องมาติดกับดักของความผิดพลาดครั้งนี้ เขาถอนหายใจอยู่เป็นระยะ ๆ

และแล้วก็มีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยด้วย
“สวัสดีครับ เห็นพ่อเฒ่าบอกว่าคุณเป็นนักเดินทางเพื่อไปนิพพานใช่มั้ย...” ชายหนุ่มคนนั้นทักทาย

“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าจะออกจากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร ” ชายนักเดินทางตอบ

“เสียใจด้วยนะครับ ผมเองคือคนเดินทางอย่างคุณ แต่ผมไม่ได้ปรารถนานิพพานอย่างคุณหรอกนะครับ ผมออกเดินทางเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไปเรื่อย ๆ จนมาติดกับดักของที่นี่ แล้วก็ทำใจอยู่นาน กว่าจะยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ได้ ผมเลยเลิกคิดการเดินทาง และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข ดีกว่าที่จะทุกข์หรือกลุ้มใจหาทางออกที่ไม่มีวันเป็นไปได้ ผมเลยอยากมาเพื่อปลอบใจคุณนะครับ ” ชายหนุ่มคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง

อ่านต่อ หลุมดำหลุมที่ ๒ ครับ




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2554    
Last Update : 1 สิงหาคม 2554 20:11:41 น.
Counter : 230 Pageviews.  

๓๐๗ - สุขบนทุกข์



คนเรามักจะไขว่ขว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง บางคนยอมทำทุกอย่างแม้แต่เรื่องที่ผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมายบ้านเมือง เรากำลังแข่งขันกันแต่ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของตัวเองเท่านั้น เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เท่านั้น แต่สุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไขว่ขว้ามา ทั้งชีวิตก็ต้องวางไว้กับโลก เพราะร่างกายไม่อาจจะอยู่ยงค้ำฟ้าได้ชั่วกัปชั่วกัลป์

ข้าพเจ้ามักจะถามคำถามเล่น ๆ กับเพื่อนเสมอว่า
"ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรวย หรือ คุณต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ...?"
คำตอบหนึ่งคือต้องมีเงินเยอะ ๆ อาจจะเป็นล้าน สิบล้าน...

"อืม...” ข้าพเจ้าได้แต่พยักหน้ารับ

บ่อยครั้งที่คนเราต่างถูกค่านิยม และกระแสแห่งวัตถุนิยมให้ชักพาไป โดยมองข้ามความต้องการที่แท้จริงของชีวิต เราอาจใช้เวลาผ่านไปครึ่งชีวิต หรือทั้งชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยที่ไม่สามารถตอบคำถามของความต้องการที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร...?

จริงอยู่ที่เงินอาจจะบันดาลวัตถุสิ่งของ หรือสิ่งที่เราปรารถนาได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เช่นกันชีวิตของข้าพเจ้ายังคงเดินและวิ่งวุ่นกับปัญหาเรื่องเงิน ๆ อยู่ทุกเดือนกับหนี้สินที่ต้องจ่าย และค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ จึงมีทุกข์มากกว่าสุข หรือมีสุขที่อยู่บนกองทุกข์ขนาดใหญ่

มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า "สิ่งที่วุ่นวายที่สุดก็คือจิตใจของเรา" ต่อให้อยู่ในที่สงบ สัปปายะเพียงใดหากจิตเราวุ่นวาย เราก็ยังวุ่นวายอยู่อย่างนั้น ตรงกันข้ามหากรอบ ๆ ตัวของเรามีแต่เรื่องสับสนวุ่นวาย แต่จิตใจเราไม่วุ่นวายตาม ก็เป็นสุขได้ สุขหรือททุกข์จึงขึ้นตรงอยู่กับใจโดยตรง หากใครมีความสามารถ มองข้ามความปรุงแต่งไม่หลงไหลในสิ่งที่มากระทบ หรือโลกธรรม ๘ และมองเห็นจิตใจของตัวเองพ้นไปเสีย ในจิตใจของเขาก็คงจะมีแต่ความสุข

ชีวิตของคนเราหากมองข้ามเรื่องกิน เรื่องกามออกไปเสียได้ ชีวิตก็คงเบาขึ้นเยอะ และมีเวลามองหาตัวเอง มีเวลามองโลกมองท้องฟ้าได้มากขึ้น...คุณว่าจริงมั้ย ?


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2554 8:38:25 น.
Counter : 225 Pageviews.  

๓๐๖ - มนุษย์ เดรัจฉาน และกามภพ



ชีวิตถือกำเนิดมาได้เพราะมีความสมดุลของอุณหภูมิ กล่าวคือ ไม่กำเนิดในที่ที่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป ชีวิตกำเนิดได้ในที่ ที่มีความพอเหมาะต่อการดำเนิน เพื่อเป็นไปในการเจริญเติบโตขององค์ประกอบร่างกาย ประกอบกันเป็นชีวิตขึ้นมา
ชีวิตหนึ่ง ๆ มีทั้งสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณครองเช่น มนุษย์ สัตว์ แมลง ฯลฯ และสิ่งที่ไม่มีวิญญาณครอง แต่มีการเจริญเติบโต มีวิวัฒนาการ มีการสืบพันธุ์ เช่น ต้นไม้ เป็นต้น
ในสิ่งที่มีชีวิตที่มีวิญญาณครองมักจะมีองค์ประกอบที่เหมือน ๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือแมลง นั่นคือ มีอายตนะ มีผัสสะ มีการตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ มีความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มีความรู้สึกทางมโนวิญญาณ มีการรับรู้ที่เป็นไปตามสัญชาติญาณ และมีประสบการณ์ในการดำรงชีวิต ที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นลักษณะทางพันธุกรรม และมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับภพที่ตัวเองตั้งอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เราเกิดเป็นมนุษย์เราก็จะมีความรักชอบพอกับมนุษย์ด้วยกันเอง หรือ หากเกิดเป็นไก่ก็มีความรักชอบพอกับไก่ด้วยกันเอง (ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นความรักข้ามสายพันธุ์ )

ข้าพเจ้าเคยสังเกตุเห็นหมา ตอนใกล้ฤดูผสมพันธุ์ พวกหมาตัวผู้ จะวิ่งไล่ตามตัวเมียกันเป็นโขยง ๆ กัดกัน แย่งกัน เพื่อให้ได้ตัวเมียมาผสมพันธุ์ มานั่งนึก ๆ ดูว่า ถ้าเราเกิดเป็นหมาบ้าง เราคงต้องเห็นหมาตัวเมียตัวนั้นสวย แล้วก็วิ่งตามหมู่หมาพวกนั้นไปเป็นแน่

ชีวิตของมนุษย์นั้นก็คงไม่ต่างกัน เราถือว่าเราประเสริฐสุดกว่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย แต่บางครั้งก็ยังมีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับหมาเหล่านั้น เพราะว่าในภพที่เราเกิดปัจจุบันนี้เป็นกามภพ โลกมนุษย์นี้ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาอยู่บนโลกล้วนแต่ถูกกามครอบงำ ไม่ว่าจะเป็นกามที่ละเอียดหรือหยาบก็ตาม
เพราะถึงแม้ว่าภพของมนุษย์และเดรัจฉานจะแยกกันตามกายภาพและสติปัญญา แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกันเชื่อมโยงกัน เราจึงต้องอาศัยอยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้

สิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ย่อมมีความเชื่อมโยงให้เกิดร่วมกัน ชดใช้กรรมร่วมกัน เพราะสัตว์เดรัจฉานบางพวก ก็กำลังจะพัฒนาเป็นมนุษย์ และมนุษย์บางพวกก็กำลังพัฒนาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทั้งสัตว์และมนุษย์จึงต้องอยู่ร่วมใกล้ชิดกันเพื่อเรียนรู้นิสัยกัน จะได้เป็นปัจจัยในการสร้างอุปนิสัยในภพภูมิใหม่ข้างหน้าต่อไป

ที่กล่าวมานี้หวังเพียงว่า เราอย่าได้มั่นใจในความเป็นมนุษย์ ว่าเป็นมนุษย์แล้วอยู่บนห่วงโซ่บนสุดจะทำอะไรกับสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆก็ได้ตามใจเพราะเห็นว่าสัตว์นั้นสติ ปัญญาสู้มนุษย์ไม่ได้ และอย่าได้คิดว่าตายแล้วเราจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกเสมอไป คนที่สามารถเกิดเป็นมนุษย์นี้ได้อีก มีจำนวนเพียงจำนวนเล็กน้อย ส่วนใหญ่ตายแล้วก็ปริวหายไปสู่ภพของนรก อสุรกาย เดรัจฉาน เทวดา พรหม มากน้อยตามลำดับ การได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเป็นเรื่องยาก เมื่อไปสู่ภพอื่นแล้วสัญญาความจำได้หมายรู้ เกี่ยวกับภพมนุษย์จะเลือนหายไป เพราะเหตุความขาดสติในขณะที่จิตกำลังทิ้งร่างหยาบไปสู่ภพอื่น แต่ความปรารถนาตอบสนองทางสิ่งที่มากระทบยังมีอยู่อย่างเดิม เพราะมันถูกฝังอยู่ในจิตเรามานานแสนนาน เช่น เราตายไปแล้วจิตยังผูกพันกับภพมนุษย์อยู่ แต่กรรมดีนั้นไม่มากพอที่จะทำให้เกิดเป็นมนุษย์อีก ได้เพียงเกิดเป็นลูกสุนัข เมื่อแรกเกิดขึ้นมา แม้ลักษณะทางกายภาพจะไม่เหมือนมนุษย์ แต่มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบเช่นกัน การได้ดูดนมจากแม่หมาครั้งแรก ก็จะเกิดความพอใจ เพราะได้รับการตอบสนองจากตัณหา (เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเป็นมนุษย์) เมื่อเกิดความพอใจ ก็ย่อมมีความยินดีในภพ เมื่อยินดีในภพ ก็ย่อมยินดีในการเกิดใหม่ เป็นอย่างนี้ว่ายวนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด....



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://s1.hubimg.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2554 21:00:00 น.
Counter : 337 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.