ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๐๔๐-เดินทางอย่างปลอดภัย...หลังสงกรานต์(เดือด)



ผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์มากันแล้ว
คงหายเหนื่อยกัน...ไม่มากก็น้อย
ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้ออกไปสาดน้ำ
อะไรกับเขาหรอก คงจะอายุถึงไว
แล้วมั้ง มันเลยไม่อยาก อย่างมาก
ก็ไปทำบุญที่วัด แล้วก็กลับบ้าน...

การเดินทางกลับสู่สถานที่ทำงาน
หรือบ้านก็ตาม หวังว่าท่านทั้งหลาย
คงมีสติ ในการควบคุมการขับขี่
เพราะอุบัติเหตุเกิดได้ ทุกที่ทุกเวลา
ช่วงที่เราประมาทจากสติกำกับ
นี้แหละ เป็นโอกาสทองของเจ้ากรรม
นายเวร เขาจะมาปิดบัญชีหนี้

ตอนนี้ก็ว่าจะไม่เขียนเรื่องธรรมะ
แล้วเชียว แต่ก็อดไม่ได้ เพราะ
มันอยู่ในสมองไปเรียบร้อยแล้ว
+555...

อ่านดูก็นึกตลกตัวเองเหมือนกัน
ไม่คิดว่าตัวเองจะธรรมะ ธรรโม
อะไรเพียงนี้

สมัยก่อนนะเกลียดพวกประเภท
ธรรมะ ธรรมโม พวกนี้มาก ๆ
ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะรู้สึก
ไม่ค่อย สนุก จืดชื่นไม่มี ชีวิตชีวา

แต่เขาว่าเกลียดอะไร ก็มักจะได้
อันนั้น ก็เห็นจะจริงอย่างโบราณว่า
+555...

กลับมาเรื่องสงกรานต์ อีกครั้ง
ตอนนี้ก็มีข่าวเรื่องอุบัติเหตุ
กันมากมาย มากจนน่าใจหาย
สงกรานต์ บางจังหวัดถึงกลับสาด
เลือด กันแทนสาดน้ำ

ดูจากข่าวก็ รู้สึกโหดกันมาก ๆ
เหตุหนึ่งคงเป็นเพราะฤทธิ์ สุรา
เป็นตัวชักนำ...คนเราทำอะไรก็ได้
เมื่อเมาเหล้า ข้าพเจ้าเองก็ใช่ย่อย

สมัยก่อนเป็นวัยรุ่นก็ไม่น้อย
เหมือนกัน ยังไม่คิดเลยว่าจะเลิกได้
ตอนนั้นฟังพระพยอมเทศน์ ก็ค้านเต็มที่
พระอะไร เอาแต่ด่าคนเมา
แต่ตอนนี้เห็นดีเห็นชอบกับท่านแล้ว
ว่าโทษของการดื่ม มันไม่ดีจริง ๆ
+555...

ข้อระวังเรื่อง สอนชาวสุราให้เลิกสุรา
ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ
จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เลย
ไม่รู้จะใช้อุบาย อย่างไร
แต่ที่ข้าพเจ้าเลิกได้ ก็เพราะพระกุมารกัสสปะ
มาเตือน...

อะ ๆ...ไม่ใช่มาเตือนในนิมิตหรืออะไรหรอก
แต่มาเตือนในอินเตอร์เนตนี่แหละ
วันนั้นจำได้ว่าอ่านเรื่อง พระเจ้าปายาสิ
ที่มีมิจฉาทิฏฐิ เชื่อว่า บุญบาป ไม่มี
สวรรค์ นรก ไม่มี อะไรทำนองนี้

คงสงสัยว่ามันเกี่ยวกับการเลิกเหล้า
ของข้าพเจ้าอย่างไร เพราะในท้องเรื่อง
ที่พระเถระ กับ พระเจ้าปายาสิโต้กันนั้น
ไม่ใช่เรื่อง สุรา อะไรเลย

ตอนท้ายของพระสูตรนี้
ผู้เขียนเขาต่อท้ายเป็นวาทะของพระกุมารกัสสปะ
ว่า"ท่าน(พระเจ้าปายาสิ)อย่าได้มีความยึดมั่น
ถือมั่นอีกเลย ทุกอย่างอาตมาก็วิสัชนาจนหมดแล้ว"

จะเรียกว่าพระเถระเริ่มเหน็ดเหนื่อยกับความหัวดื้อ
ของพระเจ้าปายาสิก็ว่าได้ เพราะพระองค์นี้
ก็ช่างสรรหาเรื่องราว มาทดสอบมากมายเหลือเกิน
ทุกเรื่องพระเถระก็ตอบและอธิบายจนได้หมด

จนสุดท้ายพระเจ้าปายาสิก็คลายความยึดมั่น
ประกาศตนยอมรับพุทธศาสนา...ตั่งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากอ่านจบแล้ว พรรคพวกก็ชวนไปกินเหล้า
เพราะตอนนั้นยังรักสังคม สุราอยู่
เมื่อมือจับแก้วเหล้า ภาพของพระกุมารกัสสปะ
ก็มาเตือนในสมองบอกว่า
"ขอท่านอย่าได้มีความยึดมั่น ในสิ่งที่กระทำนี้เลย
สิ่งที่ได้กับสิ่งที่สูญเสียนั้น ไม่คุ้มค่ากันเลย
จงวางความยึดมั่นวาง ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดี
สิ่งประเสริฐเสียเถิด"

ข้าพเจ้ารีบวางแก้ว เลิกการดื่มสุรา
และปฏิญาณว่าจะไม่ ดื่มสุราอีกตลอดชีวิต
ใครจะเลิกคบกับเรา หรือบังคับเราก็ช่าง
ไม่สนใจ...

+555...
ก็แล้วแต่ใครจะเจอหรือหาอุบายแก้กันเอง
เป็นเรื่องเฉพาะตัว ต้องรู้ด้วยตัวเองนะ




สารบัญ




 

Create Date : 16 เมษายน 2551    
Last Update : 16 เมษายน 2551 14:26:45 น.
Counter : 336 Pageviews.  

๐๓๙-ความเสื่อมของอายุมนุษย์



เมื่อมีการกระทำชั่วปรากฏ อายุและผิวพรรณของมนุษย์จะเสื่อมถอยลง แต่เดิมอายุของมนุษย์นั้นยืนมาก มากจนคิดว่าชีวิตการเกิดเป็นมนุษย์นี้มีความเที่ยง จึงเกิดความประมาท ประกอบการอกุศลขึ้น เช่นเริมมีการเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงข้าวของ มีปาณาติบาต เกิดขึ้น เป็นต้น

จริง ๆ แล้วการจินตนาการอายุมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเหนือวิสัยของปุถุชน แต่อยู่ในวิสัยของพระพุทธเจ้า ที่จะทรงพระญาณ กำหนดรู้ได้ซึ่งข้าพเจ้า สามารถสรุปความตามเนื้อหาในพระไตรปิฎก แต่ข้าพเจ้าได้อาศัยข้อมูลปัจจุบัน และย้อนหลังอดีต(ประมาณ ๑๐๐ ปี) เป็นฐานข้อมูลเทียบเคียง ก็พบร่องรอยบางอย่าง คืออายุขัยของมนุษย์มีแนวโน้มลดลงจริง ๆ

โดยการอาศัยข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ประกอบกันเพื่อมองเห็นภาพของชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ปัจจุบันเขาทำกัน เช่น ทำไมนักดาราศาสตร์จึงทราบว่าจักรวาลกำลังขยายตัว ซึ่งถ้าจะอาศัยสามัญสำนึกของมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่จะรับรู้แน่นอน แต่พวกเขาใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัย ตรวจจับรังสีจากกลุ่มแกแล็กซี่ และใช้ปรากฏการณ์ ดอปเปลอร์ เป็นตัวอธิบาย

จึงสามารถสรุปได้ว่าจักรวาลกำลังขยายตัว ปรากฏการณ์ ดอปเปลอร์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่สัมพัทธกัน ทำให้เกิดความถี่ของรูปคลื่นเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ และสามารถรับรู้ได้จากประสาทสัมผัสของมนุษย์เช่น ปรากฏการณ์ ดอปเปลอร์ ที่เกิดจากแหล่งกำเนิดคลื่นเสียง ๒ แหล่งเคลื่อนที่เข้าหากัน หรือ ออกจากกันเป็นต้น

ดังนั้นจึงน่าจะใช้การศึกษาในลักษณะเดียวกันนี้เป็นกรณีเทียบเคียง ที่จะอธิบายอาจุขัยของมนุษย์ที่กำลังมีลักษณะขาลง และมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ว่าอายุเริ่มต้นของมนุษย์นั้นมีอยู่เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อเรื่องจุดเริ่มต้นของจักรวาล(ทฤษฏีบิ๊กแบงค์) ในบางคัมภีร์อายุขัยของมนุษย์นั้นยาวนานกันเป็นกัป เลยทีเดียว
แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญอะไรเพราะคงต้องเริ่มต้นอายุมนุษย์ที่ ๘๐,๐๐๐ ปี ตามพระไตรปิฎก สรุปได้ว่า

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เกิดความขัดสนของมนุษย์แพร่หลาย จึงเกิด อทินนาทานแพร่หลาย และปาณาติบาต ก็แพร่หลายตามมา อายุวรรณะของมนุษย์ก็เสื่อมลงเหลือ ๔๐,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี เกิดอทินนาทานแพร่หลาย มนุษย์ก็กลัวความผิดจึงเกิดการมุสาวาทขึ้นแพร่หลาย ดังนั้นอายุ วรรณะของมนุษย์จึงเสื่อมถอยลงเหลือ ๒๐,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี เกิดการขโมยทรัพย์ของผู้อื่น มนุษย์เริ่มมีวาจา ส่อเสียด กล่าวโทษผู้อื่นแพร่หลาย อายุวรรณะของมนุษย์จึงเสื่อมถอยลง เหลือ ๑๐,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี เกิดความแตกต่างของวรรณะ(ผิวพรรณ) มนุษย์ก็เริ่มประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาแพร่หลาย ทำให้บุตรของมนุษย์มีอายุเหลือ ๕,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ธรรม ๒ ประการคือ วาจาด่าทอ และเพ้อเจ้อ ก็ได้ถึงความแพร่หลาย บุตรของมนุษย์จึงมีอายุ วรรณะเสื่อมถอยบางพวกเหลือ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกเหลือ ๒,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ความเพ่งเล็ง และความพยาบาท ก็ได้ถึงความแพร่หลาย บุตรของมนุษย์ก็มีอายุ วรรณะ เสื่อมถอยลงเหลือ ๑,๐๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฏฐิ หรือความเห็นผิด ว่าสิ่งที่สมควรว่าไม่สมควร สิ่งที่ไม่สมควรเห็นว่าสมควร มีความแพร่หลาย บุตรของมนุษย์ก็มีอายุ วรรณะ เสื่อมถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการ คือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม ก็ได้แพร่หลาย บุตรของมนุษย์ก็มีอายุ วรรณะ เสื่อมถอยลงเหลือ ๒๐๐-๒๕๐ ปี

- เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๐๐-๒๕๐ ปี ธรรมเหล่านี้คือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย บุตรของมนุษย์ก็มีอายุ วรรณะ เสื่อมถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี

สภาพมนุษย์สมัยอายุต่ำสุดคือ...
เมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปี จักควรมีสามีได้ ในยุคนั้นมนุษย์จะไม่มีจิตคิดเคารพ ยำเกรง พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ อาจารย์ สัตว์โลกจะสู่สม ปะปนกันหมด เกิดความอาฆาต พยาบาท คิดร้ายฆ่ากันอย่างแรงกล้า จักมีสัตถันตรกัป(กาลอันมืดมน ๗ เพลา) สิ้น ๗ วัน มนุษย์จักกลับสำคัญกันเองว่าเป็นอาหาร ใช้ศาสตราเข่นฆ่ากันเอง ด้วยสำคัญว่าเป็นเนื้อ
นี่เป็นเนื้อหาโดยสรุป ถ้าจะอ่านกันเต็ม ๆก็ค้นหาอ่านกกันได้จาก พระไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต สังยุตตนิกาย หรือจะเป็น ฉบับธรรมทานก็ได้เนื้อหาก็อันเดียวกัน

สรุปได้ว่า กิเลสตัณหา และมิจฉาทิฏฐิ ทำให้อายุ และผิวพรรณของมนุษย์เสื่อมถอยลง จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดเพราะปัจจุบัน เด็กน้อยเริ่มเจริญ วัยกันเร็วกว่าปกติ เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วขึ้น ๗-๘ ขวบ เด็กหญิงก็เริ่มมีประจำเดือน สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่มีเอกสารทางการแพทย์รองรับ พวกเขาลงความเห็นกันว่าเป็นที่ฮอร์โมน คือสิ่งที่ทำให้ธรรมชาติการเจริญเติบโตของเด็กเปลี่ยนไป

ถ้าจะล้วงลึกเข้าไปอีกว่าฮอร์โมน พวกนี้มาจากไหน ก็เกิดจากร่างกายของเราผลิตขึ้นมา เกินความพอดี หรือเมื่อไม่มีความสมดุลกันเกิดขึ้น แล้วอะไรเป็นเหตุของความไม่สมดุล ซึ่งก็คือ อาหาร การกิน ที่ซับซ้อน และสกปรก รวมถึงภาวะความเครียด เป็นต้น

แล้วทำไมอาหารจึงซับซ้อน และผู้คนมีความเครียด ก็เพราะคนเรามีความอยาก มีตัณหา ที่รุนแรงนี่เอง จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาได้สอนไว้อย่างลึกซึ้งที่สุด แต่พวกเรา มองไม่เห็นคุณค่า ไม่เข้าใจ จับประเด็นแนวคำสอนที่ผิดพลาด จนกระทั่งละเลยเพิกเฉยมากกว่า คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นแค่ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลรองรับ

อีกไม่นาน มนุษย์จะเริ่มชินกับอายุขัยที่ลดลง จนมองเป็นเรื่องปกติ พวกเขาจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า มนุษย์ยุคที่มีอายุขัย ๗๕ หรือ ๑๐๐ ปีดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร พวกเขาจะพอใจกับอายุขัยเพียง ๑๐ ปี และเข่นฆ่ากันเป็นผักเป็นปลา

ถ้าจะถามว่า
“แล้วมีประโยชน์อะไรก็ในเมื่อมันยังมาไม่ถึง หรือกว่าจะถึงเราก็ต้องตายก่อนอยู่ดี ปล่อยให้เป็นปัญหาของคนยุคนั้นไปซิ....”
ซึ่งเป็นความเห็นที่เอาตัวรอดได้ดีทีเดียว เอาเป็นว่าถ้าท่านมีความคิดประเภทนี้ก็อนุญาตให้จบบทความนี้ได้เลย หรือ บุคคลที่มีความเชื่อเกิด ครั้งเดียวตายครั้งเดียวก็เช่นกัน ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องอ่านต่อไป

แต่ถ้าท่านเป็นบุคคลนอกเหนือจากนั้น ก็พอมีทางออกคือ การทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ตกอยู่ในยุคที่มืดมนเช่นนั้น เราเองก็อาจจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ และอาจจะไปเกิดในยุคนั้นก็เป็นไปได้ หากมีกุศลและอกุศลชักนำเพียงพอ

๑. ถ้าท่านทำอกุศลมาก ๆ ได้ตกนรกนาน ๆ ก็คงจะพ้นได้ แต่ต้องอยู่ให้นานจริง ๆ

๒. ทำกุศลให้มาก ๆ แล้วขึ้นไปพักผ่อนบนสวรรค์หรือพรหมโลก ยิ่งชั้นสูง อายุเทวดายิ่งยาวนาน

๓. ถ้าท่านทำกุศลบ้าง อกุศลบ้าง กระท่อนกระแท่น ก็มีแววจะได้เกิดในยุคนั้นมากกว่า ก็เลือกเอาที่คิดได้ตอนนี้มี ๓ ข้อ ๒ หนทางใครปรารถนาประการใดก็เลือกเอา



สารบัญ




 

Create Date : 14 เมษายน 2551    
Last Update : 14 เมษายน 2551 11:41:33 น.
Counter : 457 Pageviews.  

๐๓๘-ธรรมชาติของสัตว์โลก...ย่อมรักชีวิตด้วยกันทั้งนั้น



มนุษย์เรารักชีวิตมากเท่าไหร่ บรรดาสัตว์ก็รักชีวิต รักภพภูมิของตัวเองมากเท่านั้น มนุษย์ชอบตั้งตัวเองเป็นใหญ่ เป็นผู้รู้ ผู้ครองโลก สามารถดลบันดาลให้ชีวิตของสัตว์อยู่หรือเป็น ได้ตามใจตัวเอง แต่พอตัวเราเองมีภัย ก็กลัวตายไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน อย่างเช่น มนุษย์เรากลัวเสือทำร้าย แต่ถ้าลองถามเสือมันดู ถ้ามันพูดได้มันคงต้องบอกว่ามันกลัวมนุษย์มากกว่า เรากลัวมันเสียอีก

เรากลัวงู เมื่อเห็นงูจึงต้องรีบตีให้ตาย ทั้งที่มันยังไม่ได้แสดงอาการของการจงใจทำร้ายมนุษย์ พอถูกมนุษย์เบียดเบียน มันก็ต้องต่อสู้ตามสัญชาติญาณ มนุษย์เราก็เลยต้องฆ่าเสีย ถ้าเราคุยกับมันรู้เรื่องมันคงไม่อยากเจอพวกมนุษย์หรอก

เรากลัวตาย กลัวความไม่ปลอดภัย จนขึ้นสมอง เห็นอะไรไม่ดีไม่ปลอดภัย ก็ต้องฆ่า ต้องทำลายก่อน ไม่เว้นแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง
แต่เรื่องจริงที่ข้าพเจ้าอยากจะเตือนใจ ท่านทั้งหลายไว้ว่าในโลกปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยมนุษย์และสัตว์ ได้อาศัยพึ่งพา และเบียดเบียนกันนั้น มีสัตว์อยู่พวกหนึ่งที่เคยปรารถนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพุทธภูมิใด ๆ ในอนาคต และกำลังเสวยชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพื่อชดใช้กรรม และบำเพ็ญบารมีไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งมีขนาดตั่งแต่นกกระจาบตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงพญาช้าง

วันหนึ่งเราเกิดไปทำร้าย พระโพธิ์สัตว์ที่กำลังเสวยชาติเป็นสัตว์เดรัจฉานเข้า บาปกรรมนั้นจะติดตัวเราไปนานแสนนาน ถ้าหากไม่ได้อโหสิกรรมต่อกัน ก็จะเป็นเหมือนพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัตต์ ที่จองเวรกันทุกภพทุกชาติ จนท้ายสุดพระเทวทัตต์ต้องตกลงไปสู่นรกอเวจี ชดใช้กรรมอีกนานแสนนาน กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

หรือใครต้องการจะพบพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีการแบบพิสดารเช่นนี้ก็ลองดูก็ได้ แต่ทำใจให้ถึงหน่อยนะ เพราะไฟในนรกนั้นร้อนมาก
ไม่แน่เรื่องราวในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ต่อไปในอนาคต อาจจะมีเรื่องของท่านปรากฏเหมือนพระเทวทัตต์ก็เป็นไปได้...(ไม่แน่)


สารบัญ




 

Create Date : 14 เมษายน 2551    
Last Update : 14 เมษายน 2551 10:36:52 น.
Counter : 818 Pageviews.  

๐๓๗-ผ้าที่เปื้อนโคลนยังล้างสะอาดได้...แต่ใจที่เปื้อนต่ออกุศลนั้นล้างยาก



สมัยหนึ่งที่ข้าพเจ้ายังทำงานอย่างมีความสุข ก็ได้ยินพี่ ๆ ที่ทำงานเขาเล่ากันว่า นาย ก. เป็นวิศวกรภาคสนามของบริษัท ตอนนั้นได้ออกรถมาใหม่ ก็เรียกว่ายังไม่ได้เปลี่ยนป้ายแดงเลยก็ เป็นธรรมดาที่เจ้าของ จะต้องรักต้องหวงรถ ยิ่งกว่าลูก

บังเอิญบ่ายวันนั้นฝนตก แต่ก็ต้องไปทำงานยังสำนักงานโครงการตามปกติ แกก็ได้พาลูกน้องไปด้วย ๒-๓ คน
หลังเลิกงานก็จะขับรถเพื่อไปส่งลูกน้องขึ้นรถเมล์ตามปกติ ก่อนขึ้นรถ ร้องบอกลูกน้องให้ถอดรองเท้าที่เปื้อนดินโคลนก่อนเพราะจะทำให้รถเปื้อน
โดยปกติแกเป็นคนที่มีนิสัยเจ้าการมากเรื่องอยู่แล้ว ก็เลยเป็นที่นินทาต่อลูกน้องต่อไป

ปัจจุบันแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานกว่า ๖ ปี และแกก็ออกจากบริษัทไปตั้งนานหลายปีแล้ว แต่ลูกน้องเก่าที่ยังทำงานอยู่ ก็มีหลายเรื่องของแกเล่า กล่าวขวัญถึงวีรกรรมให้ฟังเสมอ

จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์แก่ท่านทั้งหลายให้พึงระวัง การกระทำ การพูดให้ดี เพราะเมื่อพลาดไปแล้ว บุคคลที่อยู่แวดล้อมเขาจะจดจำเราได้เป็นอย่างดี ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

สารบัญ




 

Create Date : 13 เมษายน 2551    
Last Update : 13 เมษายน 2551 15:53:32 น.
Counter : 211 Pageviews.  

๐๓๖-ศีลแปลว่าปกติ...ที่ไม่ปกติ



การเขียนบทความในเชิงพุทธศาสนา ลัทธิความเชื่อนี้ จะว่าทำง่ายก็ง่าย จะว่าทำยากก็ยากเพราะจำเป็นต้องมองสังคมหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มุม แล้วนำมากลั่นกรองเป็นอักษรหรือถ้อยคำ บางครั้งก็กระทบ เสียดแทง ความรู้สึกของคนบางคน บางกลุ่มบ้าง ถูกใจบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นการเขียนบทความประเภทนี้ จึงต้องมีแกนหลักคือ ปัญญาและเหตุผล ตามความเป็นจริง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เขียนกันไปตามความรู้สึก หรือสามัญสำนึกของปุถุชนคนธรรมดา หรือ เขียนให้เอาอกเอาใจใครเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาส ในเรื่องเกี่ยวกับศีล ซึ่งในตำราแปลว่า ปกติ ในความปกตินั้นเขาปกติกันอย่างไร เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเคยอธิบายไว้เป็นข้อคิดว่า คำว่าปกตินั้นให้คิดว่าตัวเองตามธรรมชาตินั้น ปกติเราต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ตัวอย่างเช่น

๑.เรารักชีวิตตัวเองเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นสัตว์อื่น ๆ ก็รักชีวิตของมันเองเป็นเรื่องปกติเช่นกัน จึงไม่ควรเลยที่จะเบียดเบียนกัน

๒.เรามีความรักในทรัพย์สินขิงตัวเองอย่างไร บุคคลอื่นก็มีความรักในทรัพย์สินของเขาเป็นปกติ อย่างนั้นแล้วควรหรือที่จะแก่งแย่ง ปล้นชิง ทรัพย์สินกัน

ยกตัวอย่างเพียง ๒ หัวข้อ ในส่วนที่เหลือก็มีนัยลักษณะเดียวกัน ปัญญาชนที่อ่านหนังสือออก และท่องศีล ๕ ได้ดีคงคิดต่อเองได้ไม่ยาก

ในเรื่องของศีล ๕ ประการนี้เป็นวิสัยของมนุษย์โลกที่เกิดมา ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์เดินสวนทางกันเป็นประจำนั้น ไม่ว่าเขาจะมีผิวพรรณ วรรณะอะไร ในอดีตชาติต่างก็เคยรักษาศีล ๕ ประการนี้ครบด้วยกันทั้งนั้น แต่ใครจะมากน้อยกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับบารมี หรือกำลังใจของแต่ละคน จึงทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างกันมากมายเหมือนทุกวันนี้

แต่ปัจจุบัน ถ้าเราจะเอาศีล ๕ บริบูรณ์คือมนุษย์โลกแล้ว เราคงจะมองหามนุษย์โลกจริง ๆ นั้นยากเต็มที เราเพราะพวกเขาเริ่มมองคนที่รักษาศีล เป็นเรื่องผิดปกติของสามัญชนทั่วไป เรื่องศีลจึงเป็นเรื่องปกติ...ที่ไม่ปกติอีกต่อไป

ไม่น่าแปลกอะไรที่คนจะมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ในสภาวะสังคมปัจจุบัน จะต้องมีกำลังใจเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว มีความมุ่งมัน มากเป็นพิเศษ
เขามักจะถูกมองและถูกให้คุณค่าทางสังคมน้อยกว่า คนทั่ว ๆ ไป เช่น ถ้าตกอยู่ในสังคมของนักดื่มสุรา พวกนักดื่มก็มักจะให้ความสำคัญ พูดคุย และช่วยเหลือเพื่อนที่อยู่ในวงการนักดื่มเหมือนกัน คนที่ไม่ดื่มและไม่ค่อยเข้าสังคมเพื่อต้องการรักษาศีล ๕ ประการจึงร่วมทำงานด้วยกันยาก แต่มันก็ไม่เสมอไปหรอก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของสังคมนั้น บางกลุ่มบางสังคมเขาก็สามารถแยกแยะ ผิดถูก หรือเวลาพักผ่อน เวลาทำงานได้ ดังนั้นสังคมที่เจอของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีแนวโน้มไปตามที่ข้าพเจ้าเขียน อย่างแน่นอน

มุมมองการมีคู่เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ชายก็เริ่มมีเมียน้อยหรือกิ๊ก จนดูเป็นเรื่องปกติ ใครไม่มีชู้หรือกิ๊กถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ มุมมองแบบนี้มันจะค่อย ๆ เปลี่ยน ค่อย ๆ ปรับ ไปเรื่อย ๆ จนทุกคนยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติไป แล้วสุดท้ายสุด เขาก็จะมองศีลธรรมเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องที่เขียนกันขึ้นมาเพื่อเรียนเอาเกรดกันเท่านั้น

เรื่องศีลนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะมองข้ามไม่ได้เลย เพราะมันเกี่ยวข้องกับชะตาของโลกเราทีเดียว คือโลกจะเจริญ รุ่งเรือง สงบร่มเย็น ก็อยู่ที่ศีล จะล่มสลาย แตกสลายก็เป็นเรื่อง ทุศีล
ให้ท่านทั้งหลายจงช่วยกันเอาไปคิด อ่านอย่างเดียว ข้าพเจ้าเชื่อว่ามันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักคิดและปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเคร่งครัดต่างหาก ผลที่ได้ก็ไม่ใช่ตกอยู่ที่ใครคนอื่น แต่ผลนั้นก็ตกอยู่กับตัวท่านเองเท่านั้น


สารบัญ




 

Create Date : 13 เมษายน 2551    
Last Update : 13 เมษายน 2551 15:35:17 น.
Counter : 198 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.