ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๐๐-บันไดขั้นที่สองจากห้าขั้น



ช่วงสอง สามวันนี้อากาศร้อนมาก(กลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒) ความหนาวเย็นเมื่อต้นเดือนได้หายไปเสียแล้ว ตอนแรกก็หลงดีใจ นึกว่าจะเข้าหน้าหนาวเร็วกว่าทุกปีเสียอีก
ตอนที่เขียนนี้ก็ดีใจมากครับ เพราะตอนนี้เป็นตอนที่ ๒๐๐ พอดี ก็ยังเคย ๆ คิดว่าจะเขียนบทสรุปทุก ๆ ๑๐๐ ตอน แต่ก็ไม่ได้ทำสักที ก็คงต้องพลัดมายังตอนที่ ๒๐๐ นี่แหละครับ

ข้าพเจ้าเคยฟังรายการธรรมะ เป็นคลื่น สังฆทานธรรม ครับ เมื่อสักต้นเดือน ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา พอดีเป็นการย้อนประวัติการสร้างพระพุทธรูปหยกเขียว หรือ พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย วัดธรรมมงคล (พอดีก่อนหน้านั้นก็เคยไปกราบมาแล้ว แต่ไม่รู้ประวัติการสร้าง) พระอาจารย์วิริยังค์ เป็นผู้ดูแลการสร้าง โดยจ้างช่างแแกะสลักชาวอิตาลี เป็นผู้แกะสลัก บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่ง ของนายช่างบอกว่า ทุกครั้งที่เขาลงมือแกะสลักพระพุทธรูป มีความรู้สึกว่า เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยดึงดูดมือ ให้แกะสลักไปตามแบบ โดยที่เขาเองก็ไม่ทราบได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ตามความเชื่อของผู้สร้างก็บอกว่าเป็นเทวดามาร่วมสร้างครับ โดยพระพุทธรูปองค์สำคัญ ก็จะมีประวัติทำนองนี้เสมอ ๆ

ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่ขอฟันธง เพราะอาจจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นตามกันได้ แต่ที่แน่ ๆ เทวดา สวรรค์ นั้นมีจริงครับ เพราะข้าพเจ้าเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ทำไมจึงยกเรื่องการสร้างพระพุทธรูปมาเล่าก่อน ซึ่งเกี่ยวข้องอะไรกันนั่นนะหรือ...?
ก็คงเกี่ยวข้องกันนิดหน่อย เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ข้าพเจ้าย้อนกลับไปอ่านเรื่องราว ที่ตัวเองได้เขียนไว้ บางเรื่องก็แทบไม่น่าเชื่อว่า ข้าพเจ้าจะเขียนได้อย่างนั้นจริง ๆ เพราะโดยนิสัยแล้วไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือเป็น หรือ อธิบายอะไรได้ดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันทุกครั้งที่ลงมือเขียน หรือ พิมพ์เรื่องราวอะไรสักเรื่อง มันเหมือนกับมีใครบางคนมาช่วยเขียน ช่วยนึกเรื่อง ช่วยกลั่่นกรอง ช่วยแก้ไข ซึ่งทุกเรื่องนั้นมักจะตกวกวนอยู่กับเรื่องธรรมะ บางครั้งอยากจะเขียนเรื่องปกติ ตามแบบชาวบ้านเขาชอบกัน แต่ก็วกมาหาธรรมะจนได้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องธรรมะสักหน่อย จนทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คือ ไม่ค่อยมีเรื่องอื่นเจอปน

แต่สิ่งที่เขียนไม่ได้ต้องการอวดอ้างหรอกนะครับ แต่มันเกิดจากแรงผลักดันจากภายในมากกว่า จุดประสงค์ไม่ได้อยากจะให้คนอื่น มีความคิดเห็นตามที่เขียน แต่อยากให้ลองใช้ปัญญาในการไตร่ตอง เทียบกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียก่อน แล้วค่อยเชื่อตาม

หากในกาลข้างหน้า มีคนที่พอจะแก้ประเด็นที่ยังติดข้างในจิตของข้าพเจ้าได้ เมื่อนั้นผลประโยชน์ทั้งหลายก็จะตกอยู่ที่ตัวของข้าพเจ้าเอง และคนที่สนใจที่มีความสนเรื่องธรรมะ จะได้นำไปศึกษาเทียบเคียงได้ครับ

-จบ-

ขอบคุณรูปพระพุทธรูปที่สวยงามมากครับ

จากวัดธรรมมงคล หรือ สนใจเรื่องประวัติก็ตามลิงค์ไปเลยครับ http://www.dhammamongkol.com




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 19:15:40 น.
Counter : 246 Pageviews.  

๑๙๙-ฉากกั้น ๑๖ ชั้น(ตอนที่ ๒ จบ)



“สิ่งที่อาจารย์จะสอบถามเจ้าทั้งหลายต่อจากนี้ นั่นก็คือ พวกเจ้ามองเห็นอะไรบ้างในกระดาษสิบหกแผ่น ที่ซ้อนอยู่บนลังนั่น...” อาจารย์ถาม

ทำให้ลูกศิษย์คนหนึ่ง ตัดสินใจเดินไปมองดูรอบ ๆ กองกระดาษ

“ไม่เห็นอะไรเลยครับอาจารย์ นอกจากกระดาษที่เจาะรู และตะเกียงแก้วใต้ลัง”

“ลองมองตรง ๆ ลงมาจากด้านบนสิ เธอมองเห็นแสงตะเกียงไหม” อาจารย์แนะนำ

“ไม่เห็นเลยครับ” ลูกศิษย์คนนั้นตอบ

“ฉันใดก็ฉันนั้นลูกศิษย์ทั้งหลาย เป็นธรรมดาที่กระดาษคนละแผ่น และแตกต่างกันในตำแหน่งของการเจาะ เพราะต่างก็ไม่ปรึกษากัน เมื่อนำมาซ้อนทับกัน รูนั้นก็ย่อมไม่ตรงกันไม่สอดคล้องกัน ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน การที่จะทำให้มองเห็นแสงไฟ ในเบื้องล่างนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ข้อนี้ชี้ให้เห็นความขาดสามัคคีของหมู่พวกเจ้าหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง แสงไฟอันเป็นแสงสว่าง ที่พ้นไปจากโลก เป็นธรรมเหนือธรรม ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสสอนไว้แล้วในอดีตนั้น เป็นสิ่งที่มองเห็นได้โดยยาก เพราะอนุสัยของกิเลสทั้งสิบหกอย่างนั้น เข้ามาบดบังเสีย ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสัจจธรรมความเป็นจริงของชีวิต และไม่อาจจะบรรลุธรรมในขั้นที่เป็นพระอริยบุุคคล นั่นเพราะเหตุของกิเลส อันมี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นประธานในเบื้องต้น และ อวิชชาที่เป็นกิเลสอาสวะอันละเอียดในเบื้องปลาย ต่างก็วางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ และมีเงื่อนงำเกี่ยวโยงใยกันไม่ต่างอะไรกับใยแมงมุม เมื่อแก้ไขอย่างหนึ่งก็ไปกระทบอีกอย่างหนึ่ง หากไม่ได้แก้ไขกันอย่างเป็นระบบ เราก็ไม่อาจจะมองเห็นแสงตะเกียงผ่านรูทั้ง 16 รูพร้อมกันได้เลย ”

“อุปมาข้อนี้ก็ยังว่าง่ายอยู่นัก ศิษย์ทั้งหลายจงมองดูต่อเถิด หากเปลี่ยนกระดาษนั้นเป็นแผ่นหินศิลาหนาทึบ กว้างด้านละหนึ่งศอก หนาหนึ่งคืบ เจาะรูในตำแหน่งต่างกันก้อนละ 1 รู วางซ้อนกันขึ้นไปทั้ง 16 ก้อน

อาจารย์ขอถามว่า การที่จะเลื่อนก้อนหินทีละก้อนจากบนลงล่าง โดยห้ามไม่ให้ก้อนหินทั้งหมดเคลื่อนที่แยกจากกัน คือจะล้มกระดานนำมาเรียงใหม่นั้นไม่ได้ ต้องค่อยเลื่อนทีละก้อน ๆ การที่ตำแหน่งรูนั้นจะตรงกันโดยที่หินศิลาไม่ล้มไปเสียก่อนนั้น เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ” อาจารย์ถาม

“เป็นไปได้ยากครับ เพราะธรรมดาหินก้อนบนสุด นั้นย่อมเคลื่อนได้โดยง่าย และยากขึ้นตามลำดับ เมื่อต้องเคลื่อนก้อนที่สอง สาม สี ตามมาจนถึงก้อนที่สิบหก ซึ่งเป็นก้อนที่เคลื่อนยากที่สุด เพราะถูกน้ำหนักของก้อนศิลากดทับอยู่ถึงสิบห้าก้อน ” ศิษย์คนหนึ่งตอบ

“ถูกแล้ว ๆ ข้อนี้เปรียบเหมือนการละกิเลสของสัตว์ให้ได้นั้น ก็ต้องอาศัยความเพียร การอบรมปัญญาสั่งสมกันมาต่อเนื่อง นานนับร้อยนับพันนับหมื่นชาติ กว่าที่จะสามารถเคลื่อนที่หินทั้งสิบหกก้อน ให้รูที่เจาะไว้เป็นระเบียบตรงกันได้ และเมื่อบััดนั้นหน้าที่ทั้งหลายในภพน้อยใหญ่ก็จะสิ้นสุดลง กิจอื่นที่พึงทำก็ได้ทำหมดแล้ว แสงสว่างอันเปรียบเหมือนนิพพาน แลกิเลสอาสวะทั้งปวง ก็ย่อมมองเห็นได้ชัด ภพอันเป็นไปในการเกิดทุกข์นั้นย่อมไม่มีอีกต่อไป บุคคลนั้นย่อมลุธรรมอันบริสุทธิ์เข้าถึงอรหันตผลในกาลนั้นเอง”

กระดาษหรือหินสิบหกแผ่นยังหมายถึง อุปกิเลส ๑๖ คือ
๑ ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือก
๒ ความพยาบาท
๓ ความโกรธ
๔ ความผูกใจเจ็บ
๕ ความลบหลู่คุณ
๖ ความตีเสมอท่าน
๗ ความริษยา
๘ ความตระหนี่
๙ ความเจ้าเล่ห์
๑๐ ความโอ้อวด
๑๑ ความหัวดื้อถือรั้น
๑๒ ความแข่งดี
๑๓ ความถือตัว
๑๔ ความดูหมิ่น
๑๕ ความมัวเมา
๑๖ ความประมาทเลินเล่อ



ขอบคุณรูปจาก http://kanchanapisek.or.thมากมายครับ




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 9:17:29 น.
Counter : 342 Pageviews.  

๑๙๘-ฉากกั้น ๑๖ ชั้น(ตอนที่ ๑)



ณ โรงเรียนสอนศิลปวิชาการแห่งหนึ่งในครั้งอดีต เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ณ ดินแดนที่ยังไม่มีแสงสีนีออน หรือ คอมพิวเตอร์ใด ๆ ทั้งสิ้น

การไปโรงเรียนของบรรดานักเรียนยังคงต้องเดินทางด้วยเท้า โดยที่หนทางที่แสนจะลำบาก บางวันก็ต้องพักอยู่ที่บ้านของอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาการให้ (ถ้าจะทำให้นึกถึงได้ง่าย ผู้อ่านก็นึกถึงหนังจีนกำลังภายในครับ บรรยากาศคล้าย ๆ กัน)

วันหนึ่ง อาจารย์ได้เรียกศิษย์ทั้งหมดสิบหกคน มาเพื่อสอบถามความรู้ที่ได้เล่าเรียนในรอบปีที่ผ่านมา คงจะเหมือนการสอบไล่ในสมัยปัจจุบันครับ เพียงแต่ไม่ได้มีประกาศนียบัตรให้ไปสมัครงานก็เท่านั้น

“เอาล่ะ ศิษย์รักของข้าทั้งหลาย วันนี้เป็นวันดีที่ข้าภูมิใจมาก เพราะพวกเจ้ากำลังจะสำเร็จการศึกษา ที่ข้าได้ถ่ายทอดมาให้เกือบทั้งชีวิต พวกเจ้าไปเตรียมกระดาษมาคนละแผ่น” อาจารย์ออกคำสั่ง
ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนต่างตื่นเต้นเป็นอันมาก ทุกคนต่างหยิบกระดาษขึ้นมาคนละแผ่น พร้อมกับพู่กันคนละด้าม เพื่อเตรียมจดคำถามที่อาจารย์กำลังจะพูดออกมา

อาจารย์แสยะรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า

“บททดสอบในวันนี้ ให้ทุกคนหยิบกระดาษขึ้นมาคนละแผ่น อาจารย์จะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งชั่วยาม หาวิธีเจาะรูกระดาษ ให้มีขนาดเท่ากับดวงตาของตัวเอง จำนวนคนละหนึ่งรู ในตำแหน่งไหนก็ได้ของกระดาษ แล้วนำไปใส่กรอบไม้มาส่งอาจารย์ ”

อาจารย์พูดจบ ก็สร้างความฮือฮาให้กับบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย บางคนที่กำลังนึกเลขสมการที่ซับซ้อน หัวข้อกฎหมาย ศีลธรรม ฯ ถึงกับอ้าปากค้างไปเลย เพราะไม่เคยนึกเลยว่าข้อสอบอาจารย์จะง่ายดายขนาดนี้ แต่บางคนที่คิดลึกหน่อยก็เชื่อว่าอาจารย์ของตัวเอง ต้องมีปริศนาธรรมแฝงอยู่เป็นแน่

ไม่นานนักทุกคนก็เจาะรูบนกระดาษ ในตำแหน่งที่ตนเองคิดว่าถูกใจอาจารย์มากที่สุด ทุกคนต่างก็นำกระดาษที่ได้ไปใส่กรอบไม้ ตามที่อาจารย์เคยสอนในวิชาศิลปะ

หลังจากที่ครบเวลาตาที่กำหนด ศิษย์ทุกคนมายืนที่หน้าอาคารเรียน เพื่อจะรอส่งงานอาจารย์ บ้างก็คุยโม้โอ้อวดกันว่า ตำแหน่งรูของตนเองดีกว่าของคนอื่น จะต้องถูกใจอาจารย์เป็นแน่

หลังจากนั้นอาจารย์ก็มีคำสั่งให้ลูกศิษย์ทั้งสิบหกคน นำเอาผลงานของตัวเองไปวางไว้บนลังไม้ลังหนึ่ง ซึ่งอาจารย์ได้เตรียมไว้ให้ ลูกศิษย์แต่ละ ก็นำเอาผลงานของตัวเองมาวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“เอาล่ะ ศิษย์รักของข้าทั้งหลาย งานที่อาจารย์ให้พวกเจ้าไปทำนั้น สำเร็จได้ด้วยดี ข้าขอชื่นชมในความสามารถของพวกเจ้าทั้งหลาย ๆ ” อาจารย์พูด

“อาจารย์ครับ งานที่อาจารย์ให้พวกเราทำนั้น ทำไมมันง่ายจังครับ พวกผมมองไม่เห็นว่ามันจะยากตรงไหน พวกเราอุตส่าห์ร่ำเรียนมานับแรมปี เพื่อที่จะเรียนรู้การเจาะกระดาษแค่นี้เองหรือครับ อาจารย์” ศิษย์ผู้สงสัยคนหนึ่งถามขึ้น ทำให้ลูกศิษย์หลายคนส่อแววตาของความเห็นด้วยอย่างมาก

“เอาล่ะมีใคร มีความถามอื่นอีกไหม” อาจารย์ถามขึ้น ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ มีแต่แววตาแห่งความลังเลสงสัย

อ่านฉากกั้น ๑๖ ชั้น ในตอนที่ ๒ ต่อไป



ขอบคุณรูปงาม ๆ จาก http://4.bp.blogspot.com อย่างมากมายอีกครั้ง




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 23:06:45 น.
Counter : 401 Pageviews.  

๑๙๗-ดินแดนพระอาทิตย์สามดวง



เรื่องราวของชายนักเดินทางยังคงดำเนินต่อไป เขาเดินทางมาไกลแสนไกล ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีเข็มวัดระยะทาง มีเพียงทิศทางที่เขาต้องเดินไปเรื่อย ๆ บางครั้งเขาต้องเหนื่อยล้า หิว กระหาย แต่ด้วยพลังของศรัทธาทำให้ทุกวันนี้เขามีแรงที่จะเดินทางต่อไป

พระอาทิตย์ดวงที่หนึ่งกำลังเคลื่อนที่ขึ้นจากทางทิศเหนือ พอ ๆ กับ พระอาทิตย์อีกดวงกำลังเคลื่อนที่ลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตก ดินแดนที่ชายนักเดินทางกำลังยืนอยู่นี้ เป็นดินแดน ที่ไม่ต่างอะไรกับโลกในเทพนิยาย ที่แห่งนี้ไม่มีกลางคืน ไม่มีความมืดมิด มีแต่ความสว่างไสวจากดวงอาทิตย์ถึงสามดวง ที่พลัดกันขึ้นและตกทุกวัน อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ที่แห่งนี้มีแต่ความร่มรื่น แม้จะมีพระอาทิตย์ถึงสามดวง แต่ทุกดวงก็ไม่ได้สร้างความลุ่มร้อน ให้กับสถานที่แห่งนี้แต่อย่างใดเลย

ชายนักเดินทางรู้สึกประทับใจกัยสถานที่แห่งนี้มาก หากไม่ติดใจในพระนิพพาน เขาเองก็คิดว่าสถานที่แห่งนี้ก็เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่ที่นี้

“อ้าววว ...สวัสดีครับ คุณเป็นใครกัน มายังดินแดนที่แสนสงบแห่งนี้ได้อย่างไร” ชายผู้หนึ่งปรากฎตัวขึ้นอย่างฉับพลัน โดยที่ชายนักเดินทางแทบไม่ทันตั้งตัว

“คุณคงเป็นคนดูแลสถานที่แห่งนี้ใช่มั้ยครับ” ชายนักเดินทางถาม เพราะบ่อยครั้งที่เขาได้เดินทางไปพบเจอเจ้าที่เจ้าทางมานักต่อนัก ทำให้เรื่องเหล่านี้ดูไม่น่าเป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับเขาอีกต่อไป

“ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นเพียงคนอาศัยเท่านั้น คุณเพิ่งเดินทางมาที่นี่ครั้งแรกใช่มั้ย เพราะผมอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ตั้งนานก็ไม่เคยเห็นคุณเลย” ชายคนนั้นถามต่อ

“ใช่ครับ ผมเพิ่งเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งแรก ผมเป็นนักเดินทางและกำลังเดินทางไปยังดินแดนที่มีชื่อว่า พระนิพพาน”

“ดินแดนอะไรน่ะ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ” ชายคนนั้นถามต่อ

“ดินแดนพระนิพพานครับ เป็นดินแดนที่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด พ้นไปจากเขตของไฟบัลลัยกัลป์”

“ตลกน่า...ผมอาศัยอยู่ ณ ดินแดนนี้มายาวนาน พบเจอผู้คนมาอย่างเยอะแยะมากมาย ผมยังไม่เคยมีใครเอ่ย ถึงดินแดนที่คุณว่ามาแม้แต่สักคนเดียว ” ชายคนนั้นอธิบาย

“เหรอครับ แสดงว่าสถานที่แห่งนี้คงไกลจากข่าวสารมากนะครับ ข้อมูลนี้จึงมาไม่ถึง” ชายนักเดินทางพูด

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก การที่คุณพูดอย่างนั้นก็เกินไป นี่คุณลองมองดูสถานที่แห่งนี้สิ น่าอยู่น่าอาศัยใช่มั้ย ผมว่าพระนิพพานของคุณก็คงไม่ต่างจากที่นี่หรอก เผลอ ๆ พระนิพพานที่คุณได้ยิน ก็อาจจะเป็นสถานที่แห่งนี้ก็ได้...คิดดูน่ะ ผมอาศัยอยู่ที่นี่มานานแสนนานแล้วนะ นานจนผมเองก็ยังจำไม่ได้เลย โลกที่นี่ก็ตั้งอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์ก็ขึ้นลงอย่างนี้ ไม่มีไฟบัลลัยกัลป์ อะไรอย่างที่คุณพูดมาเลย เพราะงั้นผมว่าที่แห่งนี้แหละเป็นนิพพานที่คุณแสวงหาอยู่ ลองมาอยู่สักพักก่อนก็ได้นะ ” ชายคนนั้นเชิญชวน

ถึงแม้ว่าประสบการณ์ที่ชายนักเดินทาง ได้พบมานั้นจะช่วยสอนว่าไม่ให้เชื่อคำพูดของคนโดยง่าย แต่สถานที่แแห่งนี้ก็ร่มรื่น มั่นคง น่าอยู่อาศัยดีเหลือเกิน เขาตัดสินใจที่จะพักผ่อน เก็ยแรงและเสบียง ณ สถานที่แห่งนี้สักระยะหนึ่ง

“ถ้าอย่างนั้น ผมของอาศัยอยู่ที่นี่สักพัก...นะครับ” ชายนักเดินทางพูดขออนุญาต

“ยินดี ๆ ครับ คุณสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างเสรี เพราะดินแดนแห่งนี้ไม่มีการแก่งแย่งชิงดี หรือ มีเขตหวงห้ามอะไรแต่อย่างใด เชิญตามสบายเลยนะ” ชายคนนั้นพูด

ชายนักเดินทางนั่งมองดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก อยู่หลายต่อหลายวัน บางช่วงเวลาก็ทำให้เขาระลึกถึงช่วงกลางคืน ดวงดาว ความมืดมิด ซึ่งหาไม่ได้ ณ สถานที่แห่งนี้ เขามองดูผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังเก็บอาหารที่ชายทุ่ง เชิงเขา อาหารนั้นเป็นเมล็ดข้าวสารขนาดใหญ่ ลำต้นสูงเท่ากับศรีษะของมนุษย์ และทุกครั้งที่เมล็ดของมันถูกมนุษย์เก็บเกี่ยวไป มันก็จะงอกเมล็ดขึ้นมาใหม่ เมื่อดวงอาทิยต์ดวงถัดไปโพล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า

ชายนักเดินทางหวนคิดถึงความทุกข์ยากของผู้คน ณ ดินแดนที่เขาจากมา หากทุกคนช่วยเหลือกัน ไม่เบียดเบียนกันและกัน เราก็จะมีแต่ความสงบร่มเย็น เพราะบางสถานที่ที่ชายนักเดินทางได้เดินทางผ่านมา แม้พื้นที่จะอุดมสมบูรณ์

หากแต่มนุษย์ในดินแดนนั้น มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกัน มีความโลภ ความเห็นแก่ตัว ขาดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ แม้จะมีมากมายเท่าไหร่ ก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ในดินแดนแห่งนั้นไปได้

thank you from me ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://oksenate.gov อย่างมากมายครับ




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2552 8:06:51 น.
Counter : 399 Pageviews.  

๑๙๖-แท้จริงแล้ว ใครคือผู้ยิ่งใหญ่...ในโลก ?



อากาศช่วงนี้เริ่มหนาวเย็นลงครับ คงเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลอีกครั้งหนึ่ง พอ ๆ กับชีวิตของเราที่กำลังจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากเด็กหนุ่ม สู่ความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีข่าวคราวของกำหนดการแต่งงานของเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง เข้ามากระทบหู มันทำให้ข้าพเจ้าต้องกลับมาคิดคำนึงถึงชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ ว่าเราอยากจะเป็นอย่างนี้หรือไม่

การแต่งงานคือ คำตอบของชีวิตเราหรือไม่หนอ...?

คำตอบของข้าพเจ้าก็คือต้อง 'ไม่ใช่' อยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้ปรารถนาเรื่องการมีชีวิตคู่อีกต่อไป

แต่อนิจจา...!

เจ้ากิเลสตัณหาที่อาศัยอยู่ในจิตในสันดานลึก ๆ นั้น ข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะเข้าใจมันได้ง่าย ๆ เพราะบ่อยครั้งที่ข้าพเจ้ามักจะเผลอใจ ให้ไหลไปตามกระแสโลก และวางธรรมะไว้ในภายหลัง

' แล้วนี่เราอะไรกันนี่ เราเป็นอะไรไป พระอริยบุคคล ก็ไม่ใช่... '
แล้วทำไม ข้าพเจ้าจึงต้องทำตัววางใจ ให้เป็นเหมือนพระด้วยน่ะ...?
อย่างนั้นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ดี ไม่เหมาะ มีคู่ก็ไม่ได้ มันอะไรกันแน่...

คำถามเหล่านี้ แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีคำถามนี้ ให้กับตัวเองในบางครั้ง
บางช่วงเวลาที่ท้อแท้ใจ ก็มักจะมีคำถามเหล่านี้ปรากฏอยู่เสมอครับ

หรือว่านี่คงเป็นบททดสอบสำคัญที่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ต้องพบประสบกันทุกคน

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซื้อหนังสือธรรมะมา 2 เล่ม เล่มหนึ่งชื่อว่า

“ผู้ปฏิบัติธรรมต้องอ่าน มารมีจริง ทำดีแค่ไหน หากเผลอใจก็เป็นมาร”

หนังสือเล่มนี้ถูกใจข้าพเจ้ามากที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นบทสรุปที่ตอกย้ำจิตย้ำใจของข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี

เพราะการเผลอใจให้กับกามราคะเพียงนิดเดียว ก็ทำให้ข้าพเจ้าต้องตกอยู่ในบ่วงของสมุนพญาวสวัตตีมารไปแล้ว ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าอำนาจของมารนั้นยิ่งใหญ่ขนาดนี้จริง ๆ

ถึงว่าไงล่ะครับ พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้

“ในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ มารเป็นเลิศ”

ผมสรุปแบบรวบยอดเลย ส่วนรายละเอียดเเรื่องมารนี้ ก็หาอ่านเอาเองครับ


และขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.bks.ac.th อย่างมากมายอีกครั้ง




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2552 8:05:16 น.
Counter : 274 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.