ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๔๐-ชัยชนะของสมุนแห่งมาร(ตอนที่ ๑)



“พระพุทธองค์ของท่าน ปรินิพพานไปนานแล้ว เหตุใดท่านจึงยังคงสิงสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้อยู่เล่า” เทวมารตนหนึ่งกล่าวกับเทพสถิตอารักษ์

“กระผมได้รับบัญชาจากท้าวสักกะ ผู้ครองนครไตรตรึงษ์ ให้มาปกปักษ์รักษาที่แห่งนี้ครับ ” เทพสถิตอารักษ์กล่าวกับเทวมาร

“ประโยชน์อันใดที่ท่านจะได้รับจากสถานที่แห่งนี้เล่า การเคารพบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะอันใด หรือ ศิษย์พระพุทธองค์นี้ มักมากในเครื่องเซ่นไหว้ที่เหล่ามนุษย์สรรหามาให้” เทวมารเหน็บแนม

“ประโยชน์จากเครื่องสักการะนั้น กระผมไม่ได้ติดเลยแม้แต่นิด หากแต่การอยู่ที่แห่งนี้ก็เพื่อปกป้องศาสนา และความเป็นสุขของหมู่มวลมนุษย์ ” เทพสถิตอารักษ์

“ปกป้องศาสนาอันใดกันเล่า นั่นเป็นหน้าที่ของสมณที่เป็นมนุษย์เขาพึงกระทำกัน หรือท่านกำลังแทรกแซงกิจการของพวกมนุษย์ แม้นท่านอยากปกป้องศาสนา จริงเหตุใดไม่ไปสิงสถิตอยู่ที่วัดวาอารามเล่า ข้าเห็นว่าที่นั่นร่มรื่นมากกว่าสถานที่ที่วุ่นวายเช่นนี้หนอ,,, ”

“ดูก่อน ท่านเทวมาร มนุษย์นี้หนอ ส่วนมาก มีสติ ปัญญา และความเชื่อแตกต่างกัน บางพวกมีบารมีน้อยบ้าง มากบ้าง บางพวก เคารพภูต ผี เทวดา เชื่อในสิ่งศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ ไม่เข้าวัดเข้าวาหาธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ คนเหล่านี้ชอบไหว้เจ้า ไหว้เทวดามากกว่า และถือเทวา เป็นสรณะ ก็ควรหรือ ที่จะปล่อยให้คนเหล่านี้ เลื่อนลอยโดยไม่ช่วยเหลือสิ่งใด ” เทพสถิตอารักษ์ชี้แจง

“ท่านช่วยเหลือ ให้เหล่ามนุษย์ปรองดองกัน สร้างความร่มเย็นให้กับ ผู้ที่มากราบไหว้ บัดนี้ก็นานพอควรแล้วนา เหตุใดจึงไม่ให้เวลากับตัวท่านเองบ้าง เทวบัญชาที่ท่านยึดถือเป็นข้ออ้างนั้น อันท้าวผู้ครองนครปรนิมมิตวสวัสตตี
ซึ่งเป็นนายของข้ากับท้าวสักกะนั้นผู้ใดยิ่งใหญ่กว่ากัน ”

“เทวบัญชาของท้าวอันเป็นนายอยู่หัวของท่าน ย่อมยิ่งใหญ่กว่า หากแต่โดยยึดถือความเป็นธรรมแล้ว ท้าวสักกะย่อมมีมากกว่า” เทพสถิตอารักษ์พูด ซึ่งก็ทำให้เทวมารเริ่มมีอาการโกรธ

“เรื่องนี้เก็บไว้ก่อน แต่ท่านสิงสถิตอยู่ในรูปปั้นของท่านมหาพรหม ผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก โดยที่ท่านเองก็เป็นเทวดาเพียงชั้นดาวดึงส์ ก็เพียงเท่านี้ ท่านถือสิทธิ์อันใดมาสิงสถิต ณ ที่แห่งนี้ ท้าวมหาพรหมท่านอนุญาตแล้วรือ อย่างนี้ถือเป็นการหลอกลวงมนุษย์ให้ เข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหรือไม่

สิ่งที่มนุษย์เคารพนั้น คือ ท้าวมหาพรหม หาใช่ตัวท่านไม่ ศิษย์พระตถาคตเหตุใด จึงเป็นคนมักง่าย หลอกลวงพวกมนุษย์เล่า ” เทวมารพูดเหน็บแนม จนเทพสถิตอารักษ์ เกิดอาการโกรธมานิดหน่อย แต่ด้วยเทวธรรมของเทวดาทำให้ท่านสามารถระงับความโกรธไว้ได้

“ข้อนั้น ขอท่านอย่าได้กล่าวหากันมากเลย เรื่องการอาศัยอยู่ในรูปปั้นท้าวมหาพรหมนี้ ในการประชุมของเทวสภาครั้งนั้น ท้าวสักกะผู้เป็นนายอยู่หัวของเราได้ขออนุญาต ท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว การที่ท่านกล่าวหาเช่นนี้โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่ถูกต้องนัก”เทพสถิตอารักษ์

หมายเหตุ ตัวละครจากเรื่อง เป็นการสมมติขึ้นมาครับ และ อ่านต่อตอนที่ ๒

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.oknation.net มากมายครับ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2553 16:37:29 น.
Counter : 288 Pageviews.  

๒๓๙-ฤดูร้อนในฤดูฝน



ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมาก อีกทั้งอากาศก็ยังร้อนอยู่ ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกว่านี่คงเข้าใกล้หน้าฝนเข้ามาทุกที เวลาเองก็เดินผ่านไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วินาที เราต่างก็ไหลลงไปสู่ความตาย อยู่ทุกขณะ ธรรมดาของชีวิตนั้น ย่อมมีการพบการจากกันเป็นปกติธรรมดาของโลก

แม้โลกเองก็กำลังจะถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไป มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นทุกวัน ถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องบอกว่าเกิดขึ้นทุก ๆ ชั่วโมงน่าจะถูกเพราะบางครั้งก็เกิดแถว ๆ มหาสมุทรห่างไกลจากเมืองก็เลยไม่เป็นข่าว แต่ถ้าเป็นแผ่นดินไหวขนาดที่ใหญ่มากกว่า ๕ ริกเตอร์นั้น เกิดขึ้นทุกวัน จากรายงานของ http://earthquake.usgs.gov ลองเข้าไปสมัคร หรือดูรายงานการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกได้

หรือว่าโลกเราจะกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างกับเรา เพื่อให้เราได้เตรียมตัวเตรียมใจ ซึ่งมีหลาย ๆ คนบอกว่า เราทำลายธรรมชาติ ก็เท่ากับทำลายตัวเอง เตะลูกบอลกระทบกำแพง ไม่ช้ามันก็กระดอนกลับมากระทบเจ้าของเองอย่างนั้น

ไม่ต่างอะไรที่เราที่เราทำลายธรรมชาติ อีกไม่นานธรรมชาติก็ย้อนกลับมาทำลายเรา ทำให้บางครั้งข้าพเจ้ายังนึกถึงผลแห่งกรรมนะครับ เราทำอะไรกับธรรมชาติมากเพียงใด มันก็มีผลย้อนกลับมาหาเราเช่นนั้น

เราเผาขยะ เผาไม้ในบ้าน ไม่ช้ามันก็จะทำให้บ้านเราร้อน แล้วเราก็จะไม่สามารถอยู่ในบ้านได้อย่างสบายเช่นแต่ก่อน


ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.thailandnewsdarussalam.com มากมายครับ




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2553 13:55:29 น.
Counter : 186 Pageviews.  

๒๓๘-ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป




การดำเนินชีวิตของเราทั้งหลายนั้นย่อมมีความแตกต่างกันเสียโดยมาก แม้แต่ความคิดของเราเองบางช่วงบางเวลาก็มีแตกต่างกัน ตามสถานการณ์ หรือเรียกว่าตามเหตุปัจจัย ในสมัยหนึ่ง เราอาจจะคิดอย่าหนึ่งเพราะปัจจัยสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ ๆ แต่พอพ้นยุคพ้นสมัยไปด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ก็มีผลต่อความคิดและการดำเนินชีวิตของเราไป

เกือบสามปีที่แล้ว ข้าพเจ้ามีโอกาสไปสนทนาทักทายกับพี่คนหนึ่ง เขาเป็นคนธรรมดา ที่กินเหล้า สังสรรบ้างเป็นธรรมดาของผู้ชายในยุคนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นคนดีที่รักครอบครัว ข้าพเจ้าไม่ได้อธิบายธรรม หรือสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของธรรมะแต่อย่างใด เพราะนั่นไม่ใช่กาลเวลาที่เหมาะสมนัก

มีอาหารพอสมควรที่วางอยู่บนโต๊ะในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พี่คนนั้นเขาพาลูกสาวมาด้วยสองคน อายุก็ประมาณสี่ขวบ กับ สองขวบเห็นจะได้ หลังจากกินข้าวไปสักพัก ก็เริ่มมีเบียร์มาประเดิม พร้อมกับชวนข้าพเจ้าดื่ม กิน แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิเสธ
และเริ่มคิดว่า

"พ่อแม่ยุคใหม่นี้เลี้ยงลูกกันแบบนี้เองเหรอ" การดื่มเหล้าเบียร์ ต่อหน้าลูกนั้นเป็นการส่งเสริม สั่งสอน และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเขา ในอนาคตเบื้องหน้าหากเด็กหญิงโตขึ้นมาเป็นอย่างไร

ในขณะที่ข้าพเจ้าก็คิดไปเพลิน ๆ ...

ลูกสาวตัวเล็ก แกเห็นพ่อแม่ดื่มน้ำสีเหลืองในขวด แกคงอยากดื่มบ้างก็เลยคว้าเอาแก้วเบีร์ยของแม่ แต่โชคดีที่แม่นั้นหยิบหนีทัน แต่เด็กก็ยังเป็นเด็ก แกก็ร้องว่าอยากกินมั่ง ๆ

ถ้าคุณเป็นพ่อ แม่ คุณจะทำอย่างไร ? ระหว่าง

ข้อหนึ่ง : เก็บเบียร์ออกห่างจากตัวลูก และบอกว่าเป็นของผู้ใหญ่ เด็กห้ามกิน

ข้อสอง : ให้เด็กสองขวบลองดื่มเบียร์ดู ด้วยรสชาดที่ขม เดี๋ยวเด็กก็ไม่อยากกินเอง


บังเอิญว่าครอบครัวนั้น เขาเลือกข้อที่สอง ซึ่งมันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะท้อนใจอย่างมาก มองเห็นอนาคตหากสังคมไทย ยังคงเป็นแบบนี้อีกในหลาย ๆ ครอบครัว ชาติบ้านเมือง ศาสนาของเราในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป เด็กยุคใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ ผับ บาร์ และเทคโนโลยี สมัยใหม่จนดูเป็นเรื่องปกติวิสัย ที่ทุกคนต้องประสบพบเจอ แต่ศีลธรรมนั้นดูเหมือนจะถูกมองอย่างด้อยค่า ทั้งที่จริงนั้นศีลธรรมนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้สังคมสงบสุข

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.sarnrak.net มากมายครับ




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 18:12:18 น.
Counter : 212 Pageviews.  

๒๓๗-ฟื้น



ชายนักเดินทางลืมตาขึ้น เขามองเห็นแสงสว่างลาง ๆ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย

ฟื้นแล้วเหรอ...ท่าน” ชายชราผู้มีแววตาแห่งความเมตตาถาม ชายนักเดินทางทำได้เพียงพยักหน้าเล็กน้อย

“รู้ไหม ว่าท่านนอนสลบไปเกือบ ๗ วันพอดี ตกเหวลงมาลึกขนาดนั้น รอดมาได้นับว่าปาฏิหารย์แล้วล่ะ เอาเถอะอย่าเพิ่งพยายามขยับตัวมากกว่านี้เลย นอนพักผ่อนไปก่อน” ชายชราผู้นั้นพูดต่อ

...

สามเดือนต่อมา ร่างกายของชายนักเดินทางก็เกือบหายเป็นปกติ ซึ่งนับว่ารวดเร็วมากสำหรับคนปกติธรรมดา อาจจะเป็นเเพราะยารักษาของชายชราผู้นั้นก็ได้ ที่ทำให้เขาเหมือนมีชีวิตใหม่อีก

เขาร่ำลาชายผู้ช่วยชีวิต และขอปฏิญาณว่าในวันข้างหน้าจะขอกลับมาตอบแทนพระคุณ

แต่ในเวลานี้เขาจำเป็นต้องออกเดินอีกครั้ง...

ชายนักเดินทางนึกย้อนกลับไปยังตอนที่เขาตายแล้ว มีโอกาสไปอยู่บนสวรรค์และได้มีโอกาสสนทนากับเทพองค์หนึ่ง ความทรงจำแม้จะเลือนลางไปบ้าง แต่ก็มีส่วนที่เขาจำได้พอสมควร เทพองค์นั้นได้ช่วยให้เขากลับมายังร่างเดิมอีกครั้ง และสานต่อความฝันแห่งการเดินทางครั้งนี้

การระลึกถึงนิพพานก่อนตายเพียงแป๊บเดียวนั้น ได้มีผล มีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ หากแต่การระลึกถึงนั้น ก็ยังไม่อาจจะพาจิตมุ่งตรงไปยังนิพพานได้โดยตรง เพราะการระลึกถึงได้นั้นก็ยังมีอัตตา มีความติด ความยึดแฝงตัวอยู่ จึงทำได้เพียงการไปเกิดบนสวรรค์ และชักนำให้ได้พบกัลยาณมิตร ก็เพียงเท่านั้น ส่วนที่เหลือจากนี้ เขาต้องเผชิญหน้าฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นด้วยตัวเอง

ชายนักเดินทางหันหลังชำเรืองมองบ้าน ซึ่งเขาเคยพักรักษาตัวอยู่นานเป็นเวลาถึงสามเดือน

"ที่แห่งนี้ ช่างอบอุ่นเสียนี่กระไร" ชายนักเดินทางรำพึง

ด้วยความคิดนั่นเขาเองก็ได้สร้างกระแสแห่งความยึดติดมาแล้ว มันเป็นดั่งเงาตามตัวของสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังเวียนเกิดเวียนตายไปยังสถานที่ต่าง ๆ นับตั่งแต่วันเกิดจนวันสุดท้ายของชีวิต และจะติดตามสัตว์เหล่านั้นไปตลอดทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะปล่อยวางเข้าสู่นิพพานได้เท่านั้น จึงจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง

สำหรับบางคนมีโอกาสตื่นหลายคราว มีโอกาสแก้ตัว กลับมาทำความดี แต่สำหรับอีกหลาย ๆ ก็ไม่ได้มีโอกาสดีเช่นนี้ หากรู้อย่างนี้แล้ว ว่าชีวิตเราไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ใยเลยเราจะยังประมาทในชีวิตอยู่อีกหนอ


ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก http://www.wallcoo.com มากมายครับ





 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 7:42:23 น.
Counter : 216 Pageviews.  

๒๓๖-การฝึกแบบหน้าต่างสองบาน



เราทั้งหลายเคยลองสังเกตุ รูปกายของเราบ้างไหม วันหนึ่งข้าพเจ้าคิดไปว่า ทำไมเราจึงมีมือ 2 มือ ขา 2 ขาหรือแม้กระทั่งดวงตาก็ยังมี 2 ดวง นั่นเป็นเพราะสมองของเรามี 2 ฝั่งอย่างที่นักวิทยาศาสตร์หรือวงการแพทย์เขาอธิบายมาหรือเปล่า ทุกอย่างจึงพัฒนาให้สอดคล้องกับสมอง

คราวนี้เราลองมาพิจารณาดูหน้าต่างกันบ้าง หน้าต่างนั้นอุปมาไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเราทั้งสอง ซึ่งมีไว้สำหรับรับรูปภายนอก แล้วเกิดกระบวนการปรุงแต่ง สืบเนื่องต่อกันจนเกิดอารมณ์ชอบ ชัง หรือ ไม่ชอบไม่ชัง (เฉย ๆ ) และเมื่อเกิดอารมณ์เราก็สนองตอบต่ออารมณ์นั้นตามประสบการณ์ นิสัย และความนึกคิดในเวลานั้น ๆ



หน้าต่างสำหรับการฝึกมองดูรูปนั้น ให้ลองมองสิ่งต่าง ๆ ภายนอกนั้นเช่นเดียวกับหน้าต่าง ความหมายคือ หน้าต่างมันมีหน้าที่ต้องอยู่เฉย ไม่ว่าอะไรจะผ่านมาก็ตามเช่น รถถัง นางงาม ดาวหาง ฯลฯ ก็ตามหน้าต่างไม่มีสิทธิ์เคลื่อนที่ตามไปดูรูปที่ผ่านไปแล้วได้

หน้าต่างจึงมีหน้าที่มองดูการเคลื่อนไหวของรูปนั้น ๆ เป็นการมองดูเฉย ๆ แต่การตามดูรูปไป หันซ้ายที ขวาที เมื่อรูปที่ชอบมากระทบ อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าการฝึกแบบหน้าต่าง มันเป็นการไหลไปตามอารมณ์ ความชอบหรือชังที่เกิดขึ้น มันไม่ได้วางเฉยในรูปอย่างแท้จริง


ยกตัวอย่างเช่น มีผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากกำลังเดินสวนทางมากับเรา ซึ่งเราก็มองเห็นแต่ไกล รูปที่น่าพอใจนั้นผ่านดวงตา เกิดผัสสะ เกิดเวทนา ตัณหาและอุปทานตามสายของ ปฏิจจสมุปบาท การหยุดแห่งกระแสนั้น ย่อมเกิดขึ้นยากสำหรับบุคคลทั้วไป แต่เมื่อมีสติระลึกทัน ซึ่งอาจจะเกิดความยินดีไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป ซึ่งหากใครไม่ยินดีเลยนั่นคงผิดธรรมดามาก

เมื่อสติระลึกทันในอารมณ์ ก็ไม่เพลินไปในอารมณ์นั้น เมื่อรูปหญิงสาวคนนั้นผ่านไป ก็ไม่เหลียวคอหันตาม ไม่มีจิตพิศวาส ไม่มีความติดยึดในอารมณ์ความปรุงแต่งใด ๆ ต่อจากนั้น นี่คือการฝึกปฏิบัติแบบหน้าต่าง ส่วนเสียง รส สัมผัส ก็มีลักษณะวิธีอย่างเดียวกัน

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็หมั่นฝึกเสมอ ๆ หาอุบายวิธีมากมายมาฝึกอบรมจิตใจ ไม่ให้ไหลตามกระแสความชอบและความยึดในรูป เพียงแต่ความชอบ ความชัง นั้นย่อมเกิดขึ้นตามปกติ แต่ความยึดติดยึดถือ นี่ต่างหากที่เราควรจะฝึกปฏิบัติละความยึดติดให้ได้

แต่บางครั้งเราก็ไหลไปตามความชอบบ้าง ตามกิเลส ความปรุงแต่งบ้าง ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้ฝึกปฏิบัติได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หากจะให้คะแนนตัวเอง ตอนนี้คงสอบตก แต่วันหนึ่งข้างหน้าก็ต้องผ่านให้ได้...เท่านั้น (นะครับ)

ขอขอบคุณรูปงาม ๆ จาก http://www.2how.com และ เพื่อนบ้านจาก http://thammakittakon.bloggang.com มากมายครับ




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2553 9:52:53 น.
Counter : 381 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.