ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๗๐ - ศรัทธาเป็นใหญ่



ชีวิตของคนเราที่เกิดมานั้น ย่อมประกอบด้วยความรัก ตัณหา และความโลภด้วยกันทั้งสิ้น เพราะหากกิเลสเหล่านี้ไม่เกิดแก่เราแล้ว เราก็คงไม่ต้องลงมาเวียนว่ายตายเกิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การอธิบายเรื่องการเวียนเกิดเวียนตาย การเวียนดับแห่งสังขารนั้น ก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ และสิ่งเหล่านี้ก็หาใช่ว่าจะเหมาะสำหรับคนทุกคนเสมอไป เหตุนั้นเพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบนั้น เป็นธรรมเครื่องแห่งบัณฑิต เป็นของสูง เหมาะสำหรับคนที่มีนัยย์ตาที่เจือด้วยกิเลสน้อย และที่สำคัญต้องมีอุปนิสัยแห่งความศรัทธามาจากอดีต

เรื่องของศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะศรัทธาเป็นรากเง้า เป็นดั่งรอยเท้าช้างใหญ่ หากคนที่ไม่มีศรัทธาในศาสนาหรือคุณงามความดีแล้ว ในส่วนเรื่องปัญญา ศีล สมาธิ ก็ยิ่งจะเกิดขึ้นได้ยาก หรือแม้เกิดขึ้นแล้วก็ดำรงอยู่ ตั้งมั่นอยู่ได้ไม่นาน เหตุนี้ท่านจึงเปรียบเทียบศรัทธาเป็นดั่งรอยเท้าช้างใหญ่ ซึ่งสามารถบรรจุรอยเท้าสัตว์อื่น ๆ ได้ทุกประเภท ในที่นี้ว่ากันโดยหลักแห่งศรัทธาเป็นตัวนำ

ข้าพเจ้ามักจะเน้นเรื่องความศรัทธาเป็นหลัก แม้เรื่องที่เขียนจะว่ากันเรื่องของปัญญาเสียโดยมาก แต่ก็เป็นปัญญาอันสืบเนื่องมาด้วยศรัทธาเป็นฐาน เมื่อความศรัทธามาถึงขั้นหนึ่ง เราจะเริ่มเรียนรู้หาวิธีแห่งศรัทธาที่ถูกต้อง การเรียนรู้หาศรัทธาที่ถูกต้องนั้น แสดงให้เห็นถึงการรู้จักใช้ปัญญาแล้ว ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น

เช่น ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่า เราต่างศรัทธาต่อพระเครื่องกันโดยมาก หรือไม่ก็ชอบไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวดาอารักษ์ทั้งหลาย เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองหรือคนที่เรารักปรารถนา ในคอ นิ้ว ก็สวมเครื่องรางของขลังที่เชื่อกันว่าจะนำโชคดีมาให้ หรือ ไม่ก็เชื่อว่าสามารถคุ้มครองชีวิตของตนเองได้ อย่างนี้เป็นศรัทธาแบบสุก ๆ ดิบ ๆ ผี(เทวดา)บ้าง พระบ้าง พรหมบ้าง ปะปนกันไปอย่างแยกไม่ออก

แต่สำหรับคนที่สามารถต่อยอดจากศรัทธาแล้ว หันมาเจริญทางปัญญา ส่วนมากคนเหล่านี้ก็เรียนรู้ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวทางพ้นจากความทุกข์ ในไม่ช้า เมื่อเรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าไปเรื่อย ๆ วัตถุมงคล สิ่งของต่าง ๆ รวมทั้งการกราบไหว้ ผี สาง เทวดาก็จะค่อย ๆ ลดลง และหันหน้ามาปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแทน อย่างนี้เรียกว่าการต่อยอดจากศรัทธาแบบสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะมีทั้งแบบ พุทธ ผี เทวดา พรหม ฯ ปะปนกันไป และกว่าจะมาพบทางที่พระพุทธเจ้าวางไว้ ก็ต้องลองผิดลองถูกอยู่นาน

อีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นศรัทธาที่เกิดมาจากรากฐานของพุทธโดยแท้ ไม่นับถืออย่างอื่น เข้าวัดทำบุญเป็นประจำ แต่ไม่ได้เจริญทางปัญญา มีความชื่นชมในการทำบุญ ทาน ศีล จนเวลาช่วงหนึ่งผ่านไป เมื่อได้เรียนรู้และอบรมธรรมสักระยะ ก็เกิดแนวคิดที่อยากปฏิบัติธรรม อยากรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า และหันมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว หมั่นเจริญวิปัสนากรรมฐานอยู่เป็นนิจ อย่างนี้เป็นการต่อยอดจากศรัทธาที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ซึ่งหาได้ยากในสังคมปัจจุบัน

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก http://www.chokchata.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2553    
Last Update : 7 ตุลาคม 2553 8:11:50 น.
Counter : 204 Pageviews.  

๒๖๙ - คำเตือนสติและความกังวล



สิ่งที่มักวนเวียนอยู่ในหัวของข้าพเจ้า และเตือนสติตัวเองอยู่เสมอ ๆ คือ คำเตือนของพระภิกษุชราผู้หนึ่ง ข้าพเจ้ามีโอกาสไปกราบท่าน ตอนไปทำงานที่เชียงใหม่เมื่อกลางปี ๒๕๕๒ ว่า

"การที่เราจะอบรมสั่งสอนผู้อื่นได้นั้น ตัวเราเองต้องทำให้ได้เสียก่อน เมื่อทำไม่ได้ก็อย่าไปสอน” จากนั้นท่านก็พูดเรื่องสมถะและการเจริญอสุภะตามวิสัยแห่งพระป่า

คำเตือนสตินั้นทำให้ข้าพเจ้า เข้าใจตัวเองและมีสติมากขึ้น ไม่พูดธรรมะกับคนอื่นเรื่อยเปื่อย เหมือนเช่นแต่ก่อน ไม่ตอบคำถามหรือพยายามอธิบายในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ และปล่อยวางคำถามของผู้อื่น(ที่ไม่มีสาระ)มากขึ้น

ซึ่งอาจจะดูเฉื่อยชาลงไปบ้าง ในแง่ของการแสดงความคิดเห็น แต่การดำรงชีวิตอย่างอื่นก็เป็นปกติ เพียงแต่ใครที่มีความเห็นต่างจากเรา ก็สามารถวางเฉยได้ไม่ยากลำบากนัก ยิ่งถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับศาสนาก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่กล่าวพร่ำโดยไม่มีสาเหตุ ได้ยินคนอื่นพูดไม่ดีเกี่ยวกับศาสนาบ้าง บางครั้งเถียงไม่ได้ ก็ต้องหลบหน้าเดินหนีไปดีกว่า การถกเถียงกับคนพาล บางครั้งก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หากเราไม่สามารถฉุดเขาขึ้นมาจากเหวได้ง่าย ๆ ก็ควรบ่อยเขาไปดีกว่า หากไปยุ่งวุ่นวายมากนัก ซ้ำร้ายตัวเราเองก็พลอยจะตกร่วงลงไปด้วย เพราะสติ ปัญญา ยังไม่แข็งแรงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้เต็มที่นั่นเอง

ย้อนกลับมาดูเรื่องของสติ ช่วงนี้ข้าพเจ้าเริ่มห่างเหินจากการฝึกทุก ๆ ที มีสติระลึกบ้างประปรายไม่รวดเร็วเหมือนแต่ก่อน การทำสมาธิก็เป็นไปได้โดยยาก กำลังใจเริ่มหดสั้นลง แต่ศรัทธาก็ยังคงสมบูรณ์เช่นเดิม สาเหตุของการฝึกปฏิบัติช่วงนี้ที่ห่างเหินไปบ้าง เนื่องจากความกังวลในเรื่องของงาน เข้ามาวกวนเวียนอยู่ในหัวสมอง แม้กระทั่งตอนก่อนจะนอนหลับ มันเป็นช่วงเวลานี้ของทุก ๆ ปี ที่ต้องมีความเครียดและกังวลบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตเหมือน ๆ กับคนเมืองอื่นทั่ว ๆ ไป

การฝึกสมาธิหากมีความกังวลอยู่ การฝึกปฏิบัติย่อมไม่ได้ผล วิธีแก้ไม่มีอย่างอื่น นอกจากการสะสางการงาน หรือเรื่องที่ทำให้กังวลใจนั้นทิ้งไปเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยเริ่มลงมือปฏิบัติ

หมายเหตุ * การฝึกปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่มีก้าวหน้าบ้าง คงที่บ้าง เสื่อมถอยบ้าง เหตุนั้นก็เพราะเรายังมีชีวิตเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่บนโลก อาศัยอยู่ภายใต้กฎแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...มันก็ไม่เที่ยงเช่นนี้แล




 

Create Date : 24 กันยายน 2553    
Last Update : 24 กันยายน 2553 8:29:13 น.
Counter : 441 Pageviews.  

๒๖๘ - ศาสนากับปลวก



เมื่อสามปีก่อน ข้าพเจ้านำหนังสือและอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้(ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้แล้ว)นำกลับไปเก็บไว้ที่บ้านต่างจังหวัด และทิ้งไว้ที่มุมห้องอยู่นาน คิดว่าวันหนึ่งเมื่อจำเป็นต้องใช้ สิ่งของเหล่านั้นน่าจะอยู่ที่เดิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็อยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มันถูกปลวกแทะกินเสียหายเกือบหมด ทั้งที่อยู่บนชั้นสองของบ้าน และนั่นก็เป็นที่มาของการที่ต้องดูแลบ้านครั้งใหญ่ เพราะเจ้าปลวกตัวร้ายมันเล่นงานบ้านอย่างเงียบ ๆ และร้ายกาจที่สุด

ไม่ต่างอะไรกันนัก ภัยร้ายที่บั่นทอนพระพุทธศาสนาเป็นดั่งภัยเงียบ คือ การไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ตามหลักแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อไม่ปฏิบัติตาม ก็เหมือนกับการไม่ได้ดูแลบ้านที่พระพุทธเจ้าท่านปลูกไว้ ปล่อยให้มดปลวกเข้ามาทำลายได้โดยง่าย

ทาน ศีล สมาธิ เปรียบเหมือน การจัดเก็บข้าวของในบ้านให้เป็นที่
ศรัทธา วิริยะ ความเพียร เปรียบเหมือน ความเชื่อว่าการดูแลบ้านนั้น จะช่วยให้บ้านเรามั่นคงแข็งแรง จึงหมั่นพากเพียรในการดูแล
ปัญญา เปรียบเหมือน การดูแลบ้านอย่างถูกวิธี ตัวอย่างเช่น การมองหาภัยร้ายอย่างอื่น ที่จะทำให้บ้านไม่ถูกทำลายอาจจะมาจากปลวก หรือ สัตว์อื่น ๆ แต่ทุกวันนี้ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่า พุทธศาสนากำลังจะถูกทำลายเงียบ ๆ แม้ว่าจะมีคนเข้าวัด ทำบุญมากขึ้นก็ตาม เพราะบางครั้งความศรัทธาและปฏิบัติที่ผิด ก็เป็นตัวทำลายศาสนาเสียเอง แล้วสิ่งใดกันจะเป็นตัววัดว่าปฏิบัติถูกหรือผิด

สิ่งที่จะเป็นตัววัดได้ชัดเจนคือ การเทียบคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่เชื่อแบบงมงาย แม้คำพูดนั้นจะออกมาจากอาจารย์ที่เรารักและศรัทธา หรือหนังสือที่เราชื่นชอบ หรือคำพูดที่เป็นปรัชญาหวานหู หากสิ่งเหล่านี้ขัดต่อคำสอนโดยตรงและดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ก็ต้องอาศัยปัญญาทบทวนเสียใหม่ ซึ่งจะเป็นการรักษาพุทธศาสนาให้ยืนยาวได้วิธีหนึ่ง

เมื่อ ๒ – ๓ วันที่ผ่านมาได้รับหนังสือธรรมะสวดมนต์ ๒ เล่มจากลูกค้ารายหนึ่งและเพื่อนใน office ซึ่งปัจจุบันนิยมแจกกันโดยมาก สิ่งเหล่านี้น่าอนุโมทนาอยู่มากเพราะการให้ธรรมะเป็นทานคือ การให้ที่สูงสุด ชนะการใช้ทั้งปวง แต่บางครั้งเราก็อาจจะลืมไปว่า ธรรมะที่เราจะให้ไปได้นั้น ก็ต้องเกิดจากตัวเราเองก่อน คือ ตัวเราต้องรู้จักปฏิบัติธรรมและคำสอนที่ถูกต้องมาบ้าง แล้วจึงแบ่งปันให้คนอื่น เหมือนกับคนที่ทำงานสั่งสมเงิน ร่ำรวยเป็นเศรษฐีขึ้นมา ก็นำเงินที่ได้ ไปแจกจ่ายช่วยเหลือคนยากจนเพื่อใช้สำหรับทำทุนค้าขาย และหวังให้มีฐานะเช่นเดียวกับตน หากแต่คนที่ให้นั้นก็ยังเป็นคนจนเหมือนกัน เพียงแต่รู้แนวทางความเป็นเศรษฐี แล้วนำไปบอกคนอื่น แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติตาม ก็ยังคงจนอยู่เช่นเดิม

สมัยก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ตรัสกล่าวว่าศาสนาของพระพุทธองค์จะเจริญรุ่งเรือง ก็เนื่องด้วยกำลังของพุทธบริษัท ๔ และจะเสื่อมสลายไป ก็เนื่องด้วยพุทธบริษัท ๔ เช่นกัน หาใช่ศรัตรูอื่นนอกศาสนามาทำลายไม่ ถึงปัจจุบันนี้วันเวลาผ่านมามากกว่า ๒๕๐๐ ปี พุทธวาจาของพระพุทธองค์ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงอยู่อย่างนั้น

ช่วงนี้มีข่าวของคนในวงการพุทธศาสนา กำลังตกเป็นข่าวเรื่องการฉ้อโกงและผลประโยชน์จากลาภสัการะ และดูเหมือนว่ากำลังถูกเสนอข่าวเพียงด้านเดียว เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง โดยเอาศรัทธาของชาวพุทธเป็นตัวประกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ว่าออกหัวหรือก้อย สิ่งที่สั่นคลอนมากที่สุดคือ ศรัทธาของผู้คนโดยมากที่มีต่อพุทธศาสนา

ข้าพเจ้าจำได้ว่า ก่อนที่หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ แม้ว่าท่านจะจากพวกเราไปแล้ว แต่ท่านได้เขียน เรื่องทำนายตอนหนึ่งไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติในบทส่งท้ายว่า ท่านนิมิตเห็นหมาสองตัวไล่ล่ากระต่าย แทนที่หมาสองตัวนี้จะช่วยกันไล่ล่า ตามวิสัยแห่งหมา แต่กลับไล่กระต่ายไป กัดกันไป เบียดแย่งกันไป สุดท้ายกระต่ายก็หนีไปได้ ท่านทำนายว่าในอนาคต คนในวงการพระกรรมฐานจะแตกแยกแตกคอกัน จะใส่ร้ายป้ายสีกัน จะถือเอาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ของศาสนา (ข้าพเจ้าสรุปประมาณนี้ครับ ซึ่งลองหาอ่านเต็ม ๆ ที่ อัตโนประวัติหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ (ตอนที่ ๒))




 

Create Date : 20 กันยายน 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 8:16:52 น.
Counter : 246 Pageviews.  

๒๖๗ - เถาวัลย์กับกิเลส



เมื่อวานก่อนได้ยินข่าวว่า พื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กำลังถูกทำลายด้วยภัยมืดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์โดยตรง แต่เป็นธรรมชาติด้วยกันเอง นั่นคือ เถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมต้นไม้ใหญ่ ทำให้ต้นไม้ไม่ได้รับอาหารและแสงแดด และไม่นานก็จะยืนต้นตายในที่สุด ข่าวนี้อาจจะไม่ค่อยน่าสนใจนัก หากว่ามันเกิดแล้วกินพื้นที่เพียงหนึ่งร้อย หรือ สองร้อยไร่ หากแต่ปรากฏการณ์ได้กินพื้นที่ป่าไปเป็นจำนวนนับแสนไร่

สิ่งนี้เป็นผลกระทบมาจากปัญหาของสภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พันธุ์ไม้บางชนิดเติบโตเร็วมากผิดปกติ และขึ้นปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็ว เช่นพวกเถาวัลย์พวกนี้เป็นต้น ซึ่งต้นไม้ยืนต้นเองก็ไม่สามารถตัวทันต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายก็ต้องตกเป็นเหยื่อของไม้จำพวกเถาวัลย์ และแห้งตายไปในที่สุด

หากเปรียบดั่งร่างกายของมนุษย์ ป่าไม้คงไม่ต่างอะไรกับปอดของคนเราที่คอบควบคุมนำ และกลั่นกรองอากาศบริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ให้กับร่างกาย หากปอดของเราถูกทำลาย ร่างกายเราคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้

มนุษย์ไม่เพียงทำลายธรรมชาติแต่เพียงทางตรงเท่านั้น หากแต่ผลกระทบทางอ้อมจากฝีมือมนุษย์นั้นมีซ่อนอยู่เยอะแยะมากมาย ผลลัพธ์สุดท้ายมนุษย์เองนั่นแหละที่เดือดร้อนมากที่สุด หาใช่ธรรมชาติหรือโลกใบนี้ไม่

เรายังไม่สามารถหาโลกใบใหม่ ให้อยู่อาศัยได้โดยง่ายบนจักรวาลแห่งนี้ แต่ไม่ง่ายกว่าหรือ ที่เราแค่เพียงช่วยกันรักษาโลกใบนี้ไว้ในอยู่กับเรานานที่สุด เพราะหากทำนายจากนิสัยความทะเยอนอยากของมนุษย์เองแล้ว ต่อให้มีโลกแบบเดียวกันนี้ อีกกี่ร้อยกี่พันโลก มนุษย์ก็สามารถทำลายล้างได้หมด

การรักษาป่าไว้ เปรียบดั่งการรักษาชีวิต รักษาโลก และต่ออายุของมนุษย์ด้วยกันเอง เถาวัลย์เป็นเพียงส่วนใหญ่ของธรรมชาติ และมีวิถีทางการทำลายแบบธรรมชาติต่อธรรมชาติ มนุษย์เป็นเพียงเชื้อที่กระตุ้น ให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วมากขึ้น

และหากเราเปรียบจิตใจเราเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ เถาวัลย์เหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ กองกิเลสที่เจริญงอกงามอยู่บนจิตใจของเรา นับวัน ๆ หากเราปล่อยให้กิเลสเหล่านี้เติบโตไปได้ โดยไม่ยอมถากถาง สลัดทิ้งออกเสียบ้าง ไม่นานชีวิตและจิตใจของเราก็จะต้องพบกับความวิบัติ ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่กำลังรอวันยืนต้นตาย...อย่างนั้นเอง




 

Create Date : 13 กันยายน 2553    
Last Update : 13 กันยายน 2553 8:31:47 น.
Counter : 255 Pageviews.  

๒๖๕ - เวลาที่ผ่านไป



มีเรื่องราวของชีวิตเกิดขึ้นมากมายในครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ตั่งแต่ตอนเด็ก วัยรุ่น และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่ออาทิตย์ก่อนมีโอกาสสไปพบเจอเพื่อนเก่า ๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่ม และต่างก็เปรยกันว่า เวลานี้ช่างผ่านไปรวดเร็วหนักหนา เราเหมือนเพิ่งเรียนจบกันไม่นาน นี่ก็ผ่านมาเกือบ 8 ปี แล้ว ทำไมเวลามันจึงได้รวดเร็วนักนะ

ข้าพเจ้ายังกลับมานั่งคิดว่า อืม ก็จริงอย่างเพื่อนว่ามา ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วนักนะ หรือว่าเรายังไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ข้าพเจ้าก็กำลังจะผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นไปแล้ว อายุกำลังจะขึ้นต้นด้วยเลข สาม ซึ่งมันอาจจะเป็นการบอกถึงความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การใช้ชีวิตแบบเด็ก ๆ วัยรุ่น คงหาได้ยากอีกต่อไป

หรือนี่อาจจะเป็นครึ่งทางของชีวิตแล้ว การเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว อย่างนั้นหรือ แต่ใครจะไปรู้ได้ เพราะชีวิตของเรานั้น จะอยู่ยืนยาวได้สักเท่าไหร่ หากเอามาตรฐานของคนทั่วไปที่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนโลก ข้าพเจ้าก็คงเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ครึ่งหลังต่อจากไปนี้ ตั้งใจว่าจะทำประโยชน์ให้ตัวเองน้อยลง อยากจะทำความดีกับครอบครัว คนรอบข้างให้มากขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้

สำหรับการปฏิบัติเพื่อ มรรค ผล นิพพานแล้วนั้นยังคิดว่าเป็นความหวังที่สูงเกินไปหรือเปล่า บางครั้งทำให้ข้าพเจ้าเหนื่อย เหนื่อยมาก จุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนานั้น บางเวลาก็รู้สึกว่าไกลแสนไกลเกินจะไขว่ขว้าได้ บางครั้งก็อยู่ใกล้เพียงปลายจมูก เพียงแต่เราก็มองไม่เห็น

เพื่อนบางคนกำลังสงสัยว่า ข้าพเจ้ากำลังไขว่ขวาหาสิ่งที่อยู่ไกลเกินตัว มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ อาจจะเสียเวลาของชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะการปฏิบัติตามแนวทางของพุทธแบบดั่งเดิมนั้น แทบต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แม้แต่ตัวตนของเราเอง ทำให้คนทั่วไปนั้นทำได้ยาก เข้าใจวิถีชีวิตของพุทธแบบดั่งเดิมได้ยาก การตัดสินใจบางอย่างไปแล้วแทบจะไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้ (อย่างน้อยที่สุดก็คือเวลา เพราะใช้ไปแล้ว ไม่สามารถนำเอากลับมาใช้ใหม่ได้)





 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 9 กันยายน 2553 8:17:29 น.
Counter : 229 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.