ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
27 พฤศจิกายน 2555
 

นวนิยายอดีตรักเหมืองป่า บทที่ 28




เพื่อน ๆ ของผมที่เช่าหอพักอยู่ในซอยวัดดงมูลเหล็กส่วนใหญ่จะเป็นเด็กรามฯกับเด็กอาชีวะ, สมัยก่อนเด็กอาชีวะได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนักเลงที่คนกรุงครั่นคร้าม เพราะยกพวกพวกตีกันบ่อย ทว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พวกเขาผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ความรักใคร่ผูกพันที่มีต่อกันมีเยื่อใยเหนียวแน่น การยกพวกตีกันเองจึงมักจะไม่เกิดขึ้น ยกเว้นเหตุการณ์ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังระหว่างช่างกลสยามกับช่างกลอุตสาหกรรม ที่เชื่อกันว่าฝ่ายหลังเป็นกลุ่มกระทิงแดงที่มีนายทหารใหญ่หนุนหลัง

การยกพวกถล่มกันครั้งนั้น นักเรียนช่างกลอุตสาหกรรมใช้ระเบิด M 26 ซึ่งเป็นระเบิดสังหารปาใส่เด็กช่างกลสยาม เสียชีวิตไป 5 ศพ บาดเจ็บหลายสิบ แถมถูกจับอีก 200 คน ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้ถูกจับกุม เพียงแต่เรียกไปสอบสวนพอเป็นพิธีแล้วปล่อยตัว

พวกกระทิงแดงและนวพลพวกนี้เป็นปฏิปักษ์กับ สนนท. เมื่อคณะนักศึกษาจัดกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ความรู้ หรือต่อต้านฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์ในทางการเมืองขึ้นที่ไหน สมุนรับใช้ผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นก็จะยกพวกไปก่อกวนถล่ม และรุมทำร้ายจนได้รับบาดและถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอ

เหตุที่แก๊งอันธพาลการเมืองพวกนี้ย่ามใจ กระทำการเย้ยกฎหมายและหลุดรอดอยู่ได้อย่างลอยนวล ก็เพราะมีลูกพี่ใหญ่ครองอำนาจอยู่ในหน่วยงานสำคัญของรัฐ คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.ที่มีอำนาจขจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างล้นฟ้าคอยคุ้มกลาหัว ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ค่อยกล้าขัดขวาง พวกนี้จะพกปืนพกระเบิดติดตัวไปไหน ๆ ได้อย่างถืออภิสิทธิ์ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยบุกเข้าไปทำร้ายนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านแสดงการกลับมาของพระถนอม ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมด้วยอาวุธต่าง ๆ เสียชีวิตและบาดเจ็บมาแล้วหลายราย

กำลังพลของพวกเขาส่วนมากเป็นนักเรียนช่างกล ช่างก่อสร้าง ที่เกกมะเหรกเกเร โดดเรียนหนีเที่ยว บางคนเป็นพวกเรียนไม่จบเช่นเดียวกับผม แต่วิถีชีวิตระหว่างเขากับผมต่างกัน ในขณะที่ผมไม่อยากสุงสิงกับเรื่องแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แต่พวกเขากลับเป็นนักเลงอันธพาล หากินอยู่กับเจ้านายที่รับงานมาจากผู้เกรงกลัวการสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว

นอกนั้นก็พวกฉกชิงวิ่งราวไร้อาชีพและไร้ที่ซุกหัวนอน เมื่อได้พกปืนพกระเบิดก็พึงพอใจ เพราะต้องกับนิสัยที่ไม่เอาไหนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงหยิ่งลำพองเที่ยวระรานเขาไปทั่ว

ส่วนอีกพวกหนึ่ง ก็คือพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารนอกแถวที่ร่วมผสมโรง อย่างเช่นกรณีสังหารพนักงานการไฟฟ้าที่จังหวัดนครปฐม 2 ราย ก็สืบทราบภายหลังว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุนั่นเอง

ผมหนีเสือมาจากดงเขายาก็มาพบจระเข้ที่กรุงเทพฯเข้าจนได้ พวกเพื่อน ๆ ของผมหลายคนอยู่ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของ สนนท. เมื่อพวกเขาชวนคุยเรื่องการเมือง ผมก็มักจะหาทางเฉไฉไปทางอื่นเสีย แต่นาน ๆ เข้าพวกเขาก็รู้ไต๋ ก็เลยเป็นฝ่ายชวนผมไปเที่ยวที่ห้องพักของเขาบ้าง ซึ่งบางครั้งพวกเราก็ดอดไปถึงบ้านช่างหล่อ บางครั้งก็ไปซอยวัดท่าพระ แต่ถ้าไปที่ซอยวัดท่าพระนี้ สาวบัวก็มักจะตามไปด้วย เพราะบ้านของไอ้สนอยู่ในซอยนั้น

สาวบัวกับหมวยเกี้ย-แฟนของไอ้สนพูดคุยกันถูกคอ และสนิทสนมกันมาก

การอยู่กินด้วยกันระหว่างไอ้สนกับหมวยเกี้ยก็เหมือนผมกับสาวบัว คืออยู่กันแบบผัวเมีย แต่ยังมิได้แต่งโงงแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว

หมวยเกี้ยช่วยพี่สาวของเธอขายผักและผลไม้อยู่ที่ตลาดพรานนก ก่อนสาวบัวจะไปเป็นสาวโรงงาน หล่อนก็มักจะตามไปช่วยพี่สาวของหมวยเกี้ยบ้างเหมือนกัน


ผมขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ 2 สัปดาห์ ยังหางานทำไม่ได้ ไปที่สำนักจัดหางานทั้งของรัฐบาลและเอกชนก็ไม่เป็นผล เพราะถ้าจะทำงานตามที่เขาเปิดรับอยู่แล้ว ผมก็คงขำตัวเองตายแน่

งานแรกเขาให้เป็นลูกจ้างคอกสุนัข ถัดมาก็ลูกจ้างรถขายน้ำปลา

และงานสุดท้ายที่เขาเสนอให้ผมก่อนที่ผมจะเลิกล้มความตั้งใจพึ่งพาพวกเขาอีก คืองานในฟาร์มจระเข้

ผมถามเขาว่า จะให้ผมทำอะไร? คุณผู้หญิงรูปร่างอวบอ้วนและเตี้ยตะแมะแขะ ผิวดำเหมือนยางมะตอย ผู้ทำหน้าที่สัมภาษณ์ มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วตอบว่า "ไม่รู้ซิ - -แต่เขาคงไม่เอาไปเป็นเหยื่อไอ้เข้หรอกนะ"

ตั้งแต่นั้น ผมก็เข็ดกับการไปขอสมัครงานกับสำนักจัดหางาน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทุกงานที่เขาเสนอมานั้น ก็มิใช่เป็นงานที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าถ้าผมทำงานแบบนั้น ก็คงหมดโอกาสได้เรียนหนังสือด้วยกันกับสาวบัว ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

มันผิดความตั้งใจ ผมจึงปฏิเสธไปทุกรายการ...

แต่พอถึงบทจะได้งาน มันก็ได้แบบหมู ๆ ไม่ต้องดิ้นรนให้ยุ่งยาก เพราะงานมันวิ่งมาชนหัวแม่เท้าผมเอง !

วันหนึ่ง ผมนั่งรถเมล์เล็กไปพระประแดงกับสาวบัว... เดินเป็นเพื่อนหล่อนจนถึงหน้าป้อมยามโรงงานที่หล่อนทำงานอยู่ แล้วผมก็เดินกลับมารอรถเมล์ที่ป้ายจอดรถเพื่อกลับพรานนก แต่คอยแล้วคอยเล่ารถเมล์ที่จะผ่านไปทางนั้นมันแน่นจนไม่มีที่จะเบียดแทรกขึ้นไปได้สักคัน อ้ายคนที่ทยอยมารอหลังเราก็ขึ้นรถเมล์สายที่พวกเขาต้องการจะไปกันหมดแล้ว แล้วทีนี้-อ้ายคนที่มาถึงทีหลังบางราย มันก็เริ่มมองผมด้วยสายตาที่เคลือบแคลง...

หรือผมหวาดระแวงไปเองก็ไม่รู้?

แต่เริ่มรู้สึกอาย... เหงื่อผุดพรายขึ้นตามใบหน้า ทั้งที่อากาศก็ยังไม่ร้อนเลยสักนิด

จึงตัดสินใจว่า เอาละวะ แม่-ง-เที่ยวนี้สายไหนโผล่มากูก็จะโหนแม่-งขึ้นไปทั้งนั้น จะทะลุไปออกประเทศไหนก็ช่างมัน ขอให้พ้นไปจากสายตาไอ้พวกเหี้ยนี้ก็พอ

เรียบร้อยครับผม !

เผลอแผล็บเดียว ไอ้นุ้ยหลงทางซะแล้ว...
รถเมล์คันนั้นจะข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อไหร่และที่ไหนผมไม่ทันรู้ตัว... หลังจากนั้น แม้จะพยายามอ่านป้ายหน้าร้านค้าที่รถเมล์แล่นผ่าน ก็ไม่ค่อยแน่ชัด นึกใจว่าต้องลงจากรถแล้วเดินหาธนาคาร เพราะหน้าสำนักงานธนาคารจะต้องบอกสาขา พอถึงป้ายรถเมล์จอด ผมก็ลงจากรถเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ อากาศก็ชักจะร้อนขึ้นมาแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อย มองหาตำรวจซักนายเพื่อสอบถามก็ไม่เห็น จะถามผู้คนที่เดินสวนกันก็รู้สึกยังไง ๆ อยู่ จะว่าโง่แล้วทำหยิ่งก็ไม่น่าจะใช่

คล้าย ๆ กับไม่ไว้ใจ- -ประมาณนั้น !

สมัยเด็ก ๆ เคยถูกฝังหัวว่า อย่าไว้ใจคนกรุงเทพฯ แม้แต่คนที่ไปจากบ้านเดียวกันถ้าไม่สนิทชิดเชื้อกันจริง ๆ เขาก็ห้ามว่าอย่าไว้ใจเหมือนกัน

ก็คงเพราะเหตุนี้กระมัง? ผมจึงต้องเดินย่ำต๊อกเสียจนเมื่อยแล้วเมื่ออีก!

เรื่องแท็กซี่ ไม่ต้องพูดถึง ผมไม่นั่งอยู่แล้ว เพราะต้องการประหยัดเงิน แต่ก็ได้ทดลองโบกมือเรียกถามค่าโดยสารดูแล้วเหมือนกัน มันบอกว่า แปดสิบบาท ผมแกล้งต่อรองอย่างไร มันก็ลดให้แค่สิบบาท เหลือเจ็ดสิบ...

แหม-ข้าวสารเกือบถัง ! ผมคิดในใจ... เลยบอกมันว่าไม่ไป โดยไม่สนใจว่ามันจะด่าแม่ผมตามหลังหรือไม่

กระทั่งเหลืบไปเห็นที่ทำการธนาคารพาณิชย์สาขาหนึ่งจึงรู้ว่าผมหลงมาออกดินแดง จากนั้นก็เดินหาร้านขายหนังสือ เพื่อหาซื้อแผนที่สักฉบับ แต่แถวนั้นไม่มี จึงตัดสินใจเดินข้ามถนนตรงไปที่ป้ายรถเมล์ คอยมองป้ายบอกสถานที่ซึ่งติดอยู่ข้างประตูรถเมล์ทุกคันที่แล่นมาจอดรับผู้โดยสาร โดยไม่หันไปสนใจสายตาใครทั้งสิ้น

เข็ดแล้ว! ใครจะมองยังไงช่าง กูคอยจ้องแต่คำว่าวงเวียนใหญ่อย่างเดียว ถ้าผ่านมาเมื่อไหร่ก็จะโหนขึ้นไปทันที เพราะผมจำอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ได้ จนในที่สุด รถเมล์สายที่ผ่านวงเวียนใหญ่ก็แล่นมาจอด ผมรีบวิ่งไปขึ้นทางประตูหน้าและโหนราวเหล็กเดินรุดไปข้างหน้า ยืนเกาะอยู่หลังโชว์เฟอร์ เพราะต้องการมองทัศนียภาพด้านหน้าไว้ก่อน พร้อมกับบอกตัวเองว่า พอเห็นรูปปั้นพระเจ้าตากสินขี่ม้าก็จะลงจากรถทันที แล้วต่อจากนั้นก็ค่อยต่อตุ๊กตุ๊กไป

'อย่างมากก็ไม่เกิน 10 บาท' ผมคิดในใจ

แต่ครั้นถึงวงเวียนใหญ่เข้าจริง ๆ ผมก็ออกจะงง ๆ อยู่เหมือนเดิม เพราะมันมีหลายแยก... ไม่รู้แยกไหนไปพรานนก!?

ขืนโบกตุ๊กตุ๊กผิดที่ผิดทาง มันก็หัวเยาะเอานะซี

หิวก็หิว เลยตัดสินใจเดินหาอะไรจุกกระเพาะสักหน่อย...

เมื่อข้ามถนนไปสายหนึ่ง ก็เห็นร้านอาหารแผงลอยริมฟุตบาทกางผ้าใบเขียว ๆ แดง ๆ กันแดดฝนเรียงเป็นแถว จึงก้าวเท้ามุ่งไปทางนั้น ผ่านแผงลอยเจ้าแรก ๆ ที่ขายข้าวราดแกงซึ่งผมไม่ค่อยถูกชะตา เพราะข้าวราดแกงกรุงเทพฯรสจืดและไม่ใส่ขมิ้น ผมจึงเลือกไปนั่งร้านข้าวมันไก่ที่อยู่ถัดไป สั่งมาจานหนึ่ง กินไปสองสามคำ ก็มีชายคนหนึ่งเดินข้ามถนนตรงมาดึงเก้าอี้นั่งลงข้าง ๆ ผมทางด้านขวามือ เพราะแต่ละแผงนั้นมีโต๊ะเก้าอี้ด้านหน้าแถวเดียว ลูกค้าจึงต้องนั่งเรียงแถวหันหน้าเข้าหาแผงเป็นแถวยาวต่อ ๆ กันไป

ชายคนที่มานั่งใกล้ ๆ กับผมคนนี้ อยู่ในวัยกลางคน หุ่นผอม ๆ บาง ๆ นุ่งกางเกงขายาวสีน้ำเงินซีด ๆ สวมเสื้อกล้ามสีขาว มองปั๊บก็รู้ว่าลูกคนจีน แกยิ้มให้ผมเมื่อผมหยิบพวงเครื่องปรุง ซึ่งมีซีอิ้วดำ พริกน้ำส้มและน้ำขิงผสมเต้าเจี้ยวพริกสดเลื่อนไปวางให้ตรงหน้า

"ขอบคุณครับ"

"เฮียพักอยู่แถวนี้หรือครับ" ผมถามเพื่อต้องการผูกมิตร เพราะรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น

"ครับ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โน่นไงครับบ้านผม" แกหันไปชี้ตึกแถวหลังหนึ่ง อยู่ติดกับถนนใหญ่ ห่างไปจากที่นั่นประมาณ 300 เมตร "ที่มีคุณผู้หญิงใส่เสื้อสีลาย ๆ สองคนยืนคุยกันอยู่นั่นแหละครับ"

ผมหันไปมองเห็นตึกแถวเก่าแก่สองชั้นสามชั้นเรียงติดกันเป็นพืด ด้านล่างเปิดเป็นร้านค้าขายสินค้าหลากหลายชนิด ทว่าดู ๆ ไปแล้วก็ค่อนข้างเงียบเหงา มีผู้คนเดินสวนกันไปมาพอนับจำนวนได้ เว้นแต่ที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่เลยไปหน่อย เห็นมีผู้คนกำลังยืนรออยู่พอสมควร

"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบร้านเฮียขายอะไร?"

"อ๋อ- -ม่ายละครับ ร้านผมเป็นประเภทรับจ้างทำสิ่งของนะครับ จำพวกบล็อกพิมพ์ ตรายาง อะไรพวกนั้น"

"ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า ของพวกนั้นเขามีวิธีทำกันยังไง มีโรงเรียนสอนหรือเปล่าครับ?"

"เอ- -ผมก็ไม่มั่นใจนะ เพราะผมไม่ได้เรียนมาจากโรงเรียน แต่ฝึกกับเตี่ย เพราะเตี่ยเขามีอาชีพเป็นช่างทำบล็อกมาก่อน"

"หรือครับ" ผมชักสนใจ "ประเดี๋ยววันหลัง ถ้าผ่านมาทางนี้อีก ผมขออนุญาตแวะเข้าไปชมงานของเฮียสักหน่อยนะครับ"

คู่สนทนาของผมไม่ตอบ เขาตักข้าวมันไก่กินเข้าไปคำหนึ่ง เคี้ยวหยับ ๆ ก่อนจะย้อนถามผมว่า "ตอนนี้คุณทำงานอะไร? หรือว่ายังเรียนหนังสืออยู่ เพราะดูท่าทางก็เหมือนกับว่าคุณยังเป็นนักเรียน... หรือว่าเรียนรามใช่ไหม?"

ผมอึดอัดไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะถ้าจะตอบไปตามจริงเรื่องมันก็ยาว จึงตอบแต่เพียงว่า "ตกงานครับ"

"แล้วเมื่อก่อนเคยทำงานอะไร?" มิตรใหม่ถือโอกาสสัมภาษณ์ผม

"เรื่องมันยาวครับ ไว้ผมค่อยเล่าวันหลังได้ไหม?"

ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้แก ซึ่งคงเป็นที่เฝื่อนเต็มที แกจึงพูดขึ้นว่า "ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวไปคุยกันที่ร้านผมดีกว่า"

เราสองคนเหลือข้าวในจานอยู่ไม่กี่คำ ถ้าจะรีบตักกิน ไม่ถึงนาทีก็คงหมดจาน ทว่าอารามดีใจที่จะได้มิตรใหม่เป็นชาวกรุงเทพฯคนแรก ทำให้ผมรู้สึกอิ่มจนกินไม่ลงขึ้นมาทันที จึงรวบช้อนและคว้าแก้วน้ำเย็นมาดื่ม ในขณะที่ชายคนนั้นก็รวบช้อนด้วยเหมือนกัน

"เจ๊เก็บตังค์..." แกยื่นแบงก์ร้อยให้แม่ค้า "ของน้องคนนี้ด้วย"

"เจ๊ เอาที่ผม" ผมลุกขึ้นยืนและควักกระเป๋าสตางค์ออกมา

"เก็บไว้"

ฝ่ามือนิ่ม ๆ ที่บ่งบอกว่าไม่เคยผ่านงานหนัก เอื้อมมากดมือผมไว้ ส่งสายตามองอย่างอ่อนโยนดุจญาติมิตรที่เปี่ยมด้วยรักและหวังดี ทำให้หยาดน้ำตาของผมเอ่อซึมขอบตาด้วยความตื้นตันใจ

"ขอบคุณครับ-เฮีย"

ผมยกมือไหว้ก่อนจะก้าวเดินข้ามถนนไปพร้อมกัน

********************************************** 




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2555
0 comments
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2555 22:59:02 น.
Counter : 1969 Pageviews.

 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com