ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
21 มกราคม 2556
 

นวนิยาย จะลองรักอีกสักครั้ง บทที่ ๓

 บทที่ ๓

อยู่ป่า  อะไร ๆ ก็ดีไปหมด เว้นแต่โรคภัยไข้เจ็บ  เพราะอยู่ไกลหมอ   เป็นแผลเกิดจากของมีคม  หรือลื่นไถลหกล้ม  แขนขากระทบของแข็งแตกหักฟกช้ำ   ก็เพียงปฐมพยาบาลกันเองตามมีตามเกิด ยาหม่อง ยาเหลือง ทิงเจอร์ ยาแก้ปวด ที่พกพากันมาจากบ้านอาจพอแก้ขัดได้บ้าง แต่ถ้าเมื่อไหร่เจ็บหนัก ก็ต้องยกใส่เปลหามออกจากป่ากันลูกเดียว

ทว่าปลายปี ๒๕๑๙ ปัญหาการบาดเจ็บเป็นแผลถึงขั้นที่ต้องเย็บและทำศัลยกรรมย่อยจากแพทย์  หรือป่วยหนัก  พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดหวายในป่ามาสานเปลหามคนป่วยออกไปรักษาข้างนอกกันอีกแล้ว

ในป่าเรามีหมอ
"หมอคอมฯ "

การผ่าตัดที่ไม่ใหญ่โตเกินไปนัก ที่กลางป่าดงดิบแห่งนี้  หมอคอมฯ ก็พอจะช่วยจัดการให้เราได้

พวกเขาคือนักศึกษาแพทย์ที่เตลิดหนีมาจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา นั่นเอง   ที่จะมาจัดการรักษาอาการบาดเจ็บ  หรือมาแทงเข็มให้น้ำเกลือใผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงถึงทับนอน

วันนั้นผมไม่ได้ป่วยไข้อะไรหรอก แค่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย เช้าก็แบกเครื่องไม้เครื่องมือไปหน้าเหมืองกับเพื่อนได้ดีเด่   แต่พอตกสายหน่อยก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะเหมือนคนจับไข้

"กลับทับไปกินยาแล้วนอนพักผ่อนเสีย ประเดี๋ยวเป็นไข้ขึ้นมาจริง ๆ ก็ยุ่งตายห่า"  ไอ้พริ้งพูดกับผม

"ไข้ก็ไปหาหมอคอมฯ" ผมพูดเล่น

"เชอะ!" เพื่อนผมทำท่าเหมือนจะสลัดก้างปลาออกจากลำคอ  "ในโลกนี้ไม่มีของฟรีนะเว้ย "

"อ้าว ก้อเห็นพวกเหมืองเรายกย่องกันนักมิใช่หรือ หมอคอมฯใจบุญ รักษาฟรี"

"ใช่ฟรี"   ไอ้พริ้งว่า   "เผลอ ๆ อาจได้ตังค์ด้วย เขาฝากซื้อเวชภัณฑ์มาให้กองทัพ มึงกล้าอาสาไหมล่ะ?"

"แม่ง-เจอพวก ’นาย’ จับได้ก็ซวยนะสิ แบบนั้น"

"ไม่รู้ล่ะ ! ได้ข่าวว่าลุงปัญญาโดนเข้าแล้วก่อนเพื่อน"   ไอ้หมึกโก้งโค้งงัดหินก้อนใหญ่อยู่ใกล้ ๆ เงยหน้าพูด " ดีที่แกเอาตัวรอดได้"

"เรอะ-ทำไมกูไม่ได้ข่าว" ผมว่า "แล้วแกเอาตัวรอดได้ยังไง"

"ก็แกล้งทำเป็นเมาแอ๋นะสิ ใครๆ ก็รู้   ลุงปัญญานะปกติแกก็เมายี่สิบสี่ชั่วโมง แกบอกพวก 'นาย' ที่ตั้งด่านตรวจแล้วยึดถุงเวชภัณฑ์ถุงนั้นไปว่า  ก่อนแกจะลงจากรถ  แกก็เข้าใจผิด คิดว่าถุงผ้าใบนั้นเป็นของแก เพราะข้างถุงมีตราพระราชทานของในหลวงเหมือนกัน  แกจึงหยิบมันมา"

"คนอื่น ๆ ล่ะ"

ผมถาม เพราะความจริงเรื่องพวกนี้ผมไม่ค่อยได้รู้กับเขาหรอก เพราะปกติผมไม่ชอบออกไปสุงสิงกับใคร เช้าไปทำงาน เย็นเลิกงาน ถ้ามีเวลาว่างก็จะหยิบหนังสือที่พกมาจากบ้าน มานอนคว่ำอ่านเล่นที่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าทับนอนน ใครจะไปไหนก็ไปป ผมได้อ่านหนังสืออยู่ที่นั่นก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างวิเศษเหมือนกัน

สมัยที่ผมยังมีสาวบัวอยู่ด้วย หล่อนก็มักจะมานอนอ่านหนังสือนิยายอยู่ข้าง ๆ ผม หิวกาแฟ, ก็บอกให้หล่อนติดไฟต้มน้ำรงกาแฟขมมๆ ให้กินน

เวลานี้ผมขาดหล่อนไปแล้ว ผมยิ่งไม่อยากจะออกไปไหน เมื่อใดที่ได้นอนอ่านหนังสือ หรือเอนกายพักผ่อนอยู่บนแคร่หลังนี้ ผมก็จะรู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาด

สายวันนั้น เมื่อผมแบกเครื่องมือกลับมากินยาที่ทับ และทำท่าจะลุกไปหยิบหนังสืออ่านเล่นตรงหัวนอน ออกไปนอนอ่านบนแคร่เหมือนเคยสักเล่ม พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือปกแข็งเล่มเล็ก ๆ ซึ่งมีลักษณะรูปเล่มเป็นพ็อกเกตบุ๊ครุ่นเก่าเล่มหนึ่ง วางอยู่บนพื้นทับนอน ติดกับฝากั้นริมประตูทางเข้า

แรกทีเดียวผมก็ไม่สงสัยติดใจอะไร เพราะคิดว่า เพื่อผมคนใดคนหนึ่งอาจไปคว้าจากไหนมาอ่าน แล้ววางทิ้งไว้ตรงนั้น แต่ครั้นตอนเที่ยงเมื่อพวกเขาหยุดพักงานกลับมากินข้าว ผมจึงถาม   และรู้ว่าไม่มีใครเคยเห็นหนังสือเล่มนั้นมาก่อน

"ใครมันจะอ่านหนังสือแบบนี้" ไอ้หมึกพูด

"ทำไม" ผมถาม "อ่านหนังสือธรรมะนี่บาปนักหรือ?"

"ไม่บาป แต่อ่านไม่รู้เรื่องเว้ย"

"อ๋อ!"

ผมมองตามันปราดเดียวก็รู้ว่ามันพูดจริง   หนังสือธรรมะของอาจารย์พุทธทาสบางเล่ม ต้องมีพื้นฐานทางธรรมที่ท่านอบรมสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกาในขั้นเบื้องต้นมาก่อน   จึงจะอ่านเข้าใจ   เพื่อนของผมกลุ่มนี้  อย่าว่าแต่ธรรมะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสประยุกต์สอนเลย แม้แต่วัดสวนโมกข์, เผลอ ๆ พวกเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตั้งอยู่ทางทิศไหน

ฉะนั้นผมจึงสรุปว่า  นอกจากพวกสหายนักศึกษาบางคนอาจจะแอบนำมาวางไว้ ด้วยความเสียดายที่จะต้องทิ้งมันไป เพราะไม่อยากถูกวิจารณ์จากสหายในพรรคว่าฝักใฝ่ยาพิษ ก็คงจะไม่มีใครนำมันมาวางไว้ตรงนั้นแน่

หนังสือเล่มที่ว่า เป็นหนังสือที่รวบรวมคำบรรยายอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ณ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ ๙ -- ๑๔ มกราคม ๒๕๐๔ ไว้ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่คำสอนเรื่องสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้ ความสัมพันธ์ของธรรมะทั้งปวง ลัทธินิกายและความเป็นมาแห่งศาสนา และธรรมะกับตุลาการเป็นเรื่องสุดท้าย

ผมนั้นแม้จะเคยอ่านหนังสือรวบรวมคำบรรยายของท่านพุทธทาสมาบ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้ติดใจ จนต้องกลับไปอ่านทวนซ้ำถึงสองสามรอบเหมือนคำสอนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ไม่มีเลย

เพราะเมื่ออ่านจบไปแล้วรอบหนึ่ง ก็เกิดความรู้สึกว่า ร่างกายของตนนั้นเบาหวิว ราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศได้   สมองก็โปร่งโล่ง   มองสิ่งรอบข้างด้วยความลึกซึ้งแยบยลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  ได้ยินเสียงนกร้อง ก็เหมือนจะหยั่งรู้ได้ว่า   มันร้องออกมาอย่างนั้นเพราะอะไร  มันเพรียกหาคู่หรือข่มเสียงนกเจ้าถิ่น  เพราะประสาทในการรับฟัง, รู้สึกจะประณีตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ยังมิพักต้องเอ่ยถึงการสลัดความโศกเศร้าที่ต้องพรากรักจากสาวบัว ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลา ซึ่งรู้สึกผมจะสลัดความเศร้านั้นออกไปจากใจได้หมดสิ้น คงเหลือแต่ความคิดที่จะสนองบุญคุณให้กับหล่อนเท่านั้น ที่ผุดขึ้นมาแทน

ผมจึงคิดอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า เมื่อกู้แร่ในรางออกไปขายรอบนี้แล้ว ผมจะเข้าวัดโกนหัวห่มเหลืองอุทิศส่วนกุศลให้หล่อน

"โอ้-บุญของอีบัวมันแล้วลูกเอ๋ย"

ป้าพัว แม่ของสาวบัวประนมมือจรดหน้าผาก แหนหน้าขึ้น เปล่งเสียงปลื้มปีติดีใจออกมาสั่นเครือ หยาดน้ำใสสๆ  ของแกหลั่งท้นขอบตาลงเป็นทาง

พ่อแม่ของผมก็ไม่น้อยหน้า เมื่อรู้ว่าผมจะสละเส้นผมยาว ๆ ที่ประเรี่ยอยู่บนบ่า เพื่อเข้าวัดห่มผ้าเหลือง ทั้งสองท่านก็ปลื้มอกปลื้มใจ และตื้นตันจนแทบจะกลืนข้าวไม่ลง จุดประสงค์ที่ผมจะบวชเพื่ออะไร ท่านไม่คำนึงถึง แค่ได้ยินว่า "ผมจะบวชสงบจิตใจอยู่ในวัดสักพัก" ท่านทั้งสองก็ยิ้มร่า ประกายตาทั้งสองข้างบอกว่ามีความสุขยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

"เอาสิลูก" แม่พยักหน้ารับคำอย่างตื่นเต้น และหันมองไปทางพ่อ  "เดี๋ยวเราจะไปหาตาหลวงที่วัดด้วยกัน - --เธอจะไปด้วยไหม?"

"ฉันไม่ถูกคอกับพระ" พ่อผมพูดเล่น

"งั้นดีแล้ว  เธอรีบไปบอกแม่ไว ๆ "

แม่ของผมหมายถึงคุณย่า  แม่อยากให้คุณย่าได้รู้ข่าวมหามงคลอันนี้ด้วย ซึ่งท่านก็คงดีใจมากเหมือนกัน เพราะตลอดเวลาคุณย่าก็คอยรบเร้าแต่จะให้ผมหั่นเส้นผมบนหนังศีรษะทิ้งให้หมดอยู่เสมอ แต่ผมก็กลอกกลิ้งบ่ายเบี่ยงเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง

คุณย่าเป็นคนโบราณที่ค่อนข้างเคร่งครัดประเพณี ไม่อยากให้ใครทำตัวผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม แรก ๆ เห็นผมไว้ผมยาว ท่านเรียกไปด่าเช้าด่าเย็น แต่เป็นเพราะผมเป็นหลานรัก เป็นหลานคนแรกของท่าน  พ่อของผมเป็นลูกชายหัวปีของท่าน เมื่อผมเกิดมาเป็นหลานคนแรก น้ำหนักแห่งความรักของย่าและปู่ ก็ดูเหมือนจะเทมาที่ผมจนหมดใ  เสียดายที่ตอนนี้ปู่ผมได้ลาโลกไปเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นงานบวชผมคงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่แน่ ถึงใครจะห้ามอย่างไร ปู่ก็คงไม่ยอมรับฟัง อย่างน้อยวันบวช เจ้านาคน้อยอย่างผมก็คงได้ขี่ช้างเวียนรอบโบสถ์แน่นอน

ทว่างานบวชผมครั้งนี้ แม้ไม่มีปู่ก็มีคนเสนอให้จัดงานให้ยิ่งใหญ่ แต่ผมกับตาหลวง-สมภารวัดที่ผมไปบวชได้ทัดทานไว้  ไม่ให้มีพิธีทำขวัญนาค หรือพิธีอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับการบวชโดยตรงทั้งสิ้น พอได้เวลาพระฉันเช้าเสร็จ ตาหลวงก็เจริญพุทธมนต์ นำน้ำมนต์ในขันมาประลงบนกระหม่อมผมจนเปียกชุ่ม แล้วเอากรรไกรตัดเส้นผมเป็นท่านแรก   แล้วต่อด้วยคุณย่า คุณตา คุณยาย ที่เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นลำดับถัดไป จากนั้นพวกญาติ ๆ นับถัดจากพ่อและแม่ของผมก็เข้าคิวรอปลงผมเจ้านาคกันเป็นแถว  กระทั่งได้เวลาก่อนฉันเพลเล็กน้อย พิธีอุปสมบทพระนุ้ย ฐิตธรรมโม ก็เสร็จสิ้น ผมกลายเป็นพระภิกษุครองศีล ๒๒๗ ข้อเสร็จเรียบร้อย

"หลวงพี่จะบวชนานไหม-เจ้าคะ"

สีกาหญิงหมอน ถามพระหนุ่มก่อนอำลาจากงานบวชภายในวัดกลับบ้าน

"อาตมาคงจะตอบตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ-โยมหมอน"   พระหนุ่มพูดกับเธอด้วยกิริยาสำรวม " ต้องรอให้อาตมาได้ครองผ้าเหลืองต่อไปสักชั่วระยะ ก็คงจะได้คำตอบ ตอนนี้อาตมายังไม่อาจตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น แค่อยากบวชสงบจิตสงบใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน พร้อมกับจะได้ปัจเวกขณ์อุทิศส่วนบุญกุศลให้กับโยมบัวผู้ล่วงลับด้วย  ซึ่งอาตมาคิดว่า ป่านนี้ถ้าหากเธอลาโลกไปอย่างที่อาตมาเข้าใจแล้วจริง ๆ ดวงปฏิสนธิวิญญาณของเธอบนสวรรค์ ก็คงจะได้รับรู้ถึงกุศลบุญในครั้งนี้แน่นอน"

"เจ้าค่ะ" สีกาสาวกระพุ่มมือนมัสการ และกล่าวอำลา "ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอกราบลาหลวงพี่กลับก่อนนะเจ้าคะ— ออกจากเหมืองมาขายแร่เที่ยวหน้า จะแวะมาเยี่ยมนมัสการใหม่เจ้าค่ะ"

"เดินทางปลอดภัยนะโยม"

พระหนุ่มยืนมองสีกาสาวเดินตามหลังญาติ ๆ ทยอยออกจากวัดไปโบกรถประจำทางกลับเคหะสถานจนลับหายไปจากสายตา จึงหมุนกายทอดย่างมุ่งสู่กุฏิสถานของตน ด้วยท่วงท่าที่สำรวมกายาเป็นอย่างยิ่ง

เดือนที่ผมคิดสละทางโลกย์ห่มครองผ้าสากาวพัสตร์นั้น เป็นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ยังเหลือเวลาอีกประมาณหกเจ็ดเดือนจึงจะถึงวันเข้าพรรษา ซึ่งเชื่อถือกันว่า ลูกผู้ชายเมื่อบวชเรียนแล้ว ก็ควรครองผ้าเหลืองอยู่ให้ตลอดพรรษา ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ควรจะต้องอยู่เข้าพรรษาในวัดอย่างน้อยก็สักหนึ่งพรรษาเสียก่อนจึงค่อยลาสิกขาบท และถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมายาวนาน ไม่ค่อยมีใครคิดแหกพรรษามากนัก เพราะมักจะถือกันว่า ผู้ที่บวชเรียนแล้วแหกพรรษา เป็นคนที่จิตใจอ่อนแอทนสิ่งยั่วยุไม่ไหว ไม่เข้มแข็งพอที่จะเรียกว่าลูกผู้ชายได้

ทว่าผมนั้น, ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา ผมก็ห่มผ้าเหลืองติดต่อกันมาแล้วร่วมเจ็ดเดือน เมื่อเข้าพรรษาอีกสามเดือน ก็รวมเป็นสิบ

ซึ่งถือว่าบวชเรียนอยู่นานพอสมควรแล้ว ถ้าจะลาสึกออกไปก็จะไม่มีใครทัดทานแล้ว
ทว่าผมกลับไม่นึกอยากจะลาสึก แต่อยากจะบวชเรียนต่อไปอีก

ออกพรรษาจนเลยหน้ากฐิน พระนุ้ยก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดกับใครว่าจะสึก จนมีคำล้อเลียนจากญาติโยมอุปัฏฐากข้างวัดว่า "สงสัยพระคุณเจ้าจะอยู่รับตำแหน่งสมภารต่อจากพ่อหลวงองค์นี้แน่ ๆ เลย "

"เปล่าหรอกโยม" พระหนุ่มออกตัว เพราะไม่อยากให้ญาติโยมที่พูดพลางเล่นพลางจริงทั้งหลายนั้น ได้ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ด้วยตัวพระเองก็รู้ดีว่า ญาติโยมข้างวัดทุกคนปรารถนาที่จะให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

กระทั่งข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูโยมพ่อ ซึ่งท่านก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจไปตามครรลองปุถุชน ที่มีลูกชายอยู่แค่คนเดียว อยากจะฝากผีฝากไข้ในยามแก่ชรา  ก็กลับคิดจะบวชไม่ยอมสึก จึงอยากจะมาเกลี้ยกล่อมให้สละเพศบรรพชิต มาเป็นฆราวาสครองเรือนเหมือนคนทั่วไป

"พระเจ้า-เมื่อไหร่จะได้ฤกษ์เปลื้องจีวรลาสิกขาบทเสียทีละครับ"

โยมพ่อท่านเป็นคนตรง คิดจะถามอะไรก็ถามออกมาตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม แต่พระหนุ่มซึ่งยังไม่อยากจะลาสึก ก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้นให้แน่ชัด เพียงแต่เกริ่น ๆ ให้ท่านฟังว่า

"หากผ้าเหลืองยังไม่ร้อน อาตมาก็คิดว่า ยังจะบวชอยู่ต่อไปอีกสักพัก"

"เรื่องแบบนี้ พระเจ้า-จะต้องรีบตัดสินใจให้แน่นอนเสียนะครับ" โยมพ่อพูดกับพระหนุ่มเบา ๆ " พระเจ้า-จะอยู่ครองเพศบรรพชิตไปตลอดจนดับขันธ์ได้แน่นอนหรือไม่ หากตั้งมั่นแน่วแน่อย่างนั้นโยมพ่อก็อนุโมทนาสาธุ แต่ถ้าครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่แน่นอน พอแก่ตัวแล้วจึงคิดจะสึก มันก็จะไม่สวยไม่งามนะครับ เพราะเมื่อแก่ตัวลงแล้ว พระเจ้า-จะเอากำลังวังชาที่ไหนไปกรากกรำทำงาน พระเจ้า-คิดให้รอบคอบนะครับ ยอมโยมพ่อขอลากลับก่อนละ"

โยมพ่อประนมไหว้-ลากลับ ปล่อยพระหนุ่มนั่งครุ่นคิดอยู่บนระเบียงกุฏิตามลำพัง ลมเย็น ๆ พัดโชยมาในวัด ใบโพธิ์หน้าอุโบสถหลุดขั้วปลิดปลิวมาตามลม ลอยหล่นลงพื้นระเบียงตรงหน้าพระหนุ่มสามสี่ใบ

ชีวิตคนเราก็อย่างนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน

พระหนุ่มคิดใคร่ครวญเหตุผลแห่งการมีชีวิตด้วยหลักธรรม

ถ้าเราบวชต่อไป โยมพ่อโยมแม่แก่เฒ่าใครจะช่วยรักษาดูแล น้องเราสองคนก็เป็นหญิง อีกหน่อยมีเหย้ามีเรือนก็ต้องตกอยู่ในอำนาจสามี ถ้าสามีเป็นคนดีก็แล้วไป แต่ถ้าเผอิญพวกเธอไปมีสามีที่เห็นแก่ตัวเข้าล่ะ เขาจะยินยอมให้พวกเธอมาดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ละหรือ?

คิดมาถึงตรงนี้ พระหนุ่มก็รู้สึกทอดถอนใจ และแวบหนึ่งจิตของท่านก็พลันตระหวัดไปถึงอดีตคู่ชีวิตเมื่อครั้งยังครองเพศฆราวาส ที่มาด่วนสาบสูญไป...

พลันนั้นจิตของพระหนุ่มก็ไหลตก กระทั่งนิวรณ์ ๕ ก็ตรูเข้าห่อหุ้มจนมืดมิดลงทันที 

********************************************





Create Date : 21 มกราคม 2556
Last Update : 25 มกราคม 2556 19:29:30 น. 1 comments
Counter : 999 Pageviews.  
 
 
 
 
เกี่ยวกับการพิมพ์ผิด หรือตัวอักษรตกหล่นที่ปรากฏในเนื้อหา ผมต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วยนะครับ เพราะตอนนี้รู้สึกโปรแกรมแก้ไขน่าจะมีปัญหา เพราะไปสามารถแก้ไขได้ สักพักเมื่อทางเว็บปรับปรุงระบบคืนสู่ปกติ ผมจะกลับมาแก้ไขอีกครั้งครับ
 
 

โดย: หลวงเส วันที่: 23 มกราคม 2556 เวลา:17:21:14 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com