ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
21 มกราคม 2556
 

นวนิยาย จะลองรักอีกสักครั้ง บทที่ ๔

บทที่ ๔

หลังจากที่ได้แสดงอาบัติกับหลวงพี่ผู้อาวุโสจบแล้ว พระหนุ่มก็ก้มกราบท่าน ๓ ครั้ง จากนั้นจึงคลานเข่าเข้าหาท่านสมภาร กราบสามครั้ง- ก่อนจะตั้งนะโม ๓ จบ เสร็จแล้วก็โน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อท่านจะได้ดึงผ้าสังฆาฏิที่พาดอยู่บนบ่าให้หลุดออกมาได้สะดวก

"สิกขัง ปัจจักขามิ คิหิติ มัง ธาเรถะ"
(ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์)

พระหนุ่มกล่าวคำขอลาจากสมณเพศ ๓ ครั้ง สมภารก็เอื้อมมือขวาจับริมสังฆาฏิที่ห้อยลงจากบ่าของพระหนุ่มถามขึ้นเบา ๆ

"ขาดนะคุณ"

"ครับ-อาจารย์"

"ขาดนะ"

"ครับ อาจารย์ "

"ขาดนะ"

พระผู้เป็นอุปัชฌาย์จารย์ถามพระลูกศิษย์ เพื่อให้เขามั่นใจเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะนั้นพระหนุ่มรู้สึกขอบตาร้อนผะผ่าว ทว่าจิตที่เคยได้รับการกวดขันให้รู้จักควบคุมความรู้สึกของตนขณะห่มครองไตรจีวร ก็แล่นมารำงับความอาลัยอาวรณ์นั้นได้ เขาจึงพยักหน้าตอบรับเป็นครั้งสุดท้ายด้วยกิริยาท่าทีที่สงบยิ่ง

"ขาดครับอาจารย์"

และเมื่อเขาได้ผลัดเปลี่ยนสบงจีวรมานุ่งห่มกายาอย่างเพศคฤหัสถ์ พร้อมทั้งอยู่ปรนนิบัติท่านสมภารเพื่อแสดงกตเวทิตาคุณตามธรรมเนียมจนครบ ๓ วันแล้ว ทิดหนุ่มก็เดินทางกลับบ้าน เขามายืนรอรถเมล์ประจำทางที่ปากทางวัดตั้งแต่เช้า ชาวบ้านแถวนั้นเห็นเข้าก็ร้องทักทายเป็นการใหญ่

"อ้าว- เจ้านุ้ย ตกลงลาสึกจริง ๆ หรือนี่!! สีกาทางบ้านมาเร่งเร้าละซีท่า" อดีตโยมชายที่อาศัยอยู่ใกล้เขตกำแพงวัดร้องทักทายอย่างติดตลกมาแต่ไกล

ทิดหนุ่มยิ้มอาย ๆ

"เปล่าหรอกครับ"

"แหม-ก็ผมหลงคิดว่าเจ้าคงจะบวชไม่สึก" ชายคนนั้น-แม้จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ออกจะผิดหวังหน่อย ๆ แต่ทว่าสุดท้ายเขาก็เข้าใจ "แต่อย่างว่าแหละนะ- -คนเรา—ใครไม่เจอเข้ากับตัวก็ไม่รู้หรอกว่า เวลาผ้าเหลืองร้อน มันทรมานแค่ไหน เหมือนอย่างผมสมัยก่อนนี่ -- ยังไม่ทันออกพรรษา ผมก็ต้องไปกราบท่านอาจารย์ ขอร้องให้ท่านช่วยดูฤกษ์วันสึกล่วงหน้าด้วยซ้ำ... ว่าแต่เจ้านุ้ยน่ะ--มีข่าวดีเมื่อไหร่ อย่าลืมบอกมาถึงนะ ไม่งั้นผมโกรธจริง ๆ ด้วย"

หลังจากอดีตโยมชายท่านนั้นเดินจากไปแล้ว ผมก็ยืนครุ่นคิด และยังคงนึกขำกับคำพูดของแกอยู่ เพราะแกหลงคิดว่าผมร้อนผ้าเหลืองเพราะสีกาเร่งเร้าให้สึก  ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรื่องดังกล่าวนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

จริงอยู่,ในฐานะที่ชายผู้นั้นมีบ้านเรือนอยู่ข้างวัด และมักมาทำบุญที่วัดแทบทุกวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งบางครั้งแกอาจจะเคยเห็นผมนุ่งห่มผ้าเหลืองนั่งสนทนาอยู่กับหญิงหมอนตรงไหนสักแห่งภายในวัด อาจจะใต้ถุนกุฏิของผม ใต้ร่มโพธิ์หน้าโรงฉัน หรือบนระเบียงครัววัดที่ทอดยื่นจากริมตลิ่งออกไปจนเกือบถึงกลางคลอง ขณะที่ผมนำข้าวก้นบาตรไปโปรยลงในคลองให้ฝูงปลาที่อยู่บริเวณนั้นได้กิน ซึ่งหญิงหมอนเองก็ชอบโปรยข้าวสุกที่เหลือติดปิ่นโตให้ฝูงปลาพวกนั้นเหมือนกัน  เมื่อเธอเห็นผมเอาข้าวที่เหลือติดก้นบาตรเดินไปที่นั่นคราวใด   ก็มักจะตรงเข้ายกมือไหว้ขอเม็ดข้าวสุกจากในนั้นไปจากผมเสมอ

"ให้หมอนโปรยลงไปแทนหลวงพี่ดีกว่านะเจ้าค่ะ"

"เอาซิ"

ผมจะรีบตอบตกลง  แล้วเดินไปคว่ำบาตรเทข้าวสุกในนั้นใส่ลงภาชนะะ ซึ่งอาจเป็นถาด หรือกะละมัง หรือหม้อใบโต ๆ รวมกับเศษเม็ดข้าวที่เหลือจากก้นบาตรของพระเณรรูปอื่นที่พวกเขานำเทใส่ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

"หลวงพี่วางบาตรไว้ตรงนั้นเลยนะคะ เดี๋ยวหมอนจะล้างให้เอง"

"ได้ซิ"

และเมื่อวางบาตรไว้ตรงนั้นแล้ว ผมก็จะรีบจ้ำกลับกุฏิทันทีี เรื่องโลกวัชชะหรือกลัวปากโลกย์นินทา  ผมไม่คิด  เพราะผมรู้ถึงความบริสุทธิ์ในการรักษาศีลของตนดีพอ

แต่สิ่งที่กลัว คือ กลัวหญิงหมอนจะตั้งความหวังกับตัวผมไว้สูง  เพราะเท่าที่เคยสังเกตท่าทีของเธอ  ผมรู้สึกว่า หญิงหมอนได้ปันใจให้ผมตั้งแต่แรกที่เรายังอยู่ด้วยกันในเหมือง ก่อนผมจะโกนหัวเข้าวัดบวชด้วยซ้ำ

"คิดจะบวชจริง ๆ หรือ?" เธอไปสอบถามผมที่หน้าเหมือง เมื่อรู้ข่าวว่าผมจะเข้าวัด โกนหัวบวชเรียน

"จริง!"

ผมยืนยัน , และตอบข้อสงสัยของเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

"จะบวชไม่สึกเลยหรือเปล่า" เธอถามยิ้ม ๆ "อย่าบอกนะว่าชาตินี้หากปราศจากพี่บัวแล้วก็จะขออยู่เป็นโสด หรือคิดจะตัดใจบวชจนตายคาผ้าเหลือง"

"มันก็ไม่แน่ ถ้าหาคนดี ๆ เหมือนสาวบัวไม่ได้ ก็ขออยู่คนเดียวไปจนตายดีกว่า"
ผมพูดพลางเล่นพลางจริง แต่หญิงหมอนเธอไม่ยอมแฮปปี้ด้วย

"ขี้เท็จ " เธอว่า

น้ำเสียงดูเหมือนจะห้วนน ไม่เชื่อถำพูดของผม แต่ทว่าสายตาของเธอกลับเมินไปเสียอีกทาง ซึ่งดูก็รู้ว่าปากกับใจไม่ตรงกัน

เมื่อจับไต๋ได้ผมก็เลยแกล้งหยอกล้อเธอต่อไปว่า

"จริงนะ - -ชาตินี้คงหาใครรักผมจริงเหมือนบัวไม่มีแล้ว"

"เชอะ-" หันมาค้อน "ถ้าพี่บัวตายไปแล้วจริง ๆ ป่านนี้ดวงวิญญาณก็คงสุขสมไม่
น้อย เพราะมีชายรักเดียวใจเดียวคิดจะบวชไม่สึกเพื่อนาง "

"อ้าว-ก็เมื่อก่อนบอกให้รักผมแล้วนี่  พอมาตอนนี้ถึงจะคิดได้-มันก็สายไปแล้ว---เห็นไหม"

"อย่ามาพูดดีกว่า"  แม่หญิงงามหันมาต่อว่า  " หัวอกลูกผู้หญิงเป็นอย่างไรพี่รู้ด้วยหรือ?"

"รู้สิ" ปากคอผมก็พล่ามหึกเหิมไปเรื่อย ไม่คิดว่าผลสุดท้ายมันจะวกมารัดคอตัวเอง "รู้นะ-ว่ากำลังมีคนมาแอบรักผมอยู่- - หรือว่า---เขาแค่เพียงปลอบใจให้หายหม่นเศร้าก็ไม่รู้สินะ"

ตอนลงท้ายผมแกล้งหยอดน้ำเสียงเศร้าสร้อยย เรียกความสงสาร

"แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีคนแอบรัก—พี่น่ะ-ขี้โม้ชิบหายเลย"

ว่าแล้วแม่ตัวดีก็คว้าเรียงร่อนแร่เดินหนีไปจากหน้าเหมือง เพื่อน ๆ ของผมที่กำลังลุยงานกันอยู่ ซึ่งบ้างก็กำลังยกหินไปวางเรียงซ้อนกันที่ท้ายราง บ้างก็กำลังลากจอบหูช้างครูดกองทรายกระสะ ก็ชวนกันป้องปากกระซิบกระซาบแล้วหัวเราะคิก ๆ

ผมนึกถึงเพื่อนอีกคน ชื่อ บองหลา ระหว่างนี้มันถูกเกณฑ์ทหารไปอยู่ที่ค่ายทหารบกจังหวัดชุมพร เพื่อนผมคนนี้แหละ ที่เคยเตือนไม่ให้ผมยุ่งเกี่ยวกับหญิงหมอน เพราะว่าตอนนั้นผมมีหญิงบัวพี่สาวของเธออยู่แล้วคนหนึ่ง

ไอ้บองหลามันว่า "มึงอย่าริทำตัวเป็นอ้นที่คิดจะกินหัวไผ่จนเฉาตายหมดทั้งกอ คนบ้านเราถือกันนะเรื่องนี้"

และนับตั้งแต่นั้น ความรู้สึกบางอย่างที่ผมเคยมีต่อหญิงหมอนก็มอดมลายสิ้น ผมสำนึกดีชั่ว และเลิกคิดอกุศลต่อเธอโดยเด็ดขาด แม้จะเหลือห้องใจไว้สำหรับจะรักอยู่บ้าง แต่สำหรับหญิงอื่น ส่วนเธอผมก็รักเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น

ทว่า,ชะรอยเมื่อพี่สาวของเธอต้องมาด่วนจากไปเช่นนี้  ตัวเธอก็คงคิดว่าไม่เห็นจะเป็นบาปหยาบช้าอะไร ที่เธอจะหันมารักอดีตพี่เขยคนนี้ เพราะในเมื่อเขาคนนี้ไม่ใช่หรือที่เคยกอดเธอ จูบเธอ และสอดรัดเรือนร่างของเธอเสียแน่นกระชับ จนเธอเองก็แทบขาดใจตายคาอ้อมแขนของเขามาแล้ว

เพียงแต่ลึก ๆ แล้วเธอไม่อาจจะรู้ว่าเวลานี้อดีตพี่เขยกำลังคิดอย่างไรกับเธอ

เพราะแม้บางขณะที่รู้สึกเหงาเขาก็อาจจะหันมานึกถึงเธออยู่บ้าง แต่ทว่าเรื่องความรักหรือคิดจะแต่งงานมีครอบครัวนั้น ขณะนี้-เขาได้สลัดมันออกจากสมองหมดสิ้นแล้ว ซึ่งอาจเพราะส่วนหนึ่งเขายังหาใครมาแทนที่หญิงบัวที่เขาสูญเสียหล่อนไปเมื่อปีก่อนโน้นยังไม่ได้ หัวใจเขาจึงยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับใครมาแทนที่ของหล่อน แม้หญิงสาวผู้นั้นจะคือหญิงหมอนน้องสาวที่แสนสวยของหล่อนก็ตาม

บนผิวจราจรทางหลวงหมายเลข 4 ในตอนเช้าวันนั้น เมื่อมองไปจากปากทางวัดที่ผมกำลังยืนรอโบกรถเมล์โดยสารเพื่อจะเดินทางกลับบ้านอยู่นี้  มีรถราแล่นสวนกันไปมาไม่ขาด ซึ่งอาจเป็นเพราะมันคือเส้นทางสายหลักอีกเส้นทางหนึ่งของภาคใต้  โดยเฉพาะในช่วงเวลาภาคเช้าอย่างนี้  รถบรรทุกสิบล้อขาล่องมาจากกรุงเทพฯ จะแล่นตามหลังกันมาคราวละสามคันสี่คันติด ๆ  กันเสมอ   รถบรรทุกเหล่านั้นรับบรรทุกสินค้าจากส่วนกลางมาส่งให้ร้านค้าต่างจังหวัด  ซึ่งมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ผมยืนคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าหากวันใดขาดรถพวกนี้ กิจการร้านค้าทั่วไปก็คงจะยุ่งยากพิลึก

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เป็นภาษิตที่ยังคงความขลังเสมอ โดยเฉพาะมนุษย์,ซึ่งมีคนไหนบ้างที่เกิดมาไม่เคยพึ่งพาอาศัยผู้อื่น  แต่คิดจะทำอะไรก็ทำได้ตามลำพัง, ไม่มีหรอก ทุกอย่างในโลกย่อมมีความสัมพันธ์ต่อกันทั้งหมด เพียงแต่บางครั้งเราคิดไม่ถึง อย่างเช่นถ้าหากโลกนี้ขาดแมลงไปสักอย่าง โลกก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่สมดุลตามธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ช่วยผสมเกสรดอกไม้ พืชก็ไม่ขยายพันธุ์ และเมื่อถึงเวลาที่พืชเหล่านั้นล้มตายหมดลง โลกก็จะแห้งแล้ง ขาดน้ำ ขาดความชื้นที่จะสร้างอุณหภูมิช่วยให้เกิดเมฆและทำให้เมฆรวมตัว กลายเป็นหยดน้ำตกลงมา

ปี๊ด ๆ ๆ ๆ !!!!

ผมสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ที่เผลอคิดเล่นไปเรื่อยเปื่อย  เมื่อรถบัสโดยสารสีส้มคันหนึ่งแล่นเบียดขอบถนนตรงมาที่ผมจนแทบว่ามันจะพุ่งเข้าชน   แต่ในที่สุดมันก็จอดสนิท   และจอดในระยะที่ประตูทางขึ้นด้านหน้าตรงกับที่ผมยืนอยู่พอดี  ทำให้ผมได้เห็นหน้าโชว์เฟอร์ที่นั่งจับพวงมาลัยรถอยู่ข้างบนอย่างชัดเจน

"ยัดแม่-ยืนทำเปรตไรอยู่ ขึ้นรถเร็ว ๆ กูจะรีบไปส่งผู้โดยสาร"

อ้าว-เจ๊กฮุย -นั่นเอง นึกว่าใคร!? ผมนึกแปลกใจขณะจับราวเหล็กข้างประตูด้านขวาของรถบัสคันนั้น พร้อมย่างเท้าขึ้นไปบนรถอย่างเร่งรีบตามคำเชิญของมัน

"ยัดแม่--ไหนเจ้าวิทกับไอ้ทิน บอกกูว่ามึงจะบวชไม่สึก"

เจ๊กฮุยจับพวงมาลัยกระชับมั่นทั้งสองมือ สายตาจ้องมองผิวจราจรด้านหน้า ปากก็ร้องถาม เมื่อผมก้าวไปนั่งบนเบาะติดกับประตูและหันหน้าไปทางฝ่ายคนขับ -ซึ่งก็คือตัวของมันเสร็จแล้ว

รถบัสคันนั้นค่อย ๆ เคลื่อนออกจากที่ มุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่พุ่งขึ้นตามแรงเหยียบคันเร่ง เพื่ออาศัยแรงเฉื่อยในการยกเท้าซ้ายเหยียบคลัชเปลี่ยนเกียร์สูง ๆ ขึ้นไปตามลำดับจนสุดเกียร์

"มึงพบเจ้าวิชกับไอ้ทินเมื่อไหร่" ผมถามมัน

"พบทุกวัน"  มันตอบพร้อมกับหันแวบมามองผม  "ระหว่างนี้ ถ้าหากรถติดวินฝั่งนี้ กูก็จะไปนอนกับพวกมันที่บ้านพักครูทุกคืน"

"ยัดแม่--คิดจะไปจีบแม่ครูที่นั่นหรือยังไง "

พูดกับมันจบแล้ว  ผมก็หัวเราะอาย ๆ เมื่อหันไปเห็นผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พากันหันมามอง

ก็แหม! เส้นผมบนหนังศีรษะยังหดสั้นแค่ขนมะอึก แต่กลับพูดจาหยาบคายอย่างลืมสำรวม

เพียงแต่ว่า ในจำนวนผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถบัสคันนี้ทั้งหมด ใครเลยจะรู้ว่าผมกับเจ๊กฮุย-โชว์เฟอร์รถคนนี้นั้น เคยรักใคร่สนิทสนมกันมายังไง อีกทั้งถ้าคิดจะนับเวลาที่เราไม่ได้พบเจอกันเลยตั้งแต่เรียนจบช ั้นประถมปีที่ ๗ ที่ โรงเรียนคุระบุรี ด้วยกันไปแล้ว ก็ไม่ต่ำกว่า ๕ ปี ซึ่งแน่นอนเหลือเกินว่า เพื่อนรักเพื่อนซี้ที่ไม่ได้พบหน้าค่าตากันนานขนาดนั้น เมื่อได้หวนกลับมาพบเจอกัน เขาทั้งสองจะรู้สึกยินดีปรีดากันสักขนาดไหน

แล้วอีกอย่าง, ชาวคุระบุรี ตะกั่วป่า พังงา อย่างพวกเรา, พบหน้ากันด้วยความรักและคิดถึง, ถ้าไม่แจกผักแจกหญ้าให้แก่กันเสียบ้าง มันก็คงชืดเกินไปหน่อย

"เฮ้ย-ยัดแม่--แต่ว่าคืนนี้กูไปนอนฝั่งพังงานะ มึงไปกับกูไหมล่ะ ไม่ได้เจอกันนานนักหนาแล้ว -- ยัดแม่-ไปนะ- ไปหาไรกินกัน-- สาว ๆ แถวนั้นก็สวย ๆ ทั้งเพ ฮ่า ๆ"

"เฮ้ย-ไอ้เปรต " ผมลืมตัวอีกครั้ง "ก็กูเพิ่งสึกจากพระกลับมาบ้านวันแรก จะให้ไปบ้ากับมึงได้งัย ---ไอ้เจ๊กเปรตเอ๋ย--หัดรู้จักธรรมเนียมไทยเสียบ้างสิ"

"ธรรมเนียมหัวทอมึงนะสิ--ยัดแม่" เจ๊กฮุยพูดแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถที่วางอยู่ใต้ฝาครอบด้านหน้าของผม และอีกฝั่งก็อยู่ติดที่วางเท้าด้านซ้ายของมัน ซึ่งกำลังครวญครางหึ่ง ๆ เมื่อรถคันนั้นกำลังไต่ขึ้นถนนที่เป็นเนินสูง   "กูเห็นบางคนบวชพระ แต่แอบแดกข้าว-แดกมาม่ากันกลางคืน บางคนเหล้าก็กิน ไพ่ก็เล่น"

"อ้าว! ๆ ๆ ยัดแม่—มึงอย่าเหมารวมเข่งซิเว้ย"

"เรื่องจริงนิ---ไอ้หัวทอ—กูอยู่กรุงเทพฯตั้งสี่ห้าปี กูเห็นหมด-- พระเปรต ๆ กะลุย  กูพาไปแลได้เลย-วัดไหนบ้าง"

"เออ-พอ ๆ ๆ " ผมร้องห้าม เพราะเห็นว่าผู้โดยสารบางคนเริ่มจะส่งยิ้มแปลก ๆ มาทางผมเข้าแล้ว

"แล้วนี่ตกลงคืนนี้--มึงจะไปกับกูไม่ไป เอาให้แน่"

"ไว้สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนเถอะ แล้วกูจะไป"

"แน่นะ"

"ยัดแม่-กูพูดคำไหนคำนั้น" ผมว่า "ว่าแต่มึงเถอะ- -เตรียมพกเบี้ยให้มาก ๆ ก็แล้วกัน กูกินจุนะเว้ย"

"หัวทอ-กูต่อให้มึงตีหม้อด้วยก็ได้ --รับรองไปกับกู-สบายหายห่วง"



                                   ***********************



Create Date : 21 มกราคม 2556
Last Update : 22 มกราคม 2556 20:53:16 น. 0 comments
Counter : 594 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com