ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มีนาคม 2555
 

นิยายอดีตรักเหมืองป่า บทที่ 22





ตอน แดนศิวิไลซ

กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงครองราชย์และปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ เมษายน เดือนห้า แรม ๙ ค่ำ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๒๕ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก เนื่องจากเป็นชัยภูมิที่ดีกว่ากรุงธนบุรี เพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแนวคูเมือง ทั้งทางด้านตะวันตกและด้านใต้

อาณาเขตของกรุงเทพฯ ในขั้นแรกถือเอาแนวคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี คือ แนวคลองหลอด ตั้งแต่ปากคลองตลาดจนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า เป็นบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ มีพื้นที่ประมาณ ๑.๘ ตารางกิโลเมตร

บริเวณที่สร้างพระราชวังนั้นเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชเศรษฐีและชาวจีน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่ที่สำเพ็ง ในการก่อสร้างพระราชวัง ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาธรรมาธิบดี กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที ( ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕ ) พระราชวังแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ จึงได้จัดให้มีพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบแผน รวมทั้งงานฉลองพระนคร โดยพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า " กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ " ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยน คำว่า " บวรรัตนโกสินทร์ " เป็น " อมรรัตนโกสินทร์ " และในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้รวมจังหวัดธนบุรี เข้าไว้ด้วยกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น " กรุงเทพมหานคร " เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕

บางครั้งเมื่ออยู่ด้วยกันภายในห้องพักของโรงแรม ผมชอบเล่าภูมิหลังของสถานที่สำคัญ ๆ บางแห่งในกรุงเทพฯ ที่ผมจดจำมาจากการอ่านให้สาวบัวฟังคร่าว ๆ ก่อนชวนกันไปเที่ยวยังสถานที่นั้น ๆ ถ้าอยู่ใกล้ อย่างเช่นวัดราชบพิตร หรือหมู่พระที่นั่งสวนดุสิต เราสองคนก็อาศัยเดินเท้ากันไปไม่รีบร้อน ผ่านสวนสัตว์ดุสิตหรือเขาดินวนา เราก็แวะเข้าไปเดินดูพวกสัตว์ต่าง ๆ หิวก็หาของกินง่าย ๆ รองท้อง

เราเป็นชาวเหมืองป่า เคยเดินทางบุกบั่นขึ้นเขาลงห้วยในป่าดงกันเป็นวัน ๆ เสียจนชิน ถ้าไม่ติดที่อากาศในกรุงเทพฯแผดร้อนเหมือนจะย่างเนื้อสุก เราก็จะไม่กลัวเรื่องการเดินเท้าชมเมืองกันเลย อีกทั้งกลิ่นควันท่อไอเสียและสารพัดกลิ่นอันเป็นกลิ่นกรุงเทพฯ ทำให้สาวบัวสำลักบ่อย ๆ แต่หล่อนก็ยิ้มร่าอยู่เสมอ ไม่เคยออกอาการผิดหวังที่ผมพามาเที่ยวกรุงเทพฯให้เห็นเลยสักครั้ง

ครั้นได้นั่งพักหลบแดดบนม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ในเขาดินฯอยู่สักครู่ ก็ค่อยรู้สึกหายใจเต็มปอดสักหน่อย สาวบัวชวนผมไปถ่ายรูปคู่กันที่หน้าคอกยีราฟกับพวกช่างภาพที่สะพายกล้องหากินอยู่แถวนั้น ผมสอบถามราคาเสร็จแล้วก็ชวนกันยืนเคียงคู่ให้เขาถ่าย

"ความจริงน่าไปถ่ายที่ตรงโน้นมากกว่า" สาวบัวชี้ไปที่คอกสิงโต ซึ่งคงจะเป็นเพราะหล่อนเห็นสารรูปของผมที่ทั้งผมเผ้าหนวดเคราพะรุงพะรังเหมือนสิงโตนั่นเอง

ถ่ายรูปเสร็จ เรานั่งดื่มน้ำอัดลมพูดคุยกันเพลิน ๆ สักพัก ช่างภาพที่ถ่ายภาพให้เราก็นำภาพถ่ายที่เขาอัดเสร็จเรียบร้อยแล้วมายื่นให้ ต่อจากนั้นเราก็ชวนกันเดินออกจากเขาดิน มุ่งสู่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมเคยเห็นในธนบัตรฉบับละหนึ่งบาทมาก่อนเมื่อสมัยเด็ก ๆ และใฝ่ฝันว่า โตขึ้นผมจะต้องเดินทางมาดูของจริงให้เห็นกับตาให้จงได้
ซึ่งบัดนี้สถานที่จริงที่เคยจดจำจากภาพลายเส้นอันงดงามในธนบัตรดังกล่าวนั้น ก็ได้ปรากฏอยู่ต่อหน้าผมแล้ว

สถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้ เป็นอาคารหินอ่อนแบบตะวันตก นับเป็นพระบรมปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะทรงใช้เป็นท้องพระโรงหนึ่งในหมู่พระที่นั่งสวนดุสิต และได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ โดยได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ นาย เอ็ม ตมานโย ชาวอิตาเลียน เป็นนายช่างผู้ออกแบบ นาย ซี อัลเลกรี เป็นวิศวกร และเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม) เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง ซึ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปลายปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ อันเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นค่าก่อสร้างตามราคาสมัยนั้นทั้งสิ้น ๑๕ ล้านบาท

แต่ก็น่าเสียดายที่ขณะนั้นเราไม่อาจขออนุญาตเข้าไปชมความงามภายในได้ เพราะเขาจะอนุญาตเฉพาะนักเรียนนักศึกษาหรือประชาชาทั่วไปที่มากันเป็นหมู่คณะ และทำหนังสือขออนุญาตเข้าชมเสียก่อนล่วงหน้า หรือเปิดให้ชมในวันสำคัญ ๆ อย่างเช่น วันเด็ก หรือวันที่มีการจัดนิทรรศการต่าง ๆ ขึ้นเท่านั้น

ในหมู่พระที่นั่งสวนดุสิตองค์อื่น ๆ ก็เช่นกัน ยังไม่เปิดให้ประชนทั่วไปได้เข้าชมภายในแทบทั้งสิ้น แต่ถึงแม้เราจะได้ยลความงามกันเพียงภายนอก ทว่าคุณค่าของความงดงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณเหล่านั้น ก็ทำให้เลือดไทยในกายเราแล่นซาบซ่านจนขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
เมื่อได้เวลากลับ ผมเห็นสาวบัวหน้าแดงก่ำด้วยแดดร้อน ผมจึงโบกรถตุ๊กตุ๊ก นั่งกันมา

"วันนี้ไปเที่ยวกันที่ไหนละคุณ เห็นกลับเร็ว" อาแป๊ะผู้จัดการโรงแรม เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์จีน ทักทายเราสองคนพร้อมกับหยิบกุญแจห้องยื่นส่งให้

"ไปเที่ยวชมหมู่พระที่นั่งสวนดุสิตฯมาครับ"

"อ้อ!" อาแป๊ะคนนั้นมองผมลอดแว่นด้วยแววตาที่แสดงความแปลกใจ "ผมคิดว่าพวกคนหนุ่ม
สาวอย่างคุณจะชอบเที่ยวตามห้างหรือตามโรงหนังเสียอีก เดี๋ยวนี้มีห้างใหม่ ๆ เปิดขึ้นตั้งสองสามแห่งนะครับ ที่บางลำพูนี้ก็มี แต่เป็นห้างเล็ก ๆ สู้แถวประตูน้ำกับอนุสาวรีย์ชัยฯแถวโน้นไม่ได้"

" ครับ ผมทราบครับ" ผมพยักหน้า "แต่อันนั้นจะไว้วันสุดท้ายครับ"

"อ้อ ดี ดีครับ... เอ่อ เชิญตามสบายนะครับ"

ผู้จัดการโรงแรมยิ้มให้เรา ก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ของแกต่อไป

ยังเหลือพรุ่งนี้อีกวัน ที่ผมกับสาวบัวจะถึงกำหนดกลับปักษ์ใต้บ้านเรา และในวันพรุ่งนี้ผมก็มีโปรแกรมจะพาสาวบัวออกไปผจญแดนศิวิไลซ์ในเมืองกรุงเสียสักหน่อย เพราะผมเองก็ไม่เคยเจอะเจอและไม่เคยสัมผัสกับดินแดนศิวิไลซ์ที่ว่านั้นเลย เพียงแต่เคยอ่านพบในหนังสือและฟังผู้อื่นเล่าเท่านั้น

ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง และสถานบันเทิงแหล่งต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เขาว่าพอจะเทียบได้กับประเทศตะวันตกที่เจริญแล้วหลาย ๆ ประเทศ แต่อย่าหลวมตัว เพราะสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนอาหารการกินก็มีราคาแพงเทียบเทียมกันได้เหมือนกัน แต่ในเมื่อตั้งใจมาแล้ว ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา

วันต่อมาผมกับสาวบัวจึงชวนกันออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้า และมายืนรอรถเมล์ที่ถนนราชดำเนิน ใกล้สี่แยกคอกวัว จุดหมายแรกคือย่านการค้าบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมจะพาสาวบัวไปเที่ยวห้างฯและขึ้นบันไดเลื่อนที่ห้างโรบินสัน ซึ่งหน้าตาของมันจะเป็นอย่างไร ผมก็บอกไม่ถูก เคยเห็นแต่ในรูปตามหน้าหนังสือพิมพ์

‘เดี๋ยวก็รู้ หมู่หรือจ่า?’ ผมคิดในใจอย่างหวั่น ๆ

ห้าหกวันกับการท่องเที่ยวผจญภัยในเมืองกรุง ทำให้เราสองคนเรียนรู้เรื่องการขึ้นรถเมล์กันพอสมควร เพราะครั้งหนึ่งเราขึ้นรถเมล์ผิดสาย เนื่องจากอ่านชื่อสถานที่ที่จะไปบนป้ายแผ่นเล็ก ๆ ที่เขาติดไว้ข้างประตูรถผิดพลาด สาวบัวเห็นผิดสังเกตก็ยื่นหน้าไปถามคนที่นั่งอยู่เบาะหน้า ซึ่งเป็นชายวัยกลางคน หน้าตาท่าทางคล้ายกับเพิ่งสร่างเมา แกหันมายิ้มฟันหลอ และตอบคำถามสาวบัวด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ชัดถ้อยชัดคำว่า

"กูกะหลงเหมือนพวกสูนั่นแหละ"

แปลว่า แกเองก็กำลังหลงทางเหมือนพวกเราสองคน

ผมลืมตัวปล่อยก้ากจนคนข้าง ๆ หันมามองเป็นตาเดียวกัน สาวบัวอายจนแทบมุดออกไปทางหน้าต่างรถเมล์ และนับแต่นั้นหล่อนก็ไม่สอบถามใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีกเลย

วันนั้น เมื่อเรานั่งรถเมล์ไปถึงห้างฯโรบินสัน ตรงบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมเห็นนิโกรตัวดำเหมือนควาย ควงแขนกับสาวงามผิวเหลืองตัวเล็กเท่าลูกหมาขี้ผึ้ง*เดินผ่านไปข้างหน้า ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเวลาขบวนรถไฟของอ้ายนิโกรเลื้อยเข้าถ้ำจะมิยุ่งตายห่าดอกเหรอ เพราะฝ่ายนิโกรผู้ชายตัวโตยังกะยักษ์ แต่ฝ่ายแม่หญิงที่เขาเดินควงตัวเล็กนิดเดียว

อื้อ! แค่หลับตานึกผมก็เสียวไปถึงกระดูกสันหลัง

ตลอดห้าหกวันที่ผ่านมา ขณะผมกับสาวบัวเดินชมสถานที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ น้อยนักที่จะเห็นหนุ่มสาวเดินควงคู่สวนทางกันยั้วเยี้ยเหมือนตอนเดินอยู่บนห้างสรรพสินค้า ทั้งห้างโรบินสัน ห้างไดมารู ห้างเซ็นทรัล หรือห้างใหญ่บนโรงแรมอินทรา-ประตูน้ำ พวกคุณเธอทั้งหญิงชายเดินสวนกันขวักไขว่ไปทั่ว แต่ละรายแต่งองค์ทรงเครื่องงดงามราวกับดาราภาพยนตร์ แถวหน้าโรงหนังก็เหมือนกัน พวกหนุ่มสาวจะไปออกันอยู่มากที่สุด พวกเขาควงคู่เดินกันกรีดกราย หยอกล้อต่อกระซิก และบางก็ถึงกับกอดจูบกันอย่างดูดดื่มท่ามกลางฝูงชนอย่างไม่รู้จักอายเหมือนพวกฝรั่งตาน้ำข้าว

ผมรู้ดี ! ระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้ตามกฎหมาย นอกจากผิวหน้าเท่านั้นที่กฎหมายมิได้ระบุว่าควรหนา-บางเท่าเทียมกันเพียงใด หากแต่ผมก็มิได้แอนตี้ เพราะไม่ใช่กงการอะไร และไม่ได้หนักกะบาลเสียด้วย เพียงแค่เห็นแล้วทุเรศนัยน์ตาเท่านั้น
อ้ายแค่หอมแก้มกันนิด ๆ หน่อย ๆ พอให้หายคิดถึง มันเป็นเรื่องปรกติธรรมดา แต่นี่เล่นดูดปากดูดลิ้นกันน้ำลายยืด ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่า การกระทำหรือการแสดงออกของพวกเขาออกจะโอเวอร์โหลดไปสักหน่อยเท่านั้น

เมื่อหันไปมองสาวบัว ก็เห็นหล่อนหน้าแดงซ่าน เพราะไม่เคยพบเห็นการสำแดงความรักโชว์กันกลางแจ้งอย่างถึงพริกถึงขิงแบบนี้มาก่อน หล่อนคงจะอายแทน

"กูนึกว่ามีแต่ในหนัง"

ไอ้บองหลาหัวเราะ ฮา ฮา

"บางแห่งฉันเจอถุงยางอนามัยในห้องน้ำด้วยนะ" สาวบัวเล่าประสบการณ์ในแดนศิวิไลซ์ให้เพื่อน ๆ ของผมฟัง "เห็นแล้วพองขน ไม่นึกว่าภายในสถานที่โก้หรู จะมีเรื่องอุบาทว์แบบนั้นด้วย"

"เออ- - ถึงอย่างไรก็คุ้มวะ บัว" ไอ้หมึกว่า "ได้ไปเปิดหูเปิดตาในเมืองเจริญกับเขาบ้าง เกิดมาไม่ตายเปล่า แต่พูดก็พูดเถอะ ไอ้กรุงเทพฯนั้นน่ะ กูคงไม่กล้าไปคนเดียวหรอก ช้าง เสือ หมี ในป่ากูไม่กลัวเท่ากับคนกรุงเทพฯ เขาว่าใจมันดำอมหิตยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน"

"หัวทอ- มึงเอาสมองส่วนไหนคิดวะ- -เรื่องของจิตใจมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่เฉพาะแต่คนกรุงเทพฯ หรอกเว้ย" ไอ้พริ้งขัดคอไอ้หมึก "เพียงแต่คนกรุงเทพฯอาจจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากไปหน่อย เพราะความจำเป็นบีบบังคับ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงิน เพราะพวกเขามิได้มีความเป็นอยู่กันแบบสบาย ๆ เหมือนพวกเรา พอย่างเท้าออกจากบ้านก็ต้องควักกระเป๋าแล้ว พริกสดสักดอก ขมิ้นซักแง่ง ใช่จะขอกันได้ซะเมื่อไหร่ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด เฮ้อ...มันก็น่าเห็นใจอยู่หรอก"

"พูดยังกะมีสำมะโนครัวอยู่ในกรุงเทพฯเชียวนะมึง" ไอ้บองหลาหัวเราะ หึ หึ

"หัวทอ - กูก้อจำขี้ปากเขามาอย่างนี้นี่หว่า" ไอ้พริ้งค้อนหน้าคว่ำเหมือนผู้หญิง "หรือมึงว่าไม่จริง?"

ไอ้บองหลาหันมามองผมแล้วหัวเราะ หึ หึ ตามเคย

"ไม่รู้เว้ย กูนึกไม่ออก เพราะตั้งแต่โผล่ออกจากท้องแม่ก็ไม่เคยย่างเท้าเหยียบกรุงเทพฯกับเขาเลย"



******************************


*ลูกหมาขี้ผึ้ง = หุ่นปั้นรูปสุนัขขนาดปลายนิ้วก้อยที่วางอยู่บนศาลเพียงตา หรือศาลเจ้าที่เจ้าทางตามใต้โคนไม้ ปากถ้ำ หรือจอมปลวก แม้บางแห่งวางไว้บนศาลพระภูมิก็มี เป็นความเชื่อถือของผู้คนในบางท้องถิ่นบางแห่งของประเทศไทย (ผู้เขียน)





Create Date : 09 มีนาคม 2555
Last Update : 9 มีนาคม 2555 15:49:49 น. 3 comments
Counter : 1096 Pageviews.  
 
 
 
 


Best Friends Scraps, Greetings and Comments for Orkut Myspace




อรุณสวัสดิ์เช้าวันเสาร์ค่ะ คุณเส วันนี้สุขภาพร่างกาย สุข สบายดีหรืออย่างไร แวะทักทายด้วยความคิดถึงค่ะ
 
 

โดย: KeRiDa วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:8:50:37 น.  

 
 
 



- - ดุจน้ำใส.ไหลผ่าน...ท้องธารเชี่ยว
- - เคยท่องเที่ยว.ตื้นลึก.เมื่อนึกไหล
- - มีแห้งขอด.เล่นระดับ.สลับไป
- - ผ่านพฤกษ์ไพร.ช่ำชอง.เริ่มมองเป็น

- - น้ำไหนขัง?.วังวน.ผู้คนห่าง
- - น้ำไหนบ่าง?.ช่างยุ.ธุระเข็ญ
- - น้ำไหนร้อน.ย้อนออก.นอกประเด็น
- - น้ำไหนเย็น?ร่มใจ.เมื่อไปอิง

- - ผ่านวันพรุ่ง.ซ้ำแล้ว.ก็ซ้ำเล่า
- - นานวันเข้า.แพะละม้าย.เริ่มคล้ายสิงห์
- - มิได้ข่ม.ผสมขลาด.แต่พาดพิง
- - ซ่อนความจริง.ใต้เปลือกตา.ที่อาทร

- - เหม่อมองข้าม.น้ำใส.เกรงไหลลึก
- - สะท้อนนึก.รอเรื่อ.เหนือสิงขร
- - รุ่งอรุณ.จับหล้า.นภาพร
- - ฝากบทกลอน.ไป่ภิรมย์.สร้างสมดุลย์


 
 

โดย: go far far วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:4:57:29 น.  

 
 
 
คิดถึงทุกท่านเลยนะครับ แต่หมู่นี้ไม่ค่อยได้แวะเวียนมาเท่าไหร่
 
 

โดย: หลวงเส วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:22:52:47 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com