ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
22 มิถุนายน 2554
 

นิยาย/อดีตรักเหมืองป่า ตอนที่ 13





ตอน เสียลับ

เดินไปคิดไป ยังไม่เห็นทางออก ก็ถึงร้านทองร้านแรก ซึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ มีตู้โชว์บุผ้ากำหยี่สีแดงขนาดปานกลางอยู่สองใบ ตั้งชิดขอบผนังซ้ายมือใบหนึ่ง ตั้งขวางหันหน้าออกมาหน้าร้านใบหนึ่ง มีทองคำรูปพรรณนานาชนิดทั้งสร้อยคอ สร้อยมือ แหวน กำไล วางเรียงยั่วนัยน์ตาอยู่เต็มตู้ มองไปจากหน้าร้านเห็นชัดเจน ขณะนั้นภายในร้านมีคนเข้าไปยืนเลือกซื้อทองและเจรจาต่อรองกับเจ้าของร้านอยู่คนสองคน ผมพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้สาวบัวและน้องสาวทั้งสองที่พากันหันมาผมมองเดินผ่านไปก่อน เพราะยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับเงินในกระเป๋าที่มีอยู่จำกัด แต่พอถึงร้านที่สอง ซึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ เหมือนกัน ภายในร้านก็ตบแต่งเรียบง่ายแบบเดียวกัน มีอาเจ๊เจ้าของร้านนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนเก้าอี้ไม้มะเกลือลงชะแลกแวววับอยู่เพียงผู้เดียว สาวบัวหันไปมอง แล้วจูงมือจูงแขนน้องสาวของผมสองคนชวนกันแวะเข้าไป

ผมใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเห็นอาเจ๊เจ้าของร้านทองวางหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงบนเก้าอี้ และลุกเดินอ้อมไปยืนหลังตู้ทองของแก อาเจ๊ทักทายสาวบัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สายตาที่จ้องมองอยู่ภายใต้กรอบแว่นส่งประกายแวววาวเหมือนประกายเพชรทองในตู้โชว์

"อาจี้ - -เลือกดูก่อนนะ จะซื้อให้ลูกหรือใส่เอง-จ๊ะ?"

"ค่ะ" หม้ายสาวพยักหน้า หันมองมาที่เจ้าตัวน้อยที่ผมอุ้มอยู่ "หนูจะหาสร้อยข้อมือให้ลูกสาวสักเส้นค่ะ แล้ว...อื่อ- -แล้วก็แหวนวงเล็ก ๆ ให้น้องสาวคนละวงด้วยค่ะ"

พูดจบหล่อนก็บอกสาวเล็กกับสาวหมา ที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่ใกล้ ๆ ให้ชี้นิ้วเลือกแหวนในตู้กระจกกันคนละวง เพื่อให้เจ๊เจ้าของร้านหยิบขึ้นมาให้ลองสวมดู

ผมใจเต้นตุบตับ ขนาดคิดจะซื้อให้เฉพาะสองคน เงินในกระเป๋าก็แทบไม่พอ แล้วนี่แม่เจ้าประคุณทูนหัวยังจะซื้อสร้อยมือให้ลูกสาวตัวเองอีกด้วย ตายห่า-ละซี...กู กลับบ้านไม่มีเสื้อผ้าและข้าวของของน้องสาวตามที่รับปากก็คงไม่แคล้วความแตก แล้วไอ้ไข่นุ้ยก็ต้องตายแน่ ๆ

"หมากับเล็ก อยากได้แหวนจริง ๆ หรือน้อง" ผมถามน้องสาวสองคนเสียงอ่อย ๆ ทำท่าจะเป็นลม

สาวหมายืนกระพริบตาปริบ ๆ มองหน้าผมอย่างลังเล ไม่พูดอะไร หากแต่สาวเล็กพูดเสียงดัง ๆ ว่า "พี่บัวให้น้องเล็กเลือกเองได้ไหม?"

"จ้า ก้อพี่บัวชวนน้องเข้ามาเลือกกันเองยังไงเล่าจ๊ะ" แล้วหล่อนก็หันมาทางสาวหมา "น้องหมามาเลือกดูซิ ถูกใจอยากได้วงไหนก็ชี้บอกอาซิ้มเขาไปเลย แต่ต้องเป็นวงเล็ก ๆ นะ พี่บัวไม่รวยเหมือนพี่นุ้ย"

"บัว"

ผมอุทานออกมาอย่างลืมตัว อาเจ๊เจ้าของร้านหันมามองลอดแว่น แต่แกก็ส่งยิ้มให้ผมอย่างเอาใจ


กลับมาบ้านวันนั้นพวกน้อง ๆ โชว์ของที่ผมซื้อให้กับพ่อและแม่กันยกใหญ่ แต่แหวนทองที่สาวบัวซื้อให้เธอคนละครึ่งสลึง เธอแอบซ่อนกันมิดชิด เพราะเธอรู้ว่าแม่เห็นเข้าก็ต้องมากความ ดีไม่ดีแม่ก็จะยึดไปเก็บไว้ทันที

ผมนึกยิ้ม ๆ เราสามคนพี่น้องมีส่วนละม้ายคล้ายกันก็ตรงนี้แหละ ตรงที่มีอะไรค่อน ๆ กลาง ๆ ก็มักจะปกปิดไว้ก่อน แม้ภายหลังจะเผลอเปิดเผยออกมาจนถูกสำเร็จโทษ นั่นคือถูกแม่บังคับให้นั่งฟังการอบรมที่บางครั้งองค์ปาฐกผู้ให้การอบรม ว่ากล่าวอบรมไปพลางเอามือปาดหยดน้ำตาตนเองไปพลาง กระทั่งผู้นั่งฟังก็ต้องพลอยหลั่งน้ำตาตามไปด้วย หลังจากนั้นก็เกิดสำนึกและกราบขอโทษเพื่อให้แม่สบายใจ


สาวเล็กกับสาวหมาถูกจับได้ว่ามีคนซื้อทองให้หลังจากผมกลับไป ว ค. ได้สองวัน

แม่เร่งเขียนจดหมายตามหลังผมไปว่า



รัฐพล ลูกรัก

หมากับเล็ก ทะเลาะกันเรื่องแหวนจนลั่นบ้าน ทั้งที่แหวนสองวงนั้น น้ำหนักและรูปพรรณก็เหมือนกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่เด็กก็คือเด็ก คิดอะไรแบบเด็ก ๆ เห็นของของตัวด้อยค่าอยู่ร่ำไป จึงมีความริษยาอยากได้ของผู้อื่นจนเกิดการทะเลาะวิวาท หรือไม่ก็ตรงข้าม เห็นของตนเองมีค่าเหนือกว่าของใคร ๆ ก็ชอบที่จะโอ้อวดจนผู้อื่นเกิดความอิจฉาริษยา และสุดท้ายก็ไม่แคล้วทะเลาะวิวาท

แม่ไม่ได้ลงโทษน้องด้วยไม้เรียวกับให้สมกับความผิดของเธอที่ร่วมกันปกปิดไม่ให้แม่รับรู้เสียแต่วันแรก แต่แม่ก็พูดให้ฟังถึงสาเหตุที่เธอทะเลาะกัน ว่าเป็นเพราะเหตุใด พร้อมกันนั้นแม่ก็ถามว่า พวกเธอสองคนมีความรู้สึกอย่างไรกับหญิงบัว ซึ่งเธอสองคนก็ตอบแม่ไม่ได้

หมากับเล็กน้องสาวของลูก ยังเด็กเกินกว่าที่จะคิดได้ว่า ทำไมหญิงบัวจึงซื้อของสิ่งนั้นให้เธอ ทั้งที่หญิงบัวก็ไม่ได้ร่ำรวยจนกระทั่งเที่ยวซื้อทองผูกมัดใจใครได้

รัฐพล อาจคิดว่าแม่ล่วงเกินความเป็นตัวตนของลูก แต่แม่ก็รักและปรารถนาดีต่อลูกจึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ย้ำเตือนมา อย่าให้ความใคร่กำหนัดในกามารมณ์ มาทำลายอนาคตของตนเสีย ต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักยับยั้งชั่งใจ ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองทำจิตใจให้เข้มแข็ง

เกิดเป็นชายถ้าปราศจากความอดทนเข้มแข็ง ก็น่าเสียดายชีวิตที่เกิดมา หรืออย่าเกิดมาเสียเลยจะดีกว่า เพราะต่อไปภายหน้าจะยืดอกทระนงองอาจเป็นลูกผู้ชายและเป็นผู้นำได้อย่างไร

รักและคิดถึงลูกเสมอ

แม่


ผมอ่านจดหมายของแม่ฉบับนั้นจบลง ก็รู้จุดประสงค์ของแม่ทันที

โดยไม่รอช้า ผมจึงเขียนจดหมายโต้ตอบกลับไปทางไปรษณีย์

เนื้อความในจดหมายมีว่า


กราบเท้า คุณแม่ที่เคารพ

จดหมายที่คุณแม่ส่งไปนั้นลูกได้รับแล้วครับ ในโลกนี้จะหาใครรักลูกเท่ากับคุณแม่และคุณพ่อไม่มีแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตถึงบัดนี้ ลูกไม่เคยเลยสักครั้งที่จะลืมระลึกถึงความสำคัญในสิ่งนี้ อีกทั้งความกตัญญูรู้คุณก็ยังยึดมั่นอยู่ในจิตใจของลูกเสมอ

ที่ผ่านมาลูกอกตัญญูกับแม่และพ่อหลายสิ่งหลายอย่าง ลูกรู้ดี หากแต่ยังไม่มีเวลา หรือโอกาสที่จะเรียนให้ทราบถึงความรู้สึกที่แท้จริงของลูกว่า ที่ได้กระทำไปเช่นนั้นเพราะเหตุใด

คุณแม่ป้อนข้าวป้อนน้ำลูกมาตั้งแต่ฝ่าตีนลูกเท่าฝาหอยกระทั่งเติบใหญ่จนบัดนี้ คุณแม่ย่อมทราบดีว่าธาตุแท้ของลูกเป็นเช่นไร ลูกผิดพลาดต่อหญิงบัวก็ด้วยความคึกคะนองของวัยหนุ่ม ซึ่งบางครั้งก็หาเหตุผลมาอธิบายให้ใคร ๆ เข้าใจไม่ได้ แต่ลูกคิดว่า ทุกคนที่ผ่านวัยนี้มา ย่อมรำลึกถึงวันก่อนเก่าเหล่านั้นได้ดี ความเปลี่ยวเหงาและความเอ็นดูสงสาร ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้มันเกิดขึ้นก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งลูกขอให้แม่เชื่อมั่น ก็คือ จะดีชั่วอย่างไร ลูกของแม่คนนี้จะไม่เป็นคนอ่อนแอกระทั่งทำลายชีวิตและอนาคตของตนด้วยสิ่งนั้นเป็นอันขาด

หญิงบัวก็ใช่ว่าเธอจะเป็นคนเห็นแก่ได้ เพราะเท่าที่ลูกมองเธอด้วยสายตาที่เป็นธรรม เธอก็เป็นคนรู้จักประมาณตนพอสมควร อีกทั้งวันนั้นเธอก็ยังล่วงรู้ใจลูกว่า ลูกนั้นว้าวุ่นอยู่กับจำนวนเงินในกระเป๋าที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย จึงได้ช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการซื้อแหวนทองวงเล็ก ๆ สองวง สนนราคาก็ไม่กี่บาทให้กับน้องหมาและน้องเล็กเสียเอง เพื่อให้น้องทั้งสองจะได้ไม่คิดน้อยใจ อีกทั้งคงต้องการผูกสัมพันธ์ไมตรี ซึ่งลูกคิดว่ามิใช่เรื่องเสียหาย

สุดท้ายนี้ลูกขอสัญญากับคุณแม่และฝากคำสัจจะไปถึงคุณพ่อด้วยว่า ลูกจะต้องหมั่นเพียรและเล่าเรียน ให้จบ เพื่อที่จะออกไปสอบบรรจุเป็นครูสอนนักเรียนให้จงได้ พันธะที่ลูกมีต่อหญิงบัวไม่ใช่อุปสรรคอะไรเลย

เคารพรักแม่และพ่อเสมอ

ไข่นุ้ย


นานนับสัปดาห์ แม่ก็ไม่ตอบจดหมาย ผมก็กระวนกระวายใจ... คิดเป็นห่วงหญิงคนรัก แต่ครั้นจะเขียนจดหมายไปสอบถามเนื้อความกับหล่อนเพื่อให้หล่อนตอบกลับมา ก็ทำไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าระหว่างนั้นสุดที่รักของผมคงกลับเข้าป่าไปร่อนแร่ในดงเขายาเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรผมยังมั่นใจว่า ถ้ามีสิ่งร้าย ๆ เกิดขึ้น หล่อนก็คงจะแจ้งข่าวมาเอง เพราะผมจดที่อยู่ของผมที่ ว.ค.ให้หล่อนแล้ว

คิดเพียงแค่นั้นผมก็ตัดความกังวลทิ้งไป



ก่อนหน้านั้น 2 ปี ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยการชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่นำโดยขบวนการนิศิตนักศึกษา จนเกิดการจรจลนองเลือดทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาภายหลังเรียกกันติดปากว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และต่อจากนั้นความตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยของประชาชนก็คุโชนเหมือนเปลวไปที่ไหม้ลามไปตามทุ่งนา ซึ่งเรียกกันตามภาษาปากชาวบ้านว่า "ไฟลามทุ่ง" เฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิศิตนักศึกษาซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในขณะนั้น

วค.ของเราแม้จะอยู่ไกลปืนเที่ยง แต่เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์สำคัญนั้น ผู้นำนักศึกษาก็ได้เชิญชวนคณะนักศึกษาทั้งหมด เดินทัพออกไปสำแดงพลังกันที่สนามหน้าเมืองใกล้ ๆ ศาลากลางจังหวัด พร้อมกับสถาบันศึกษาอื่น ๆ ที่ยกขบวนเดินทางมาร่วมด้วยทุกวัน จนกระทั่งขบวนการนักศึกษาและประชาชนในกรุงเทพฯได้รับชัยชนะในที่สุด

ผมเปลี่ยนสภาพจากนักเรียนมาเป็นนักศึกษาที่ วค.แห่งนี้หลังเหตุการณ์นั้น 1 ปี จึงไม่ทันได้ร่วมกิจกรรมนั้น แต่หลังจากนั้นมาอีกปี ซึ่งเป็นปีที่ผมสมัครสอบเข้าเป็นนักศึกษาที่นี่ได้แล้ว เมื่อองค์กรการนักศึกษาจะจัดกิจกรรมใด ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมสาธารณกุศล ในหมู่พวกผมซึ่งสังกัดอยู่ในชมรมดนตรี-นาฏศิลป์ ก็มักจะถูกเชิญให้เข้าร่วมเป็นประจำ กระทั่งผมได้รู้จักมักคุ้นกับพวกรุ่นพี่ ๆ ที่เป็นแกนนำนักศึกษารุ่นนั้นเป็นอย่างดี อีกทั้งกับพวกชมรมวรรณศิลป์ ซึ่งมีบทบาทในฐานะเป็นผู้เขียนบทละครให้เราฝึกซ้อมกันอยู่บ่อย ๆ ผมก็สนิทสนมกับพวกเขาหลายคน

ครั้งหนึ่งพวกเราถูกเชิญให้ไปร่วมรณรงค์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภาคประชาชนในท้องถิ่นชนบทแห่งหนึ่ง ไกลจากตัวเมืองไปเกือบ 100 กิโลเมตร โดยมีคณะนักศึกษาจากสถาบันอื่นไปร่วมด้วยสองสามสถาบัน และต่างก็นั่งรถมินิบัสของแต่ละสถาบันตามหลังกันไปเหมือนขบวนคอนวอย

งานดังกล่าวจัดขึ้นในสนามหญ้าหน้าโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแห่งหนึ่ง มีพื้นเวทีที่ชาวบ้านร่วมกันจัดทำขึ้นตามมีตามเกิดให้พวกเราได้แสดง ภายในงานเราใช้เครื่องปั่นไฟสำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครื่องเสียงชุดเล็กที่เรานำไปเอง ลำโพงที่ใช้ก็เป็นลำโพงฮอร์นปรับเสียงได้แค่ เสียงหนัก เสียงเบา ไม่มีการปรับแอคโค่ช่วยให้เสียงเจรจาของตัวละครไพเราะเสนาะหูเหมือนที่เราแสดงตามเวทีใหญ่ ๆ ในที่ในตัวเมือง หรือที่หอประชุมของ ว.ค. ของเราเอง เพราะหนทางแสนไกลและทุรกันดารขนย้ายลำบาก ถนนบางแห่งเป็นหลุมบ่อราวกับหนองบึง จนบางครั้งรถบรรทุกในขบวนคอนวอยของเราบางคันพลัดตกหลุมลงไปติดหล่ม ต้องลงไปช่วยเข็นกันอย่างทุลักทุเล แต่ก็รู้สึกสนุก และเมื่อถึงเวลางานแสดงหน้าเวที เราก็แสดงกันได้อย่างไม่เคอะเขิน เพราะเป็นละครที่พวกนักศึกษาชมรมวรรณศิลป์แต่งขึ้นเอง สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่เนื้อหานั้นปลุกระดมความคิดของผู้ชมอย่างรุนแรง

การแสดงละครและการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ประเภท หนังตะลุง มโนราห์ เพลงกระบอก จากคณะนักศึกษาที่มาร่วมจากสถาบันต่าง ๆ สลับกับการอภิปรายความรู้เรื่องการเมืองการปกครอง ชี้ให้ประชนที่มาร่วมงานทั้งยืนและนั่งท่ามกลางแสงแดนร้อนเต็มสนามหญ้าแห่งนั้นได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน เพราะมีทั้งความบันเทิงจากการแสดงและขับร้องร่ายรำ สลับกับลีลาการอภิปรายของนักอภิปรายที่เต็มไปด้วยวาทศิลป์กระทั่งสำนวนโวหารถึงลูกถึงคน จนผมเองก็อดที่จะพลอยเพลิดเพลินไปด้วยไม่ได้

กระทั่งบ่ายเย็นย่ำใกล้เวลาเลิกรา ซึ่งถึงคิวของพวกผมที่จะต้องขึ้นไปแสดงละครล้อเลียนพฤติกรรมของนายทุนขูดรีดกับข้าราชการกังฉิน ซึ่งก็คือ พวกเสมียน ปลัด ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ บนที่ว่าการอำเภอ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีดไถประชาชน และนายทุนน้อยที่ขูดรีดกดขี่ชาวบ้านตาดำ ๆ เช่น พวกนายทุนเงินกู้ พวกเถ้าแก่รับซื้อยาง พวกพ่อค้าโรงสี ซึ่งมีพฤติกรรมหน้าเลือดเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ผมจำได้ว่า วันนั้นผมแสดงเป็นปลัดอำเภอที่ชอบเกาะเกะกับเมียชาวบ้านตอนออกตรวจเยี่ยมท้องที่ ซึ่งก็เรียกเสียงฮาจากผู้ที่ยืนชมนั่งชมจนลั่นสนาม หากแต่แวบหนึ่งผมเหลือบเห็นคนแต่งชุดเชียวสะพายปืนยาวเดินรี่มาหยุดยืนอยู่ข้างเวทีการแสดงสองสามคน ผมคิดในใจว่าตำรวจคงมาจับ เพราะคำสนทนาโต้ตอบที่ผู้เขียนบทเขียนให้มานั้น ค่อนข้างปลุกระดมความคิดรุนแรงมากทีเดียว...

ผมใจไม่ดี เสียสมาธิและชักจะออกนอกบทด้วยฤทธิ์ประหม่า กระทั่งเผลอชี้ไปที่พวกแต่งชุดเขียวสองสามคนนั้น แล้วว่า

"นี่แหละพี่น้องประชาชนที่รัก อ้ายพวกรับจ้างแบกปืนไปรีดไถชาวบ้าน"

ผมกล่าวจบก็มีเสียงโห่กันเกรียว... ตามด้วยเสียงผู้กำกับบทร้องบอกมาเบา ๆ จากหลังฉากเวทีว่า "ท่านปลัด คุณเป็นท่านปลัด ไม่ใช่กรรมกรสวนยาง..." นั่นแหละ ผมจึงได้สติ แต่ก็จำเป็นต้องใช้ไหวพริบกลบเกลื่อนข้อผิดพลาดด้วยการเล่นนอกบทต่อไป เพื่อให้ผู้ชมคิดว่าผมออกมุข

ผมจึงกระทืบเท้าลงบนพื้นเวทีอย่างแรง เสียงดังปัง แล้วหันไปทางพวกชุดเขียวสองสามคนนั้นอีกครั้ง พร้อมกับชี้นิ้วตวาด

"เอ็งรู้ไหมข้าเป็นใคร ข้าเป็นปลัดป้องกันฯของที่นี่นะเว้ย ต่อไปห้ามพวกเอ็งเที่ยวเดินแบกปืนข่มขู่ชาวบ้านอีก- -ได้ยินไหม"

"ขอรับท่าน"

หนึ่งในพวกแต่งชุดเขียวข้างเวทีค้อมศีรษะยกมือไหว้รับมุข พลอยมีอารมณ์ร่วมไปกับผมด้วย

แต่ให้ตายเถอะพระเดชพระคุณท่านเจ้าข้าเอ๋ย อ้ายที่แต่งชุดเขียวและสะพายอาก้ามาด้วยสองสามคนนั้นมันไม่ใช่ทหารหรือตำรวจ เพราะดาวแดงที่หน้าหมวกแก๊ปที่พวกเขาเพิ่งงัดมาสวม และผมเองก็เพิ่งเพ่งสายตามองเห็นชัด ๆ บอกผมว่า พวกเขาคือ ทปท. หรือนักรบทหารปลดแอกแห่งประเทศไทยนั่นต่างหาก...อ๋อย!

****************************************


Create Date : 22 มิถุนายน 2554
Last Update : 22 มิถุนายน 2554 13:03:08 น. 8 comments
Counter : 836 Pageviews.  
 
 
 
 
แวะมาเยี่ยมค่ะ ทักทายค่ะ

แวะชมบล็อกของน้ำชาได้ค่ะ อย่าลืม Vote ให้ด้วยนะค่ะ

ThaiLand Travel สถานที่ท่องเที่ยว

 
 

โดย: nonguide วันที่: 22 มิถุนายน 2554 เวลา:13:08:52 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะคุณหลวงเส
ตามมาอ่านนิยายบทใหม่
มีฉากการประท้วงเรื่องการเมืองไทย นึกถึงภาพความรุนแรง
ไม่น่าเชื่อปีที่แล้วก็เพิ่งมีไปนะคะ เฮ้อออ บ้านเราจะทะเลาะกันไปถึงไหน
ปล.ตอนนี้หวังว่าการเลือกตั้งคงได้คนดีมาปกครองบ้านเมืองค่ะ
 
 

โดย: diamondsky วันที่: 22 มิถุนายน 2554 เวลา:14:18:43 น.  

 
 
 
ดีที่ ทปท. รับมุขนะคะ

 
 

โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 22 มิถุนายน 2554 เวลา:21:28:17 น.  

 
 
 
แวะมาทักทายคุณหลวงเสค่ะ
รูปไม่ขึ้นไม่เป็นไร เอิงตามลิงค์ไปดูรูปได้ ฮ่ะฮ่ะ

ปล. มีเจลาโต้มาฝาก ทานร้อนๆ ชื่นใจมากค่ะ


 
 

โดย: diamondsky วันที่: 23 มิถุนายน 2554 เวลา:16:06:09 น.  

 
 
 
Orkut Scraps Good Morning





สวัสดีเช้าวันศุกร์ ท้องฟ้าแจ่มใส ทำงานอย่างมีความสุขในวันนี้นะค่ะ
 
 

โดย: KeRiDa วันที่: 24 มิถุนายน 2554 เวลา:9:01:17 น.  

 
 
 
สวัสดียามเ้ช้าค่ะ คุณหลวงเส อ่านเรื่องราวที่คุณโพสให้ต้อยแล้ว
มีกำลังใจขึ้นมาเยอะเลยค่ะ ดีใจกับเพื่อนของคุณหลวงเสด้วยนะค่ะ ที่เขาหายจากมะเร็งแล้ว ต่อแต่นี้ก็อยู่ที่การบำรุงรักษาร่างกายไม่ให้อ่อนแอ ใช่เลยนะ คนเราทุกคนเกิดมาย่อมตาย
ไม่ตายด้วยมะเร็งก็ต้องตายด้วยอย่างอื่น แล้วจะต้องไปกังวลทำไม ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่าเนอะ
ขอบคุณสำหรับความห่วงใยและกำลังใจที่มีให้กันค่ะ
 
 

โดย: KeRiDa วันที่: 25 มิถุนายน 2554 เวลา:8:21:54 น.  

 
 
 

มาชวนไปชม การแสดงที่ระยองค่ะ เกศสุริยง
สร้างกริตเตอร์

แวะมาทักทายยามค่ำ ครูเกศกลับมาประจำการเช่นเดิมแล้วค่ะ ขอบคุณที่แวะเวียนไปเฝ้าบ้านให้นะคะและขอให้มีความสุขมากๆนะคะคุณหลวงเส
 
 

โดย: เกศสุริยง วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:20:41:41 น.  

 
 
 
[ Click Me More Comment ]



อรุณสวัสดิ์เช้าวันอังคาร พระพิรุณยังโปรยปรายไม่หยุด ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังนะค่ะ
 
 

โดย: KeRiDa วันที่: 28 มิถุนายน 2554 เวลา:8:37:31 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com