"ไม่มีใครผู้ใด ที่จะทำให้เรา พ้นทุกข์ได้ ตัวของเราเท่านั้น ที่จะทำให้เรา พ้นทุกข์ได้"

สมาชิกหมายเลข 5067499
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ศึกษาและปฏิบัติธรรม มากกว่า 40 ปี
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 5067499's blog to your web]
Links
 

 

154. โอวาทปาฏิโมกข์ 3 เป็นสิ่งที่ “ควรยึดถือปฏิบัติ ให้เป็นปกติวิสัย”



โอวาทปาฏิโมกข์ 3 ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงใน “วันมาฆบูชา
 
เป็นสิ่งที่ “ควรยึดถือปฏิบัติ ให้เป็นปกติวิสัย
 
เพราะ
 

  1. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (กมฺมุนา วตฺตตี โลโก)
 
กรรมดี หรือ การกระทำดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (กุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมดี” หรือ “กุศลวิบาก
 
วิบากกรรมดี หรือ กุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ “สิ่งที่ดีๆทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นสุข)
 
กรรมไม่ดี หรือ การกระทำไม่ดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (อกุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมไม่ดี” หรือ “อกุศลวิบาก”
 
วิบากกรรมไม่ดี หรือ อกุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ “สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์)
 
  1. กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน ที่ครอบงำจิตใจของคนเราอยู่ คือ มูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย
 
***************
 
โอวาทปาฏิโมกข์ 3 ประกอบด้วย
 
1. ไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ หมายถึง ไม่สร้างอกุศลวิบาก หรือ วิบากกรรมที่ไม่ดี มาเติมเพิ่มให้กับชีวิต เป็นการไม่นำพาสิ่งที่ไม่ดี มาสู่ชีวิต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป (เพียรละอกุศล)
 
2. ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทั้งทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ หมายถึง หมั่นสร้างกุศลวิบาก หรือ วิบากกรรมดี มาเติมเพิ่มให้กับชีวิต เป็นการนำพาสิ่งดีๆมาสู่ชีวิต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป (หมั่นทำกุศล)
 
3. ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว หมายถึง หมั่นชำระล้าง หรือ หมั่นทำความดับ “กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” ที่มีอยู่ภายในจิตใจ หรือ ที่ครอบงำจิตใจอยู่ ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ เพื่อทำให้จิตใจ ใสสะอาด ปราศจาก “กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” เพราะ “กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” คือ มูลเหตุของ “อกุศลกรรมและความทุกข์” ทั้งหลาย เป็นการนำพาชีวิตไปสู่ “ความดับทุกข์” (หมั่นทำบุญ)
 
***************
 
โลกและสังคมของเราได้ถูกขับเคลื่อน ให้แปรเปลี่ยนไป ด้วยแรงแห่ง “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจของแต่ละคน ที่อาศัยอยู่ในโลก และ ในสังคม มุ่งหน้าไปสู่ “ความเสื่อม โทรมทรุด ความเดือดร้อน ความวุ่นวาย และ ความเลวร้าย” มากขึ้น เป็นธรรมดา
 
มีน้อยคนนัก ที่จะมุ่งมั่น หมั่นชำระล้าง “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ออกจากจิตใจของตน จนมีผล ฉุดรั้งโลก และ ฉุดรั้งสังคม เอาไว้ได้
 
ดังนั้น “จงอย่าทุกข์ใจ จงอย่ากังวลใจ” ไปกับโลกและสังคม

จงเพ่งพิจารณาดูว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน

เราสามารถจะช่วยเหลือโลก และ ช่วยเหลือสังคม อย่างไรได้บ้าง?

แล้วจงลงมือทำ ให้เต็มที่ และ ให้เต็มกำลัง ตามสมควร

เพื่อ “เก็บเกี่ยวบุญ และ เก็บเกี่ยวกุศล” จากโลกและสังคม
 
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป
 
***************
 
 การปรับเปลี่ยนโลก และ ปรับเปลี่ยนสังคม เป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก

ไม่มีใคร ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนโลกและสังคม ให้ดีขึ้นได้ อย่างยั่งยืนถาวร

สิ่งที่สามารถจะทำได้ คือ ชลอการเปลี่ยนแปลง ให้ช้าลง
 
ภารกิจที่สำคัญ ที่เราควรกระทำ คือ

การเพียรหมั่นปฏิบัติตาม “โอวาทปาฏิโมกข์ 3” ตามที่กล่าวมาข้างต้น
 
เพื่อไม่นำพาสิ่งที่ไม่ดี มาสู่ชีวิต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป
 
เพื่อนำพาสิ่งดีๆมาสู่ชีวิต ทั้งในชาตินี้ และ ชาติต่อๆไป
 
และ เพื่อนำพาชีวิตไปสู่ “ความดับทุกข์”
 
ชีวิตของเรา ก็จะมีแต่ความผาสุก
 
ไม่ต้องทุกข์ใจ และ ไม่ต้องเร่าร้อนใจ ไปกับโลกและสังคม
 
ที่มีการแปรเปลี่ยนไป ในทิศทางที่เลวร้ายมากขึ้น
 
***************
บุญ (บาลี: ปุญฺญ; สันสกฤต: ปุณฺย) หมายถึง เครื่องชำระสันดาน, เครื่องชำระสิ่งเศร้าหมองในจิตใจ, เครื่องชำระจิตใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์

สิ่งเศร้าหมองในจิตใจ หมายถึง กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน ที่ครอบงำจิตใจอยู่
กุศล หมายถึง สิ่งที่ดีงาม ความดี
 
ชาญ คำพิมูล
3 มีนาคม 2569 วันมาฆบูชา


ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
 




 

Create Date : 03 มีนาคม 2569    
Last Update : 3 มีนาคม 2569 6:03:46 น.
Counter : 112 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

153. ปี พ.ศ. 2569 ปี พ.ศ. ที่ 65 ของชีวิต



วันเวลาล่วงผ่านพ้นไป 1 ปี
 
ชีวิตคนเรานี้ ก็สั้นลงไป 1 ปี
 
วันเวลาของชีวิต เหลืออยู่เท่าใด
 
ไม่มีใคร ที่จะล่วงรู้ได้
 
***************
 

ชีวิตของคนเรานี้ น้อยนัก สั้นนัก และ ไม่แน่นอน
 
ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาท ในการดำเนินชีวิต
 
เราไม่ควรประมาทว่า เรายังสาวอยู่ เรายังหนุ่มอยู่ เรายังแข็งแรงดีอยู่
 
เราควรใช้วันเวลาของชีวิต ที่มีเหลืออยู่ไม่มากนักนี้ ให้มีคุณค่าประโยชน์ต่อชีวิต
 
ด้วยการเรียนรู้ ในสิ่งที่ควรเรียนรู้
 
และ ด้วยการเพียรทำ ในสิ่งที่ควรทำ


***************
 

สิ่งที่เราควรเรียนรู้ คือ
 
เรียนรู้ทุกข์
 
เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์
 
เรียนรู้ความดับทุกข์
 
และ เรียนรู้วิธีการดับทุกข์
 
***************
 

สิ่งที่เราควรทำ คือ ทำความดับทุกข์ เพื่อให้ได้รับ “ความสุขที่แท้จริงของชีวิต
 
การทำความดับทุกข์ คือ การเดินไปตามทาง “อริยมรรคมีองค์ 8” ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ และ ปัญญา ให้สูงขึ้นโดยลำดับ เพื่อชำระล้าง หรือ เพื่อดับ กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน ในระดับหยาบ ระดับกลาง และ ระดับละเอียด ที่เป็นมูลเหตุของความทุกข์
 
การปฏิบัติศีล สมาธิ และ ปัญญา ให้สูงขึ้นโดยลำดับ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย และ ต้องมองให้เห็นมรรคผล (ความก้าวหน้า) แม้มีประมาณน้อย
 
ความสุขที่แท้จริงของชีวิต คือ วูปสโมสุข
 
ที่สุดของวูปสโมสุข คือ ความสุขในพระนิพพาน
 
เตสัง วูปสโม สุโข ความระงับดับเสีย ซึ่งสังขาร (การปรุงแต่งทางจิตใจ) ทั้งหลาย นั้นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง
 
นิพพานัง ปรมังสุขัง พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง (บรมสุข)
 
ชาญ คำพิมูล
1 มกราคม 2569


 




 

Create Date : 01 มกราคม 2569    
Last Update : 1 มกราคม 2569 6:50:10 น.
Counter : 318 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

152. ล้างความทุกข์ออกจากจิต ทำความเข้าใจชีวิตให้ชัดแจ้ง



ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว
 
ในช่วงอายุประมาณ 14-24 ปี
 
ผู้เขียนมีความสับสนในชีวิต ไม่เข้าใจชีวิต
 
มีความทุกข์ มีความเครียด และ มีความวิตกกังวลใจ มากมาย
 
ภายในจิตใจของผู้เขียน มีคำถาม เกิดขึ้นมากมาย ดังเช่น
 
คนเราเกิดมาเพื่ออะไร?
 
อะไร? คือมูลเหตุที่ทำให้คนเรา เกิดมาแตกต่างกัน
 
ทำไม? คนบางคน เกิดมาแล้ว จึงมีความทุกข์ มากกว่า ความสุข
 
ทำไม? คนบางคน เกิดมาแล้ว จึงมีความสุข มากกว่า ความทุกข์
 
ทำไม? คนบางคน ได้เกิดมา ในครอบครัว ที่มีฐานะดี
 
ทำไม? คนบางคน ได้เกิดมา ในครอบครัว ที่มีฐานะยากจน
 
ทำไม? คนเรา จึงไม่มีความสุข โดยถ่ายเดียว
 
ทำไม? ความสุข ที่เราได้รับ จึงไม่อยู่กับเรา ตลอดไป
 
ความสุข ที่เป็นความสุขนิรันดร์ มีไหม?
 
อะไร? คือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต
 
อะไร? คือสิ่งที่เราควรเรียนรู้
 
อะไร? คือสิ่งที่เราควรมุ่งมั่นหมั่นทำ ฯลฯ
 
***************
 
ผู้เขียนพยายามค้นหาคำตอบอยู่หลายปี
 
ในที่สุด ผู้เขียนก็ได้พบกับคำตอบ
 
จากคำสอนของพระพุทธองค์
 
และ จากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
 
***************
 
ผู้เขียนพบว่า
 
คนเราเกิดมา เพื่อมารับผลของกรรม ที่ตนได้เคยกระทำ สั่งสมเอาไว้ ในชาติก่อนๆ
 

กรรมดี หรือ การกระทำดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (กุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมดี” หรือ “กุศลวิบาก
 
วิบากกรรมดี หรือ กุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ สิ่งที่ดีๆทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นสุข)
 
กรรมไม่ดี หรือ การกระทำไม่ดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (อกุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมไม่ดี” หรือ “อกุศลวิบาก
 
วิบากกรรมไม่ดี หรือ อกุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ “สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์)
 
กรรมวิบาก คือสิ่งที่ทำให้คนเรา เกิดมาแตกต่าง ได้รับความทุกข์และความสุข แตกต่างกัน
 
ถ้าต้องการให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ หมุนเวียนเข้ามาในชีวิต ต้องเพียรหมั่นทำกรรมดี และ ต้องไม่ทำกรรมที่ไม่ดีทั้งหลาย
 
***************
 
ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นความสุข ที่มีความไม่เที่ยง มีความไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวน มีความไม่แน่นอน ไม่อาจจะยึดถือเอาไว้ได้ และ เป็นมูลเหตุหลักของความทุกข์ทั้งหลาย (มีทุกข์เจือ)
 
ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นสิ่งที่ ไม่ควรไปหลงใหลติดใจ และ ไม่ควรหลงไปยึดมั่นถือมั่น
 
ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นสิ่งที่ ควรละ ควรปล่อย และ ควรวาง
 
ถ้าเราไม่ละ ไม่ปล่อย ไม่วาง “ความสุขในทางโลก (โลกียสุข)”
 
ชีวิตของเรา จะเวียนวน อยู่ในวังวนของความสุข (โลกียสุข) และความทุกข์ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏสงสาร
 
***************
 
ความสุขที่แท้จริง ที่คนเรา ควรมุ่งมาดปรารถนา และ ควรมุ่งแสวงหา คือ วูปสโมสุข
 
เตสัง วูปสโม สุโข ความระงับดับเสีย ซึ่งสังขาร (การปรุงแต่งทางจิตใจ) ทั้งหลาย นั้นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง”
 
วูปสโมสุข เป็นโลกุตรสุข เป็นความสุขที่อยู่เหนือโลก

วูปสโมสุข เป็นความสุข ที่ไม่มีความทุกข์เจือ มีความเที่ยง มีความยั่งยืน ไม่แปรปรวน ได้แล้วได้เลย
 
ที่สุดของวูปสโมสุข คือ ความสุขในพระนิพพาน
 
นิพพานัง ปรมังสุขัง พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง (บรมสุข)”
 
ความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขที่ไม่ต้องอิงสิ่งใด


***************

เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ที่คนเรา ควรทำให้ได้ ควรไปให้ถึง คือ ความดับทุกข์ หรือ พระนิพพาน
 
สิ่งที่คนเราควรเรียนรู้ คือ เรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้การเกิดแห่งทุกข์ เรียนรู้การดับแห่งทุกข์ และ เรียนรู้วิธีการดับทุกข์
 

สิ่งที่คนเราควรทำ คือ ทำความดับทุกข์
 
***************
 
สิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเรา ต้องเวียนวน อยู่ในวังวนของความสุข (โลกียสุข) และความทุกข์ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏสงสาร ในลักษณะจมดิ่งลงไปในกองทุกข์ คือ “กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่
 
กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งที่ทำให้เกิด ความหลงใหลติดใจใน “ความสุข (โลกียสุข)
 
กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งชักนำจิตใจ ให้มุ่งแสวงหา “ความสุข (โลกียสุข)
 
กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งที่ทำให้เกิด ความมุ่งมาดปรารถนาใน “ความสุข (โลกียสุข)” ที่มากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องมุ่งแสวงหา “ความสุข (โลกียสุข)” มากยิ่งขึ้น และ ทำให้ต้องประสบกับความทุกข์ มากยิ่งขึ้น
 
จิตใจที่ถูก “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ครอบงำอยู่ คือสิ่งนำพาชีวิต ให้เวียนตายและเวียนเกิด อยู่ในวัฏสงสาร ไม่มีที่สิ้นสุด
 
ถ้าต้องการทำความดับทุกข์ ต้องเพียรหมั่นชำระล้าง (ดับ) “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ (ทำจิตใจให้ใสสะอาด บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว)
 
ผู้ที่มีจิตใจใสสะอาด “ปราศจากกิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” แล้ว คือผู้ที่สามารถดับทุกข์ที่เกิดขึ้นจาก “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ได้แล้ว แต่ยังคงต้องเวียนตายเวียนเกิด มาประสบกับ “ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (สภาวทุกข์)” คือ การเกิด (ชาติ) ความแก่ (ชรา) ความเจ็บป่วย (พยาธิ) และ ความตาย (มรณะ)
 
ถ้าต้องการจะทำความดับทุกข์ให้หมดสิ้น “ต้องปล่อยวางจิต” เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน เพราะจิต คือสิ่งนำพาชีวิตให้เวียนเกิด
 
ชาญ คำพิมูล

 




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2568    
Last Update : 4 ตุลาคม 2568 7:35:09 น.
Counter : 233 Pageviews.  

151. การพิจารณาปล่อยวาง (ดับ) อารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)



ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ทุกคน ไม่ได้มุ่งมาดปรารถนา
 
แต่เป็นสิ่งที่ทุกคน ต้องประสบพบเจอ เป็นธรรมดา
 
มากบ้าง น้อยบ้าง
 
ขึ้นอยู่กับ กรรมวิบากของแต่ละคน
 
และ ขึ้นอยู่กับ กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน ที่ครอบงำจิตใจของแต่ละคนอยู่
 
***************
 
อารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา) คือมูลเหตุหลักของ ความทุกข์
 
อารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา) เป็นสิ่งที่ บั่นทอนชีวิต บั่นทอนสุขภาพกาย และ บั่นทอนสุขภาพจิต
 
ดังนั้น เราจึงควรเพียรหมั่นเพ่งพิจารณา เพื่อปล่อยวาง (ดับ) “อารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)” ที่เกิดขึ้น ในจิตใจ
 
ด้วยการเพียรหมั่นเพ่งพิจารณา ให้เห็นถึง “ความจริงตามความเป็นจริงของอารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)
 
และ เพียรหมั่นเพ่งพิจารณา ให้เห็นถึง “ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)” ในจิตใจ
 
***************
 
ในลำดับแรก

ผู้เขียนจะกล่าวถึง แนวทางในการเพ่งพิจารณา เพื่อให้เห็นถึง “ความจริงตามความเป็นจริงของอารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)

และ ในลำดับต่อๆไป

ผู้เขียนจะกล่าวถึง แนวทางในการเพ่งพิจารณา เพื่อให้เห็นถึง “ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)” ในจิตใจ
 
***************
 
แนวทางในการเพ่งพิจารณา เพื่อให้เห็นถึง “ความจริงตามความเป็นจริงของอารมณ์ทุกข์” (พิจารณาเวทนาในเวทนา) มีดังนี้
 

  1. เพ่งพิจารณาให้เห็นถึง ความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืน ความแปรปรวน และ ความไม่แน่นอน ของอารมณ์ทุกข์ (อนิจจัง)
 
อารมณ์ทุกข์” เป็นสิ่งที่ มีความไม่เที่ยง มีความไม่ยั่งยืน เพราะ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป เป็นธรรมดา
 
อารมณ์ทุกข์” เป็นสิ่งที่ มีความแปรปรวน และ มีความไม่แน่นอน แม้จะเกิดจากเหตุปัจจัยเดียวกัน บางครั้งทุกข์มาก บางทุกข์น้อย บางครั้งไม่ทุกข์เลย
 
  1. เพ่งพิจารณาให้เห็น จนชัดแจ้งว่า อารมณ์ทุกข์ คือมูลเหตุของ ความทุกข์ ความเครียด ความวิตกกังวลใจ ความซึมเศร้าเหงาหงอย และ โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย (ทุกขัง)
     
  1. เพ่งพิจารณาให้เห็นถึง ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของตน และ ไม่ใช่ของของตน ของอารมณ์ทุกข์ (อนัตตา)
 
อารมณ์ทุกข์” ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของตน เพราะ ไม่อาจจะกำหนดได้ และ ไม่อาจจะควบคุมได้
 
อารมณ์ทุกข์” ไม่ใช่ของของตน เพราะ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเราไม่ปรุงแต่งตาม หรือ ถ้าเราไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่น มันจะตั้งอยู่ได้ไม่นานนัก แล้วมันจะดับไปเอง 

อารมณ์ทุกข์” เป็นแค่เพียง “อุปาทาน” ที่คนเรามีอยู่แตกต่างกัน เท่านั้นเอง
 
อารมณ์ทุกข์ เป็นแค่เพียง การปรุงแต่ง (สังขาร) ของจิตใจ ไปตาม “อุปาทาน” ที่มีอยู่ในจิตใจ หรือ ที่ครอบงำจิตใจอยู่ เท่านั้นเอง ถ้าเราไม่ปรุงแต่งร่วม หรือ ถ้าเราไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่น มันจะดับไปเอง ในเวลาไม่นานนัก
 
เมื่อมีอารมณ์ทุกข์ เกิดขึ้นในจิตใจ ให้เพียรพยายามทำความรับรู้ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และ การดับไป ของอารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา) โดยไม่ปรุงแต่งร่วม และ โดยไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่น (สักแต่ว่ารู้)

อารมณ์ทุกข์ เป็นสิ่งที่ สามารถทำให้ “ลดลงได้ จางคลายลงได้ และ ดับสูญสิ้นไปจากจิตใจของเราได้
 
อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นไปตามอำนาจของกิเลส

***************
 
อารมณ์ทุกข์” เป็นสิ่งที่ ไม่ควรไปหลงยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตนของตน หรือ เป็นของของตน
 
เพราะ มันเป็นมูลเหตุของ ความทุกข์ ความเครียด ความวิตกกังวลใจ ความซึมเศร้าเหงาหงอย และ โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
  
***************
 
การเพียรหมั่นเพ่งพิจารณา ตามที่กล่าวมา จะทำให้เกิด การละหน่ายคลาย และ ปล่อยวางได้ (ไม่หลงยึดมั่นเป็นตัวเป็นตนของตน หรือ ของของตน) ชื่อว่า พ้นสักกายทิฏฐิ
 
การเพ่งพิจารณา จนเห็นจริงชัดแจ้ง จนเกิดการละหน่ายคลายและปล่อยวางได้ ชื่อว่า พ้นวิจิกิจฉา
 
การเพ่งพิจารณา จนพ้นสักกายทิฏฐิและพ้นวิจิกิจฉาแล้ว จะทำให้ “อารมณ์ทุกข์ (ทุกขเวทนา)” ค่อยๆลดลง จางคลายลง และ ดับสูญสิ้นไปจากจิตใจ ชื่อว่า พ้นสีลัพพตปรามาส
 
ชาญ คำพิมูล

 




 

Create Date : 14 กันยายน 2568    
Last Update : 15 กันยายน 2568 3:59:19 น.
Counter : 264 Pageviews.  

150. ครบรอบ 40 ปี ของการปฏิบัติธรรม เพื่อทำความดับทุกข์




ผู้เขียนเริ่มต้น ศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม อย่างจริงจัง

เมื่อเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2528
 
จากวันนั้น ผู้เขียนอายุ 24 ปี
 
ถึงวันนี้ ผู้เขียนอายุ 64 ปีแล้ว

 
***************


สิ่งสำคัญสำหรับ “การปฏิบัติธรรม เพื่อทำความดับทุกข์” มีดังนี้
 
1. ต้องปฏิบัติอย่างถูกมรรคถูกทาง จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง คือ “ความดับทุกข์
 
การปฏิบัติธรรม เพื่อทำความดับทุกข์ ที่ถูกมรรคถูกทาง
 
คือ การเดินไปตามทาง “อริยมรรคมีองค์ 8
 
โดยใช้ “ศีล สมาธิ และ ปัญญา” ขับเคลื่อน
 
2. ต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องตามลำดับ จึงจะทำให้เกิด “การบรรลุธรรม” ตามลำดับ
 
การปฏิบัติธรรม เพื่อทำความดับทุกข์ ที่ถูกต้องตามลำดับ
 
คือ การปฏิบัติ “ศีล สมาธิ และ ปัญญา” ให้สูงขึ้นตามลำดับ
 
โดยใช้ “อริมรรคมีองค์ 8” เป็นแนวทางในการกำหนดตั้งศีล ให้สูงขึ้นตามลำดับ
 
เพื่อชำระล้าง หรือ เพื่อละ หรือ เพื่อดับ "กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน"
 
ในระดับหยาบ (วีติกกมกิเลส) ในระดับกลาง (ปริยุฏฐานกิเลส) และ ในระดับละเอียด (อนุสัยกิเลส) ตามลำดับ
 
จึงจะเกิด “การบรรลุธรรมตามลำดับ
 
คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์
 
3. ต้องเริ่มต้นปฏิบัติ อย่างถูกต้องเหมาะสม ตรงตามฐานการปฏิบัติเริ่มต้นของตน จึงจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้ อย่างถูกต้องและเหมาะสม
 
การเดินไปตามทาง “อริยมรรคมีองค์ 8” สู่ความดับทุกข์ ของแต่ละคน

จะมีจุดเริ่มต้น ที่แตกต่างกัน เพราะ
 
คนบางคน ยังมีการงานอาชีพ ที่ยังไม่พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 อยู่
 
คนบางคน มีการงานอาชีพ ที่พ้นจากมิจฉาอาชีวะ 5 แล้ว
 
คนบางคน ยังคงมี การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่
 
คนบางคน มีปกติ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่แล้ว
 
คนบางคน ยังคงมี การถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้อยู่
 
คนบางคน มีปกติ ไม่ถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้อยู่แล้ว
 
คนบางคน ยังคงมี การประพฤติผิดในกามอยู่
 
คนบางคน มีปกติ ไม่ประพฤติผิดในกามอยู่แล้ว
 
คนบางคน ยังคงมี การพูดโป้ปดมดเท็จอยู่
 
คนบางคน มีปกติ ไม่พูดโป้ปดมดเท็จอยู่แล้ว ฯลฯ
 
4. ต้องมี “ผัสสะ” เป็นปัจจัย จึงจะทำให้เกิด “การบรรลุธรรม” จริง
 
การปฏิบัติธรรม เพื่อทำความดับทุกข์
 
ต้องมี “ผัสสะ” เป็นปัจจัย
 
จึงจะทำให้เกิด “ความก้าวหน้าในธรรม” จริง
 
หรือ จึงจะทำให้เกิด “มรรคผล” จริง
 
หรือ จึงจะทำให้เกิด “การบรรลุธรรม” จริง
 
ผัสสะ หมายถึง การกระทบ สัมผัส ถูกต้อง ที่ทำให้เกิดความรู้สึก
 
ผัสสะ เป็นความประจวบกันของสามสิ่ง คือ อายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และ วิญญาณ (การรับรู้ได้ การรู้แจ้งอารมณ์)
 
ผัสสะ ทำให้เกิด อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์ชอบใจ และ อารมณ์ไม่ชอบใจ
 
ผัสสะ ทำให้เกิด ความหลงใหลติดใจ ความหลงยึดมั่นถือมั่น
 
ผัสสะ ทำให้เกิด ความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น ที่มากมายเกินความจำเป็นของชีวิต
 
ผัสสะ ทำให้เกิด ความขัดเคืองใจ ความโกรธ โทสะ และ ความพยาบาทอาฆาตแค้น
 
ผัสสะ เปรียบเสมือน “ข้อสอบ” หรือ เปรียบเสมือน “บททดสอบ”
 
“ถ้าไม่มีผัสสะ เป็นปัจจัย เราจะไม่สามารถทำความดับของกิเลสได้ อย่างแท้จริง”
 
“ถ้าไม่มีผัสสะ เป็นปัจจัย จะเกิดการนอนเนื่องของกิเลส”
 
“ถ้าไม่มีผัสสะ เป็นปัจจัย เราจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เราสามารถทำความดับของกิเลส ได้จริง หรือยัง?”
 
5. ต้องมองให้เห็นมรรคผล” แม้มีประมาณน้อย จึงจะทำให้เกิด “พลัง (พละ)” ขับเคลื่อนการปฏิบัติธรรม


การชำระล้าง หรือ การละ หรือ การดับ "กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” ที่เป็นมูลเหตุของความทุกข์  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
 
ดังนั้น เราจึงต้องมองให้เห็น “มรรคผล” หรือ เราต้องมองให้เห็น “ความก้าวหน้า” แม้มีประมาณน้อย (ต้องมองให้เห็นความชนะ ในความแพ้)
 
จึงจะทำให้เกิด “กำลัง” หรือ จึงจะทำให้เกิด “พลัง (พละ)” ขับเคลื่อนการปฏิบัติธรรม ไปสู่ความดับทุกข์ 
 
ชาญ คำพิมูล
24/08/2568




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2568    
Last Update : 24 สิงหาคม 2568 8:23:05 น.
Counter : 122 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.