|
152. ล้างความทุกข์ออกจากจิต ทำความเข้าใจชีวิตให้ชัดแจ้ง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว ในช่วงอายุประมาณ 14-24 ปี ผู้เขียนมีความสับสนในชีวิต ไม่เข้าใจชีวิต มีความทุกข์ มีความเครียด และ มีความวิตกกังวลใจ มากมาย ภายในจิตใจของผู้เขียน มีคำถาม เกิดขึ้นมากมาย ดังเช่น คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? อะไร? คือมูลเหตุที่ทำให้คนเรา เกิดมาแตกต่างกัน ทำไม? คนบางคน เกิดมาแล้ว จึงมีความทุกข์ มากกว่า ความสุข ทำไม? คนบางคน เกิดมาแล้ว จึงมีความสุข มากกว่า ความทุกข์ ทำไม? คนบางคน ได้เกิดมา ในครอบครัว ที่มีฐานะดี ทำไม? คนบางคน ได้เกิดมา ในครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ทำไม? คนเรา จึงไม่มีความสุข โดยถ่ายเดียว ทำไม? ความสุข ที่เราได้รับ จึงไม่อยู่กับเรา ตลอดไป ความสุข ที่เป็นความสุขนิรันดร์ มีไหม? อะไร? คือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต อะไร? คือสิ่งที่เราควรเรียนรู้ อะไร? คือสิ่งที่เราควรมุ่งมั่นหมั่นทำ ฯลฯ *************** ผู้เขียนพยายามค้นหาคำตอบอยู่หลายปี ในที่สุด ผู้เขียนก็ได้พบกับคำตอบ จากคำสอนของพระพุทธองค์ และ จากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ *************** ผู้เขียนพบว่า “คนเราเกิดมา เพื่อมารับผลของกรรม ที่ตนได้เคยกระทำ สั่งสมเอาไว้ ในชาติก่อนๆ” กรรมดี หรือ การกระทำดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (กุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมดี” หรือ “กุศลวิบาก” วิบากกรรมดี หรือ กุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ “สิ่งที่ดีๆทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นสุข) กรรมไม่ดี หรือ การกระทำไม่ดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ (อกุศลกรรม) มีผลเป็น “วิบากกรรมไม่ดี” หรือ “อกุศลวิบาก” วิบากกรรมไม่ดี หรือ อกุศลวิบาก หมายถึง การได้รับ และ การได้ประสบกับ “สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย” (ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์) “กรรมวิบาก คือสิ่งที่ทำให้คนเรา เกิดมาแตกต่าง ได้รับความทุกข์และความสุข แตกต่างกัน” ถ้าต้องการให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ หมุนเวียนเข้ามาในชีวิต ต้องเพียรหมั่นทำกรรมดี และ ต้องไม่ทำกรรมที่ไม่ดีทั้งหลาย *************** ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นความสุข ที่มีความไม่เที่ยง มีความไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวน มีความไม่แน่นอน ไม่อาจจะยึดถือเอาไว้ได้ และ เป็นมูลเหตุหลักของความทุกข์ทั้งหลาย (มีทุกข์เจือ) ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นสิ่งที่ ไม่ควรไปหลงใหลติดใจ และ ไม่ควรหลงไปยึดมั่นถือมั่น ความสุขในทางโลก (โลกียสุข) เป็นสิ่งที่ ควรละ ควรปล่อย และ ควรวาง ถ้าเราไม่ละ ไม่ปล่อย ไม่วาง “ความสุขในทางโลก (โลกียสุข)” ชีวิตของเรา จะเวียนวน อยู่ในวังวนของความสุข (โลกียสุข) และความทุกข์ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏสงสาร *************** ความสุขที่แท้จริง ที่คนเรา ควรมุ่งมาดปรารถนา และ ควรมุ่งแสวงหา คือ วูปสโมสุข “เตสัง วูปสโม สุโข ความระงับดับเสีย ซึ่งสังขาร (การปรุงแต่งทางจิตใจ) ทั้งหลาย นั้นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง” วูปสโมสุข เป็นโลกุตรสุข เป็นความสุขที่อยู่เหนือโลก
วูปสโมสุข เป็นความสุข ที่ไม่มีความทุกข์เจือ มีความเที่ยง มีความยั่งยืน ไม่แปรปรวน ได้แล้วได้เลย ที่สุดของวูปสโมสุข คือ ความสุขในพระนิพพาน “นิพพานัง ปรมังสุขัง พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง (บรมสุข)” “ความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขที่ไม่ต้องอิงสิ่งใด”
***************
เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ที่คนเรา ควรทำให้ได้ ควรไปให้ถึง คือ ความดับทุกข์ หรือ พระนิพพาน สิ่งที่คนเราควรเรียนรู้ คือ เรียนรู้ทุกข์ เรียนรู้การเกิดแห่งทุกข์ เรียนรู้การดับแห่งทุกข์ และ เรียนรู้วิธีการดับทุกข์ สิ่งที่คนเราควรทำ คือ ทำความดับทุกข์ *************** สิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเรา ต้องเวียนวน อยู่ในวังวนของความสุข (โลกียสุข) และความทุกข์ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏสงสาร ในลักษณะจมดิ่งลงไปในกองทุกข์ คือ “กิเลส ราคะ ตัณหา และ อุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งที่ทำให้เกิด ความหลงใหลติดใจใน “ความสุข (โลกียสุข)” “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งชักนำจิตใจ ให้มุ่งแสวงหา “ความสุข (โลกียสุข)” “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ที่ครอบงำจิตใจอยู่ คือสิ่งที่ทำให้เกิด ความมุ่งมาดปรารถนาใน “ความสุข (โลกียสุข)” ที่มากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องมุ่งแสวงหา “ความสุข (โลกียสุข)” มากยิ่งขึ้น และ ทำให้ต้องประสบกับความทุกข์ มากยิ่งขึ้น จิตใจที่ถูก “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ครอบงำอยู่ คือสิ่งนำพาชีวิต ให้เวียนตายและเวียนเกิด อยู่ในวัฏสงสาร ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าต้องการทำความดับทุกข์ ต้องเพียรหมั่นชำระล้าง (ดับ) “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ (ทำจิตใจให้ใสสะอาด บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว) ผู้ที่มีจิตใจใสสะอาด “ปราศจากกิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” แล้ว คือผู้ที่สามารถดับทุกข์ที่เกิดขึ้นจาก “กิเลส ราคะ ตัณหา และอุปาทาน” ได้แล้ว แต่ยังคงต้องเวียนตายเวียนเกิด มาประสบกับ “ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (สภาวทุกข์)” คือ การเกิด (ชาติ) ความแก่ (ชรา) ความเจ็บป่วย (พยาธิ) และ ความตาย (มรณะ) ถ้าต้องการจะทำความดับทุกข์ให้หมดสิ้น “ต้องปล่อยวางจิต” เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน เพราะจิต คือสิ่งนำพาชีวิตให้เวียนเกิด ชาญ คำพิมูล
| Create Date : 04 ตุลาคม 2568 | | |
| Last Update : 4 ตุลาคม 2568 7:35:09 น. |
| Counter : 233 Pageviews. |
| |
|
| |
|