หลุดพ้นแบบฉับพลัน ภาค13--หลวงพ่อแช่มจอมทัพรบกิเลส-9

ปัญหาที่ ๗
ศิษย์ :สวัสดีค่ะ ดิฉันมาจากกรุงเทพฯ มาขอฟังธรรมจากอาจารย์ค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี มีอะไรจะถามอาจารย์ไหม?
ศิษย์ :ดิฉันเรียนธรรมมาหลายสำนักแล้ว ทำไมไม่เคยได้ยินอาจารย์ท่านอื่นสอนหรือพูดแบบอาจารย์กตธุโรเลย
อาจารย์ :ก็เขาพูดตามแบบของเขา ตามวิธีที่เขาเรียนรู้มา ตามภูมิธรรมของจิต
ศิษย์ :ส่วนของอาจารย์ ที่สอนว่าอะไรๆ ก็ไม่จริง ถ้าเห็นว่าไม่จริงจะทำให้หมดตัวตน แต่ทำไมมันยังไม่หลุดไม่ออกเล่าคะ
อาจารย์ :ก็มีเราเข้าไปทำอยู่ตลอดน่ะซี จึงออกจากเราไม่ได้
ศิษย์ :อ๋อ... ต้องเอาเราออกเสียก่อนใช่ไหมคะ?
อาจารย์ :ใช่ เอาเราออกหรือออกจากเราเสียก่อน ไม่มีเราไปทำ
ศิษย์ :อ้าว! อาจารย์ เมื่อหมดเราแล้ว เป็นใครล่ะคะ?
อาจารย์ :ก็เป็นมันไงล่ะ เป็นมันของ ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติ อาจารย์ตั้งให้เป็นมัน เพื่อให้เราออกเสียก่อน มันหรือธาตุก็เป็นชื่อสมมุติที่ตั้งขึ้นใหม่ ถ้าไล่ไปๆจนหมดสมมุติ ก็ไม่มีอะไร
ศิษย์ :แล้วจะมีอะไรเหลือคะอาจารย์?
อาจารย์ :ก็เป็นวิมุติไงล่ะ
ศิษย์ :อ๋อ... คน สัตว์ เลยไม่มี ไม่มีอะไรเลย ที่มีอยู่ก็ใช้ไป ทำไปตามหน้าที่ของรูป นาม ใช่ไหมคะ?
อาจารย์ :ใช่ เธอเข้าใจแล้ว สาธุ! หมดคนในขั้นแรกแล้ว
ศิษย์ :โธ่... อาจารย์ แล้วทำไมที่อื่นเขาไม่สอนอย่างอาจารย์บ้างล่ะคะ?
อาจารย์ :ก็บอกแล้วว่าท่านรู้แบบของท่าน ท่านก็สอนแบบนั้นๆ
ศิษย์ :แหม... ดิฉันหลงติด หลงทำ หลงเรียน หลงอยากรู้ หลงนิพพานแบบที่เขาหลงกันอยู่เสียนาน ถ้าไม่พบอาจารย์ คงจะหลงต่อไปอีกนาน ดิฉันขอกราบฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์กตธุโรด้วยผู้หนึ่ง ขอกราบลาล่ะค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี
----------------------
ปัญหาที่ ๘
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมโทรศัพท์มาถามทุกข์-สุขและปัญหา อาจารย์สบายดีหรือครับ?
อาจารย์ :สวัสดี สบายดี มีปัญหาอะไรหรือ?
ศิษย์ :คืออย่างนี้ครับ ผมคอยจะไปทำและจัดมัน หรือไม่ก็กดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะผมต้องการให้มันว่าง
อาจารย์ :ไม่ได้ๆ เธอทำไม่ถูกแล้ว
ศิษย์ :ใช่ครับอาจารย์ มันยิ่งยุ่งกันใหญ่เลย ทั้งยุ่ง ทั้งทุกข์ ไม่สบายเลย พอผมเอาธรรมของอาจารย์มาดูว่า ให้ปล่อยมัน อย่าไปจัดมัน มันว่างของมันเอง และวุ่นของมันเอง ดูมันปล่อยมัน ให้มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ผมจึงสบายขึ้นมาก อย่างนี้ถูกไหมครับ?
อาจารย์ :เอ้า! เธอฟังให้ดีนะ กายกับใจนั้นเป็นมันอยู่แล้ว ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา ที่เธอว่าปล่อยมันแล้วสบายนั้นก็สบายไม่จริง ประเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นไม่สบายได้อีก เปลี่ยนเป็นยึดได้อีก เพราะมีเธอไปปล่อย ไปยึด จึงไม่ต้องไปยึดไปปล่อยมัน เพียงดูมันทำไปตามเหตุ แม้เหตุดีก็ต้องไม่ยึด แต่ต้องทำเหตุดีไว้เสมอ กายใจจะเป็นมัน ของมัน หมดยึดถือใดๆ เป็นแต่คอยควบคุมไปตามเหตุเท่านั้นเป็นพอ
ศิษย์ :ครับอาจารย์ ผมเข้าใจแล้วครับ ขอบพระคุณมาก สวัสดีครับ
อาจารย์ :สวัสดี
------------------
ปัญหาที่ ๙
ศิษย์ :ผมอายุมากแล้ว ๗๓ ปี ผมคิดถึงอาจารย์มาก และติดใจคำพูดของอาจารย์ที่ว่ามันเป็นมัน ผมคอยจะรู้สึกและพูดว่า “ ผมชอบเผลอ” เพราะอดีตเคยไปฆ่าคนตายมาแล้ว ๒ ครั้ง จึงมัวคิดแต่เรื่องอดีต ไม่หายจากใจไปได้
อาจารย์ :ก็กายอันนี้เป็นมัน ไม่ใช่เรา ที่คิดได้ก็คือมันที่อาศัยกายเป็นเครื่องคิด เมื่อเหลือแต่มัน ไม่ใช่เรา มันจะหมดหรือไม่หมดก็เป็นมันใช่ไหม?
ศิษย์ :อือ... จริงซีหนอ ถ้ามันเป็นมันแล้วใครจะบาป มันก็ต้องรับของมัน
อาจารย์ :แต่มันก็มีไม่จริง เพราะเดิมไม่มี เป็นของของโลกเขา แล้วมันก็มาเรียนรู้เรื่องบุญ-บาปไงล่ะ พอรู้แล้วก็ทิ้งรู้เสียด้วย เพราะรู้ก็ไม่จริง จึงสลายตัวรู้เสียให้หมด ไม่ยึดว่าเป็นเรารู้ ก็จะอยู่แบบเปล่าๆ
ศิษย์ :ผมเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง จึงคิดว่าต้องมาประชุมทุกครั้งในวันอาทิตย์ต้นเดือนร่วมกับศิษย์ทั้งหลาย เพราะมีความรู้ที่จะต้องเก็บต้องรู้ แล้วค่อยเอาไปทิ้งทีหลัง ต้องขอบคุณทั้งอาจารย์และศิษย์ที่ช่วยกันสอนผู้ที่ยังไม่รู้ ผมขอลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
ปัญหาที่ ๑๐
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีปัญหาอยากให้อาจารย์ช่วยชี้แนะ คือว่า คนที่เราไม่ชอบหน้าเขา ทำไมจึงญาติดีกับเขาได้ยากและไม่ยอมง้อเขาเสียด้วย พบกันทีไร ความไม่ชอบหน้าไม่พอใจก็เกิดขึ้นทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าไม่จริง แต่มันก็ไม่ขาดไปจากใจ
อาจารย์ :เธอฟังดีๆ นะ ที่ชอบหรือไม่ชอบเป็นมันทั้งนั้น ชอบก็มัน ไม่ชอบก็มัน เพราะสัญญาตัวเดียวไปตั้งเข้าไว้ และจำไม่ยอมลืม ไม่ยอมเลิกยึดนั่นเอง ไม่ปล่อยให้มันเป็นมัน เพียงรู้มันเฉยๆ มันไม่ชอบก็รู้ มันพอใจมันชอบก็รู้ มันเป็นมันทั้งนั้น มันคิด มันพอใจไม่พอใจตามขบวนการของขันธ์ห้า มีการกระทบสัมผัสแล้วเกิด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบองค์ แล้วก็ดับไปแล้วก็ปรุงใหม่ เมื่อกระทบใหม่แล้วก็ดับ เป็นอยู่เช่นนี้ไงล่ะ
ศิษย์ :จะให้มันหายไปเลยไม่ได้หรือครับ?
อาจารย์ :จะให้หายก็ได้ คือ (๑) ต้องไม่พบกับเขา (๒) เมื่อพบกันแล้วเกิดอาการก็รู้ แต่ไม่ใส่ใจมันก็ดับไปเอง เกิดเหมือนไม่เกิด แต่ถ้าใส่ใจจะมีอาการไม่พอใจ ถ้าตามดูและเห็นว่ามันพอใจก็ไม่จริง จะคลายความยึดถือไปได้เอง (๓) ต้องหมดทั้งมันทั้งเราจากใจคือเวทนาไม่ทำงาน กระทบแล้วก็ดับสลายไปเลย เป็นสักแต่ว่ากระทบ
ศิษย์ :โอ้... อาจารย์ คงต้องดูมันไปอีกนานใช่ไหมครับ?
อาจารย์ :ก็ใช่
ศิษย์ :ครับ ขอบพระคุณครับ ผมจะไปดูบ่อยๆ เนืองๆ จนขาดจากมัน
อาจารย์ :สาธุ...
-------------------
ปัญหาที่ ๑๑
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์
อาจารย์ :สวัสดี ไหนวันนี้มีอะไรจะมารายงานอาจารย์บ้าง? ได้ข่าวว่ารู้อะไรๆ มากแล้ว
ศิษย์ :คืออย่างนี้ค่ะ หนูก็รู้ว่ากายและใจไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา มันเป็นมัน จะทำอะไรก็มันทั้งนั้น
อาจารย์ :เออ... เวลาสอนเด็กที่โรงเรียน ยังมีโกรธและพอใจอยู่ไหม?
ศิษย์ :มีค่ะ ไม่พอใจก็มี แต่น้อยครั้งแล้ว บางครั้งก็ดีใจที่เด็กทำงานเรียบร้อย เรียนเข้าใจ
อาจารย์ :แล้วเธอเคยสังเกตหรือเปล่าว่ามันหรือเธอดีใจ?
ศิษย์ :ไม่ได้สังเกตค่ะ
อาจารย์ :ต้องคอยสังเกตให้ดี เธอยังออกจากตัวตนของตนไม่หมดหรอก เธอต้องทำการบ้านมาส่งอาจารย์ คือต้องไปดูวิญญาณรับผัสสะแล้วปรุงสัญญาจำได้หมายรู้ขึ้นมาส่งให้เวทนา จึงเกิดพอใจไม่พอใจขึ้นมา มันเป็นขบวนการของขันธ์ห้าทั้งหมดไม่ใช่เรา มันเป็นมัน ดูมันเกิดๆ ดับๆ ส่งกันไปส่งกันมาตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แม้แต่นอนหลับ มันยังเก็บเอาไปฝันอีก นั่นมันก็ทำงานของมัน เข้าใจไหม?
ศิษย์ :เข้าใจค่ะ อ้อ... หนูได้แต่รู้-เห็นกายไม่ใช่เรา แต่ไม่เห็นฝ่ายนาม จึงมีหนูพอใจ-ไม่พอใจอยู่ ยังหลงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่หรือคะอาจารย์?
อาจารย์ :ใช่ เธอต้องไปดูต่อนะ
ศิษย์ :ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ หนูขอลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
-------------------
ปัญหาที่ ๑๒
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์
อาจารย์ :เป็นอย่างไรบ้าง ไม่เห็นมาพบอาจารย์นานแล้ว ธรรมะไปถึงไหน?
ศิษย์ :คือผมเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วทั้งหมด เมื่อโลกก็ไม่มี คือมีไม่จริง แล้วจะมีอะไรจริงอีกเล่าอาจารย์ มันหายหมดไม่มีอะไรทั้งหมด ผมเห็นอย่างนี้ครับ
อาจารย์ :เธอฟังอาจารย์นะ อาจารย์เห็นว่า เธอติดมานานแล้ว วันนี้จะแคะอะไรเสียที...
ที่เธอเห็นว่าไม่มีๆ นั้น แม้โลกเธอก็เห็นว่าไม่มี แล้วจะมีอะไรได้ ก็เธอกำลังไปคิดว่าไม่มี อะไรๆ มันก็เลยหายไปหมด เธอนึกเอาว่า “ไม่มี” นี้เป็นเรื่องจริง “ที่ไม่มีหรือมี” เธอก็ตั้งเอา
มันจะมีก็รู้ว่ามี มันจะไม่มีก็รู้ว่าไม่มีซิ มีหรือไม่มีก็ไม่จริงทั้งนั้น แต่ไม่ใช่เหมาเอาว่าไม่มีทั้งหมด ที่ “ไม่จริง” นั้นก็ตั้งเอานะ ฉะนั้นจึงไม่ควรยึดทั้งมีหรือไม่มี จริงหรือไม่จริง ควรจะรู้ตามไปทุกๆ เรื่อง เมื่อเห็นว่ามันเป็นของมันอย่างนั้น ก็ปล่อยมัน ไม่มีเรา-ไม่ใช่เรา เท่านั้นเป็นพอ เข้าใจไหม?
ศิษย์ :โธ่เอ๋ย... ผมติด “ไม่มี ไม่จริง ไม่มีอะไร” มาเสีย ๒ เดือน เสียเวลาจริงๆ ไม่น่าเลย
อาจารย์ :นั่นแหละ เพราะเธอไม่มาติดต่อกับกัลยาณมิตรและอาจารย์ จึงเรียนรู้ช้าไป แต่ก็ยังดี ยังไม่สายเกินไป
ศิษย์ :ครับอาจารย์ ขอบพระคุณครับ ผมกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
ปัญหาที่ ๑๓
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีคำถามมาถามอาจารย์เลยนะครับ การปฏิบัติธรรมพอมาถึงตอนที่จะทิ้งเวทนา ออกจากเวทนา หมดพอใจ-ไม่พอใจนั้น อาการทางกายมันจะแสดงอย่างไรบ้างครับ?
อาจารย์ :เออ... ดีมากที่เธอถามเรื่องนี้ เพราะไม่เห็นมีลูกศิษย์คนไหนเขาถาม คืออย่างนี้ เวลาจะหมดผูกพันในเวทนากาย จะมีอาการทางกายบอกเหมือนกัน ถ้าคอยสังเกตให้ดีๆ เช่น เวลากินอาหาร ลิ้นที่ลิ้มรสอาหารจะรู้ว่ารสมันจืดชืดไปบ้าง เมื่อก่อนเคยอร่อย แซ่บ รู้สึกได้ชัด แต่พอเวทนาที่เคยยึดหมด มันจะรู้ได้แต่รส ความอร่อยมันหมด ความพอใจในรสก็หมด เหลือแต่รส และรสนั้นก็ดูชืดๆ ไป ไม่เหมือนเดิม มันเฉยอยู่ รู้อยู่เท่านั้น
หูก็เพียงได้ยิน หมดความหมายไพเราะไปเอง เรียกว่า หูตก ตาตาย กลิ่นก็เหมือนกัน จมูกเป็นสักแต่ว่ารับกลิ่น รู้แล้วไม่มียินดียินร้าย ส่วนการถูกต้องสัมผัสกายก็หมดความหมายที่เคยยึดติด เพียงรู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตามธรรมดถ้าไม่สังเกตตัวเราเองก็จะไม่ค่อยรู้หรอก ที่เห็นชัดก็คือรสอาหารนั่นแหละ มันแสดงชัดดีว่าจืดชืดไม่อร่อย แต่ก็กินไปอย่างนั้นเอง ไม่ต้องไปผลัก ไปดูดมัน เพียงแต่ดูมันแสดงอาการที่รับรู้ตามที่เป็นจริงเท่านั้น ปล่อยให้มันเป็นปกติของมัน ถ้าวิญญาณส่งไปสังขาร สัญญา เป็นสักแต่ว่าสัญญาแล้วดับ ไม่ต่อเวทนา เวทนาก็หมดงาน ไม่ดูด-ผลัก
ศิษย์ :อาจารย์ปฏิบัติอยู่นานไหมครับ
อาจารย์ :ไม่นานเท่าไรหรอก แต่ก็ต้องให้ขาดของเขาจริงๆ ราวๆ ๒เดือนเต็มเห็นจะได้ อาการทางกายจึงแสดงตัวว่ามันเฉยมากขึ้น เวทนาใจไม่เกิดเลย ได้แต่รู้แล้วก็ดับไป จิตก็รับรู้ว่าพ้นเวทนาแล้ว จิตจะมีอาการตื่น ตื่นน้อยๆ ตื่นแบบรับรู้ว่าพ้นแล้ว ไม่ฟูเหมือนเมื่อทิ้งกายหรือออกจากกายได้
ศิษย์ :แล้วอาจารย์เคยคุยให้ใครฟังเป็นคนแรกไหมครับ?
อาจารย์ :เปล่า ได้แต่รับรู้แล้วเฉยเท่านั้น จะคุยให้ใครฟังทำไมเล่า? สอบได้สอบตกมันรู้ที่จิตเอง
ศิษย์ :ครับ อาจารย์ ขอขอบพระคุณมากครับ กราบลาละครับ
อาจารย์ :สวัสดี
-------------------
ปัญหาที่ ๑๔
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์
อาจารย์ :สวัสดี มีอะไรหรือ?
ศิษย์ :วันนี้อยากจะคุยกับอาจารย์ เพราะว่ามันว่างค่ะ
อาจารย์ :ก็ได้ ว่ามา อาจารย์จะฟัง
ศิษย์ :พูดถึงทางธรรมก็เข้าใจแล้ว ไม่ทราบจะถามอะไร
อาจารย์ :ถ้าอย่างนั้นฟังอาจารย์พูดก็แล้วกัน เมื่อก่อนอาจารย์สอนให้เธอทิ้งตัวตนคือเรา เอาเราออกจากาย เราไม่มีในกาย เหลือแต่กาย ก็สบายไปชั้นหนึ่งแล้ว
แต่ตอนนี้เธอจงทิ้งกายเสียด้วย เพราะกายนี้ไม่ได้มีมาแต่เดิม มันมีเพราะเชื้อผสมในพ่อกับแม่ และที่มีนี้จะเป็นกายจริงได้อย่างไร มีตัวตนก็ไม่ได้ ถ้าไม่เรียกกาย หรือไม่ทำหน้าที่กาย ก็ไม่มีกาย เรียกว่า กายหาย รูปหาย ไร้รูป ไม่มีรูป ก็ไม่ยึดว่ามีกายมีรูป ทั้งๆ ที่เห็นอยู่นี่แหละ กายมีไม่จริงนะ
ศิษย์ :เข้าใจค่ะ
อาจารย์ :ต่อไปก็จะมีแต่ใจ ใจนึกคิดปรุงแต่งหรือสังขารในเท่านั้น แต่ไม่ใช่เราปรุง มันปรุงของมันด้วยเหตุ มีเหตุจึงนึกคิดปรุงขึ้นมา
ถ้าจะให้หยุดนึกคิดปรุงแต่งก็ต้องทำลายเหตุ คือวิญญาณที่รับ สัญญา เวทนา ในอารมณ์อดีตเสียไม่ให้ติดต่อเป็นเวทนาที่ยึดติดอารมณ์ เวทนาก็จะเป็นสักแต่ว่าเกิดแล้วดับ ไม่มีเราในเวทนา ในสัญญา เลยเฉยอยู่ไม่ปรุงต่อเป็นเรามีตัณหา เรียกว่ารู้จักหน้าของสัญญา เวทนา ในอดีต ก่อนที่ก่อเหตุให้คิดปรุงเป็นตัณหา จับตัวนายช่างผู้สร้างบ้านได้ บ้านก็เลยไม่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นจะทำบ้านให้ใครได้อีกเล่า ในเมื่อกายก็หมดความหมายมั่น ใจก็รู้ทันเหตุก่อนที่จะปรุง เห็นแจ้งทั้งกายและใจ มันก็จบ สู้สติปัญญาไม่ได้ ก็เท่านั้น
ศิษย์ :ขอบพระคุณค่ะ สวัสดี
อาจารย์ :สวัสดี
----------------
ปัญหาที่ ๑๕
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีปัญหามาถาม
อาจารย์ :ว่ามาเลย
ศิษย์ :เมื่อก่อนผมติดการตั้งท่า ตั้งเอาโดยสัญญา แต่ตอนนี้ไม่ตั้งเอาแล้ว แต่ก็ยังคอยจะคิดว่าเราไม่ตั้งท่าอีกแล้ว เลยเหมือนกับไปคอยระวังไม่ให้มันมีท่าหรือมีสัญญาใหม่ให้ยึดติดอีก แก้ไม่ได้ติดตรงนี้เอง ทำอย่างไรครับอาจารย์?
อาจารย์ :อ้าว! เธอฟังนะ ตั้งท่าก็เป็นสัญญา ไม่ตั้งท่าก็เป็นสัญญา จะตั้งหรือไม่ตั้งมันก็เป็นของมันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องไประวังหรือไม่ระวัง ต้องปล่อยมันตามสบายๆ ดูมันเฉยๆ อะไรจะเกิดให้มันเกิด แล้วมันก็จะดับของมันทั้งหมดทั้งสิ้น เธอเพียงดูตามมันไปเท่านั้น เพราะเราไม่มีในกาย และกายก็มีไม่จริงและไม่ใช่ของใคร มันมีมา โดยไม่มีตัวตนและไม่เป็นอะไรตั้งแต่ต้น จึงไม่ควรไปตั้ง หรือ ไม่ตั้งมัน คือ ไม่ต้องไปจัดมัน ปล่อยให้มันเป็นของมัน เข้าใจไหม?
ศิษย์ :ครับ เข้าใจครับ จงเป็นแต่ผู้ดู ตามดู ตามรู้ เหตุของกายกับใจ และคุมใจประคองใจไปในสมมุติโลกให้รู้ว่าเป็นสักแต่ว่าสมมุติเท่านั้น ไม่มีผู้ดูจริงๆ
อาจารย์ :ใช่แล้ว กลับไปดูใหม่เถอะ
ศิษย์ :ขอบพระคุณครับอาจารย์ สวัสดีครับ ผมกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
----------------
ปัญหาที่ ๑๖
ศิษย์ :ผมเป็นผู้ฟังรายใหม่ ขอถามปัญหาท่านเลยนะครับ
อาจารย์ :เชิญเลย
ศิษย์ :ผมปฏิบัติและสนใจเรียนธรรมมานานแล้ว ทั้งอ่านและฟังอาจารย์ทั้งหลายมาก็มาก แต่ผมยังติดตัวตนอยู่ ไม่รู้จะเอาออกได้อย่างไร
อาจารย์ :เธอฟังนะ ถ้าใครๆเขาไม่พูดหรือตั้งว่าติด เธอจะเอาติดมาจากไหน? แล้วเธอจะต้องมาปฏิบัติเพื่อเอาออกทำไม?
ศิษย์ :อ้อ... ผมเข้าใจแล้วครับ ไม่มีติด ไม่มีออก เพราะตั้งขึ้นจึงมีติด มีออก
อาจารย์ :เอาหละ เธอหมดปัญหาไปหนึ่งข้อ
ศิษย์ :ยังมีอีกครับ มันยังมีเผลออยู่ซิครับ
อาจารย์ :เธอหรือมันกันแน่ที่เผลอ?
ศิษย์ :มันครับ
อาจารย์ :มันเผลอก็ไม่จริง ไม่เผลอก็ไม่จริง ถ้าเธอยึดว่าเผลอก็ได้เผลอ ถ้ายึดว่าไม่เผลอก็ได้ไม่เผลอ ไปตั้งเอาอีกใช่ไหม?
ศิษย์ :ครับ ใช่จริงๆ เสียด้วย อือ... ทำไมเมื่อก่อนไม่เข้าใจก็ไม่รู้ ผมขอถามอีกหน่อยนะครับ เมื่อกายพังจิตเรามันไปอยู่ที่ไหนเล่าครับ?
อาจารย์ :จิตเราหรือใครกัน?
ศิษย์ :ไม่ใช่จิตเราหรือครับ? ก็เราคิดได้นึกได้
อาจารย์ :แล้วเธอบังคับมันได้หรือ? ไหนลองบังคับให้มันไม่คิดสัก ๑ ชั่วโมงซิ มันเชื่อฟังเธอไหม?
ศิษย์ :ไม่ได้ครับอาจารย์ จิตก็เป็นจิต เป็นของมันกันเองใช่ไหมครับ?
อาจารย์ :ใช่แล้ว อาจารย์ตั้งใจให้มันเป็นมัน เป็นของมันไว้ก่อน กันหลงว่าเป็นเราเป็นของเราไงล่ะ
ศิษย์ :ถ้าอย่างนั้นมันก็มีไม่จริงอีกซิครับ เพราะตั้งเอา
อาจารย์ :ใช่ อาจารย์จึงให้ดูให้รู้ว่า อะไรๆ ก็ไม่จริง จะได้ไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นจริง
ศิษย์ :เข้าใจแล้วครับ เมื่อจิตไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เวลากายพังมันไปอยู่ที่ไหนครับอาจารย์?
อาจารย์ :เธอฟังนะ หากข้างหน้าเธอมีไฟไหม้ขึ้นมากองหนึ่ง โดยเอาไม้ขีดไฟมาขีดกับกล่องไม้ขีดด้านข้าง แล้วจุดเผากระดาษกองหนึ่งเข้า จะมีควันขึ้นมา จนกระทั่งไฟมอดลงควันจึงหายไปหมด เมื่อหมดเชื้อ ไฟไปอยู่ที่ไหนเล่า? จิตก็เช่นเดียวกัน มันก็มีที่อยู่ของมัน เราไม่จำเป็นต้องไปตามดูตามรู้มันก็ได้ใช่ไหม?
ศิษย์ :ผมเข้าใจแล้วครับ มันมาจากไหนก็ไปสู่ที่นั่น มันไม่ใช่เราทั้งกายและจิต จึงไม่ต้องไปสนใจมันต่อไป
อาจารย์ :ใช่แล้ว รู้แค่นี้ก็พอแล้ว เธอจงไปดูกายดูจิตให้เห็นแจ้งก็แล้วกัน ในปัจจุบันขณะทุกขณะที่ดูทัน
ศิษย์ :ครับ ขอบพระคุณครับ ผมเข้าใจจนแจ่มแจ้งจนหมดสงสัยแล้วครับ ผมข้องใจมา ๔๐ กว่าปีแล้ว เพิ่งมาเจออาจารย์ที่ให้ความกระจ่างได้จริงๆ วันนี้ ผมเบาและว่างจริงๆ หมดตายหมดเกิดกันที เหลือแต่ธรรมชาติกายกับใจเปล่าๆ ที่ทำไปตามธรรมชาติเท่านั้น ผมขอกราบขอบพระคุณอาจารย์จากใจจริง ผมขอลาก่อน สวัสดีครับ
อาจารย์ :สาธุ...
-----------------
ปัญหาที่ ๑๗
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์ ดิฉันโทรศัพท์ทางไกลมาจากกรุงเทพฯ ค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี มีปัญหาอะไรหรือ?
ศิษย์ :คืออย่างนี้ค่ะ มันอดห่วงลูกไม่ได้ ทำอย่างไรจึงจะไม่ห่วงคะ?
อาจารย์ :ถ้าเธอห่วงก็ได้ห่วงใช่ไหม? จะได้อะไร? ถ้าเธอไม่ได้แต่งงานจะมีลูกไหม? ลูกมีมาตั้งแต่ต้นหรือ?
เมื่อมีเธอ มีสามี มีเหตุในเธอและสามี จึงทำให้มีลูกขึ้นมา ลูกเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุในเธอส่วนหนึ่ง สามีส่วนหนึ่ง จะเป็นของเธอจริงๆ ได้อย่างไร? เธอมีจริงไหม สามีเธอมีจริงไหม? ถ้าไม่จริง ลูกจะมีจริงได้อย่างไร?
ดูให้ดีซิ ขณะนี้เธอก็ไม่มี ลูกก็ไม่มี ของที่ไม่มีจริงๆ ถ้าเกิดห่วงขึ้นมาก็ได้ห่วงที่ไม่จริง ห่วงเปล่าๆ ได้เปล่าๆ เหนื่อยเปล่าๆ ถ้าเธอคิดว่ามีลูกจริง เลยห่วงลูกจนเป็นทุกข์ ก็ได้ทุกข์จริงไงล่ะ
ศิษย์ :ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นกายเรา กายสามี กายลูก กายไหนๆก็ตาม มันเป็นของโลกเขา ต้องคืนให้โลกไปก็จะหมดปัญหาใช่ไหมคะ?
อาจารย์ :ใช่แล้ว เหลือแต่มัน ไม่มีเรา ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา และเป็นของโลกเขา
ศิษย์ :เข้าใจแล้วค่ะ ขอกราบอาจารย์ด้วยความเคารพ
อาจารย์ :สวัสดี
------------------



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 4:55:58 น. 0 comments
Counter : 556 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
20 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.