มีด-ดาบสวยๆ ผู้หญิงก็เล่นได้

-----ผู้หญิงก็เล่นได้จริงๆครับ เห็นมีหลายคนที่เข้ามาดูในเว็ปและเล่นมืดจริง แต่การปรับแต่ง หรือโมดิฟาย ต้องผู้ชายครับ เพราะใช้เครื่องมือเยอะครับ
---เวปที่คนนิยมก็มี เว็ป--เทรกกิ้งไทย ในหมวด "คนมีคม"อะครับ
เมืองนอกมีเยอะครับ
ดาบที่มีชือ ด้วยเหล็กดีๆ ในโลกนี้มี 3 อย่างแค่นั้นครับ
1. ดาบดามัสคัส ตีด้วยแร่เหล็กในทะเลทราย จะมีลวดลายในเนื่อเหล็กสวยงามเหมือนลายเนื้อไม้ จึงเรียกเหล็กแบบนี้ว่า เหล็กดามัสคัส
2. ดาบซามูไรของญี่ปุ่น มีวิธีตีดาบ แบบทบเหล็ก คือให้เหล็กที่มีสปริงอ่อนเหนียวอยู฿ตรงกลาง เห็กแข็งเปราะอยู่ด้านนอก ทำให้ดาบทนทานไม่หักง่าย และความคมก็ได้ดีด้วย
3. ดาบเหล็กน้ำพี้ของไทย ได้มาจากแร่เหล็กน้ำพี้ที่ จ.อตตรดิตถ์ ซึ่ง วท.ไทย ได้นำมาวิจัย แล้วทำเหล็กที่มีองค์ประกอบเหมือนกัน ๙งช่างก็ยอมรับว่าลักษณะการตีและผลงานที่ได้เหมือนเหล็กน้ำพี้ทุกอย่าง จะออกสีทองๆ มีลวดลายในเนื้อเหล็ก ข้าพเจ้าเคยมีเล่มหนึ่งครับ โดนโขมยไปขายแล้ว ในห้องนี้ก็ยังมีอาวุธเยอะ แต่ไม่ใช่ของเล่น เป็นอาวุธของพวกเทพเค้า เช่นตรีศูล(อาวุธสามง่าม)


แหล่งแร่เหล็กน้ำพี้ มี 2 บ่อคือ บ่อพระแสง และ บ่อพระขรรค์ ทั้ง 2 มีศาลเทารักษ์ ชื่อ ศาลเจ้าพ่อพระแสง และ ศาลเจ้าพ่อพระขรรค์ ที่ศักดิ์สิทธิ์ อารักษ์บ่อเหล็กน้ำพี้ทั้ง 2 บ่อไว้ ถ้าจะทำการขุดหรือนำแร่เหล็กน้ำพี้ขึ้นมาต้องทำพิธีบัดพลีบวงสรวง เทพยดาอารักษ์ ที่รักษาบ่อ ทั้ง 2 บ่อก่อนทุกครั้งจึงจะทำการขุดขึ้นมาได้เหล็กน้ำพี้ไม่ใช่เป็นเหล็กกล้าชั้นดีเพียงอย่างเดียว แต่คนโบราณยังเชื่อว่ากันว่าเป็นวัตถุอาถรรพณ์ มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ดีในตัวเอง
บ่อเหล็กน้ำพี้ อยู่ที่หมู่ 1 บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 56 กิโล- เมตร (จากตัวจังหวัดถึงอำเภอ 42กิโลเมตรและจากอำเภอถึงที่ตั้ง14กิโลเมตร)ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข11และเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข1245 มีอีกเส้นทางหนึ่งจาก อำเภอเมืองไปตำบลน้ำพี้เลย ลัดไปทางบ้านป่าขนุน ใช้ระยะทางการเดินทางจากตัวเมืองถึง บ่อน้ำพี้เพียง 34 กิโลเมตร บ่อเหล็กน้ำพี้เป็นบ่อเหล็กกล้ามีอยู่ด้วยกันหลายบ่อแต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมีอยู่ 2บ่อคือ “บ่อพระแสง” และ “บ่อพระขรรค์” โดยบ่อพระแสงจะเป็นบ่อที่มีเนื้อเหล็กดีกว่าบ่ออื่น

ในสมัยโบราณนายช่างผู้สร้างพระแสงดาบถวายพระมหากษัตริย์ จะนำเอาเหล็กน้ำพี้ที่บริเวณบ่อพระแสงไปถลุงทำพระแสงดาบ จึงเรียกว่า “บ่อพระแสง” ส่วนบ่อพระขรรค์ เข้าใจว่าเป็นบ่อที่นำเอาเหล็กจากบริเวณนี้ไปถลุงทำพระขรรค์ จึงเรียกว่า “บ่อพระขรรค์” ห้ามมิให้ผู้ใดขุดเหล็กจากบ่อนี้สงวนไว้ใช้ในการทำพระแสงดาบสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น

มีรายละเอียดดาบซามูไรให้อ่านกัน เพลิน ๆ ครับ

ดาบซามูไร ตำนานของอาวุธสังหาร และงานศิลปะ-----ภายใต้ความประณีตผสมผสานเนื้อเหล็กชั้นดี และวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณราวหนึ่งพันปีเศษ ทำให้ดาบญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดเหนือกว่าดาบของชนชาติอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงราวพันปีก่อนช่างตีดาบเขาผลิตดาบเนื้อดีแข็งแกร่งและคมอย่างมีดโกนได้อย่างไรภายใต้อาวุธสังหารอันคมกริบ ดาบซามูไรก็เป็นงานศิลปะชั้นยอด เป็นของที่มีค่าและวิธีการตีดาบซามูไรยังเป็นศาสตร์ที่สูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อคนไทยเริ่มรู้จักดาบซามูไรเมื่อติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยอยุธยา สงครามโลกครั้งที่สอง...ดาบซามูไรเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทหารญี่ปุ่นใช้ตัดหัวเชลยศึกขาด...ได้ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวและทำให้ดาบซามูไรเริ่มรู้จักกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา และแทบไม่น่าเชื่อว่า...ยุคทองของดาบซามูไรนั้นมีมานานกว่า ๗๐๐ ปี ถือเป็นยุคที่ดาบมีคุณภาพดีที่สุดเหนือกว่ายุคใดๆ ของดาบญี่ปุ่น

-------ซามูไร (Samurai) คือนักรบหรือมีความหมายว่าผู้รับใช้ ดาบคู่กายซามูไรเปรียบเหมือนจิตวิญญาณของซามูไรทุกคน หากซามูไรลืมดาบ...เท่ากับว่านำตนเองไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ ลัทธิ “บูชิโด” สอนให้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และจงรักภักดีต่อเจ้านายของตน ซามูไรถือว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโดกล่าวไว้ว่า “ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก” ชาวญี่ปุ่นโบราณยกย่องชาวนาและช่างฝีมือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “ช่างตีดาบ” เดิมนักรบชาวญี่ปุ่นใช้ดาบจากจีนและเกาหลีในการสู้รบ ในสมัย “นาร่า” (Nara Period) ประมาณปี พ.ศ. ๑๑๙๓-๑๓๓๖ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ ปีเศษล่วงมาแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือเวลาสู้รบดาบมักหักออกเป็นสองท่อนจักรพรรดิจึงสั่งให้ช่างตีดาบปรับปรุงดาบให้ดีขึ้นกว่าเดิม ช่างตีดาบยุคแรกมีชื่อว่า “อามากุนิ”เขาพัฒนาการตีดาบไม่ให้หักง่ายด้วยการใช้เหล็กที่ดี และมีการศึกษาวิธีทำให้เหล็กแข็งแกร่งกว่าเดิม เหล็กที่ดีของญี่ปุ่นได้จากการถลุง มีชื่อว่า “ทามาฮากาเน่”(Tamahagane)

-----อามากุนิพบว่า.การที่จะให้ได้ดาบคุณภาพดีต้องควบคุมของสามสิ่งคือ การควบคุมความเย็น, การควบคุมปริมาณคาร์บอน และการนำสิ่งปะปนที่อยู่ในเหล็กออก ปริมาณคาร์บอนคือหัวใจสำคัญในการตีดาบ หากใส่คาร์บอนในเหล็กมากไปเหล็กจะเปราะ, ใส่น้อยไปเหล็กจะอ่อน จึงต้องใส่ในปริมาณที่พอเหมาะ เหล็กถูกนำมาหักแบ่งเป็นชิ้นเล็กวางซ้อนกันก่อนหลอม และนำไปตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นจึงพับเหล็กเป็นสองชั้นขณะยังร้อนๆ แล้วตีซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เหล็กจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหมื่นๆ ชั้น ทำให้คาร์บอนกระจายไปจนทั่วเนื้อเหล็ก แล้วจึงนำไปตีแผ่ออกให้เป็นใบดาบจะได้ใบดาบที่ดีเนื้อเหล็กแกร่งและคมไม่หักอีกต่อไป แต่...นี่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นดาบที่สุดยอด สี่ร้อยปีผ่านมาเข้าสู่สมัยคามาคูระ (Kamakura Period) ราวปี พ.ศ. ๑๗๓๕-๑๘๗๙ จักรพรรดิบอกให้ช่างตีดาบศึกษาวิธีการตีเหล็กจากยุคโบราณ

------ยุคนี้ถือเป็นจุดเริ่มยุคทองของดาบซามูไร มีการพัฒนาดาบให้ดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อกว่า ๔๐๐ ปีก่อน ถือเป็น เทคนิคที่สุดยอดของดาบ มีการเพิ่มวิธีการผสมเหล็กสองชนิดเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีความแข็งจะมีปริมาณคาร์บอนสูงใช้ทำเป็นตัวดาบ และเหล็กอ่อนที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำใช้ทำเป็นไส้ดาบเพื่อให้ยืดหยุ่นจากเหล็กสองชนิดที่ถูกนำมาพับและตีมากกว่าสิบชั้น ทำให้เกิดชั้นเล็กๆ เป็นทวีคูณเป็นหมื่นชั้นช่างตีดาบจะพับเหล็กแข็งให้เป็นรูปตัว U และนำเหล็กอ่อนมาวางไว้ตรงกลางเพื่อทำเป็นไส้ใน แล้วนำไปหลอมและตีรวมกันใหแผ่ออกเป็นใบดาบ จากนั้นนำไปหลอมในอุณหภูมิที่เหมาะสมซึ่งมากกว่า ๗๐๐ องศาเซลเซียส แล้วจึงนำมาแช่น้ำเย็น การแช่น้ำต้องระมัดระวังมาก หากแช่ไม่ดีดาบจะโค้งเสียรูป เหล็กที่มีความแข็งต่างกันเมื่อทำให้เย็นทันทีจะหดตัวต่างกัน ถือเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ใบดาบโค้งได้รูปตามธรรมชาติดาบสามารถฟันคอขาดได้เพียงครั้งเดียว บาดแผลที่ได้รับจากดาบจะเจ็บปวดมากซามูไรยังต้องเรียนรู้การใช้ดาบอย่างช่ำชองว่องไวและคล่องแคล่วให้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายจากความสามารถนี้เองทำให้ซามูไรเพียงคนเดียวสามารถสังหารศัตรูที่รายล้อมตนกว่าสิบคนได้ภายในชั่วพริบตาด้วยดาบเพียงเล่มเดียวแต่ประเพณีการต่อสู้ของชนชั้นซามูไรคือการต่อสู้ “ตัวต่อตัวอย่างมีมารยาทด้วยดาบ” ผู้แพ้ที่ยังมีชีวิตอยู่คือผู้ที่ไร้เกียรติ ซามูไรจึงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ การฆ่าตัวตายอย่างสมเกียรติด้วยการทำ “เซปปุกุ”คือเกียรติยศของซามูไร

-------เดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. ๑๘๑๗ ชาวมองโกลของกุบไลข่านบุกญี่ปุ่นที่อ่าวฮากาตะ ด้วยกองทัพเรือ ๘๐๐ลำ และกองพลสามหมื่นนาย เหล่าซามูไรต้องการจะสู้กันตัวต่อตัวอย่างมีมารยาทเยี่ยงสุภาพบุรุษกับนักรบระดับผู้นำ แต่ไม่ได้ผล พวกซามูไรต้องปะทะสู้ที่ชายหาดกับฝูงธนูอาบยาพิษและระเบิด เป็นสงครามที่ไม่มีระเบียบและตกเป็นรอง พายุไต้ฝุ่นช่วยทำลายกองเรือของชาวมองโกลจนหมดสิ้น การรบครั้งแรกเหมือนการหยั่งเชิงของชาวมองโกลเพื่อดูกำลังของศัตรูอีกเจ็ดปี

-------ต่อมาพวกมองโกลกลับมาอีกครั้งด้วยกองเรือ ๔,๐๐๐ ลำ กองทหารอีกสองแสน พวกซามูไรรบพุ่งกับลูกธนูอย่างกล้าหาญ พวกเขาตัดเรื่องมารยาททิ้งไป ตกกลางคืนเหล่าซามูไรพายเรือลอบเข้าโจมตีพวกมองโกลประชิดตัวด้วยการใช้ดาบที่ช่ำชอง ดาบทหารมองโกลไม่มีทางสู้ดาบซามูไรได้เลยระหว่างสงครามพายุไต้ฝุ่นก็ทำลายกองเรือของมองโกลอีกครั้ง กองเรือสองในสามจมไปกับทะเลพายุ,ทหารมองโกลจมน้ำตายนับหมื่น พวกที่ว่ายน้ำเข้าฝั่งก็ตายด้วยคมดาบอย่างหมดทางสู้ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเมืองนี้ถูกปกป้องจากพระเจ้า และตั้งชื่อลมพายุนี้ว่า “กามิกาเซ่” (Kami-Kaze) หมายถึงลมศักดิ์สิทธิ์หรือลมผู้หยั่งรู้ หลังจากนั้นพวกมองโกลก็ไม่ได้กลับมาตีญี่ปุ่นอีกเลยหลังจากสงครามสิ้นสุด บ้านเมืองอยู่ในความสงบ พบว่าหลังจากการรบที่ผ่านมาดาบมักจะบิ่น จักรพรรดิจึงบอกให้ช่างตีดาบหาวิธีแก้ไข ช่างตีดาบที่สร้างสมดุลของความแข็งและความอ่อนของเหล็กและพัฒนาโครงสร้างของดาบออกเป็นเหล็กสามชิ้น คือ “มาซามูเน่” (Masamune) ราวปี พ.ศ. ๑๘๔๐ ดาบของมาซามูเน่ถือเป็นดาบที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุด ในญี่ปุ่นไม่มีช่างตีดาบคนใดจะเทียบได้ เขาสร้างความสมดุลของความแข็งของคมดาบ เคล็ดลับการทำดาบคือการผสมเหล็กสามชนิดเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนสูงจะใช้เป็นใบดาบ

-------ด้านข้างที่เรียกว่า Gawa-gane และด้านคมดาบ (Ha-gane) ใช้เหล็กที่แข็งมากโดยผ่านการพับและตีถึง๑๕ครั้งซึ่งสามารถสร้างชั้นของเหล็กที่ซ้อนกันถึง ๓๒,๗๖๘ ชั้น ทำให้เหล็กเหนียวและแกร่งมากกว่าส่วนอื่นๆ ส่วนเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะใช้เป็นส่วนไส้ใน (Core Steel) ทำให้มีความยืดหยุ่นเรียกว่า Shi-gane แล้วนำไปหลอมที่อุณหภูมิประมาณ ๘๐๐ องศาเซลเซียสให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำมาตีแผ่ออกเป็นใบดาบ ช่างตีดาบคนอื่นๆ เริ่มเลียนแบบในเวลาต่อๆ มา

-------ช่างตีดาบในยุคเดียวกันที่มีชื่อเสียงเทียบเคียงมาซามูเน่ คือ “มารามาซะ” กล่าวกันว่าใครที่มีดาบของ“มารามาซะ” ไว้ครอบครองเลือดจะสูบฉีดให้อยากที่จะชักดาบออกมาสังหารคู่ต่อสู้เพราะความคมของมันในขณะเดียวกันซามูไรที่ครอบครองดาบของ “มาซามูเน่” กลับสงบนิ่งเยือกเย็น
-------ดาบญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาช่วงสมัยเอโดะ (พ.ศ. ๒๑๔๖-๒๔๑๐) จากการติดต่อค้าขาย ญี่ปุ่นนำพัดและดาบเข้ามาในอยุธยา

--------โดยเฉพาะดาบมีความสำคัญต่อพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางในราชสำนักสยามแต่งตัวในชุดเต็มยศห้อยดาบเข้าพิธีสำคัญๆ ต่างๆ ในพระราชสำนัก อีกทั้งหนึ่งในห้าของ “เบญจราชกกุธภัณฑ์” คือ“พระแสงขรรค์ชัยศรี” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยสืบมาจนถึงปัจจุบันแม้แต่ดาบหรือกระบี่ของตำรวจและทหารในชุดเต็มยศของไทยในปัจจุบัน เรียกว่าดาบทหารม้า Parade Saber) ซึ่งได้รับอิทธิพลพื้นฐานมาจากดาบญี่ปุ่นทั้งสิ้นในสมัยอยุธยา ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการสินค้าจากสยามเช่น ไม้กฤษณา, ไม้ฝาง, น้ำกุหลาบ, พริกไทย เป็นต้นมีการตั้งหมู่บ้านญี่ปุ่นในอยุธยาเมื่อมีชาวญี่ปุ่นมาอยู่เป็นจำนวนมากชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์โดยลี้ภัยทางศาสนาและส่วนหนึ่งเป็นพวกซามูไรแตกทัพที่สูญเสียเจ้านายหรือที่เรียกว่า “โรนิน” (Ronin) แตกทัพจากสงครามเซกิงาฮาร่า ได้โดยสารเรือสำเภาที่กำลังจะเดินทางมาค้าขายยังชมพูทวีปและมาตั้งรกรากในประเทศสยามสิ่งสำคัญที่นำติดตัวมาด้วยก็คือดาบญี่ปุ่นซามูไรเหล่านี้ได้กลายเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ดาบทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีชื่อเรียกว่า “Gunto” เป็นดาบที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และสิ้นสุดการผลิตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งถือว่าเป็นยุค Modern เป็นดาบที่ทำเพื่อการสงคราม ผลิต จำนวนมากยังคงความคมกริบ แต่ไม่ประณีต และไม่มีขั้นตอนการทำอย่างประเพณีโบราณ ดาบรุ่นนี้ตกค้างอยู่ในแถบอินโดจีนจำนวนมากหลังจากสงครามสิ้นสุด ซึ่งอาจจะพบได้ในประเทศพม่าและประเทศไทย ถูกฝังดินอยู่กลางป่าหรือในถ้ำตามเส้นทางเดินทัพของทหารญี่ปุ่นดาบยุคสงครามจะเป็นดาบที่ใช้ฝักทำด้วยเหล็กมีห่วงทองเหลืองหรือทองแดงเรียกว่า “โอบิ-โทริ” ใช้สำหรับห้อยกับเข็มขัดตัวดาบและฝักเหล็กมีน้ำหนักมาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้เหน็บเอวอย่างดาบฝักไม้แบบโบราณซึ่งมีห่วงผูกเงื่อนที่ทำจากผ้าไหมใช้เหน็บเอวของซามูไร ดาบทหารที่ไม่มีขั้นตอนการผลิตในแบบพิธีกรรมโบราณจึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างดาบของพวกซามูไรส่วนพิธีกรรมโบราณนั้นมีขั้นตอนมากมายและถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ช่างตีดาบต้องถือศีลกินเจในขณะที่หลอมเหล็ก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เพื่อผลิตดาบให้เป็นมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของดาบเล่มนั้นๆ ดาบคล้ายกับเครื่องลางของขลัง หรืออย่างพระเครื่องของคนไทยที่ปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ดังช่างตีดาบและลูกมือจะร่วมมือกันทำดาบเพียงหนึ่งเล่มในระยะเวลามากกว่าเดือน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าช่างตีดาบที่ดีจะทำดาบที่ดีออกมา หากช่างตีดาบมีจิตใจไม่ดีดาบที่ตีออกมาก็จะไม่ดีไปด้วย ดาบแต่ละเล่มจึงมีราคาไม่เท่ากัน กล่าวกันว่า...บางเล่มราคามากกว่าที่ดินหนึ่งผืน หรือดาบที่ดีเพียงเล่มเดียวอาจจะมีราคาสูงกว่าหอกสามร้อยเล่มในสมัยโบราณดาบจึงไม่ใช่อาวุธที่สามารถจะซื้อมาใช้ในกองทัพได้ นอกจากเป็นสมบัติส่วนตัวของเหล่าซามูไรเท่านั้น...........

---ขอบคุณเว็ป Udid.com ไปเจอโดยบังเอิญครับ ดาบซามูไร เรียกว่า คาตานะ หรือ คาตาน่า--Katana ครับ จะได้ค้นถูก
ดาบไทย มันมีเรื่องเยอะครับ ทั้งวันเวลา ทั้งอาคม ทั้งพิธีกรรมนะครับ
--ยังมีต่อเรื่อยๆ และมีภาพสวยๆ
---จ่าตุ่ม เคยเป็นตำรวจ เขาพบว่า มีดที่ใช้ในราชการงานเดินป่า ไม่ว่าจะเป็นของอเมริกา ยุโรปค่ายใด ล้วนไม่ดีกับการใช้งาน ไม่เหมามือ ไม่คงทน จึงออกจากราชการมาทำมีดทุกชนิด ตั้งแต่มีดพับ โดยพัฒนาจากตำราของฝรั่ง ปัจจุบันมีดจ่าตุ่ม ว่ากันสักราคาหมื่นห้าขึ้นไป รังดาบจ่าตุ่มเมืองอุทัย ที่คนแถบนั้นเก่งมีแค่เหล็กกับตะไป ทำปืนเถื่อนออกมาได้สวยงามมาก ตอนนี้มาทำมีด ทำดาบ และกรรไกรตัดกี่งไม้แทน
นอกจากจ่าตุ่ม มีช่างแขก--แถวสุโขทัย อุตรดิตถ์ ลำปาง ในขณะที่เหล็กมีความหลากหลาย ทั้งเหล็กกล้า และสแตนเลสก็ดีขึ้นกว่าของเดิมมากมาย
แม้แต่แม่บ้านแถวนนทบุรีก็ตีดาบดังไปทั่วโลก



มีดเหน็บไทย สำนักตีดาบทางใต้ ใช้เหล็ก 250 อย่างผ่านพิธีกรรมอย่างเคร่งครัด เหล็กหลายอย่าง ตีแล้วเกิดลายสวยๆ เช่นเดียวกับดาบดามัสกัสเลย



สำนักเดียวกันครับ ทำกริชด้วย เก่งจนเขียนตำราได้เลยครับ ตรงโคนกริช จะมีแง่งๆคล้ายตรงกาบตาลอย่างที่บอก ลายเหมือนเม็ดส้มก็มี เป้นเครื่องแสดงอำนาจของผู้ถือ เช่นสุลต่าน นายตำรวจ สั่งทำราคาเป็นแสนๆครับ ตัวด้ามสลักเป็นหัวยักษ์ หรือนกวิเศษ บุด้วยแผ่นเงินดุนลาย



---นี่ไงมีดสำหรับสาวๆ เหล็กดามัสกัสงามๆ



มีดในราชการทหารสวิส คือวิคตอรินอกซ์ -Victorinox โมดิฟายโดยคนไทย ใช้พวกแก่นไม่มะขาม--ไม้เนื้อแข็งแต่งและอัดกาวไปแทนของเดิม สวยจ๊าบๆ




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2553 0:13:57 น. 6 comments
Counter : 11153 Pageviews.

 
ถ้าสนใจเรื่องมีด เรื่องดาบ เข้าไปอ่านเล่นๆ ที่นี่ได้ครับ
http://bladegoo.com/articles.php


โดย: Joke IP: 124.122.154.207 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:1:07:48 น.  

 
ขอบคุณครับผม


โดย: jesdath วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:37:56 น.  

 
ชอบๆๆๆ สวยดีอ่ะคร่า


โดย: www.24hotcasino.com IP: 180.183.243.47 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:13:14:01 น.  

 
ชอบ อัน ที่ 4 กับ 5 อ่า ครับ


โดย: IyaZ+--- IP: 125.26.222.164 วันที่: 14 มีนาคม 2554 เวลา:21:39:12 น.  

 
แวะมาเยี่ยมชมทางเข้าsbobetsbobet-thai


โดย: register (sbobet ) วันที่: 5 กันยายน 2554 เวลา:22:41:14 น.  

 
ดาบซามูไร เหล็กส่วนที่ช่างทำเป็นตัวยู น่าจะเป็นส่วนที่มีคาบอนต่ำนะครับ เพราะส่วนที่เป็นคม ต้องใช้เหล็กคาบอนสูง


โดย: bang IP: 1.10.210.12 วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:7:03:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
21 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.