ธรรมมะรายวัน จากปรมาจารย์เซ็นเดิม(ภาค 4)

๘) รถที่วิ่งได้เร็วเกินกำหนดไม่ควรนำเอามาใช้ ไฟถ้าควบคุมไม่อยู่ไม่ควรเอามาใช้ คนที่วิ่งเร็วเกินคนตัวเขาหายไปเลย ควรเอาไปบูชา
๙) การหนีจากกระท่อมโรงนามาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ บอกมีความสุขนั้น หลายคนเข้าใจเช่นนี้ แต่ผู้ที่ไม่มีจิตของเขา อยู่ตรงไหนก็หลับสบายทั้งนั้น
ธรรมะรายวัน (๒)
แผนที่คือทางไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ การเรียนและปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เพื่อไปให้ถึงนิพพานในนิพพาน ไม่มีคิด นึก รู้สึก สติ พูดเอาไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมายแล้วควรทิ้งทางเสีย ทั้งๆ ที่ไม่มีทางที่จะทิ้ง เป็นแต่มายาเท่านั้น

ธรรมะรายวัน (๓)
เมื่อรถออกวิ่ง ล้อจะหมุนไปตามแรงของเครื่องยนต์ยางรถก็จะสึกไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ต้องพัง ฉันใด คนก็ฉันนั้น แก่ลงๆ แล้วก็พังไปเกิดใหม่ตามกรรมที่ทำดีทำชั่วเป็นวัฎฏะ เพราะเป็นธรรมเท่านั้น
คนส่วนมากย่อมไม่รู้ เหตุธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลมาจากเหตุ เหตุดีเหตุชั่ว ควรดูอยู่เฉยๆ แล้วเหตุจะหมดไปเอง ไม่ไปยึดเสียเท่านั้น เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้ว
ธรรมะรายวัน (๔)
ผู้ที่กลัวผียังดีกว่ากลัวธรรม สาเหตุที่กลัวเพราะไม่รู้ ถ้ารู้เรื่องผีจริงๆ ไม่น่ากลัว เหมือนธรรมะก็อย่างนั้น ถ้าเห็นแจ้งจากใจปัญญาเกิดก็จะไม่มีใครกลัวธรรมกันเลย พ้นทุกข์ได้อีกไม่ไปตายเกิดอีก เพราะหมดภพชาติความเป็นคน มีแต่ความว่างของจิตที่ว่างอยู่เดิม เป็นจิตเดิมจิตหนึ่งนั่นเอง

ธรรมะรายวัน(๕)
เงินทองเป็นของชื่นใจ มนุษย์จึงหลงอยากได้ มากเท่าใดยิ่งชอบ เหมือนเด็กๆ ที่ขายของเล่นๆ แล้วทะเลาะกัน เพราะไม่รู้ว่าที่ได้ๆ นั้นเป็นของมายาเปล่าๆ ต้องกองไว้บนโลก เพราะของๆ โลกเขา ผู้รู้ไม่ข้องอยู่ ไม่ติดทุกๆ สิ่งบนโลก จึงไม่เวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป เพราะรู้อยู่ว่าว่างอยู่แต่เดิมแล้ว
ธรรมะรายวัน (๖)
ความคิดของคนไม่เหมือนกัน ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดอาจารย์คนหนึ่งคิดว่าเราอายุก็มากขึ้นทุกๆ วัน แม่พ่อก็ตายหมดแล้ว จะพึ่งพี่พึ่งน้องคงไม่ได้ ต้องเก็บเงินสักก้อนหนึ่งมาสร้างห้องแถวไว้ให้เขาเช่าบ้าน มีแล้วเก็บกินบั้นปลายชีวิต
อีกคนหนึ่งคิดว่าเรามีธรรมะจนพึ่งตัวเองได้แล้ว ควรแจกธรรมะให้ผู้ที่ยังไม่รู้อีกมาก เป็นที่พึ่งชีวิต ถึงยังไม่บรรลุก็ยังติดจิตวิญญาณไปภพหน้า ยังดีกว่าไม่ได้อะไรไปเลย จึงอุทิศตัวตนที่หมดตนของตน ให้ผู้อื่นได้รสพระธรรมจึงจะดี
ธรรมะรายวัน(๗)
ความเกรงใจเป็นบ่อเกิดแห่งมนุษย์ คนดีย่อมมีระเบียบ
ธรรมะรายวัน(๘)
ก่อพระทรายชายทะเลจะให้เป็นรูปอะไรก็ได้แต่พอน้ำทะเลขึ้นมาท่วม รูปพระทรายก็หายไปหมดกลับเป็นหาดทรายอย่างเดิม ฉันใด สิ่งทุกสิ่งบนโลกนี้ก็เปลี่ยนไป ฉันนั้น เรียกว่าเป็นธรรมดา แม้แต่อารมณ์ในความคิดที่คิดดีไม่ดี เปลี่ยนเป็นคิดว่างๆ เสียก็เท่านั้น
กินมากก็ตายกินน้อยก็ตาย เขาเรียกว่าตายเพราะกินและไม่กิน ผู้ไม่กินไม่ตายเพราะไม่มีผู้กิน
ธรรมะรายวัน(๙)
ไม่ทำบุญเลยก็ได้ แต่อย่ากระทำความชั่วใดๆ เลย ไม่ทำบาปทั้งปวง
คิดดีทำดียังไม่พอ ต้องหยุดคิดทั้งดีและไม่ดีเสีย แล้วความคิดจะว่างโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะดีไม่ดีหมดไป มีแต่คิดว่างๆ หรือว่างจากคิด
ภาคที่ ๔ หัวข้อธรรมในคำกลอน
หัวข้อธรรมในคำกลอน
ของท่านอาจารย์ กตฺธุโร

เขียนผิดบ้างถูกบ้างก็ยังดี
เพราะเรียนแค่ ป.๔ เท่านั้นหนา
ขอผู้รู้โปรดเสริมเติมศรัทธา
หากแม้นว่าถูกผิดให้ติชม

จะต้องละขันธ์ห้าว่าของกู
เอาขันธ์ห้าเรียนรู้กูอยู่ไหน
เห็นขันธ์ห้าจริงๆแล้วทิ้งไป
กูหรือใครก็ตั้งสร้างขึ้นเอง
อยากจะบอกจริงๆทิ้งกายใจ
มันไม่เป็นของใครจริงๆหนา
เกิดเพราะกรรมนำชี้จึงมีมา
อย่าหลงบ้ากอดประคองว่าของกู

ปฏิบัติลึกซึ้งถึงจะเห็น
ปฏิบัติเล่นๆเห็นไม่ได้
กว่าจะทิ้งสละละกายใจ
ถึงสิบปีไม่ได้ก็เคยมี

ผู้ที่มีวาสนาบารมี
สละหนีขันธ์ห้าออกมาได้
ไม่กี่ปีท่านสละละกายใจ
เหลือแต่ธรรมเป็นไปสู่ธาตุเดิม

ช่วยกันหน่อยช่วยกันหน่อยค่อยๆดู
ว่าตัวกูกายกูอยู่ตรงไหน
ถ้าไม่มีไม่เห็นไม่เป็นไร
ถึงดูไปก็จะรู้กูไม่มี

จะนึกคิดสิ่งใดได้ทั้งนั้น
แต่ที่คิดที่ฝันมันไม่สม
ยิ่งคิดไปฝันไปได้แต่ลม
ที่ได้สมตามฝันมันไม่จริง

ผู้มาใหม่มาเก่าก็เท่านั้น
ขอให้ดูนานๆจะเห็นชัด
ที่ไม่เหมือนแตกต่างใจช่างจัด
แท้ที่จริงคือธาตุอย่างเดียวกัน

อยู่ที่ไหนก็ได้ไม่มีเรา
จะอยู่ป่าอยู่เขาเมื่อเราหาย
จะอยู่เมืองอยู่วังนั่งสบาย
ถ้าหมดเราเมื่อไรไปนิพพาน


ถ้าจิตเป็นอนัตตาดังว่าไว้
จะยึดจิตทำไมให้สับสน
จิตจะมีไม่มีอยู่ที่คน
ถ้าใครพ้นจิตได้ไม่ไปมา

ถ้าใครยุ่งกับโลกจะโศกเศร้า
เพราะโลกเขายุ่งอยู่ไม่รู้หาย
จะต้องออกจากโลกโศกจึงคลาย
จะต้องรู้ลงไปโลกคือเรา

ถ้าไม่มีตัวเราเขาก็ว่าง
เพราะว่าเราเข้าไปขวางว่างไม่ได้
ก็เพราะเราสร้างเราไม่เข้าใจ
จิตจึงได้หลงใหลว่ามีเรา

เราไม่ได้เกิดมาน่าจะรู้
เรามาตู่โลกเขาเป็นเราได้
ถ้าใครรู้อย่าฝืนคืนเขาไป
แล้วจะอยู่สบายไม่มีเรา

ก่อนจะจัดพวกเขาจัดเราก่อน
จะไม่ร้อนไม่รุ่มกลุ้มสมอง
ใครแบกรับเอามาน้ำตานอง
จึงจะต้องไม่ขัดไปจัดใคร

เมื่อยามใดจิตฟุ้งและปรุงแต่ง
จะแอบแฝงความทุกข์ไม่สุขสันต์
ให้หลบหลีกปรุงแต่งแล้วแช่งมัน
อย่าให้ปรุงเป็นฉันขึ้นมาเลย

โปรดรักษากายใจให้สะอาด
อย่าให้ขาดจากศีลจะสิ้นสวย
ถึงไม่รวยเงินทองก็ต้องรวย
เพราะศีลช่วยรวยเกินกว่าเงินทอง

ต้องว่างจากตัวตนจึงพ้นทุกข์
ต้องว่างจากความสุขสนุกสนาน
ต้องว่างจากรู้จากเห็นเป็นนิพพาน
ต้องว่างจากว่างทุกด้านสู่ธาตุเดิม

อยู่กับความไม่มีนี้ดูบ้าง
จะได้ว่างได้วางทุกอย่างได้
ไม่มีมาแต่เดิมเพิ่มทำไม
ไม่มีเกิดมีตายและไปมา

มันไม่มีอะไรอยู่ในว่าง
แต่มันมีอยู่อย่างคือตัวเห็น
ใครที่เห็น เห็นรู้ก็ดูเป็น
ใครหมดเห็นหมดรู้อยู่สบาย

จิตที่เป็นอิสระพุทธะเกิด
จิตประเสริฐไม่ข้องของสิ่งไหน
จิตปกติเหนือสุขทุกข์ห่างไกล
จิตไม่ขึ้นลงส่งให้ไปนิพพาน

มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็สมแล้ว
จิตผ่องแผ้วไร้ทุกข์สุขสดใส
ไม่ขึ้นลงจริงไม่จริงกับสิ่งใด
จึงพ้นภัยเรื่องกามจะตามกวน

เงินของกูไม่มีแล้วนี่หว่า
แล้วจะว่าเงินกูอยู่ตรงไหน
ของๆโลกทั้งนั้นนั่นปะไร
ยึดทำไมจับจองว่าของกู

ให้มันว่างเสียบ้างจากตัวกู
ให้มันรู้เสียบ้างจากตัวฉัน
ให้มันเห็นเสียบ้างว่างทุกวัน
ให้มันหลุดจากการจะก่อกาม

ไม่มีกายมีใจสบายนัก
เพาะหมดรักหมดชังมาขวางกั้น
มีชีวิตเหมือนไม่มีนี้สำคัญ
จะตายเป็นไม่หวั่นเพื่อไหว้วอน

ขอให้ดูตัวกูอยู่บ่อยๆ
มากหรือน้อยให้เห็นเป็นนิสัย
ถ้าตัวกูยังมีในที่ใด
จะสร้างทุกข์มากมายให้ทุกคน

ถ้าใครดับสังขารนิพพานเกิด
จิตประเสริฐไร้สุขทุกข์เหือดหาย
เพราะหมดเห็นเหนือรู้ตัวกูตาย
อยู่สบายเหมือนไม่อยู่จะรู้เอง

ต้องฟอกจิตให้สะอาดขาดจากจิต
อย่าให้ติดอะไรในโลกนี้
จิตต้องทิ้งทุกสิ่งได้ใดๆมี
แม้แต่จิตอันนี้ก็ละวาง

มันไม่ได้อะไรใครก็รู้
แต่อยากอยู่ข้างได้สบายกว่า
เพราะชื่นชอบขอบใจที่ได้มา
จะมากน้อยไม่ว่าได้เป็นดี

ชะตาคนที่เห็นเล่นกลับกลอก
มันลวงหลอกมาไปได้ทุกที่
ยามไขว่คว้าหาแทบตายก็ไม่มี
พอถึงคราวเราหนีมีมาเอง

โลกไม่วุ่นไม่วนดังคนว่า
คนนั่นแหละเกิดมาน่าสับสน
ไปยึดโลกเป็นเราเอามาวน
เลยรับผลแต่แรกแบกโลกไป

คนไม่รู้ถึงดูก็ไม่ออก
ถึงจะบอกอย่างไรก็ไม่เห็น
มันเป็นเพราะความรู้ดูไม่เป็น
แต่เที่ยวเต้นเที่ยวขู่คนรู้จริง

เรื่องของกรรมใครก่อต้องรอรับ
จะบังคับไม่ได้ให้หายสูญ
นอกเสียจากหมดกูอยู่เหนือบุญ
กรรมจึงสูญสิ้นกรรมตามไม่ทัน

ดับสังขารเสียได้สบายมาก
มันไม่ลากไม่ฟุ้งปรุงไปไหน
เพราะสังขารตัวปรุงให้ยุ่งใจ
ดับสังขารเมื่อไรก็ไม่ปรุง

ถ้าตามใจตามกายให้มันติด
ก็มีสิทธิ์เกิดตายลงฝ่ายต่ำ
ใครจะติดๆไปไม่น่าตาม
แต่ฉันห้ามฉันปลงอย่าหลงไป

จะขอพึ่งสิ่งใดไม่ได้แน่
มีเปลี่ยนแปลงปรวนแปรให้แลเห็น
เพราะอนิจจังรุมเร้าทุกเช้าเย็น
เลยหมดความจำเป็นจะพึ่งใคร

จะทำอย่างไรก็ได้ให้หมดเรา
หรือสติรู้เขาจนเราหาย
หรือไม่ยึดเราเขาจนเราตาย
หรือไม่ยึดสิ่งใดก็หมดเรา

สิ่งไม่ถูกปรุงแต่งแสดงอยู่
ผู้ไม่รู้มีมากยากจะเห็น
อารมณ์คนยังไม่หมดเหนือกฎเกณฑ์
จึงยังเล่นกับสมมุติไม่หยุดลง

ใครปิดทองหลังพระชนะใจ
จะไม่มีผู้ใดใครมองเห็น
ไม่โอ้อวดอ้างเอ่ยดังเคยเป็น
ตัวจะเห็นผู้เดียวไม่เกี่ยวใคร

ใครจะกินอะไรก็ไม่ห้าม
แต่จะให้ดูธรรมโดยต่อเนื่อง
มิฉะนั้นผิดศีลแล้วสิ้นเปลือง
กินต่อเนื่องเพื่อกูไม่ดูธรรม

ภาษาโลกภาษาธรรมต้องกล้ำกัน
ต้องแบ่งสันเวลาเอามาใช้
รู้ทุกอย่างจนหมดรู้อยู่ที่ใจ
โลกและธรรมสมมุติไว้ให้ใช้กัน

รู้สึกเป็นกูขึ้นมาเวลาใด
พิจารณาลงไปใช่กูหรือ
หรือเป็นกูชั่วคราวเหมือนข่าวลือ
เลยเสียชื่อเพราะรู้สึกนึกเป็นกู

จิตที่พ้นภาวะสละออก
สุดจะบอกอธิบายให้ใครรู้
ไม่เหมือนลิเกละครฟ้อนให้ดู
สบายอยู่ว่างอยู่รู้ตนเอง

จะต้องพ้นดูดผลักทั้งรักชัง
จึงถอยห่างหลบหนีทั้งดีชั่ว
จึงจะพ้นจากกามตามพันพัว
ต้องดับตัวไม่เหลือหมดเยื่อใย

อยู่นอกเหตุเหนือผลหมดคนแล้ว
มีดวงจิตใสแจ๋วไร้ไฝฝ้า
หมดกิเลสใดๆจะไปมา
เหลืออยู่เพียงเมตตาขนสัตว์ไป

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ทุกทีได้
เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวร่อบ้าบออยู่
เพราะไม่รู้ไม่เห็นเลยเป็นกู
จึงข่มขู่ตัวเองเร่งให้ตาย

วันนี้มันไม่ได้ไม่เป็นไร
พอรุ่งขึ้นวันใหม่คงได้แน่
ถ้าเรามีความเพียรไม่เปลี่ยนแปร
คงจะได้แน่ๆแพ้ความเพียร

โลกมันเป็นอนิจจังหวังไม่ได้
มันเปลี่ยนแปลงเร็วไวไปทุกอย่าง
ถึงจะยึดแค่ไหนไม่มีทาง
เพราะเป็นกฎอนิจจังเปลี่ยนจริงๆ

ทำบุญด้วยขนมก็สมแล้ว
ไปสวรรค์คงไม่แคล้วได้ของหวาน
อยู่ที่ใดก็ดีมีบริวาร
เพราะของหวานที่ทำบุญค้ำจุนเธอ

ขอสิ้นสุดกันทีเรื่องดีชั่ว
อยู่กับคนมันมั่วเรื่องหมองหมาง
จะต้องหนีไม่รวมและร่วมทาง
ใจต้องห่างหลายโยชน์ไม่โปรดเลย

ฝันได้แหวนหนึ่งวงบรรจงเช็ด
มีเพชรอยู่สามเม็ดที่เช็ดถู
เพชรสองเม็ดนั้นไม่งามตามที่ดู
มีเม็ดเดียวสวยหรูน่าดูชม

จะขอหยุดสร้างกรรมทำไว้มาก
กรรมมันลากให้ทุกข์ไม่สุขสันต์
ทั้งกรรมดีกรรมชั่วต้องกลัวกัน
ที่สำคัญไม่พ้นทนรับกรรม

ถ้าดูใจติดต่อยังพอเห็น
ตามกฎเกณฑ์ที่เสนอเผลอไม่ได้
เมื่อใดเผลอเป็นอัตตาจะพาไป
จึงดูใจไม่ไช่กูอยู่ประจำ

มาพิศดูรู้จุดหยุดสังขาร
จะส่งผ่านครั้งใดก็ให้รู้
ถ้าไม่รู้เวลาผ่านสังขารกู
ถ้าใครรู้เท่าทันสังขารธรรม

ไม่มีอะไรย้อมจิตให้ติดได้
เพราะล้างจิตจนใสไร้ไฝฝ้า
กิเลสดับตัณหาตายไร้กามา
เหลือขันธ์ห้าสมมุติรอหยุดลง

ต้องทำตัวทำตนให้พ้นค่า
ไม่มีใครไปมาเพราะค่าหาย
พอไร้ค่าจากคนพ้นอบาย
จะมีค่ามากมายเมื่อไร้คน

พระนิพพานรู้ชัดสัมผัสใน
สิ่งอื่นรู้ไม่ได้เป็นแน่แท้
ต้องมีธรรมเป็นที่เชื่อเหมือนเรือแพ
เข้ากระแสนิพพานต้องผ่านใจ

อย่าเป็นคนใจอ่อนเสียก่อนการ
จะเสียงานจริงๆอันยิ่งใหญ่
กระทำสิ่งที่ดีไม่มีภัย
ความชั่วก็จะไม่ก่อเป็นกรรม

ภัยอะไรก็ไม่ร้ายเท่าภัยกู
มันอวดรู้อวดเห็นเต้นไม่หาย
เต้นทั้งเอาไม่เอาเร้ากายใจ
ทั้งชาตินี้ชาติใหม่ตายกับกู

ฟังเสียงปี่เสียงกลองฆ้องระฆัง
มันก็ฟังไม่ไพเราะเสนาะหู
ไม่เหมือนเสียงออเซาะฉอเลาะกู
มันชื่นหูชื่นใจตายก็ยอม

จงระวังตาหูจะดูไหน
ฟังอะไรจงฟังอย่าพลั้งเผลอ
เพราะว่ากามมีมากจะลากเธอ
พอรู้ทันมันจะเก้อไม่มากวน

สุขเหนือสุขจะต้องว่างอย่างไม่มี
ผู้ใดรู้อย่างนี้มีแต่ว่าง
ใครไม่รู้ก็จะยึดยืดเป็นยาง
ออกไม่ได้เหนียวจังยางมันยำ

จะสอบได้สอบตกอกก็เต้น
เพราะกูเป็นผู้เรียนยังเพียรอยู่
จะต้องสอบต่อไปจนไร้กู
หมดทั้งครูหมดกูหมดผู้เรียน

ใครมีกายมีใจไหลตายเกิด
ผู้ประเสริฐไม่ไหลให้ขายหน้า
ไม่มีกายไม่มีใจจะไปมา
หมดเวลาตายเกิดประเสริฐจริง

ไม่มีกูไม่มีคนอยู่บนโลก
จะทุกข์โศกตรงไหนให้ไปหา
มีแต่ธาตุมีแต่ธรรมตามตำรา
หมดสมมุติที่จะว่าอะไรมี

จะต้องคืนโทรทัศน์ประหยัดไฟ
และประหยัดอะไรได้หลายอย่าง
ประหยัดกายประหยัดใจได้หลายทาง
มันจะว่างการเรียนเพียรดูธรรม

ไก่พอเริ่มมีหงอนก็สอนขัน
มันไม่รู้ตัวมันว่าขันได้
เหมือนกับคนไม่รู้กูคือใคร
ขันจนตายไม่ปลงหลงว่าคน

เล่นการเมืองเรื่องยุ่งมุ่งอำนาจ
จึงประกาศตัวตนเป็นคนใหญ่
เห็นผู้ใดใหญ่กว่าฆ่าให้ตาย
น่าเสียดายเวลาไม่ฆ่ากู

คนบนโลกชักด้อยพัฒนา
อะไรๆก็ฆ่าเป็นว่าเล่น
ช่างไม่กลัวบาปกรรมตามกฎเกณฑ์
เพราะไม่เห็นอนัตตาจึงฆ่ากัน

ต้องเห็นจิตใต้สำนึกอยู่ลึกมาก
มันฝังรากหยั่งลงให้หลงใหล
ทำให้เกิดอัตตาแล้วพาไป
ที่กามโกรธไม่หายตรงนี้เอง

กิเลสหมดมันหยุดและพูดน้อย
มันจะคอยแต่ฟังนั่งเฉยๆ
ถึงจะพูดเพื่อก่อแล้วพอเลย
แล้วก็เฉยรับรู้กูไม่มี

ถ้าตัวตนไม่มีดีทุกอย่าง
มันจะว่างจากตนพ้นปัญหา
มี ไม่มีหมดไปไร้อัตตา
เป็นนักดาบไร้ท่าเหนือกว่าคน

อย่าตำหนิติใครให้เขาโกรธ
จะเกิดโทษกับเขาและเราได้
ถ้าเกิดโกรธอย่างยิ่งยิงกันตาย
ควรจะติตำหนิใจของเราเอง

มีแต่ว่างกับว่างเพียงอย่างเดียว
อย่างอื่นคงไม่เกี่ยวกับว่างได้
เพราะมันว่างทุกสิ่งทิ้งกายใจ
ไม่เหลือไว้ทุกอย่างว่างจริงๆ

วันนี้ถือศีลไม่กินเย็น
เพื่อให้เป็นกองบุญเพิ่มพูนผล
เพราะเป็นวันมาฆะสละคน
จะเห็นผลที่พึ่งถึงนิพพาน

ให้หากูดีๆยังมีไหม
กูที่ใจจู้จี้มีหรือเปล่า
กูไม่มีตรงไหนใจมันเบา
เหลือแต่ใจเปล่าๆเบาสบาย

ที่คนมีคนมีมีที่ไหน
ทำอย่างไรให้พ้นให้คนหนี
ไม่ล้างใจให้พ้นคนยังมี
ดูทุกทีล้างใจคนหายเลย

โอ้เจ้าไก่อยู่ในเข่ง
มันอวดเบ่งอวดดีตีกันใหญ่
มันไม่รู้พรุ่งนี้ถึงทีตาย
ดูคนก็เหมือนไก่น่าอายจริง

ควรจะอยู่ว่างๆห่างจากคน
ถ้าอยู่ปนแล้วทุกข์สุขเหือดหาย
ช่วยสร้างกรรมตลอดไม่ปลอดภัย
ไม่ทันตายก็ยังบังนิพพาน

ตัวไม่มีใจไม่มีดีเหลือหลาย
จะไปยุ่งกับใครที่ไหนเล่า
เลยหมดตัวหมดกูอยู่ไร้เงา
จึงว่างเปล่าแบบเปล่าเงาไม่มี

ไม่เบื่อใจบ้างหรือยึดถือใจ
ตั้งแต่เกิดจนตายใจทั้งนั้น
รู้ก็รู้เรื่องใจแล้วตายกัน
แต่ไม่เห็นใจนั้นมันไม่มี
จะต้องทำอะไรกับใจเล่า
ถึงจะเฝ้าจะดูอยู่อย่างนี้
ประเดี่ยวมีประเดี๋ยวหายไปไม่มี
เพราะว่าสิ่งๆนี้มีไม่จริง

เอาความทุกข์ปีเก่านั้นเผาทิ้ง
เอาความจริงปีใหม่ใส่ไฟด้วย
เลิกความคิดแบบคนทั้งจนรวย
แล้วนิพพานจะช่วยรวยว่างเอง

ไม่ต้องเป็นลูกหนี้ดีที่สุด
เพราะความทุกข์มันหลุดหยุดลงได้
กลับมาเป็นเจ้าหนี้ยิ่งดีใจ
แต่ยังทุกข์ว่าได้เป็นเรื่องจริง

ย้ายที่นอนที่นั่งตั้งเสียใหม่
เพราะลูกศิษย์เขาก็ย้ายไปอยู่หอ
อยู่คนเดียวต่อไปใจมันพอ
อิสระแล้วหนอรอวันพัง

ขอหยุดสร้างทำเรื่องกรรมดี
ใครมาหาที่นี่จึงทำให้
แม้กรรมชั่วกรรมดีก็มีภัย
หยุดสร้างกรรมเมื่อไรจึงหมดกรรม

หนวดเต่าเขากระต่ายมันไม่มี
ลองไปหาดูทีมีที่ไหน
ถ้าไม่มีแล้วจะเพียรเรียนอะไร
อยู่หรือตายก็อย่าฟุ้งยุ่งกับมัน

ให้เข้าลึกซึ้งถึงใจคน
แล้วฝึกฝนปัญญารักษาศีล
สอนให้รู้เหนือคนพ้นมลทิน
และใช้ศีลนำทางให้ห่างคน

พอกายใจบริสุทธิ์พูดแต่น้อย
มันไม่ค่อยจะพูดหยุดอยู่เฉย
เข้านิพพานถึงที่สุดไม่พูดเลย
มีแต่เฉยกับเฉยเหมือนก้อนดิน

ต้องทำบุญด้วยใจจึงได้บุญ
มันเพิ่มพูนบุญใหญ่เพื่อให้ผล
เกิดเป็นเทพรุ่งเรืองอยู่เบื้องบน
ทำที่ใจจึงพ้นรับผลบุญ
อย่าใช้เงินใช้ทองเอาของทำ
จะสร้างกรรมมากเกินเพราะเงินสูญ
เสียดายเงินไม่ปลงแต่หลงบุญ
ขอบอกคุณพ้นทุกข์สุขที่ใจ

พวกที่เล่นการพนันนั้นก็ดี
เวลาเสียแต่ละทีนี้ใจหาย
เวลาได้แต่ละครั้งนั่งดีใจ
ทำอย่างไรถึงจะเห็นเรื่องเล่นกัน

ดินอยู่เฉยไม่เคยจะมีเรื่อง
น้ำไม่เคืองผู้ใดและใฝ่หา
ลมไม่เคยทุกข์ร้อนตอนพัดพา
ไฟไม่เคยเป็นบ้าฆ่าตัวเอง
พอดินน้ำไฟลมผสมขึ้น
ก็ลุกยืนต่อสู้ว่ากูเก่ง
สู้ไม่ได้หมดท่าฆ่าตัวเอง
ที่อวดเก่งนั้นใครให้ไปดู

โอเจ้าโรคความโกรธมีโทษมาก
มันมาลากให้หลงน่าสงสาร
ติดตะรางตีฆ่าด่าประจาน
จะลดมันอย่างไรถ้าไม่เรียน
จิตที่ว่างพอเหมาะไม่เกาะเกี่ยว
จิตที่ว่างเด็ดเดี่ยวไม่เกี่ยวเกาะ
จิตที่ว่างอย่างนี้มีพอเหมาะ
จิตไม่เกาะไม่ทิ้งสิ่งใดๆ

ขันธ์ห้าเป็นของว่างวางไว้ก่อน
แล้วมาย้อนคิดค้นเป็นคนหรือ
หรือเป็นคนแค่กล่าวแบบข่าวลือ
เลยเสียชื่อไม่พ้นว่าคนจริง
จิตไม่มีรูปร่างแต่สร้างได้
ไม่มีมามีไปไร้ทุกสิ่ง
เป็นสิ่งเดียวกับธาตุประหลาดจริง
จิตนิ่งไม่เคลื่อนไหวใดๆเลย

อย่าตอบโต้กับใครให้อายเขา
เพราะตัวเราไม่ดีที่เขาด่า
ต้องทำตัวให้ดีมีราคา
ใครจะด่าเมื่อมีดีจริงๆ

จิตนั่นแหละคือธรรมจำเอาไว้
ถ้าเห็นจิตเห็นใจอะไรเหลือ
เหมือนเอาเกลือแช่น้ำแล้วตามเกลือ
สิ่งที่เหลือให้เห็นเป็นมายา
จิตนั่นแหละคือธรรมและความว่าง
อย่ามัวสร้างมัวคิดให้จิตบ้า
ไม่ต้องหลบปรากฏการณ์ให้มันมา
ไอ้ตัวคิดตัวบ้าจะหนีไป
มันไม่มีอะไรในใจจิต
แม้แต่คิดยังหายไปไม่เห็น
คิดถึงใหม่ขึ้นมาคราจำเป็น
ก็ไม่เห็นอยู่ดีมีไม่จริง
มันไม่ใช่ของใครทั้งใจจิต
ไม่ยึดติดมันก็เหมือนผีสิง
ของไม่มีสร้างให้มีดีไม่จริง
ถึงจุดนิ่งแล้วดูจะรู้เอง

ให้หยุดคิดจิตว่างวางไม่หยุด
มันจะชืดเหมือนขี้เถ้าที่เขาทิ้ง
ดับเชื้อที่วกวนว่าคนจริง
ชั่วดีไม่มีสิงในสันดาน

จิตของอริยะที่ละแล้ว
จะผ่องแผ้วบริสุทธิ์ดูผุดผ่อง
กิเลสไม่ฟูมฟักแลหมักดอง
แต่คนมองไม่รู้ดูเหมือนคน
อันใจคนวนวกนรกชอบ
เพราะประกอบความโกรธมันโปรดหลาย
ขาดสติไหลหลงลงอบาย
สติมาเมื่อไรสวรรค์เชิญ

กายใจไม่ใช่ตนถ้าพ้นได้
กายใจไม่มีอยู่รู้ไว้ด้วย
กายจิตคิดว่ามีนี้แหละซวย
รู้ไว้ด้วยมันว่างอย่างไม่มี

อันรอยยิ้มของคนพ้นความเครียด
ไม่รังเกียจยิ้มเยาะหัวเราะบ้าง
รักษาโรคซึมเศร้าให้เบาบาง
ใครไม่เชื่อลองบ้างจะรู้เอง
ดีเหมือนออกกำลังบางครั้งด้วย
จะได้ช่วยกายใจคลายคร่ำเคร่ง
หัวเราะไว้ยิ้มไว้ไม่ต้องเกรง
โรคภัยจะหายเองไม่เสียตังค์

ใครหัวเราะและยิ้มจะอิ่มใจ
ถึงมีเรื่องใกล้ตายยิ้มไว้ก่อน
เมื่อจิตใจไม่ทุกข์สุขแน่นอน
จึงต้องสอนให้ยิ้มด้วยอิ่มบุญ

การเรียนธรรมหากประมาทขาดสติ
จะดำริบทไหนก็ไม่เจ๋ง
ถ้าเรามีความเพียรเร่งเรียนเอง
เก่งไม่เก่งถ้าเรามุบรรลุธรรม

ให้มองจิตปัจจุบันนั้นดีดี
มันก็ว่างทุกทีมีที่ไหน
มันว่างมาแต่แรกไม่แปลกใจ
แต่ทำไมหลงคิดว่าจิตมี
ให้มองกายธาตุสี่นี้ดูบ้าง
ที่มันสร้างขึ้นนี้หามีไม่
มันก็ว่างเหมือนจิตถ้าคิดไป
ที่เหลือไว้แต่ว่างอยู่อย่างเดียว

มันไม่มีอะไรให้ใครเห็น
เรื่องที่มีที่เป็นเห็นแต่ว่าง
จะมีมากมีน้อยต้องปล่อยวาง
เพราะมันว่างแต่เดิมอย่าเพิ่มกัน

ไม่มีตนและผู้อื่นที่ยืนอยู่
ไม่มีรู้มีเห็นเป็นแต่ว่าง
ถ้าไปยึดไปติดมันผิดทาง
เห็นแต่ว่างรอบตัวอยู่ทั่วไป

อันความว่างกับว่างไม่ต่างกัน
มองทุกวันมันว่างอย่างนั้นหนอ
กายก็ว่างจิตก็ว่างต่างเพียงพอ
ว่างจริงหนอหนอว่างไม่ต่างกัน

มีแต่ว่างกับว่างอยู่อย่างเดียว
อย่างอื่นคงไม่เกี่ยวกับว่างได้
อย่างอื่นมันก็ว่างต่างเข้าใจ
พอลืมตาทีไรว่างทิ่มตา

ดูความว่างดีๆมีสี่อย่าง
คือความว่างกายใจให้มองเห็น
แล้วก็ว่างจากกูดูให้เป็น
ว่างจากเห็นจากว่างสี่อย่างเลย

ให้ฟังเสียงระฆังยังไม่ตี
เสียงมันมีไม่มีไม่ต้องถาม
ถ้าจิตหยุดดับลงทุกโมงยาม
มันหยุดถามหยุดปรุงยุ่งหมดไป
ให้ฟังเสียงระฆังยังไม่ตี
มันเงียบฉี่สนิทจิตก็หาย
ทั้งตัวตนคนสัตว์สลัดไกล
ที่เหลือไว้คือว่างอย่างนิพพาน

อันเนื้อหนังมังสาว่าสดใส
พอถูกไฟไหม้มอดวอดเป็นผง
ไม่ว่าคนหรือสัตว์ตัดใจปลง
อย่าได้หลงรักชังนั่งรำพัน
ไปไม่กลับหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี
ตายเป็นผีแน่ๆไม่แปรผัน
ใครจะช่วยใครได้ตายด้วยกัน
เข้านิพพานเท่านั้นไม่เกิดตาย

เอาดินน้ำลมไฟนั้นใส่โลง
เราขี้โกงคิดมั่วว่าตัวฉัน
แค่สมมติว่าตายให้รู้กัน
แท้ที่จริงตัวฉันไม่ได้ตาย

ไม่น่าห่วงพี่ชายที่ตายจาก
การพลัดพรากต้องมีอย่างนี้แน่
ใครก็ตายเหมือนกันความผันแปร
ไม่ทันแก่กรรมดึงถึงพี่เรา
ไม่น่าห่วงพี่ชายที่ตายก่อน
เป็นการสอนให้ซึ้งถึงความเศร้า
อย่าไปมัวกังวลไม่พ้นเรา
เรื่องตายเอาไปเผามีทุกวัน
น่าจะมาคิดค้นคนไม่ตาย
ที่เผาไปหมดไปใครกันนั่น
เป็นดินน้ำลมไฟสลายกัน
ให้น้องนั้นนั่งดูจะรู้เอง
ไม่มีอะไรเหลือไว้ในชีวิต
หมดสิทธิ์ที่ไปข้องของคนอื่น
แม้กายใจที่เคยหลงต้องส่งคืน
ยังต้องฝืนทนรอขอเขากิน

เมื่อคนหมดหมดคนพ้นโลกได้
ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ใครเห็น
ไม่หมุนซ้ายหมุนขวากลับมาเป็น
แม้แต่เห็นยังหายอะไรมี

มีสติดูจิตคิดอะไร
จิตจะมาจะไปก็ให้เห็น
จิตจะขึ้นจะลงปลงให้เป็น
ให้ตามเห็นตามดูอยู่ทุกวัน
แล้วมาดูสติซิของใคร
ประเดี๋ยวมีประเดี๋ยวหายใครจัดสรร
ดูกันมาดูกันไปของใครกัน
ไม่ใช่ของใครทั้งนั้นก็หยุดดู

ดูอะไรๆก็ไม่มี
ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้มีแต่รู้
ถ้าปล่อยให้มันว่างต่างไม่ดู
ทั้งตัวรู้ตัวดูก็หายไป

ไม่มีเราในคนพ้นเด็ดขาด
ไม่มีเราในธาตุขาดสูญหาย
ไม่มีเราในธรรมย่ำเกิดตาย
ไม่มีเรามาไปบนโลกเลย
มันเป็นมันจริงๆทิ้งเราได้
มันเป็นมันเกิดตายไปเฉยๆ
มันเป็นมันไม่มีเราที่กล่าวเลย
มันเป็นมันให้เสียเคยให้เป็นเรา
ทั้งมันเราก็เปล่าๆและปลี้ๆ
จึงไม่มีสิ่งใดจะให้กล่าว
หมดทุกสิ่งทุกอันทั้งมันเรา
จะต้องกล่าวไปใยไปนิพพาน
มันไม่มีอะไรจะให้กล่าว
มีแต่เรื่องเปล่าๆในโลกนี้
ถ้าใครติดใครงงหลงว่ามี
ก็เป็นเรื่องที่มีไปเกิดตาย
แม้แต่เรื่องไม่มีนี้ก็ติด
หมดสิทธิ์ที่จะไปนิพพานได้
จะต้องทิ้งให้หลุดหยุดที่ใจ
แล้วก็ทิ้งสุดท้ายใจไม่มี

***********


บรรณานุกรม
สูตร เว่ยหล่าง พุทธทาสภิกขุ (ผู้แปล)
คำสอน ฮวงโป พุทธทาสภิกขุ (ผู้แปล)
เริงร่ำฉ่ำเดือนฉาย เขมานันทะ (ผู้แต่ง)


**********



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2554 20:55:29 น. 0 comments
Counter : 696 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
5 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.