เจ๊าะแจ๊ะเอ็ฟเฟ็คท์--ปฏิกริยาความโกลาหล บนความไม่เที่ยง

--นับตั้งแต่ได้โพสบทความทางธรรมมะนิกายเซ็น ลงบนบล็อก และพันทิพย์ ปรากฏว่า เกิดความงุงิ หงุดหงิด ไม่เข้าใจ เจ๊าะแจ๊ะ จี๊ดจ๊าด เกิดขึ้นอย่างโกลาหลมากทีเดียว ซึ่งทางพุทธ ก็ต้องบอกว่า สิ่งต่างๆนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เดี๋ยวก็ดับไป ตามธรรมชาติธรรมดา และธรรมฃาติของสังคมไทย(ยิงเสื้อแดงไม่เป็นไร-ห้ามยิงเสื้อเหลืองเด็ดขาด-เดี๋ยวมันจะด่าเอา) คือมันยากที่จะบอกเป็นคำพูดได้ จะว่า งุงิ ซะงั้น เซ้งเป็ด เจ๊าะแจ๊ะ ก็ไม่ใช่ มันอยู่กึ่งๆ ประมาณนี้น่ะครับ เหมือนทฤษฏีโกลาหล-เคออส-ก็ไม่เชิง จึงขอบัญญัติศัพท์ว่า "เจ๊ะแจ๊ะเอฟเฟ็ค" แปลว่า ปฏิกิริยาการปะทะสัมพันธฺ์แบบขัดใจกรู--แต่ไม่ทรมาณใจแม่--สรุปง่ายๆก็คือ อาจจะเป็นการดัดจริด(ตอแหล) -การเหน็บแนมของผู้เขียนซะเอง(ตอแหลเหมือนกันนะเนี่ย)

--ความจริงบทความเขาก็มีครบ ทั้ง ความขบขัน ข้อสรุปจากการปฏิบัติ

-----------------------จากกระทู้พันทิพย์)------------------------------

เชิญอ่านเซ็นสยาม-ธรรมมะรายวัน--ทางลัดตรงสู่ความหลุดพ้น

เนื่องจากพี่สาวของกระผม ผู้ไม่เคยเชื่อในกฏแห่งกรรมหรือนรก-สวรรค์อะไรทั้งสิ้น(เพราะเราเรียนมาทาง วิทยาศาสตร์ครับ)ตอนนี้ได้พัฒนาแล้ว( เป็นครูสอนสมาธิ -โยคะ และช่วยงานสมาคมพุทธศาสนาที่พุทธมณฑล) และได้ส่งบทความมาให้ และด้วยความยาวที่มากมาย และเป็นข้อสอนใจดี ที่ไม่เคยอ่้านมาก่อน ผมจึงได้ลงไว้ในบล็อกผมเอง ทำได้ 3 บล็อกแล้ว ทำทั้งคืนอาจจะบังไม่หมดครับ โปรดติดตามอ่านไปเรื่อยๆ และถ้าจะนำไปลงที่อื่น
หรือตีพิมพ์ ให้บอกมาทางผม หรือหลังไมค์ เพื่อจะขออนุญาตไปทางท่านเจ้าของบทความ ซึ่ง เขียนออกมาได้แบบ เป็นแก่นธรรมที่ไม่เครียด เข้าใจได้ง่าย
---บุญที่เกิดขึ้น ก็ขอให้เป็นของผู้เขียนและผู้อ่าน ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดครับ ขอแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอ
----------------------------------------------------------
เจดดา

ตอน นี้พี่หันมาฝึกแนวเซ็นประกอบไปกับการเจริญสติแนวพุทธ ได้ความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก จึงส่งหนังสือของอาจารย์ที่สอน เป็นฆราวาส อยู่สระบุรี มาให้อ่าน ตอนนี้ท่านชรามากแล้ว อายุ 80 ปี แต่ท่านมีเมตตาสูงมาก เมื่อไปพบท่านจะได้รับแต่พลังแห่งความเมตตาและความว่าง

ฝากโพสต์ในอินเตอร์เน็ตด้วยนะ
pc
--------------------------------------------------------------------------
ภาคที่ ๓ ธรรมะรายวัน
ธรรมะรายวัน (๑)
๑) คนทั้งหลายไม่กล้าที่จะทำความรู้สึกว่า ตนไม่มีจิตของตน เขากลัวว่าจะตกลงไปสู่ความว่าง ไม่มีอะไรจะเกาะยึดเหนี่ยวไว้
๒) คนบนโลกนี้มีแต่คนเมา เมากันหลายรูปแบบ เหล้ายา เงินทอง ความรัก แม้แต่ธรรมก็ยังเมากันเลย เมาอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับไม่รู้ว่าตัวกำลังเมาความเมาอยู่
๓) ท่านผู้ใดใจคด ก็จะคดอยู่เป็นประจำ ท่านผู้ใดใจตรง ก็จะตรงเสมอ แต่ท่านผู้ใด “ไม่มีใจ” สบายจัง
๔) ในแต่ละวันที่ผ่านไป ทุกคนควรปฏิบัติไม่เห็นแก่ตัวตลอดเวลา
๕) วันนี้ฟ้าใส เดือนหงายจ้า ท่านที่มีใจขุ่นมัวมืดมนหม่นหมองอยู่ จงออกมายืนดูฟ้าสดใสแล้วทิ้งใจดวงมืดมนเสียท่านก็จะเห็นโลกสว่างจ้ากว่าดวง จันทร์เป็นไหนๆ
๖) ไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียวที่มีอยู่ ดังนั้นฝุ่นสกปรกจะจับได้ตรงไหน ถ้าใครเข้าใจความจริงหัวใจของความจริงเรื่องนี้ คงไม่ต้องพร่ำถึงความสุขชั้นเลิศอีกต่อไป
๗) นกที่บินไปในอากาศ ย่อมไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น ฉันใด คนทุกคนก็ไม่ควรทิ้งร่องรอยแห่งความเป็นคนไว้บนโลกอีก ฉันนั้น ยมบาลตามหาไม่พบแน่
๘) รถที่วิ่งได้เร็วเกินกำหนดไม่ควรนำเอามาใช้ ไฟถ้าควบคุมไม่อยู่ไม่ควรเอามาใช้ คนที่วิ่งเร็วเกินคนตัวเขาหายไปเลย ควรเอาไปบูชา
๙) การหนีจากกระท่อมโรงนามาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ บอกมีความสุขนั้น หลายคนเข้าใจเช่นนี้ แต่ผู้ที่ไม่มีจิตของเขา อยู่ตรงไหนก็หลับสบายทั้งนั้น
ธรรมะรายวัน (๒)
แผนที่คือทางไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ การเรียนและปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เพื่อไปให้ถึงนิพพานในนิพพาน ไม่มีคิด นึก รู้สึก สติ พูดเอาไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมายแล้วควรทิ้งทางเสีย ทั้งๆ ที่ไม่มีทางที่จะทิ้ง เป็นแต่มายาเท่านั้น

ธรรมะรายวัน (๓)
เมื่อรถออกวิ่ง ล้อจะหมุนไปตามแรงของเครื่องยนต์ยางรถก็จะสึกไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ต้องพัง ฉันใด คนก็ฉันนั้น แก่ลงๆ แล้วก็พังไปเกิดใหม่ตามกรรมที่ทำดีทำชั่วเป็นวัฎฏะ เพราะเป็นธรรมเท่านั้น
คนส่วนมากย่อมไม่รู้ เหตุธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลมาจากเหตุ เหตุดีเหตุชั่ว ควรดูอยู่เฉยๆ แล้วเหตุจะหมดไปเอง ไม่ไปยึดเสียเท่านั้น เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง

------------------------------ตัวอย่างบทความ-------------------------

จากคุณ : jesdath
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 16:36:17
ถูกใจ : trialuck


ความคิดเห็นที่ 1
chandayot@yahoo.com ครับ (อี-แมวของผม)

พายเรือบนบก
เช้าวันหนึ่ง พระลูกศิษย์กลับจากบิณฑบาตทางเรือ เอาของออกจากเรือแล้ว ลูกศิษย์วัดก็ช่วยกันยกเรือขึ้นจากน้ำเอามาวางไว้บนตลิ่ง พอเด็กกลับไปแล้ว อาจารย์ใหญ่ก็ลงมา และลงไปนั่งในเรือ เอาพายๆ เรือเป็นการใหญ่
“เกิดอะไรขึ้นหรือ จึงทำอะไรแปลกๆ อย่างนั้นท่านอาจารย์”
“ทีท่านยังพายเรือในน้ำได้ ผมพายเรือบนบกจะเป็นไรไปเล่า”
“แล้วจะได้อะไรล่ะอาจารย์” ลูกศิษย์ถาม
“อาจารย์จะถามบ้างนะ แล้วทีท่านพายทุกวันๆ ท่านได้อะไรบ้างล่ะ”
พระลูกศิษย์ยืนนิ่งอยู่นานพอสมควร ไม่มีเสียงใดๆ ออกจากปากพระลูกศิษย์อีกเลยได้แต่อุ้มอาจารย์ใหญ่ไปบนกุฏิ แล้วกราบอาจารย์เป็นหลายหน ก่อนจะแยกไปกุฏิของท่าน
“อาจารย์ครับ ผมไม่ได้พายเรือจริงๆ ด้วย”
อาจารย์ยิ้มให้นิดเดียว

-----------ทั้งหมดอาจจะ สี่แสน หรือสองล้านตัวอักษรก็ไม่รู้ จึงต้องลงเป็นบล็อกไว้ครับ------เพื่อความสะดวกของผู้อ่านทั้งสิ้นครับโปรด เข้าใจด้วยนาครับ)

จากคุณ : jesdath
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 16:39:14

ความคิดเห็นที่ 2 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน
ด้วยความเคารพ จขกท.
งง ครับ กระทู้นี้ต้องการสื่ออะไรครับ
ปล.อ่าน 2 รอบแล้วก็ยัง งง T_T

จากคุณ : Stive Joke
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 18:43:07

ความคิดเห็นที่ 3
เชิญอ่านเซ็นสยาม-ธรรมมะรายวัน--ทางลัดตรงสู่ความหลุดพ้น
น่าจะ หมายความว่า
(๑)
ธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ตามที่พระเถระครั้งปฐมสังคายนารักษามา จนเกิด พุทธศาสนา แบบ "เซ็น (คือ ฌาน คนจีน ออกเสียงเป็น เซ็น)"

(๒)
กระทู้นี้ เสนอ "ใหม่"
เสนอใน คำว่า "เซ็นสยาม" (แปลว่า เซ็นแบบ สยามเมืองยิ้ม คือ ไทย)
และ เสนอ (โดย ตอนนี้พี่หันมาฝึกแนวเซ็นประกอบไปกับการเจริญสติแนว พุทธ ได้ความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก จึงส่งหนังสือของอาจารย์ที่สอน เป็นฆราวาส อยู่สระบุรี มาให้อ่าน ตอนนี้ท่านชรามากแล้ว อายุ 80 ปี แต่ท่านมีเมตตาสูงมาก เมื่อไปพบท่านจะได้รับแต่พลังแห่งความเมตตาและความว่าง)
แบบ "รายวัน"
คือ ติดต่อไปเรื่อยๆ (ดังข้อความ -- เมื่อรถออกวิ่ง ล้อจะหมุนไปตามแรงของเครื่องยนต์ยางรถก็จะสึกไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ต้องพัง ฉันใด คนก็ฉันนั้น แก่ลงๆ แล้วก็พังไปเกิดใหม่ตามกรรมที่ทำดีทำชั่วเป็นวัฎฏะ เพราะเป็นธรรมเท่านั้น
คนส่วนมากย่อมไม่รู้ เหตุธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลมาจากเหตุ เหตุดีเหตุชั่ว ควรดูอยู่เฉยๆ แล้วเหตุจะหมดไปเอง ไม่ไปยึดเสียเท่านั้น เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง)

สาระั หรือ Key word ได้แก่ คำว่า "ความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง"

ข้อความที่ น่าจะขัดแย้งกันเอง คือ คำว่า
------- เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง ตกลง
"เหตุ คือ" ?????" ตาม เนื้อความแห่งกระทู้
ซึ่ง เหตุนั้น มันมี "อาการ" คือ "จะไหลไปกับความว่าง"
ก็อะไร? ที่จะ ไหลไปกับ ความว่าง ? -- ตาม เนื้อความแห่งกระทู้
ส่วน ความว่าง คือ เรา
----ว่าง แบบ ยังมี อวิชชา + ทิฏฐิ แบบ เซ็นสยาม ตามที่เสนอ

หรือ ว่าง แบบ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
---- เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต สิ้นอาสวะแล้ว รู้ชัดว่า ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความเกิดแห่งอายตนะหก ที่อาศัย กายนี้เท่านั้น เพราะมี ชีวิตเป็นปัจจัย

คือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง คือ ผู้ว่างแบบ ยังมี อวิชชา + ทิฏฐิแบบที่ เซนสยามเสนอ ตาม กระทู้นี้

หรือว่า
ไม่ มี ผู้ว่างอยู่แล้ว มีแต่ "ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว ตามที่ตรัส (ที่ ว่างจาก อาสวะแล้ว) + รู้ชัด สิ่งที่มีอยู่นี้ มีอยู่ (ไม่มี ผู้รู้ด้วย)
ผมอ่าน กระทู้นี้ สรุป ได้ ดังข้างบน

แล้ว ผม ก็ เดาว่า

ที่เสนอ " ------- เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง ----- นั้น

ผู้ กล่าวข้อความนี้ ยังมี อวิชชา ยัง ไม่ลุถึง --- ---- เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต สิ้นอาสวะแล้ว รู้ชัดว่า ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความเกิดแห่งอายตนะหก ที่อาศัย กายนี้เท่านั้น เพราะมี ชีวิตเป็นปัจจัย + รู้ชัด สิ่งที่มีอยู่นี้ มีอยู่ (ไม่มี ผู้รู้ด้วย)
ทำไม จึงสรุปเช่นที่สรุป
เพราะ คำที่เสนอว่า "เพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้วนั่นเอง "

ความ ว่าง ที่แท้จริงคือ --- ไม่มี ผู้ว่างอยู่แล้ว มีแต่ "ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว ตามที่ตรัส (ที่ ว่างจาก อาสวะแล้ว) + รู้ชัด สิ่งที่มีอยู่นี้ มีอยู่ ครับ (-- ตาม พระพุทธวจนะจูฬสุญญตาสูตร สำนวนแปลใดนั้น พิจารณาเอง)

หมายเหตุ ๑
ความว่าง แบบ -- ความว่าง ที่แท้จริงคือ --- ไม่มี ผู้ว่างอยู่แล้ว มีแต่ "ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว ตามที่ตรัส (ที่ ว่างจาก อาสวะแล้ว) + รู้ชัด สิ่งที่มีอยู่นี้ มีอยู่

นี้คือ แบบ เซนเถรวาทปฐมสังคายนานิยม (คือ เซนแบบป่า + ต้นไม้ คือ จูฬสุญญตาสูตร)

เสนอให้ เทียบกับ ว่างแบบ เซนสยาม

เพราะ พระบรมศาสดายังทรงยังอยู่

หมายเหตุ ๒

อนัตตา ตามที่ตรัสว่า ธรรมทั้งปวง อนัตตา นั้น
แม้น ความว่าง ก็ยัง อนัตตา

นั่น คือ - ความว่าง ที่แท้จริงคือ --- ไม่มี ผู้ว่างอยู่แล้ว มีแต่ "ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว ตามที่ตรัส (ที่ ว่างจาก อาสวะแล้ว) + รู้ชัด สิ่งที่มีอยู่นี้ มีอยู่ = ธรรมทั้งปวง อนัตตา = ไม่มี ผู้รู้ ไม่ว่า จะคือ จิตที่บริสุทธิ์ ฯ

จากคุณ : เซนเถรวาทปฐมสังคายนานิยม
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 19:47:28

ความคิดเห็นที่ 4 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เป็นหัวข้อของท่านที่เจริญสติทางเซ็นอยู่แล้วครับ ผมก็ถ่ายทอดตามที่มีมา ไม่ได้เขียนขึ้นมาเองครับ
------------ธรรมมะรายวัน ก็คงจะเป็นข้อธรรมมะที่ท่านได้วิเคราะห์ในแต่ละวัน หรือเกิดจากชีวิตประจำวันนั่นเอง
---เนื่องจากข้าพเจ้าอาจมีภูมิธรรมน้อย บางบทความเป็นทั้งสาระ ธรรมมะ และอารมณ์ขัน
ซึ่งบางท่านยังไม่อาจจะแยกแยะได้
---พึงหมั่นเช็ดถูกระจก คือจิตใจ(ไม่ให้ฝุ่นจับ) ต้นโพธิ์จะงอกงาม
ท่านเว่ยหล่างได้ฟังก็บอกว่า "ไม่มีทั้งกระจกและต้นโพธิ์ แล้วฝุ่นจะลงจับอะไร"
---คำ ประโยคนี้เขาตีความกันเป็นปีๆ เจ้าของเรื่องในบล็อกนั้นก็บรรลุธรรมมาไม่น้อยกว่า 40 ปี แล้วท่านๆอ่าน 5 นาที--แล้วเข้าใจ ก็แสดงว่าท่านเก่งกว่าอาจารย์คนนี้เสียอีกครับ

---ถ้าเข้าใจง่ายก็ไม่ใช่เซ็น เข้าใจยากก็ไม่ใช่เซ็น นะครับ ดังในบทความกล่าวมาแล้ว

--เซ็นสยาม เพราะท่านนี้ก็ไม่ได้นั่งลอก ก๊อปปี้ เพสท์ ของใครมาทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นองค์ความรู้ของไทยล้วนๆ

(เพื่อความสะดวกของผู้อ่านทั้งสิ้นครับ โปรดเข้าใจด้วยนาครับ)
---บางท่านอาจไม่มี นา อาจ มี ไร่ สวน หรือ มีแต่ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ก็สามารถเข้าใจได้ครับ
----- มีเด็กสาวคนหนึ่ง(จบ แค่ ม.2 เลยอยู่ว่างๆ)นั่งอ่านอ่านปรัชญาเซ้น ที่ว่า "สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แต่หนึ่งนั้นมิใช่หนึ่ง หนึ่งนัั้นคืออะไร" เธอนั่งท่องแบบงงๆ เพราะสงสัยมากๆ ทั้งก่อนนอน ทั้งยามตื่น จนมีวันนึง เกิดความรู้สว่างโพลงขึ้นมาในจิตใจ รู้หมดทั้งว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ข้อธรรมมอะไร โดยไม่ต้องไปอ่านพระไตรปิฏก ปัจจุบัน เธอบวชชีอย่ที่จ.เชียงราย(แถววัดศรีทรายมูล) ด้วยความไม่อยากมากเรื่องกับวัดต่างๆ ญาติของเธอก็ปลูกบ้านให้อยู่ลำพัง แม่ชีเธอเขียนหนังสือธรรมมะ และได้รางวัลจากยูเนสโกด้วย)

-----ยก ตัวอย่างให้แล้วนะครับ สามารถปฏิบัติได้ สำเร็จได้จริงครับ ที่ผมบรรยายให้ เพราะผมก็ไม่รู้จริง บางคน ก็ส่งเสียง อ๋อ ก็แปลว่า "ไม่รู้"ครับ คนที่เข้าใจเขาจะไม่ส่งเสียงอะไรออกมาเลย

---ผมถามพระรูปหนึ่งว่า "น้ำไหลนิ่ง" หมายถึงอะไร สื่ออะไร ท่านบอกว่า จงใจให้เขียนออกมา มีความขัดแย้งกัน เพื่อให้ผู้ฟังพ้นจากสมมุติบัญญัติ และอาจบรรลุธรรมได้ ( ไม่หนี ไม่อยู่ ไม่สู้ ไม่ถอย แปลว่าอะไรเหรอครับ--ทำนองเดียวกัน)

--มี แจกันหนึ่งใบ มีผู้เถียงกันไม่หยุด คนหนึ่งว่า มันคือแจกัน อีกคนว่ามันเป็นธาตุดิน แจกัน ก็คือ สมมุติบัญญัติของมัน ส่วนปรมัตถ์สัจจะของมันคือธาตุดิน คือถูกทั้งคู่ หรือผิดทั้งคู่
--จะ ว่าไป มันก็คือกลุ่มของอะตอม ซึ่งจริงๆแล้ว อะตอมก็คือสภาพหนึ่งของคลื่นพลังงาน คลื่นก็คือการกระเพื่อมของ"ความว่างเปล่า" (คลื่นน้ำ คือเรียกการกระเพื่อมของน้ำ แต่คลื่นก็ไม่ใช่น้ำ) สรุปแล้วมันก็คือความว่าง ว่างจากอัตตา และว่างทางวัตถุ ในเมื่อมีชายสองคน เอาอัตตาเข้าไปจับ มันก็เลยเป็นเรื่องเถียงกันไม่รู้จบ ครับผม

----ขอแนะนำว่าให้ไปอ่านบทความในบล็อกของผมก่อน จึงจะเข้าใจครับ ธรรมมะไม่ใช่งู ไม่มีอันตรายหรอกครับ

---ตามหลักของเซ็น ยิ่งอธิบายก็จะยิ่งงง เอวังจึงมีด้วยประการฉะนี้และผมไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความครับ แหะๆ
จากคุณ : jesdath
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 20:28:14


ความคิดเห็นที่ 5
.......ด้วยความเคารพ
พอจะจับใจความได้ พอหาย งง นิดหน่อย
เป็นการเสนอธรรมะแนวพุทธ แต่ใช้สำนวนปรัชญาในการนำเสนอแบบเซ็น
ก็เลยทำให้ผมที่คุ้นเคยสำนวนเทศนาแบบไทยเดิมๆ เข้าใจยากสักหน่อย

...ขอเสริมนิดหนึ่งน่าจะยกชาดกหรือนิทานขึ้นมารองรับแนวคิดด้วยน่าจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ

พระพุทธองค์เวลาแสดงธรรมหรือพุทธภาษิต บางครั้งพระองค์ยังต้องยกชาดกขึ้นมาเพื่ออธิบายให้สาวกเข้าใจง่ายเลยครับ

ปล.จะพยายามติดตามผลงานครับ น่าสนใจแนวคิด

จากคุณ : Stive Joke
เขียนเมื่อ : 5 ก.พ. 54 21:05:03

ความคิดเห็นที่ 6
จาก คห ที่ 4

ดี ที่ นำมาให้ อ่าน ครับ
แล้ว จขกท อ่าน และทำความเข้าใจ บ้าง หรือไม่ ครับ
จึง เขียน คห ที่ 4 เช่นนี้ ออกมา ครับ
จากคุณ : a235
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 54 07:34:17

ความคิดเห็นที่ 7
--คนเราประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีจิต แม้แต่จิตก็ไม่ใช่อีัตตา ไม่ใช่ตัวกรูของกรู ผมก้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดคำสอน ไม่ใช่อาจารย์ท่านนั้น เป็นเด็กอนุบาลในทางธรรมเหมือนกับคนทั่วไป การอธิบายนั้น ก้เป็นการขยาย จับข้อความ ยกตัวอย่าง เท่าที่สติปัญญาของผมพอจะทำได้ เพราะผุ้รู้ย่อมไม่พูด แต่เมื่อไม่พูด ก็ไม่รู้เรื่องกัน ถ้าเราได้คบกันไปนานๆ ก็อาจจะเห็นว่าผมเป็นคนอ่อนโยน และจริงใจ ไม่ได้เหหมือนตัวหนังสือสักนิดเดียว แต่บางครั้ง บางโอกาส ไม่พร้อมที่จะอธิบายให้นานๆ มากๆได้ ถ้อยคำเอง ก็ไม่อาจถ่ายทอดความรุ้สึกได้มากนัก

---ขอ อาจเอื้อมยกตัวอย่าง ท่านพุทธทาสท่านว่า"การศึกษาตามแบบฝรั่ง คือการศึกษาแบบ"หมาหางด้วน" ก็ไม่มีใครโจมตีท่าน หรือว่าท่านพูดไม่ดี ทางวงการศึกษานิ่งเงียบ ท่านว่า "ตัวกรูของกรู" ก้ไม่มีใครว่าท่านหยาบ มีคนไปกราบท่าน ท่านก็ชี้บอกว่า "กราบหมาตัวนี้ก็เหมือนกัน" ก็ไม่มีใครโกรธท่าน เพราะท่านได้เข้าสู่กาารหลุดพ้นอย่างหนึ่ง ในรูปแบบที่เราไม่เคยชิน ไม่รู้จักเลยก็ว่างั้น ในเมื่อเราพูด ทำ ศึกษากันแบบ หินยาย แต่ท่านไปแบบมหายาน-แบบเซ็น มันเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนไฟฟ้าจากไฟบ้าน กับแบคเตอรี่ กระแสตรง-กระแสสลับ มันก้ไฟฟ้าเหมิอนกัน แต่เป็นคนละแบบที่ต่างกัน อาจารย์ท่านนั้นก้ไดศึกษามาตามรูปแบบของหินยานปัจจุบัน เช่นพุทโธ ยุบหนอพองหนอ ถึงขั้นบวชเลย แต่ก็ไม่ก้าวหน้าจนกระทั่งท่านหยุด และหันมาทางแบบเซ็น ซึ่งพบว่าสารถบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว แค่จะเป็นขั้นใดนั้น ทางมหายานไม่ยึดติด และไม่ถือว่าเป็นการบรรลุด้วยซ้ำไป เพียงแต่เป็นการเข้าไปถึงธรรมชาติบางอย่างของจิตของผู้ใดก้ไม่รู้ ซึ่งจะไม่นำมาอวดกัน---ดังพระเกจิท่านพบหน้ากัน ก้มองหน้ากันแล้วยิ้มๆ ท่านก็เข้าใจกันแล้ว-(คุยกันแล้วทางจิต)

-----เมื่อ ท่านพบอาจารย์เซ็น ถ้าเราถาม บางครั้งท่านก็คุย บางครั้งตะโกนใส่หน้าเรา บางครั้งก็ด่าพ่อแม่เรา หรือบางครั้งก็ไม่พูดเลย แต่ตีหัวเราเปรี้ยง เพราะแต่ละครั้ง ทานรู้ว่า ทำอย่างไร จะกระชากอัตตาเราิ้งไปสู่จิตเดิมแท้ การหระทำหรือคำพูดที่เราไม่คาดคิด จะทำให้อัตตาแตกสลาย จิตวิญยาณก้เข้าเป็นอันเดียวกับจิตเดิมแท้(ตีหัวด้วยความเมตตา)เราเองจะไป ตัดสินผู้ที่บรรลุธรรมได้อย่างไร (เคยคบนักธุรกิจผู้หนึ่ง ประมาณ 10 ปี เค้าทำแบบนี้แหละครับกับผม ตีๆด่าๆ แต่เพื่อให้ผมละความพยาบาท ที่มีต่อพ่อชองผมเอง และเขามีอำนาจหยั่งรู้ใยใขคน เรียนมาทางกังฟู แต่ก็ลึกซึ้งในธรรมมมะด้วย)

---ผมก้ไม่รู้ว่า คุยกับใคร เพราะ ดินน้ำลมไฟ ก้ไม่ใช่อัตตา จิต วิญญาณ ก้ไม่ใช่ตัวตน ก้เป็นอันว่า ความคิดหนึ่งได้พบกับอีกความคิดหนึ่ง และมีอีกหลายความคิดกำลังดูอยู่ ซึ่ง ผม(ความคิดนี้)เองก้ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ผู้ใด นอกจากการแนะนำไปสู่การละอัตตา มุ่งครงสู่ความหลุดพ้น ถ้าได้ใน 5 นาทีละก็ เยี่ยมที่สุดครับ ที่พวกพี่ๆเขาไปกัน มีคนเห็นรูปนามได้เยอะ(แยกกายกับจิต(ความรู้สึก)ได้) ถึงกับบรรลุธรรมก็มี บางคนก้เป็นคนต่างชาติ อายเค้าไหม รีบๆปฏิบัติกันเถอะครับท่านผู้้อ่านครับ

แก้ไขเมื่อ 06 ก.พ. 54 14:40:38

จากคุณ : jesdath
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 54 14:25:51

ความคิดเห็นที่ 8

----ปฏิบัติได้ผลเร็ว เคลมเร็ว---เอ๊ย. .ทำแล้วได้ผล เลยขน มาให้อ่าน-------
---------------------------------------------------------------------------------
เมื่อวินาทีนั้นมาถึง
นอ.กฤษณ์ บุญเอี่ยม
ต้น ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เช้าวันหนึ่งหลังจากวิ่งออกกำลังกายแล้วผมก็จับไม้กอล์ฟมาที่สนามไดรฟ์ของ สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง สติอยู่กับผู้รู้เป็นปกติ ขณะที่ยกไม้กอล์ฟขึ้นจะตีทันใดนั้นเองก็เหมือนมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเข้ามาที่ ตัวผม...ตัวชาไปทั่วตั้งแต่ศีรษะ มือ ลำตัว ขา จรดปลายเท้า เหมือนมีอะไรสักอย่างมันถูกลอกออกมา เสมือนการลอกคราบของงูแล้วสลัดทิ้ง...เปรี้ยงเดียวทิ้งลงดินประมาณนั้น แต่มันเป็นแบบเฉียบพลันเร็วยิ่งกว่าชั่วกระพริบตา ความคิดความอ่านหรือความรู้สึกบางอย่างมันพลิกไปโดยสิ้นเชิง...ตัวผมเหมือน เป็นอะไรไม่รู้ มันเบาไปหมด กายและใจของผมเหมือนไม่ใช่ของผม...มันเป็นอะไรสักอย่างที่ตั้งอยู่บนความ ว่าง เหมือนกับว่าเห็นทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกวางบนความว่าง ผมหมดความอยากตีกอล์ฟแบบขาดสะบั้นกันไปเลย...ตั้งแต่นั้นมากีฬาอื่นๆ ที่เล่นแล้วเอาชนะกัน ผมเลิกเล่น ปิงปองที่เคยชอบก็หมดอารมณ์ตี แรก ๆ ผมลองกลับมาตีปิงปองพบว่ามันเฉย ไม่อยากเอาชนะคู่ต่อสู้ แม้แต่ความอยากที่จะให้ลูกมันลงโต๊ะเข้าเป้าตามที่ต้องการก็ไม่ มี...ปรากฏการณ์นั้นผมไม่ได้ใส่ใจมัน แล้วก็แล้วไปไม่ไปสนใจด้วยว่าเขาเรียกว่าอะไร เป็นอะไร รู้สึกเพียงว่าอะไรก็ได้ช่างหัวมัน แต่มันก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนมุมมอง เข้าใจกระแสโลกมากขึ้น ...เข้าใจความว่างของท่านอาจารย์พุทธทาสชัดเจน ซาบซึ้ง ผมปรับมาเล่นกีฬาที่ไม่ต้องแข่งกับใครทุกเย็นก็ไปว่ายน้ำกับเพื่อนที่สปอร์ต คลับของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา...จากนั้นมาชีวิตมันเบาขึ้นอย่างประหลาด ความโกรธที่เคยแรงมันก็แค่แว้บเดียวแล้วหายเลย ไม่มีให้คั่งค้างอาฆาตแล้วแปรเป็นความพยาบาทเหมือนแต่ก่อน ความอยากได้ใคร่ดีอะไรต่างๆ เบาบางลงมากแทบจะไม่รู้สึก....สติสัมปชัญญะมันว่องไวรู้เท่าทันอารมณ์เร็ว มาก แล้วมันก็วางของมันเองเข้าทำนองฟันฉับดับขาดในพริบตา…
*************

เมื่อวินาทีนั้นมาถึง
ป้าจิ๋ม (พวงพันธ์ ทรัพย์สมบูรณ์)
วัน หนึ่งของปีพ.ศ. ๒๕๔๓ ผู้เขียนนั่งฟังคุณกฤษณ์อธิบายธรรมะแล้วน้ำตาไหลออกมาด้วยความซาบซึ้ง ร้อง “อ๋อ” อยู่ในจิตในใจ ใจเขาเริ่มแจ่มแจ้งว่าที่พวกเราฝึกจิตทุกวันนี้ มันไม่มีอะไรที่จะให้เราเป็น แรกๆที่ผู้เขียนฝึกภาวนาจะมีความอยาก อยากได้สภาวะสูงๆ แต่ตอนนี้ เปรียบเสมือนถึงจุดที่รู้แล้วว่า มันไม่มีอะไรให้เอา ให้เป็น มันเป็นสมมุติทั้งนั้น เมื่อถึงเวลานั้น จิตเขาต้องรู้ของเขาเอง จะเอาความคิดไปสั่งไม่ได้ เมื่อเห็นประจักษ์แจ้งแล้ว จิตจะทนดูอยู่ไม่ได้ เขาจึงจะวางของเขาเอง
ผู้ เขียนได้เข้าถึงสภาวะที่ตัวเห็นมันเด่นชัดขึ้น เห็นความว่างอยู่รอบตัว แม้กระทั่งขยับกาย กระพริบตา และอิริยาบถต่างๆ เป็นการเห็นโดยไม่ตั้งใจเห็น เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความว่างมันอยู่ทุกที่ ถ้าพวกเราพร้อมที่จะก้าวเข้าไปอยู่ แต่นั่นหมายถึง เราต้องวางทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจะรู้ถึงความเป็นอิสระของจิตใจ ซึ่งทำได้ยาก เพราะยังมีกระแสโลกดึงอยู่ แต่คิดว่าคงไม่เกินความสามารถของเราถ้าได้ ฝึกจิตไปเรื่อยๆ การเข้าถึงสภาวะที่ตัวเห็นมันเด่นชัดขึ้น ทำให้รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว ไม่อยากได้ ไม่อยากมี อยากอยู่เฉยๆ โชคดีที่มีคุณกฤษณ์คอยช่วยชี้แนะ ไม่งั้นคงแย่
จึงขอเตือนพื่อนนัก ปฏิบัติทุกคนว่า เมื่อถึงสภาวะนี้แล้ว ไม่ต้องตกใจ หรือท้อแท้ ให้มีสติมากๆ อย่าไหลไปตามมัน ให้มองเฉยๆ เห็นเฉยๆให้มากๆ เวลานี้ ผู้เขียนได้มามองอยู่อย่างเป็นกลางๆอย่างมีสติ ให้ท่านรู้ไว้ว่ายิ่งจิตมันก้าวไปไกลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องมีสติให้มากขึ้นเท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นการพัฒนาจิตไปเรื่อยๆ หนทางข้างหน้านั้น ไม่มีอะไรให้เราต้องเอาเลย ไม่มีจริงๆ จากนี้ไป ขอให้ทุกคนจงก้าวเข้าสู่ อิสระของจิตใจ ซึ่งเป็นความว่างเหนือกระแสโลก
รู้ธรรม - ละธรรม – ให้ธรรม – ลุธรรม......
รู้ละ-รู้วาง-รู้ว่าง-รู้ศูนย์ หรือสักแต่ว่า.....
**************

-----ลืมไป แถมอีกนิดหนึ่ง หลวงพ่อเทียนท่านก้บรรลุในรูปแบบคล้ายกันกับท่านกฤษณ์
และหลวงพ่อท่านบรรลุ ตอนท่านเป็นฆราวาสนะครับ ------ ทุกคนทำได้ ง่ายจัง
-----บาง ท่านบอก "ยิ่งอยากได้ยิ่งไม่ได้" ถ้าท่านอยากมีหูทพย์ ตาทิพย์รู้จิตใจคน รู้ผลลอตเตอรี่ ท่านจะไม่ได้อะไร แม้จะนั่งสมาธิ 10-20ปีก้ตาม เพราะความอยากนั้นเป็นอุปสรรดต่อการปฏิบัติเสียเอง กิเลสบดบังปัญญานะครับ
---ผม รีบโพสหลังไมค์ไปหาเพื่อนๆทุกคน ขอโทษด้วยที่รบกวนนะ แต่มีของดีต้องรีบบอกกัน (นานๆที จึงจะมีงาช้างงอกเงยในปากสุนัขอย่างผมครับ 555)

จากคุณ : jesdath
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 54 14:48:57
----------------------------------------------------------------------------
(ตอบข้อถามเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าไร้คาเฟอีน ผิดศีลมั้ยนี่)

กาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน
คนดื่มคิดว่ามันเป็นกาแฟรึเปล่าละครับ?
... ถ้าสูบเพราะต้องการใช้ช่วยเลิกบุหรี่
มันก็คือเครื่องช่วยเลิกบุหรี่
แต่ถ้าสูบเพราะมันคือบุหรี่ มันก็คือมันนะแหละ แง่บๆ

จากคุณ : itoursab
เขียนเมื่อ : 6 ก.พ. 54 10:29:37

ความคิดเห็นที่ 3
เสพติดอินเตอร์เน็ต ----หมอบอกมีผลร้ายพอควร
เสพติดละครทีวี --- แย่เหมือนกัน
ติดหนังชุด จีน เกาหลี ญี่ปุ่น
ติดนักร้อง คล้องพวงมาลัย
ติดเหล้า ยาเสพติด การพนัน มันดีตรงไหน
---อยู่ให้เป็นลิ้นงูในปากงู อยู่ในโลก แค่ไม่โดนพิษของโลก---
(ถ้อยคำของท่านพุทธทาส)

จากคุณ : jesdath




Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2554 15:21:49 น. 0 comments
Counter : 728 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
5 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.