หลุดพ้นแบบฉับพลัน ภาค8 --หลวงพ่อแช่มจอมทัพรบกิเลส-4

หลอกอยู่ได้

ปฏิบัติธรรมย่ำมานานผ่านทางนี้
ดูดีดีไม่ยากฝากบอกท่าน
ความพอใจไม่พอใจไม่สำคัญ
ถ้ารู้ว่าเหตุของมันสัญญาเดิม
สัญญาอดีตปัจจุบันนั้นไม่หาย
เกิดดับกลับไปเป็นฝ่ายเสริม
สังขารปรุงเพราะวิญญาณมันต่อเติม
ก็จิตเดิมเขาว่างอย่างนิพพาน
เพราะไม่รู้จึงไม่ดูที่ตัวจิต
ถูกหรือผิดจิตติดต่อก่อประสาน
จิตคือจิต, สัญญา เวทนา และวิญญาณ
รวมสังขารไม่ใช่เราถ้าเฝ้าดู
ทุกสิ่งอย่างเขาเป็นเช่นนั้นหนา
ที่เกิดมาไม่ใช่เราแต่กล่าวตู่
หลงดินน้ำไฟลมว่ากายกู
พอท่านรู้ก็ร้องฮู้มันหลอกเรา

กตธุโร
อย่ามีเราในมัน
หากทุกคนยังเวียนวนบนขันธ์ห้า
ไม่รู้ว่ามันเป็นมันทำงานอยู่
ให้เห็นเวทนา สัญญา อย่ามีกู
อย่าวนอยู่กับมันทุกขันธ์ไป
มันทำงานของมันทุกขั้นตอน
จะนั่งนอนยืนเดินเพลินไม่ได้
ถ้ามีเราเข้าร่วมสวมเมื่อไร
ตกนรกหมกไหม้ได้ทั้งวัน
วิญญาณกระทบพบสัญญาพาช่วย
สัญญาจำว่าสวยและสุขสันติ์
เวทนาพอใจได้ผูกพัน
วิญญาณรับพลันเหมือนเทปและเก็บจำ
ยามว่างนึกคิดอดีตสัญญา
ก็ส่งมาเวทนาเกิดปรุงซ้ำ
เวทนาพอใจในความงาม
แล้วก็ปรุงซ้ำซ้ำกันทั้งปี
จึงไม่มีตัวคนปนขันธ์ห้า
ดูไปดูมาเหลือหน้าที่
หมดตัวเราตัวมันในทันที
ประคองขันธ์ดีดีจนหมดลม
บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๐
--------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการหลวงพ่อ คงเหนื่อยหน่อยนะครับนั่งเกวียนมา
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ ก็ไม่เหนื่อยมากนักหรอก อือ ผู้คนมากมายจริง เขามาในงานกันทั้งนั้นใช่ใหม?
ผู้ใหญ่มา :ครับหลวงพ่อ คนเขาเดินชมงานกัน พากันไปไหว้พระด้วย และรอฟังผลการประกวดการเล่าถึงความสุขในชีวิตที่ผ่านมา แล้วก็จะได้ฟังหลวงพ่อเทศน์ ก่อนการตัดสินและแจกรางวัลต่อไป
ตอนเช้าและกลางวันก็มีการประกวดผู้มีความประพฤติดีประจำหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในตอนเช้าก็ได้รับแจกรางวัลไปแล้ว การประกวดควายพันธุ์ดีก็ผ่านไปแล้วตอนกลางวัน และแจกรางวัลไปแล้ว มีคนมาเชียร์มากมาย และสนุกสนานไปตามๆ กัน ผมจะขอเล่าเรื่องการประกวดผู้มีความสุขในชีวิตให้หลวงพ่อฟัง เพราะกรรมการคัดไว้รอบสุดท้าย 3 คนและให้ออกมาแสดงคือมาเล่าต่อหน้าคนฟัง และขอเสียงตัดสินจากผู้ฟังด้วย
คนแรกคือคุณมานะ เล่าว่า ตัวเขาเรียนหนังสือจบชั้นมัธยมที่จังหวัดลพบุรี ตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ปีแรกสอบตก ไม่มีชื่อประกาศในรายชื่อผู้สอบได้ทุกแขนงวิชา เขาเสียใจมากถึงกับร้องไห้อยู่ ๒ วัน พอถึงปีที่ ๒ ก็ไปสอบใหม่อีก ผลปรากฏว่าสอบไม่ผ่านอีก แต่คราวนี้เขาไม่ร้องไห้ เขายังมีใจสู้ พอถึงปี่ที่ ๓ ก็ไปสอบอีก และเลือกวิชาเดิม แต่ในวันประกาศผลเขาไม่ยอมไปดูผลสอบ เพราะคิดว่าคงจะไม่ผ่าน ปลงตกเสียแล้วถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียใจ แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็มาบอกว่าเขาสอบได้ เขาจึงไปกรุงเทพฯ ไปดูผลสอบให้แน่ใจด้วยตนเอง พอเห็นชื่อตัวเองแน่นอนแล้วเขาจึงร้องตะโกนออกมาว่า “ไชโย! ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิตวันนี้เอง” ว่าแล้วก็เดินตัวปลิวออกจากสถานที่ประกาศผลสอบ กลับไปบ้านบอกให้พ่อกับแม่ทราบด้วยความดีใจ และสุขใจยิ่ง
คนที่สอง คือ สามเณรใจสิงห์ เล่าว่า ท่านมาจากวัดท้าวอู่ทอง ต.บ้านแพรก ท่านได้เพียรปฏิบัติธรรมมาหลายปี และทำทุกรูปแบบ เพื่อหวังวิมุติธรรม ตั้งแต่การสวดมนต์ท่องบ่น สาธยายธรรม ฟังธรรม อ่านหนังสือธรรม สนทนาธรรมกับอาจารย์และพระรุ่นพี่ จนกระทั่งเดินจงกรมทำสมาธิภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ได้อดทนปฏิบัติมาจนถึง ๑๐ ปีเต็ม จนกระทั่งวันหนึ่งท่านได้พบน้าชายแวะมาเยี่ยมเยียนท่าน และเล่าเรื่องเณรกลางห้องแบบเซ็นสอนธรรมให้ฟัง พอฟังจบท่านก็ตกกระแสธรรม บรรลุธรรมละสักกายทิฏฐิได้ทันที เป็นครั้งแรกในชีวิตน้ำตาท่านใหลออกมาโดยไม่รู้ตัว จึงรู้ว่าตนมีความสุขที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา และจะเพียรรู้เพียรละตัวตนต่อไปจนถึงที่สุด
คนที่สาม คือ ด.ช.วอน เล่าว่า ในขณะที่เขาเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.๔ ทางโรงเรียนจัดให้เป็นตัวแทนลูกเสือ ไปร่วมเดินสวนสนามวันลูกเสือร่วมกับนักเรียนโรงเรียนอื่นในจังหวัดลพบุรี
ตอนเย็นก่อนวันที่จะไปเดิน เขารับประทานหอยกาบที่แม่ทำเข้าไปมาก เพราะนานๆได้รับประทานครั้งหนึ่งเกิดรู้สึกอร่อย เมื่อถึงตอนเช้าขณะที่เดินทางไปลพบุรี เขาเริ่มปวดท้องนิดหน่อย พอไปถึงจังหวัดได้ซื้อไอสครีมรับประทานเข้าไปอีก ต่อมาเริ่มรู้สึกปวดท้องมากขึ้น เผอิญได้เวลาจะต้องเข้าไปเดินสวนสนามแล้ว เขาจึงต้องเดินร่วมกับนักเรียนอื่นๆ ผ่านหน้าประรำที่ผู้ใหญ่นั่งอยู่ แต่ไม่ได้ใส่ใจว่าใครเป็นใคร เพราะขณะนั้นรู้แต่ว่าตัวเองปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหว เขาเป็นทุกข์เหลือเกิน จะวิ่งออกไปจากสนามก็ไม่ได้ จำต้องเดินในสภาพยักแย่ยักยัน จะตบเท้าแรงๆ อย่างคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะสิ่งๆ หนึ่งในตัวเขากำลังจะไหลออกมาอยู่แล้ว เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว และปลอบใจตัวเองว่า “ทนอีกหน่อยเถอะน่า อย่าพึ่งไหลออกมานะ!”
พอดีมีสัญญาณบอกให้เลิกแถวได้ เท่านั้นแหละ ด.ช.วอน ก็วิ่งจ้ำอ้าวไปหาห้องส้วมทันที จัดการทำธุระที่ด่วนจี๋ให้เสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็ว แทบจะถอดกางเกงไม่ทัน พอสิ่งนั้นไหลพุ่งออกมาจนหมด เขาจึงรู้สึกตัวเบาหวิวและโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกับร้องอยู่ในใจว่า “เราพึ่งรู้วันนี้เองว่า นี่คือความสุขที่สุดในชีวิตของเรา”
คนฟังและกรรมการพากันหัวเราะชอบใจเรื่องของ ด.ช.วอน มาก และให้คะแนนตบมือกันอย่างท่วมท้น หลวงพ่อก็คงจะทราบว่าไม่แคล้วที่จะคว้ารางวัลที่หนึ่งไปครอง หลวงพ่อครับได้เวลาที่หลวงพ่อจะต้องไปแสดงธรรมแล้ว คนเขาพากันเดินทะยอยไปที่ศาลาฟังธรรมแล้ว นิมนต์หลวงพ่อเถอะครับ
ต่อจากนั้น หลวงพ่อแช่มก็ได้แสดงธรรมให้ชาวบ้านและผู้คนที่มาในงานฟังด้วยภาษาธรรมดาๆ ไม่ใช่อ่านจากคัมภีร์ใบลาน ทำให้คนฟังตั้งใจและจดจ่อฟังกันอย่างดี มีอยู่ตอนหนึ่งหลวงพ่อแช่มเทศน์ว่า
โลกเราทุกวันนี้กำลังลุกเป็นไฟ แต่ไม่มีผู้ใดเห็นได้ สัตว์โลกทั่วไปกำลังแตกแยก ชิงดีชิงเด่นกัน แบ่งเป็นหมู่เป็นพวก เป็นก๊กเป็นเหล่า ของใครของมัน แต่ละเหล่าก็กำลังชักคะเย่อศาสนากันเป็นการใหญ่ ต่างพากันสอนว่าของฉันทำอย่างนี้ถูกต้องที่สุด คณะอื่นผิดหมด หาวิธีดึงดูดให้คนเข้าไปลองชิมรสนิพพาน แต่กลายเป็นสอนให้มีตัวตนบังนิพพานเสียเป็นส่วนมาก กิเลสเลยไม่หมดไปจากจิตที่ยึดถือ เพราะไม่รู้ว่าคนไม่มี เราไม่มี ตัวตนไม่มีในกายใจหรือรูปนามของขันธ์ห้า
บางแห่งก็สอนให้คนสร้างแต่วัตถุ เพื่อสะสมบุญจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ในชาติหน้า คนจึงแข่งทำบุญกันเป็นการใหญ่ และยึดบุญเป็นของตนโดยไม่เหลียวไปมองว่าสิ่งที่สร้างกันขึ้นมาได้ใช้เป็นประโยชน์แค่ไหน เพียงไร บางแห่งก็สูญเปล่า ถูกทิ้งไว้ให้รกร้าง หลวงพ่อเห็นทำกันมานานแล้ว นี่หลวงพ่อก็มีอายุปาเข้าไป ๗๒ ปีแล้ว เห็นเขาทำกันอยู่อย่างไร สอนกันอยู่อย่างไร ก็ยังทำอย่างนั้น หลวงพ่อจึงขอนำมาเตือนญาติโยมทั้งหลาย ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองดูในสิ่งที่ถูกที่ควร ก่อนที่จะทำอะไรลงไป
การทำบุญให้ทานถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์ ก็ควรจะเป็นไปเพื่อหน้าที่ที่จะต้องเกื้อกูลกันตามเหตุและปัจจัย ให้ได้รับกุศลที่ใจ อย่าไปแสวงหารูปแบบหรือติดรูปแบบของพระ อย่าไปหลงเชื่อผิดๆ ว่าพระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้โดยดูแต่ภายนอก แต่ต้องวัดที่พฤติกรรมและการแสดงออกที่บริสุทธิ์ใจไม่เห็นแก่ลาภสักการะ และต้อนรับผู้มาทำบุญไม่เลือกชั้นวรรณะ เสมอหน้ากันหมด ที่สำคัญคือท่านสอนให้ปุถุชนหมดความเป็นตัวตน หมดทุกข์ได้จริงๆ โดยชี้ทางปฏิบัติให้อย่างถูกต้องตามธรรม และสั่งสอนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด ใครติดขัดตรงไหน ขั้นตอนไหน ก็ชี้บอกให้ออกจากความยึดติดได้ นี่แหละจึงจะเป็นพระสงฆ์ที่ควรแก่การเคารพสักการบูชา ควรน้อมจิตเข้าไปรับคำสอนจากท่านมาปฏิบัติให้เกิดผล
คนทุกวันนี้มัวเถียงกันเรื่องสำนักนั้นไม่ถูก สำนักนี้ถูก อย่าลืมว่าชาวพุทธเราควรมีสำนักเดียว คือ สำนักพระพุทธเจ้า หรือเรียกกลางๆ ว่า สำนักพุทธธรรม จริงๆ แล้วคำว่าสำนักไม่มีหรอก ถ้าไม่มีคนเรียกหรือตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อตามเขาว่า นอกจากจะได้ปฏิบัติตามพระธรรมที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วดับทุกข์ได้ทุกปัจจุบันขณะ และทุกข์ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า ผ่านทางพระสงฆ์ผู้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของพระผู้มีพระภาคเจ้า” คนฟังรู้สึกว่าไม่เคยได้ยินพระองค์ไหนเทศน์อย่างนี้มาก่อน จึงพากันติดอกติดใจ และฟังอย่างตั้งใจไม่ถอยไปไหน จนกระทั่งหลวงพ่อเทศน์จบลง
หลวงพ่อแช่มพูดให้ทุกคนได้คิดด้วยว่า ตัวเรานั้นเป็นเพียงสมมุติโลกสิ่งหนึ่ง ใช้เรียกแทนธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จึงพูดว่า “ฉัน เธอ กู มึง” เพื่อให้สะดวกในการพูดและใช้ให้ถูกหน้าที่ ทุกคนจะต้องรู้จักตัวเองให้ถูกต้อง กายที่นั่งฟังอยู่นี้ก็ไม่ใช่เรา มันเป็นกลุ่มธาตุ ดูให้ดีๆ ว่ามันเกิดมาเอง หรือเราทำให้มันเกิดมา มันตายของมันเอง หรือเราเป็นผู้ทำให้มันตาย ถ้าไม่มีเชื้อในพ่อผสมกับไข่ในแม่ จะมีก้อนกายใจก้อนใหม่ออกมาได้หรือ? และในก้อนนี้มีเรา เป็นเรา หรือ? เมื่อโตขึ้นรู้จักรักสวย รักงาม รักกาม ก็ไม่ใช่เรา เขาโตได้ด้วยอาหารใช่ไหม? ไม่ใช่เราเลี้ยงดูเขานะ
กามคุณทั้งหลายทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสิ่งที่ให้คุณถ้ารู้จักใช้ให้ถูกต้องและพอดี แต่ถ้าใช้ อย่างพร่ำเพรื่อ มีจนเกินพอแล้วยังเรียกหาอยู่เรื่อย ก็เป็น กามราคะ เป็น ตัณหา (ความอยากที่ให้โทษ เกิดทุกข์) ถ้าทุกคนรู้จักตัวเองว่าความจริงข้างในเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ถูกปรุงมาให้ทำหน้าที่โดยไม่อยากเกินความจำเป็น เกินความต้องการของธรรมชาติ ก็จะอยู่กันอย่างสันติสุข ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
ส่วนภายนอกซึ่งเป็นสมมุติว่า ฉัน เรา เขา เธอ กู มึง นั้นก็ใช้ไปตามภาษาสมมุติ อย่าไปยึดถือว่ามีจริงๆ ก็จะไม่เดือดร้อน เพราะเป็นของที่ไม่มีจริง จะเปลี่ยนจากฉันเป็นเรา เป็นกู เป็นข้าพเจ้าได้เสมอ ตามกาละและเทศะ
หลวงพ่อแช่มเทศน์พอสมควรแก่เวลาก็จบการเทศน์ ผู้คนออกันอยู่มากมายเพื่อช่วยทำบุญถวายปัจจัยติดกันฑ์เทศน์แก่หลวงพ่อ ด.ช.วอนได้รับรางวัลชนะเลิศผู้เล่าเรื่องความสุขในชีวิตที่ผ่านมาตามความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ เพราะเล่าได้สนุกและตื่นเต้นถูกใจผู้ฟัง ส่วนสามเณรใจสิงห์ได้รางวัลที่สองเพราะคนทั่วไปยังไม่เข้าใจความสุขในการเห็นธรรมมากนัก
เมื่อได้รับรางวัลและทำหน้าที่ของตนเรียบร้อยแล้ว ด.ช.วอนก็ประกาศยอดเงินรายรับ รายจ่ายของงานให้ทุกคนได้ทราบ และมอบให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลวัด นำไปทำประโยชน์ให้วัดต่อไป ส่วนเงินรางวัลที่ตนได้รับ ก็บอกว่าจะนำไปช่วยทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนที่ตนเรียนอยู่ส่วนหนึ่ง นับว่าเขาเป็นเด็กที่หน้ายกย่องในการกระทำดี มีความคิดที่ดีถูกต้อง และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง ควรที่ผู้ใหญ่บางคนจะได้นำไปตรวจสอบและปรับปรุงตัวเองดูบ้าง
เป็นอันว่าการจัดงานวัดคราวนี้ ได้ผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายญาติโยมและวัด ที่สำคัญคือทุกคนได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อแช่มซึ่งไม่เคยมีพระองค์ไหนเทศน์ให้ฟังแบบนี้มาก่อน ทำให้รู้จักมองตัวเองและทำสิ่งที่ถูกต้องขึ้นทั้งในส่วนตนและผู้อื่นที่มาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา หลายๆ คนสะดุดใจเรื่องการทำบุญที่ถูกต้องตามที่หลวงพ่อแช่มชี้แนะว่าควรจะเป็นอย่างไร นับว่าไม่เสียแรงที่หลวงพ่อแช่มได้สละเวลามาให้ธรรมในครั้งนี้------------
--------------------
ทำบุญให้ถูกต้อง

อันอิฐหินปูนทรายไม้สีเหล็ก
เป็นเรื่องเล็กคนสร้างทางกุศล
เอามาก่อมาสร้างหวังเบื้องบน
แล้วบอกผลออกไปว่าได้บุญ
ไปสวรรค์นิพพานกาลข้างหน้า
เลยทำไร่ทำนาค้ากันวุ่น
ต้องใช้เงินใช้ทองเป็นกองทุน
จึงทำบุญแบบคนวนเกิดตาย
จะทำบุญให้ถูกปลูกกุศล
ต้องละคนทิ้งคนจึงพ้นได้
พุทธองค์ไม่ทรงหวังทิ้งวังไป
ต้องทำบุญเพื่อให้ไม่เอาคืน

กตธุโร

ทำบุญกุศลเพื่อหมดคน

การทำบุญทำกุศลผลย่อมเกิด
ที่ประเสริฐต้องเห็นเป็นกุศล
ใช่จะใช้เงินทองมองแบบคน
แล้วรับผลโมหะละไม่จริง
ต้องสละละออกทั้งนอกใน
กายใจที่เป็นคนต้องโยนทิ้ง
ทำที่กายที่ใจแล้วได้จริง
สิ่งทุกสิ่งของเราเขาไม่มี
ถ้าทำเอามันไม่ได้อะไรหรอก
ถ้าทำออกหมดเหตุกิเลสหนี
หมดทั้งคนหมดทั้งบุญวุ่นฟรีฟรี
ที่เหลืออยู่เวลานี้ธรรมกับธรรม
กตธุโร
บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๑
-----------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ
ภรรยาผู้ใหญ่มา :นมัสการเจ้าค่ะ หลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยม อ้าว! วันนี้โยมผู้หญิงมาด้วยหรือ มีอะไรพิเศษรึ?
ภรรยาผู้ใหญ่มา :ไม่มีอะไรมากนักหรอกเจ้าค่ะ วันนี้ดิฉันทำขนมจีนน้ำยา ตั้งใจจะนำมาถวายหลวงพ่อโดยเฉพาะ เขาว่าทำบุญกับพระอริยะนั้นได้บุญมาก ดิฉันให้ลูกชายมาทำแทนหลายเที่ยวแล้ว คราวนี้ขอมารับบุญด้วยตัวเอง ขอให้หลวงพ่อช่วยชี้แนะด้วยเถอะเจ้าค่ะ
หลวงพ่อแช่ม :ตกลงๆ รับพรก่อนนะ หลวงพ่อจะให้พรตามธรรมเนียมก่อน แล้วจะอธิบายเรื่องการทำบุญให้ฟัง การทำบุญให้ได้บุญนั้นต้องทำด้วยใจ ตั้งใจให้บริสุทธิ์เบิกบานก่อนจะทำ และทำด้วยความสดชื่น ทำแล้วมีความสบายใจชื่นใจ อิ่มใจ เรียกว่าทำบุญและได้บุญที่ใจ เป็นความสบายใจ
แต่ยังไม่พอนะโยม เพียงเท่านี้ โยมอาจจะไม่สบายใจอีกได้ เมื่อไปได้ยินได้ฟังใครเขาตำหนิติเตียน ว่าโยมเป็นอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ โยมจะต้องทำบุญให้ยิ่งไปกว่านั้น คือ ทำบุญเพื่อชำระบาปในใจ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เมื่อมีใครมายั่วยุ พูดจาถากถางให้ร้ายป้ายสี เป็นต้น จึงจะถูกต้องตามความหมายของบุญจริงๆ คือ ไม่หลง ไม่ติดบุญ ไม่ยึดบุญที่กระทำว่ามีตัวตนเป็นของตน แล้วยังหวังจะเก็บสะสมไว้ชาติหน้า เพื่อให้ตนได้ไปเสวยบุญบนสรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อตามที่คนเขาพูดไว้ ไม่ควรยึดถือเป็นจริงเป็นจัง สู้ทำบุญในปัจจุบันด้วยสติปัญญาชนิดที่จะไปล้างบาป ดับกิเลสตัณหาในใจ ตัดความเห็นแก่ตัวออกไปให้หมด และช่วยกันทะนุบำรุงพระศาสนาและผู้เผยแผ่ศาสนาซึ่งนำธรรมะมาสอนคน ให้ความเป็นคนค่อยๆ หมดไป และให้ศาสนายังคงมีอยู่ในโลกเพื่อเป็นที่พึ่งของคนต่อไปอย่างถูกต้องไม่ได้ ถ้าหมดบาปหมดกรรม หมดกิเลสกันในปัจจุบันได้ จะไม่หวังอะไรและไม่คิดจะสะสมอะไรไว้ต่อชาติหน้าอีกเลย
เพราะฉะนั้นการทำบุญจะต้องไม่เจาะจงผู้รับด้วย ไม่ว่าจะเป็นสมมุติสงฆ์หรืออริยสงฆ์ แต่ทำด้วยใจที่คิดจะให้ประโยชน์เกื้อกูลกัน ซึ่งแน่นอนพระอริยะท่านรู้ดี รู้ชั่ว ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และให้ธรรมะซึ่งเป็นประโยชน์แก่โยมได้มากกว่าสมมุติสงฆ์ธรรมดา ผู้ยังมีจิตใจเป็นคนๆ อยู่ และไม่สามารถจะให้ธรรมชั้นสูงแก่ชาวบ้านได้ การทำบุญกับพระอริยะจึงได้บุญสูงเป็นธรรมดาตามเหตุ
ภรรยาผู้ใหญ่มา :ดิฉันพอที่จะเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปจะทำบุญให้ถูกต้อง เพื่อชำระบาปหรือกิเลสที่เกรอะกรังอยู่ในใจออกไปเรื่อยๆ จะหาโอกาสมาฟังธรรมจากหลวงพ่อด้วยตัวเองให้มากขึ้น วันนี้ดิฉันได้รับบุญอันยิ่งแล้ว มิฉะนั้นจะต้องหลงอยู่อีกนาน ดิฉันขอกราบลาหลวงพ่อก่อน ยังมีงานที่จะต้องทำต่อ
หลวงพ่อแช่ม :เจริญพร เถอะโยม
ผู้ใหญ่มา :หลวงพ่อครับ ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง
คือว่าลูกชายผม “เจ้าเมือง” มันเกิดไปชอบพอกับหญิงสาวคนหนึ่ง บ้านอยู่ที่หมู่บ้านใกล้เคียงกัน วันหนึ่งเขาชวนกันมาเที่ยวที่บ้านผม ตอนขากลับเจ้าเมืองก็เดินไปส่ง ขณะเดินข้ามทุ่ง พบกับเสือทาบและกลุ่มพวกของมันจำนวน ๓ – ๔ คน พรรคพวกเสือทาบจัดแจงเข้ามาล้อมคนทั้งสอง คือลูกชายผมกับเพื่อนสาว หวังจะจี้เอาเงิน แต่เสือทาบเกิดจำหน้าลูกชายผมได้ ว่าเป็นลูกของผมมันจึงปล่อยตัวไป
ที่มันคอยดักจี้ปล้นเขากิน เพราะยังแค้นที่พ่อมันถูกโจรปล้นแล้วฆ่าตาย ยังชำระหนี้กันไม่หมด หลวงพ่อครับ แล้วอย่างนี้จะปล่อยมันไว้ทำไมกัน? ชาวบ้านต่างก็พลอยเดือดร้อนกันมาก ผู้ใหญ่บ้านที่มันอยู่ก็ไม่มีน้ำยา ทำอะไรมันไม่ได้และไม่จัดการอะไรเลย
หลวงพ่อแช่ม :ใจเย็นๆ ผู้ใหญ่ หลวงพ่อจัดการเรียบร้อยไปแล้ว จะเล่าให้ฟังนะ
เมื่อวานนี้เสือทาบมันไปที่วิหาร ”ฟ้าฟื้นขุนแผน” เพื่อเข้าไปเอาอาวุธฟ้าฟื้นที่มันใช้ประจำตัว หลวงพ่อได้ยินเสียงสุนัขเห่าผิดสังเกตตอนตี ๒ จึงลุกไปดู เห็นมันกำลังแบกปืนจะเอาไปฆ่าคนที่ฆ่าพ่อของมัน หวังจะฆ่าล้างโคตรกันเลย พอมันเห็นหลวงพ่อยืนอยู่ข้างๆ ก็สะดุ้งสุดตัว แล้วก้มลงกราบหลวงพ่อพร้อมกับวางปืนไว้ข้างๆ
หลวงพ่อถามว่า “ทาบเอ๊ย! เอ็งจะสร้างกรรมอีกแล้วหรือ? พ่อของเอ็งก็ตายไปนานแล้ว ถ้าเอ็งตามไปฆ่าคนอื่นให้ตายทั้งโคตรแล้วเอ็งจะได้อะไรล่ะ?” มันตอบว่า “ก็ได้หายแค้นไงครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อถามต่อว่า “ถ้าเอ็งไม่ฆ่าเขา เขาทั้งหลายจะตายกันไหมในเวลาไม่เกิน ๑๐๐ ปีนี้?” “ตายขอรับ” เจ้าทาบตอบ “แล้วปืนนี้ใครสร้างขึ้นมา?”. “คนสร้างขอรับ” “คนเอาอะไรมาสร้าง?” “เอาของในโลกมาสร้างครับ”
“เออ! เอ็งฟังให้ดีนะ คนก็เกิดมาจากโลก โลกสร้างทุกสิ่งขึ้นมาพร้อมทั้งคน แล้วคนก็ไปสร้างอะไรๆ ออกมาอีกมากมาย และยึดสิ่งที่คนสร้างว่าเป็นจริง ยึดเป็นตัวตน เป็นกู เป็นเรา เป็นเขา เป็นของเรา ทั้งๆที่ทุกสิ่งไม่พ้นไปจากความเป็นธาตุของโลกมาประชุมกัน แล้วเอ็งจะเอาธาตุไปฆ่าธาตุมันจะมีประโยชน์อะไรหือ! เอ็งดูไก่ก็ได้ ยามที่คนเอามันใส่เข่งรวมกันเพื่อไปฆ่าและขาย มันยังตีกันขณะที่อยู่ในเข่ง หวังจะเอาชนะ หวังจะเป็นใหญ่ โดยไม่รู้ว่าอีกไม่นานจะต้องตายอยู่แล้ว
แต่นั่นมันเป็นสัตว์ประเภทนั้น มันไม่ใช่คนซึ่งพอจะมีปัญญารู้ดี-รู้ชั่วมากกว่ามัน เพราะมีโอกาสได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์บ้าง ท่านสอนว่าการฆ่ากันเป็นบาป ควรละเว้น จะเป็นกรรมให้ตกนรกหมกไหม้ต่อไปอีกนาน ข้าก็ได้แต่บอกให้เอ็งรู้และเตือนสติเอ็งไว้แค่นี้ ข้าจะขอไปทำธุระของข้า เพื่อโปรดสัตว์อื่นต่อไป ส่วนเอ็งก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป เอ็งก็ต้องไปตามกรรมของเอ็งแหละ”
พอหลวงพ่อเดินจากเสือทาบไปไม่กี่ก้าว เสือทาบก็วิ่งเข้ามาหา และระล่ำระลักบอกว่า “หลวงพ่อครับ ปืนนี้ผมให้หลวงพ่อเก็บไว้ และช่วยส่งให้ทางราชการเขาด้วย พร้อมกับปืนเล็กอีก ๑ กระบอก ที่ผมใช้ประจำตัว ผมตัดสินใจแล้วว่าจะขอให้หลวงพ่อบวชให้ และจะไม่สึกอีกเลยในชีวิตนี้” “เอาอย่างนั้นหรือ เอ็งแน่ใจแล้วหรือว่าจะหยุดทำบาป?” “ครับ หลวงพ่อ ผมซาบซึ้งในคำสอนของหลวงพ่อ และเริ่มจะมองเห็นความจริงแล้ว ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาด ณ บัดนี้เลย”
“เออ!หลวงพ่อขออนุโมทนาด้วย เสือที่วางเขี้ยวเล็บ หมดความอยาก หมดความอาฆาตพยาบาทที่จะทำร้ายใครต่อไปอีก มันน่าสรรเสริญจริงๆ แล้วหลวงพ่อจะบวชให้ ขอให้เอ็งไปเตรียมตัวบอกทางบ้านและเตรียมตัวมาที่วัด มาพบหลวงพ่อเพื่อนัดหมายกันอีกครั้ง ขอให้เอ็งปลอดภัยและเป็นสุขเถิด” แล้วเสือทาบก็จากไปทำธุระของมัน
ผู้ใหญ่มา :ผมก็รู้สึกโล่งอกไปด้วย ขออนุโมทนากับเสือทาบจริงๆ หลวงพ่อครับ ทำไมคนเราจึงโกรธกันง่าย และทำอะไรรุนแรงจนต้องถึงกับฆ่ากันได้ลงคอล่ะครับ?”
หลวงพ่อแช่ม :เรื่องความโกรธ มันออกจะเป็นเรื่องใหญ่ และไม่มีผลดีแก่ใครๆ เลยโทษของมันก็มีมาก เราควรจะเข้าใจ หนีโกรธ และออกจากความโกรธอย่างสิ้นเชิงให้ได้นะ
“เมื่อโลกยังไม่มี มีความโกรธไหม?” หรือ “เมื่อคนยังไม่มีในโลกนี้จะมีโกรธไหม?” เพราะคนสอนให้จำกันต่อๆ มาให้รู้ความหมายของคำพูด คำด่า คำชม คำสบประมาท คำดูถูกเย้ยหยันทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่คนตั้งเอาเอง
“ถ้าคนต่อๆ มาไม่รู้ความหมายเหล่านี้ จะโกรธเป็นไหม จะเกิดโกรธขึ้นมาไหม?” หรือ ”ถ้าความหมายเหล่านั้นมี แต่เราไม่รับคำสบประมาทเข้ามาสู่ใจ เราจะโกรธได้ไหม?” หรือ “ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ได้ทำอะไรผิด เวลาถูกสบประมาท หรือถูกด่าจะโกรธไหม?” หรือ “ถ้าเรารู้ว่าคำด่า คำชมทั้งหลายมีไม่จริง เราจะยึดถือเข้ามาให้โกรธไหม?” หรือ “ถ้าไม่มีเราเสียอย่างเดียว คำด่าคำชมทั้งหลายจะมีใครเป็นผู้รับหรือโกรธได้เล่า?
ธรรมชาติโกรธได้ ก็หายได้ และโกรธไม่จริง หายไม่จริง เพราะธรรมชาติไม่มีตัว คนต่างหากที่คิดว่ามีตัวและยึดธรรมชาติมาเป็นของตัว คนจึงโกรธจริง คนไม่เรียนรู้แต่เรียนเอา จึงโกรธเป็นและโกรธง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เกิดความแค้น ต้องการจะแก้แค้น ให้หายโกรธ จึงทำอะไรรุนแรงขึ้นๆ ให้สาสมแก่ใจที่รู้สึกโกรธแค้นไงล่ะ ผู้ใหญ่ เหมือนคำพูดในหนังจีนที่ว่า “แค้นนี้ต้องชำระ จึงจะหายแค้น” แต่หารู้ไม่ว่าแค้นก็ไม่จริง หายก็ไม่จริง
ผู้ใหญ่มา :แล้วเรื่องวิหารฟ้าฟื้นขุนแผนละครับ เป็นมาอย่างไร?
หลวงพ่อแช่ม :อ๋อ... ประวัติเขามีมานานแล้ว วัดที่เราอยู่นี่ เขาเรียกว่า “วัดบ้านดาบ” ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องขุนช้างขุนแผน มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่ขุนแผนกลับมาจากปราบกบฏที่เชียงใหม่ แล้วก็เอาม้าสีหมอกฝากไว้กับเจ้าเมืองพิจิตร เดินล่องลงมาข้ามน้ำที่ท่าข้าม และฝังดาบประจำตัวไว้หลังวิหารใต้พระประธาน
ตอนหลังขุนแผนมีเรื่องถึงติดคุกจนผมยาว เพราะถูกลืมอยู่ในคุก จนกระทั่งถึงคราวที่ จมื่นไวย (ลูกชายขุนแผน) จะต้องไปรบที่เชียงใหม่ ขุนแผนจึงมาขุดเอาดาบประจำตัวและม้าที่พิจิตรไปช่วยลูกชาย วัดนี้จึงมีชื่อว่า “วัดบ้านดาบ” ตามประวัติเก่าๆ ที่เกี่ยวข้องกับขุนแผน ส่วนท่าที่ข้ามน้ำลพบุรีตรงหัววัด ก็มีชื่อเรียกว่า “บ้านท่าข้าม” มาจนทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงขุนแผนคนก็รู้จัก “ฟ้าฟื้น” ซึ่งเป็นชื่อดาบของเขาไปด้วย
ผู้ใหญ่มา : แหม! ผมก็เพิ่งจะรู้เรื่องราวละเอียดของบ้านเราวันนี้เอง ต้องขอขอบพระคุณหลวงพ่อมาก และผมดีใจจริงๆที่หลวงพ่อช่วยยกจิตวิญญาณของเสือทาบได้ จนเขาเข้าใจเรื่องบาป-บุญ คุณ-โทษ และมอบกายใจบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา
หลวงพ่อแช่ม : เออ... หลวงพ่อจะมอบกลอนให้ผู้ใหญ่นำไปอ่านและพิจารณาดูเล่นๆ บ้าง เกี่ยวกับความโกรธ ที่คนหลงกันมาก ติดกันมาก

อันความโกรธเกิดขึ้นทีละน้อย
จะค่อยค่อยมากขึ้นฝืนไม่ไหว
ถ้าหากปล่อยให้สุกลุกเป็นไฟ
จะห้ามมันอย่างไรก็ไม่ทัน
ดูให้ดีมันเป็นมันนั้นจริงหรือ
มันมีเราเข้าชื่อร่วมสังสรรค์
เรากับมันร่วมพิโรธเลยโกรธพลัน
ถ้าเป็นมันโดดโดดโกรธไม่มี
ตัดขันธ์ห้าไม่ขาดฟาดเอาเรื่อย
จะต้องเหนื่อยหมดแรงแข่งกับผี
สติทันปัญญาโผล่โผราวี
ผีโกรธหนีกระเจิงไปไม่ฟาดฟัน
รีบหยุดดูความโกรธโลดแล่นไป
ไม่มีโลกจะมีใครมาเสกสรร
ปั้นแต่งโกรธโทษเราเขาเป่าใส่กัน
สัญญานั้นยันต่อมาว่าเป็นจริง
อันความโกรธจะระงับดับไม่ยาก
ขอเพียงพรากสัญญาที่มาสิง
ให้ตัดขาดจากเวทนาอย่าประวิง
ความโกรธนิ่งดับไปไม่ใช่เรา
รู้เท่าทันความโกรธโทษเหลือหลาย
อย่าเอามาใส่ใจให้แผดเผา
สติทันปัญญาโผล่โถคนเรา
หลงโง่เขลาฆ่ากันฟันธาตุเอย

ผู้ใหญ่มา :ผมรู้สึกซาบซึ้งในคำสอนของหลวงพ่อมาก ขอกราบลาก่อนนะครับ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ ขอให้เจริญธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด
----------------------
ดูความโกรธ

อันความโกรธนั้นไม่เบานะเจ้าข้า
มันจะมาหลายแบบแอบซ่อนเร้น
ไม่มีเวลาไม่มีกำหนดและกฎเกณฑ์
นึกจะเต้นมันก็เต้นขึ้นมาเลย
ทำอย่างไรจึงจะให้หายโกรธได้
จะต้องรู้เข้าไปอย่านิ่งเฉย
ดูขันธ์ห้าทุกทุกขันธ์ทุกวันเลย
ทิ้งขันธ์ห้าที่เคยยึดเป็นเรา
ไม่มีเราในมันในขันธ์ห้า
ความโกรธเกิดกี่คราก็ว่างเปล่า
การเกิดดับก็จะหดเพราะหมดเรา
ตัวโกรธก็จะเฉาตายไปเอง

กตธุโร


บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๒
---------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ อาทิตย์ก่อนผมมาไม่พบหลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ อ๋อ หลวงพ่อไม่อยู่ เขาเชิญคณะสงฆ์ไปประชุมที่จังหวัดเกี่ยวกับการสอนธรรมมะให้ชาวบ้าน มีทั้งพระและฆราวาสมาร่วมประชุมมากมาย
เขาเชิญผู้ที่สนใจธรรมจากสระบุรีมาด้วย เป็นฆราวาส ประกอบด้วยนายแพทย์และสหายธรรมอีก ๒ คน ซึ่งทำงานเผยแพร่ธรรมของชมรมอิทัปปัจจยตา การประชุมครั้งนี้มีพระเจ้าคุณจากวัดแห่งหนึ่งในเมืองลพบุรีเป็นประธาน คุณประพันธ์ได้กระซิบบอกหลวงพ่อให้พูดถึงฆราวาสที่เรียนธรรมจริง ปฏิบัติจริง ว่าสามารถจะสอนชาวบ้านให้รู้ให้เข้าใจธรรมได้ ควรจะสนับสนุนให้เป็นที่ยอมรับของชาวบ้านญาติโยม และให้ไปเรียนธรรมกัน จะได้ซักถามปัญหากันได้เต็มที่มากกว่าจะถามพระภิกษุบางองค์ก็มี จะได้มีโอกาสเห็นธรรมเร็วขึ้น
ในตอนหนึ่งของการประชุม หลวงพ่อก็พูดว่า “หมู่นี้ได้ข่าวเสมอๆ ว่าพระเราไม่ค่อยจะเอาใจใส่ในการทำหน้าที่ของพระให้ถูกตรงตามพระธรรมวินัย กลับมาก้าวก่ายงานของประชาชนบางอย่าง ซึ่งทางราชการเขาจัดการช่วยอยู่แล้ว หรือบางองค์ก็สอนเรื่องที่ไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน กลับพาชาวบ้านหลงงมงาย หรือคล้อยตามชาวบ้านในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ทำให้ชาวบ้านได้ใจและลืมตัว ทั้งพระและชาวบ้านต่างก็ถอนตัวไม่ขึ้นตกจมอยู่ในกิเลสตัณหาด้วยกัน
เรื่องการทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา ก็เป็นสิ่งที่จะต้องสอนชาวบ้านให้ถูกต้อง ไม่ใช่ส่งเสริมให้เขาทำเพื่อตัวตนเพื่อความสุขบนสวรรค์ในชาติหน้า ซึ่งเป็น มิจฉาทิฏฐิ แต่ควรสอนให้ทำเพื่อเสียสละตัวตนออกไป เป็นการนำความโลภ ความโกรธ ความหลงออกจากตน ไม่ใช่ทำบุญเพื่อบุญของตน
พระสงฆ์ควรจะสนใจศึกษาพระธรรมให้แตกฉาน จนตัวเองหลุดพ้นจากภาวะแห่งความยึดถือว่ามีตัวตน และสอนชาวบ้านตลอดจนพระเณรด้วยกันให้เข้าใจเรื่อง “นิพพาน” อย่างถูกต้อง ให้เขารู้จักปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งซึ่งนิพพาน ไปตามขั้นตอนของภูมิธรรมของแต่ละคน แล้วแต่ว่าใครจะขวนขวายด้วยความอุตสาหะมากน้อยเฉพาะตน จนกระทั่งหมด อวิชชา หมดอัตตานุทิฏฐิ (ความยึดติดว่ามีตน-ว่าของตนในความคิดเห็น) ทั้งพระและฆราวาสจึงต่างก็จะได้เชื่อว่าเป็น พุทธบริษัท ที่แท้จริง ชาวบ้านใกล้ไกลที่รู้เข้าย่อมอนุโมทนาเอง และร่วมแรงร่วมใจกันประสานงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป ทำให้ลูกหลานได้เห็นแบบอย่าง และอาศัยเป็นที่พึ่งทางใจที่ถูกต้องต่อไปได้นานๆ
แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันนี้มีฆราวาสหันมาสนใจธรรมแบบพึ่งฆราวาสด้วยกันเองก็มีไม่น้อย รู้จักปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจธรรม และทำหน้าที่ชี้แนะธรรมให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนหมดปัญหาซึ่งน่าจะอนุโมทนาสาธุให้
ผู้ใหญ่มา :โอ้โฮ! หลวงพ่อพูดขนาดนี้เชียวหรือครับ? ไม่มีใครฟังแล้วโต้แย้งบ้างหรือ?
หลวงพ่อแช่ม :ก็ไม่เห็นมีนะ บางคนอาจจะแย้งอยู่ในใจ ก็เป็นเรื่องของเขา หลวงพ่อไม่สนใจหรอก ถ้าใครให้พูดหลวงพ่อก็จะพูดแบบนี้ พูดในสิ่งที่สมควรและมีเหตุมีผล เพื่อพระเราจะได้นำไปคิดไตร่ตรองดูบ้าง แม้ชาวบ้านที่มาวัดถ้าทำไม่ถูกหลวงพ่อก็จะติงเสมอว่า “โยมอย่ามัวไปเอาอกเอาใจพระให้มากนักนะ พระปุถุชนก็ยังมี ประเดี๋ยวจะพากันหลงไปด้วยกันหรอก!” ซึ่งเขาก็รู้และเข้าใจ เพราะมองเห็นอยู่ บางคนชอบยุแหย่ให้พระขัดใจกับฆราวาสซึ่งปฏิบัติดีตั้งใจดีโดยตลอดที่จะมาเรียนธรรมและช่วยงานเผยแพร่ศาสนาจริงๆ
สำหรับหลวงพ่อมักจะคอยหาโอกาสให้ฆราวาสที่รู้ธรรมเห็นธรรม ได้ช่วยแสดงความคิดเห็นต่อจากหลวงพ่อเสมอ เพื่อให้ญาติโยมได้เห็นและเกิดศรัทธาที่จะเข้าไปรับฟังการสอน การชี้แนะ จากฆราวาสเหล่านั้นในโอกาสต่อไป สมมุติสงฆ์ที่ยังมีความเป็นคนในจิตก็จะได้ฟังและขวนขวายปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ให้เป็นพระแท้กันให้มากขึ้นด้วย หลวงพ่อเคยไปฟังที่วัดบางแห่ง ได้ยินพระบางองค์เทศน์กระแนะกระแหนชาวบ้านไปพลาง พูดจาถากถางพระด้วยกันไปพลาง ช่างเป็นการสร้างบาปอกุศลให้แก่ตนแท้ๆ! แม้ชาวบ้านซึ่งมีปัญญาได้ยินเข้าก็หมดศรัทธาที่จะฟังต่อไป และพากันหายหน้าไปจากวัดนั้นจนไม่มีใครมาร่วมสนับสนุนส่งเสริมพระศาสนาด้วย ก็มี
หลวงพ่อเลยสรุปว่า “จะเป็นคนหรือเป็นพระก็เพียงแต่คนตั้งเอา” เมื่อใครรู้สึกว่าทั้งคนและพระมีไม่จริง และหมดความยึดถือจากใจได้แล้วจะรู้เอง หลวงพ่อได้ฟังข้อคิดเห็นจากคนอื่น รวมทั้งคุณประพันธ์และสหายธรรมจากสระบุรี ก็ให้การสนับสนุนความเห็นของหลวงพ่อ ต่างก็ช่วยกันพูดให้ทุกฝ่ายหาทางนำวิธีปฏิบัติธรรมที่ลัดสั้น และเข้าใจง่ายมาสอนชาวบ้าน โดยหลีกเลี่ยงภาษาในพระไตรปิฏกซึ่งชาวบ้านจำไม่ได้และเข้าใจยากให้มากที่สุด ถ้าจะใช้ก็ต้องแปลและคลี่คลายให้เขาเข้าใจความหมายอย่างชัดเจนด้วย หลวงพ่อจับคำพูดของคณะผู้เข้าประชุมที่มาจากสระบุรี ที่นำแนวการสอนของอาจารย์กตธุโรมาเล่าสู่กันฟังย่อๆ ก็ดูน่าฟังมาก จะนำมาถ่ายทอดให้โยมผู้ใหญ่ด้วยจะเอาไหม?
ผู้ใหญ่มา :ขอบคุณมากครับหลวงพ่อ นึกว่าเอาบุญเถิดครับ ผมกำลังปรารถนาจะฟังอยู่พอดี
หลวงพ่อแช่ม :เขาพูดสั้นๆได้ใจความและมีสาระมาก เขาพูดว่า การปฏิบัติตามแนวพุทธธรรมที่แท้จริง จะต้องเห็นแจ้งว่าเราไม่ได้เกิดมา ทุกสิ่งที่ทำหน้าที่อยู่ในโลก ล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งของธาตุตามธรรมชาติ อาศัยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ซึ่งธรรมชาติปั้นขึ้นมาและเป็นของใครไม่ได้ นอกจากของโลก โลกให้มาแบบลอยๆ เปล่าๆ ไม่มีตัวตน เพราะโลกเองก็อยู่อย่างลอยๆ ไม่มีตัวตน และดึงดูดซึ่งกันและกันให้ทรงตัวอยู่ได้ ทุกสิ่งอาศัยสมมุติจึงเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา และอื่นๆขึ้นมา คนเปรียบเสมือนโรงงานโรงหนึ่ง มีกายนอก (รูปนอก) เป็นตัวโรงงาน กายในเป็นเครื่องจักรซึ่งได้รับวัตถุดิบป้อนเข้ามา คือ อาหาร อากาศ น้ำ และอารมณ์ต่างๆ เครื่องจักรรวมถึง รูปกายภายใน รวมทั้งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีใจเป็นผู้จัดการ ทั้งโรงงานและผู้จัดการล้วนเป็นธาตุของโลก ซึ่งไม่มีตัวตน เมื่อทำหน้าที่จนโรงงานและเครื่องจักรพังไป ผู้จัดการก็หมดหน้าที่ไปด้วย
การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ก็เพื่อให้เข้าถึงความจริงอย่างนี้ ว่ากายใจไม่ใช่ของเรา เพียงอาศัยกันทำหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-สลายไปเป็นขณะๆ ทั้งการเคลื่อนไหวกายและความคิดความรู้สึก ใจย่อมรับรู้ตามที่เป็นจริงทั้งเหตุและผล แต่ไม่ยึดถืออาการทั้งเหตุและผลว่ามีตัวตนเป็นของตน ใจก็จะเป็นอิสระและว่างอยู่เสมอ เข้าสู่ภาวะนิพพาน
การที่จะเห็นความจริงว่าไม่มีอะไรจริงในโลกนี้ ต้องถอดสมมติออกจากธรรมเสียก่อน ที่ปรากฎให้เห็นคือ สังขารธรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรู้ได้โดยธาตุรู้จากใจ หยั่งรู้เข้าไปในสภาวธรรมทั้งปวงในรูปของ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา ทั่วพร้อม
เมื่อธาตุ ต่อ ธาตุกระทบกัน รวมตัวเป็นกลุ่มธาตุ (รูป) และกลุ่มธาตุมาสัมผัสกับธาตุเบาอีกชนิดหนึ่งคือ วิญญาณธาตุ จะเกิดนามคือ ความรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นและรู้สึกอย่างไรหรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เมื่อธาตุหนักกับธาตุหนักกระทบกัน จะเกิดธาตุเบาขับเคลื่อนไป ลอยไปเป็นอาการรู้ แล้วก็สลายไปหมดทุกครั้ง เป็นความรู้เก็บไว้ให้นึกคิดใหม่ หมุนเวียนกันอยู่อยางนี้ โดยไม่มีตัวผู้กระทบ ผู้ถูกกระทบ และผู้รู้ พอจบขบวนการก็สลายไปหมด เรียกว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา สุญญตา จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงแท้ถาวร แต่ความไม่รู้ (อวิชชา) ทำให้คนหลงว่าทุกสิ่งมีจริง ทั้งๆ ที่สมมติโดยชื่อและความหมายตั้งขึ้นทีหลังเพื่อให้รู้ความหมายของสภาวะซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของธาตุหนักและธาตุเบา
เมื่อธาตุเหล่านี้ต้องสลายไป คนที่ไม่รู้ความจริงและหลงยึดถือจึงพากันเป็นทุกข์ จนกว่าจะไปรู้ความจริงเห็นความจริงของธาตุที่ทำหน้าที่เกิด-ดับทุกขณะด้วยสติปัญญาจึงเลิกยึดถือ และปล่อยให้ธาตุทำหน้าที่ตามปัจจัยของมันโดยไม่มีตัวตนและไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง, จัดการยึดครอง ก็จะหมดทุกข์ หมดปัญหา อยู่อย่างว่างๆ ทำอย่างว่างๆ คิดอย่างว่างๆได้ จนกว่าจะหมดพลังของธาตุเหล่านั้นที่จะกระทบและขับเคลื่อนต่อไป ผู้ใหญ่ฟังดูแล้วเห็นเป็นอย่างไร? พอจะเข้าใจและคิดว่าจะปฏิบัติได้ง่ายขึ้นไหม?
ผู้ใหญ่มา :โอ้โฮ! หลวงพ่อ ผมฟังแล้วเข้าใจชัดมาก ผมจะขยันดูและพิจารณาด้วยปัญญาให้มาก หากติดขัดประการใดจะขอไปเรียนถามอาจารย์กตธุโรดูบ้าง หรืออาจจะไปพบลูกศิษย์ของท่านบางคนที่อยู่ใกล้ๆ ขอให้หลวงพ่อพักผ่อนเถอะครับ ผมรบกวนเวลาของหลวงพ่อมานาน หลวงพ่ออายุมาแล้วควรจะได้พักมากๆ ผมตั้งใจว่าถ้าเห็นธรรมจนถึงที่สุดแล้วจะมาช่วยหลวงพ่อสอนธรรมให้ชาวบ้านแถวนี้ด้วย
หลวงพ่อแช่ม :เออดีๆๆ สาธุ ขอให้เจริญธรรมเถอะ
-----------------------



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 4:41:17 น. 0 comments
Counter : 853 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
20 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.